24 กุมภาพันธ์ 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?


ที่เห็นและเป็นอยู่
เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

"เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?" เป็นชื่องานเสวนาที่ตั้งต้นจัดโดยประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน โดยมีนักศึกษาจากรั้วธรรมศาสตร์เข้าร่วมวงเสวนาด้วย เป็นชื่อการเสวนาที่ชัดเจนถึงการตั้งคำถามกับงานบอลประเพณีที่ถูกจัดขึ้นมาตลอด78ปีที่ผ่านมา


พูดตามตรงว่าคำถามที่ว่า “เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?” เป็นคำถามที่ตรงใจผม เพราะในช่วงที่ทำข่าวอุทกภัยปีที่แล้ว การที่ได้เข้าไปสัมผัสชีวิตที่อยู่รอบๆรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ที่ต้องอยู่ในสภาพน้ำท่วมหนัก โดยที่ชาวบ้านหลายคนยังไม่สามารถซ่อมบ้านและตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเงินงบประมาณที่ใช้จัดงานบอล น่าจะเอาไปทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า

แม้ว่านักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่นน้องของผมจะพยายามจัดกิจกรรมทั้งเปิดศูนย์อพยพ ทั้งซ่อมจักรยาน และอีกหลายๆกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือแล้ว แต่ในเมื่อยังมีอีกหลายชีวิตที่ยังขาดแคลนอยู่ ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเราไม่ทุ่มเททุกแรงช่วยเหลือไปให้กับประชาชนเหล่านี้ เพื่อให้สถาบันการศึกษาเป็นที่พึ่งพาและเป็นแบบอย่างในกับชุมชน และเมื่อได้ยินถึงการเสวนาในครั้งนี้ ผมก็อดจะให้ความสนใจไม่ได้

ทำไมนิสิต-นักศึกษากลุ่มนี้ ถึงได้ตั้งคำถามต่อการจัดงานบอลจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ครั้งนี้ผ่านวงเสวนา “เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ” สรุปประเด็นหลักๆได้ว่า

1. สิ้นเปลืองงบประมาณ - ในวงเสวนาได้ให้ตัวเลขว่างานบอลหนึ่งครั้งต้องใช้งบประมาณกว่าสิบล้านบาท โดยรักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ นักศึกษาม.ธรรมศาสตร์ ลงรายละเอียดว่าในบางปี ค่าใช้จ่าชุดเชียร์ลีดเดอร์จะตกชุดละถึง300,000บาท ส่วนนักฟุตบอลก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างนักก๊ฬาอาชีพมาเล่น ซึ่งไม่มีความจำเป็น เพราะถ้าใช้นักกีฬาที่เป็นนักศึกษาจริงๆ ก็ไม่ต้องเปลืองงบประมาณ และยังจะทำให้มนต์เสน่ห์ของงานบอลมีมากขึ้นด้วย 

ในเรื่องนี้ดิน บัวแดง สมาชิกประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน เสนอว่าควรจะมีการจำกัดงบประมาณ ว่าค่าชุดเชียร์ลีดเดอร์ควรอยู่ที่เท่าไหร่ งบส่วนต่างๆไม่ควรเกินเท่าไหร่

เรื่องของงบประมาณนอกจากจะสิ้นเปลืองอย่างชัดเจนผ่านภาพที่ปรากฏออกทางสื่อในทุกๆปีแล้ว วงเสวนายังพูดถึงเรื่องของความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณอีกด้วย เพราะที่ผ่านมาสมาชิกในกลุ่มก็พยายามตรวจสอบที่มาที่ไปของเงิน แต่ก็ไม่สามารถทราบได้ว่างบประมาณปีละกว่า10ล้านถูกจัดสรรไปที่ไหนบ้าง และรายได้จากค่าบัตรผ่านประตูที่มหาศาล ก็เป็นอีกหนึ่งปมที่ดินได้ลงรายละเอียดไว้

"ในช่วงแรกของงานบอล รายได้จากค่าบัตรผ่านประตูถูกใช้เพื่อบำรุงการกุศล ไม่ว่าจะเป็นบำรุงการทหารในปีพ.ศ.2479-2486 สร้างเรือนพักคนไข้วัณโรคในปีพ.ศ.2492 บำรุงการศึกษาทั้งสองสถาบันในปีพ.ศ.2493-2497 มีการช่วยเหลือเฉพาะจุดด้วย เช่นการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟไหม้ที่จังหวัดพิษณุโลกในปี2499" 
ซึ่งแตกต่างจากงานบอลในยุคสมัยนี้ ที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็นำถวายโดยเสด็จตามพระราชกุศลโดยไม่ทราบถึงรายละเอียด ยกเว้นเพียงแค่ปีพ.ศ.2537ที่มีการสมทบทุนโครงการพระราชดำริแก้ไขจราจร และปีพ.ศ.2541ที่มีการสมทบทุนไทยช่วยไทย ซึ่งรักษ์ชาติ์มองว่าเป็นหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เพราะไม่สามารถทำการตรวจสอบได้

รักษ์ชาติ์ยังเสริมด้วยว่างานบอลประเพณีแต่ละปี นอกจากจะสิ้นเปลืองเรื่องของงบประมาณแล้ว ยังสิ้นเปลืองเวลาด้วย เพราะระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม การจัดงาน ตั้งแต่ต้นจนถึงกิจกรรมสุดท้ายใช้เวลาเกือบทั้งปี ซึ่งเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในเรื่องของต้นทุนทางด้านเวลาเป็นอย่างมาก

2. เป็นปีที่ไม่เหมาะสม - วงเสวนาให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสมด้วย2สาเหตุ ทั้งด้วยเพราะสาเหตุทางการเมือง และเรื่องของอุทกภัย ซึ่งดิน บัวแดงยกตัวอย่างว่าในอดีต งานบอลก็เคยถูกยกเลิกมาแล้ว โดยในปีพ.ศ.2485ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ไม่ต่างจากปีพ.ศ.2554 ซึ่งดินได้พูดในเวทีเสวนาว่า "ในปีนั้น นิสิต-นักศึกษา เขาคิดกันได้ว่าอะไรคือความเหมาะสม ไม่เหมาะสม" เป็นการตั้งคำถามโดยตรงต่อนิสิต-นักศึกษาในยุคปัจจุบัน

ไม่ใช่แค่เฉพาะน้ำท่วมใหญ่ แต่2ปีถัดมา ในปีพ.ศ.2487-2491 งานบอลก็งดลงเพราะเกิดสงครามโลก ที่ทุกส่วนในสังคมได้รับผลกระทบ ทำให้งดจัดงานบอลไปโดยปริยาย


ถัดมางานบอลก็งดจัดอีกครั้งในปีพ.ศ.2516-2518 ด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งแม้โดยภาพเหตุการณ์แล้วสถานการณ์ทางการเมืองในปีพ.ศ.2552-2554อาจจะไม่เหมือนกับปีพ.ศ.2516-2518ทั้งหมด แต่ในวงเสวนาก็อธิบายว่าแม้ภาพโดยรวมจะไม่เหมือนกัน แต่ลึกๆแล้วก็มีส่วนคล้ายกันมาก ทั้งในเรื่องของความเคลื่อนไหวที่ท่าพระจันทร์และเรื่องอื่นๆ ซึ่งในปีพ.ศ.2516-2518เมื่อทำการงดงานบอลแล้ว นักศึกษาก็มีเวลามากขึ้น และเป็นยุคเริ่มต้นของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทั้งออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท หรือทำการจัดนิทรรศการต่างๆด้วย

หลังจากนั้นงานบอลก็ถูกจัดมาโดยตลอด แม้กระทั่งในปีที่นิสิต-นักศึกษาเห็นว่าไม่ควรจะมีการจัด เช่นในปี2534ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดปัญหาก่อนเข้าสู่พฤษภาทมิฬ ที่องค์การบริหารนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ก็มีมติว่าไม่ควรจัดงานบอล แต่สุดท้ายงานบอลก็ถูกจัดขึ้นโดยสมาคมศิษย์เก่าอีก หรือถัดมาในปี2541ซึ่งเป็นอีกที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศบอบช้ำ ผู้คนได้รับผลกระทบหนัก แต่สุดท้ายงานบอลก็มี โดยจัดล่าช้าไปหลายเดือน และใช้แก่นหลักของงานว่าด้วยเรื่องของความประหยัด

3. งานบอลในยุดนี้ไม่ได้ตอบจุดประสงค์ดั้งเดิมของงานบอลในยุคแรก - ทุกวันนี้งานบอลแตกต่างอย่างมากจากจุดประสงค์ในช่วงแรกที่มีการจัด โดยมองย้อนไปถึงครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2477 งานบอลเกิดจากกลุ่มนิสิต-นักศึกษา จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ที่จบมาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยในปีแรกบอลประเพณีเตะกันที่สนามหลวง ไม่มีพาเหรด ไม่มีขบวนล้อการเมือง ไม่มีเสื้่อเชียร์ ไม่มีการแปรอักษร และจุดประสงค์ที่แปลเปลี่ยนไปอย่างมากอีกอย่างคือเรื่องของช่องว่างระหว่างสถาบัน ที่แรกเริ่มเดิมที งานบอลถูกจัดขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดูเหินห่างระหว่างเด็กสวนกุหลาบที่แยกกันไปเรียนที่จุฬาฯและธรรมศาสตร์ 

เรื่องนี้วิทเยนทร์ มุตตามาระ อดีตเหรัญญิกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ปีพ.ศ.2531เล่ารายละเอียดว่า
"เมื่อก่อนสองมหาวิทยาลัยนี้จะแตกต่างกันมาก จุฬาฯจะเป็นมหาวิทยาลัยปิด ส่วนธรรมศาสตร์จะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด เป็นตลาดวิชา ภาพลักษณ์ของจุฬาฯก็ดูจะเป็นเด็กในเมืองอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนเด็กธรรมศาสตร์ก็จะดูลุยๆ ดูบ้านนอกกว่า ซึ่งเด็กสวนกุหลาบที่เคยสนิทกัน พอแยกย้ายไปเรียนคนละที่ก็อยากมีกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์โดยการเตะบอล ซึ่งเมื่อสมัยปีพ.ศ.2477มหาวิทยาลัยในประเทศมีแค่2ที่นี้ ซึ่งการจัดงานบอลในยุคนั้นก็เหมือนเป็นการกระชับสัมพันธ์และลดช่องว่างระหว่าง2มหาวิทยาลัยได้"

ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ  รักษ์ชาติ์ก็ได้ให้ความเห็นว่างานบอลยุคนี้สวนทางกับจุดประสงค์เดิม
"นอกจากจะลดช่องว่างในสังคมแล้ว งานบอลในยุคนี้ยังจะทำให้ช่องว่างระหว่างสถาบันการศึกษาในประเทศถูกถ่างขึ้นไปอีก เพราะงานบอลเป็นการส่งเสริมให้เกิดการภาวะสถาบันนิยม ดูได้จากตอนแปลอีกษร ธรรมศาสตร์ก็จะบอกว่าสถาบันของตัวเองเหนือกว่าจุฬาฯ จุฬาฯก็ไม่ต่างกัน ก็จะหาข้อเด่นของสถาบันตัวเองมาข่มฝั่งตรงข้าม" 
ซึ่งรักษ์ชาติ์บอกว่าทุกวันนี้ งานบอลเป็นการส่งเสริมทำให้2สถาบันหลักรู้สึกถึงความเป็นสถาบันนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เกิดความห่างเหินจากมหาวิทยาลัยอื่นๆเพิ่มขึ้นไปอีก และมันก็สะท้อนไปถึงภาพรวมของสังคมด้วย

เรื่องของจุดประสงค์ของงานบอลประเพณี ดิน บังแดง เสนอว่างานบอลจะจัดต่อไปก็ได้ แต่อยากให้เป็นการแข่งขันระหว่างหลายๆมหาวิทยาลัย ไม่ใช่แค่จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ งานบอลควรจะเป็นการแข่งขันที่มหาวิทยาลัยทุกแบบ ทั้งในเมืองและต่างจังหวัดได้เข้ามามีส่วนร่วม ได้กระชับสัมพันธ์กัน ซึ่งจะสอดคล้องกับจุดประสงค์ดั้งเดิมที่เด็กสวนกุหลาบตั้งใจให้มีมากกว่า


4. นิสิต-นักศึกษา ไม่ได้ทำกิจกรรมได้คุ้มค่ากับงบที่เสียไป - หลายครั้งที่กลุ่มสนับสนุนให้มีการจัดงานบอลประเพณีให้เหตุผลว่างานบอลเป็นกิจกรรมที่ฝึกให้นิสิต-นักศึกษาได้ฝึกทำกิจกรรมได้ดี ซึ่งเรื่องนี้รักษ์ชาติ์มองผ่านชีวิตนักศึกษาธรรมศาสตร์ ว่าทุกๆปีนักศึกษาก็มีกิจกรรมให้ฝึกทำงานโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณกว่า10ล้านบาทในทุกๆปีอยู่แล้ว ทั้งกิจกรรมกีฬาในคณะ ทั้งกิจกรรมรับเพื่อนใหม่ในมหาวิทยาลัย ทำให้ไม่น่าจะมีความจำเป็นจะต้องมีงานบอลที่ลงทุนมหาศาล ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อให้มีพื้นที่ให้นักศึกษาได้ฝึกทำกิจกรรม

ดิน บัวแดง เล่าในมุมของจุฬาฯลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิสิตฝั่งจุฬาฯก็ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับการจัดการในแต่ละการแข่งขันซักเท่าไหร่ เพราะส่วนมากแล้วนิสิตที่ยังศึกษาอยู่ก็เข้าร่วมเฉพาะการแปลอักษร แบกขนอุปกรณ์ ซึ่งเปรียบง่ายๆว่าเป็นงานแรงงาน และไม่ได้ช่วยฝึกในนิสิตทำงานบริหารจัดการเท่าไหร่ ซึ่งดินบอกว่าที่ผ่านคนที่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ล้วนเป็นศิษย์เก่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กใหญ่ ทั้งการคัดเลือกเชียร์ลีดเดอร์ การหาแบบเสื้อบอล ไปจนถึงเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ


ในวงเสวนายังพูดถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านงานบอลในอดีตด้วยว่าเคยมีมาตลอด โดยในอดีตคนที่เคลื่อนไหวก็เป็นชื่อคอการเมืองคุ้นชิน ไม่ว่าจะเป็น สุลักษณ์ ศิวรักษ์, จรัล ดิษฐาอภิชัย, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, อนุช อาภาภิรม, พิภพ ธงชัย, วิทยากร เชียงกูล และ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ซึ่งเคยจัดกิจกรรมแจกใบปลิวค้านการจัดงานบอล หนักขึ้นหน่อยก็มีการแถลงเช่นในปี พ.ศ.2514 ที่มีการแถลงว่า

"เราไม่เห็นด้วยกับฟุตบอลประเพณีฯ แม้นเสียงของเราไม่ดังเท่าเสียงแหกปากตะโกนของบรรดาผู้สนับสนุนที่ตะโกน ตั้งแต่เช้ามืด-สว่าง และเที่ยงตะโกนทั่วนครหลวง แต่เชื่อว่าเสียงของเรามีเหตุผล เป็นเสียงของคนกลุ่มน้อยที่ไม่สามารถทนการกระทำบ้าๆบอๆของนักศึกษา จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ในวันฟุตบอลประเพณีฯได้"

อย่างไรก็ตาม ดิน บัวแดง ผู้จัดวงเสวนาเรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือในครั้งนี้ก็ได้ย้ำว่าตนเองไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะล้มงานบอล และที่จัดให้มีการเสวนารูปแบบนี้ก็เต็มไปด้วยความหวังดี เพราะอยากจะเปิดพื้นที่ให้คนได้สะท้อนความเห็นไปยังผู้จัดงานบอลประเพณี ถึงจุดด้อยจุดอ่อนของงานบอลแบบที่เป็นอยู่ ให้คนได้แนะนำและเสนอทางออกเพื่อปรับปรุงให้งานบอลดีขึ้น เพื่อคงให้กิจกรรมระหว่างสองสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดยังคงมีอยู่

และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสาธารณะชนได้อย่างแท้จริง 
ตามแบบฉบับที่นิสิต-นักศึกษาไม่ว่าจะสถาบันไหนควรจะได้ทำ


เปิดหน้าคุย

-

23 กุมภาพันธ์ 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] ก่อนจะถึงสวรรค์ชั้น7


ที่เห็นและเป็นอยู่
ก่อนจะถึงสวรรค์ชั้น7
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์


เกิดมาก็ไม่เคยเดินเข้าโรงแรมกลางวันแสดๆแล้วเป็นคราวเป็นข่าวมากขนาดนี้ จนกระทั่งวันอังคารที่ผ่านมา ที่เริ่มต้นวันแสนธรรมดา แต่ปิดท้ายด้วยการที่ผมเดินเข้าไปในโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์กับส..ประชา ประสพดีจากพรรคเพื่อไทย ที่มีเจตนาเข้าไปเผยสภาพของชั้น7 สถานที่ที่ตกเป็นข่าวมาตลอด2สัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมเดาว่าสาเหตุที่ส..ประชา ประสพดี เลือกให้ผมเดินเข้าไปเป็นตัวแทนนักข่าวกว่า20คนที่ไปรอทำข่าววันนั้น เป็นเพราะผมใช้ภาษาอังกฤษได้เลยอยากให้เข้าไปเป็นล่ามเผื่อต้องประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เป็นชาวต่างชาติ และด้วยความที่คุ้นหน้ากันเพราะผมเพิ่งสัมภาษณ์ส..ประชาว่าด้วยเรื่องของคอนเสิร์ตหมูป่าในรายการ5เช้าข่าวดีเมื่อไม่นานมานี้

ความตั้งใจในการไปทำข่าวที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์เช้าวันนั้น ผมหวังว่าจะได้คำตอบจากส..ประชาเพิ่มเติม ถึงรายละเอียดการพูดคุยระหว่างนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับภาคเอกชนที่ตามข่าวบอกว่ามีบ.แสนสิริ และแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ที่เป็นที่มาถึงหลายๆข้อสงสัย
ว่าทำไมถึงไม่ประชุมกันที่ทำเนียบรัฐบาล?
ทำไมถึงไม่ประชุมกันที่สภา?
ทำไมถึงมีเอกชนจำกัดราย?
ทำไมไม่เปิดกว้างให้เอกชนทุกคนได้ร่วมรับฟัง?
ทำไมถึงมีการนัดพูดคุยในช่วงมีการกำหนดพื้นที่ฟลัดเวย์?

ซึ่งนี่คือรายละเอียดที่ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีส่วนหนึ่งอยากทราบ มากกว่าเรื่องฉาวโฉ่ เรื่องบนเตียงตามที่หลายคนสนใจ

ภารกิจเปิดโฟร์ซีซั่นส์ชั้น7 ไม่ราบรื่นเพราะส..ประชาไม่ได้จองห้องเอาไว้ล่วงหน้า ทำให้ต้องทำเรื่องเช็คอินกันก่อน ระหว่างนั้นผมนั่งอยู่กับคุณประชา ในห้องอาหารของโรงแรม ที่ระหว่างที่รอเช็คอินห้องพักชั้น7คุณประชาก็เดินไปตักอาหารมาทาน ระหว่างทานอยู่ได้ซัก15นาที เจ้าหน้าที่ของโรงแรมที่ยื่นนามบัตรชื่อ Shaisang Anangrusdee ก็เข้ามาแจ้งให้คุณประชาทราบว่าห้องพักชั้น7เต็มหมดแล้ว พร้อมเสนอว่าถ้าอยากเช็คอินเข้าห้องพักที่โฟร์ซีซั่นส์วันนี้จริงๆ ก็มี2ห้องให้เลือก คือห้องที่ชั้น8และชั้น4

ห้องชั้น8อยู่ใกล้ชั้น7กว่า แต่ราคาสูงถึงกว่า70,000บาท
ส่วนห้องชั้น4ราคาถูกลงมาหน่อย อยู่ที่20,340บาท

เป็น2ห้องที่ทางโรงแรมเสนอมาให้ เป็นราคาที่ผมได้ยินแล้วก็คิดหนักเหมือนกัน นาทีนั้นคุณประชาก็ดูจะอึ้งๆและใช้เวลาสักพักว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี อึ้งหนักถึงกับหันมาปรึกษากับผมว่าควรจะเปิดห้องไหม เพราะตอนนี้ก็ไม่ได้ห้องพักชั้น7ตามที่ใจประสงค์แล้ว

"เปิดไปก็ดีตรงที่เราจะได้เห็นลักษณะห้องพักของที่นี่นะครับ" ผมให้คำแนะนำแบบเข้าข้างตัวเอง เพราะแน่นอนว่าในฐานะนักข่าว เราก็ย่อมอยากเห็นอยากดูให้ได้มากที่สุด ไม่ได้เห็นชั้น7ก็ขอให้ได้เห็นชั้น4ก็ยังดี

ที่สำคัญ.. ผมไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินเอง

แต่คนที่คิดหนักคือคุณประชา ที่ใช้เวลากว่า5นาทีตัดสินใจว่าถ้าไม่ได้ขึ้นไปชั้น7ก็คงไม่มีความหมายอะไร คุณประชาเลยหันมาออกตัวกับผมว่า "ไม่ได้คิดมากเรื่องเงินหรอกนะ แต่ไม่ได้ขึ้นไปถึงชั้น7ก็ไม่มีความหมายอะไร"

ผมรับฟังแล้วก็ตอบกลับไปแค่ว่า "แล้วแต่คุณประชาเลยครับ ผมเป็นแค่นักข่าว จะยังไงผมก็รายงานข่าวได้"

ก่อนการตัดสินใจสุดท้าย ผมและคุณประชาก็ซักเจ้าหน้าที่โรงแรมตามความสงสัยของแต่ละคน คุณประชาก็ถามถึงเรื่องของห้องประชุมชั้น7เพื่อออกไปให้ข้อมูลนักข่าว ผมก็ซักเรื่องรายละเอียดของโรงแรมให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ซึ่งสรุปข้อมูลจากทางเจ้าหน้าที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ได้ว่า
1. ชั้นโฟร์ซีซั่นส์ก็เหมือนชั้นอื่นๆ ตรงที่มีห้องพัก มีเตียงนอน โดยที่ห้องพักในชั้นก็มีหลากหลาย มาตรฐานราคาอยู่ที่ 8,000-80,000บาท แล้วแต่ประเภทของห้อง
2. ที่พิเศษกว่าชั้นอื่นๆ คือที่ชั้น7จะมีห้องที่เจ้าหน้าที่โรงแรมเรียกว่าห้อง "Executive Club" ที่คุณฉายแสงเจ้าหน้าที่โรงแรมอธิบายว่าเป็นห้องที่เหมาะสำหรับทำการประชุม, พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นและพักผ่อนรวม 
3. การจะใช้ห้อง "Executive Club" ได้ลูกค้าจะต้องเช็คอินเข้าพักที่ห้องใดห้องหนึ่งในโรงแรมก่อน ซึ่งมาตรฐานราคาของลูกค้าห้องที่จะใช้Executive Clubได้ สนนราคาขั้นต่ำอยู่ที่20,000บาท เบื้องต้นสามารถเข้าห้องExecutive Clubนี้ได้2คน คือ2คนที่เช็คอินห้องพัก ส่วนคนอื่นๆที่จะเข้าร่วมประชุมได้ ต้องจ่ายเพิ่มคนละ1,850บาท
4. ส่วนของ Business Center ของโรมแรมอยู่ที่ชั้น2

ข้อมูลทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่ผมตั้งใจให้คนนำไปประกอบกับสิ่งที่ได้ยินแล้วจินตนาการไปต่างๆนานา หวังว่าพอได้รับข้อมูลนี้แล้วก็น่าจะลดระดับของจินตนาการนั้นได้บ้าง เพื่อปรับจูนให้ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงได้มากที่สุด เพื่อถกเถียงบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง

แต่ก็ต้องย้ำว่าประเด็นที่สำคัญที่สุด ที่หลายฝ่ายมองข้ามไปทั้งแบบตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ คือเรื่องการพูดคุยระหว่างนายกกับภาคเอกชนนาน2ชั่วโมงที่ในโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์แห่งนี้ ที่ทั้งนายก, รองนายก และคุณเศรษฐาได้ออกมายืนยันว่ามีการพบปะกันจริงๆ กับข้อสงสัยที่ผมบอกไว้ข้างบน ข้อสงสัยที่ว่า
ว่าทำไมถึงไม่ประชุมกันที่ทำเนียบรัฐบาล?
ทำไมถึงไม่ประชุมกันที่สภา?
ทำไมถึงมีเอกชนจำกัดราย?
ทำไมไม่เปิดกว้างให้เอกชนทุกคนได้ร่วมรับฟัง?
ทำไมถึงมีการนัดพูดคุยในช่วงมีการกำหนดพื้นที่ฟลัดเวย์?

เป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเรื่องราวฉาวโฉ่บนสวรรค์ชั้น7เป็นไหนๆ และเป็นสิ่งที่สังคมต้องจับตาให้ดี พร้อมๆกับจับตาบทบาทของทั้งสื่อและฝ่ายค้าน ที่หลายคนบอกว่ารอบนี้ ก็ไม่ได้ดีเด่ไปกว่ารัฐบาลสักเท่าไหร่ ตามที่ผมพอจะสรุปเรื่องราวถึงจุดนี้ได้ว่า

นายกมีสิทธิ์ประชุมลับ
นักข่าวก็มีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัย
ฝ่ายค้านก็มีสิทธิ์วิจารณ์ตามวิถีทางที่ถนัดไป
ให้สังคมได้ตัดสินทุกฝ่ายกันเอาเอง

17 กุมภาพันธ์ 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] บริการจับคู่ ทางออกของคนโสด: สัมภาษณ์คนจับคู่

ที่เห็นและเป็นอยู่
บริการจับคู่ ทางออกของคนโสด: สัมภาษณ์คนจับคู่
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์


คนโสดหลายคนทนใช้ชีวิตในค่ำคืนที่14กุมภาพันธ์ไปอย่างเซื่องซึม กับวันวาเลนไทน์ วันที่ปลุกเร้าอารมณ์เหงาสำหรับคนโสดที่สุดวันหนึ่งในรอบปฏิทิน365วัน กับความรู้สึกที่ต้องเป็นโสดในวันที่บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยสีชมพู  ทำเอาวันนี้เป็นวันที่นาฬิกาเดินทางช้ากว่าทุกวัน

เพราะความโสดมันเศร้า มันเหงา มันหงอย กระมัง ทำให้เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดบริการ "จัดหาคู่" ขึ้นมาบริการจัดหาคู่มีหลายเจ้า หลายระดับในประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ "บางกอกแมทชิ่ง" ที่วางบริษัทตัวเองไว้อยู่ในระดับพรีเมี่ยม คือเน้นจับตลาดกลุ่มบน มีขั้นตอนการกลั่นกรองผู้สมัครที่ละเอียด และใช้เงื่อนไขเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นตัวเสริมในการช่วยคัดผู้ใช้บริการ ผมได้พูดคุยกับคุณบี-กุลชุลี ทรัพย์สินอุดม ผู้ก่อตั้งบางกอกแมทชิ่ง ที่เริ่มต้นเล่ารายละเอียดของขั้นตอนการหาคู่ ที่เริ่มตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาสมัคร

“เห็นย้ำว่าบริการหาคู่แบบบางกอกแมทชิ่ง ไม่เหมือนกับการหาคู่ในอินเตอร์เน็ท มันต่างกันอย่างไรบ้าง?”
"คนที่จะเข้ามาสมัครใช้บริการหาคู่ได้ จะต้องกรอกใบสมัครยาว10หน้า เป็นใบสมัครที่ลงรายละเอียดที่เป็นข้อมูลต่อการช่วยหาคู่ และช่วยคัดกรองคน ต้องมีบัตรประชาชน มีเอกสารเรื่องของการศึกษา กรณีพิเศษก็ต้องลงรายละเอียด เช่นถ้าหย่าร้างแล้วก็ต้องมีใบหย่าด้วย ทั้งหมดนี้อาจจะฟังดูซับซ้อนและวุ่นวาย แต่มันช่วยคัดกรองคนได้มาก และช่วยหาคู่ที่เหมาะสมกับผู้ใช้บริการแต่ละคน” คุณบีเริ่มต้นเล่าขั้นตอนการสมัครให้ฟัง เริ่มต้นจากเรื่องการสมัคร

“ค่าบริการหละครับ?” ผมถามเข้าประเด็นที่หลายคนอยากรู้
“เราตั้งใจให้บริการของเราอยู่ในระดับพรีเมี่ยม ทำให้ราคาอาจจะสูงหน่อย ราคาต่ำสุดสำหรับลูกค้าที่ต้องการคู่เดทหนึ่งครั้ง อยู่ที่6,800บาท เป็นราคาสำหรับหนึ่งเดท แต่ส่วนใหญ่เราจะขายเป็นแพคเกจ คือ4เดท หรือ6เดท ก็แล้วแต่ผู้ใช้บริการจะเลือกตามความเหมาะสม ยิ่งจำนวนเดทมากราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นไป”

“ราคาสูงสุดอยู่ที่เท่าไหร่?”
“ราคาที่เคยใช้บริการสูงสุดอยู่ที่สามแสนบาท เป็นการหาคู่เดทแบบ Unlimited คนที่เคยใช้บริการ เขาทำงานเกี่ยวกับสถานทูตและต้องการพบปะผู้คนใหม่ๆ เลยซื้อแบบ Unlimitedไว้ ซื้อแบบนี้ก็เราก็คู่เดทให้ตลอดชีวิต ไม่มีจำกัด เพียงแค่ส่งเป็นมรดกไปให้ลูกต่อไม่ได้” คุณบีเล่าเสร็จพร้อมหัวเราะ

“ที่บอกว่าหนึ่งเดทนี่คือยังไงครับ? นัดให้เจอกัน? หรือต้องนับว่าเป็นแฟนกันเลย”
“หนึ่งเดทคือการที่เราช่วยคัดคู่นัดหมายให้เจอกันหนึ่งครั้งค่ะ สมมติคุณเอมมาใช้บริการของเรา แล้วซื้อบริการหนึ่งเดท เราก็จะดูว่าคุณเอมตั้งข้อแม้ในตัวผู้หญิงอย่างไรบ้าง เช่นบอกว่าต้องการสาวออฟฟิศ เราก็จะหาคนที่เหมาะสม ให้ตรงเงื่อนไขที่วางเอาไว้ แล้วก็จะนัดให้ทั้งสองได้เจอกัน โดยให้ฝั่งผู้หญิงเป็นฝ่ายเลือกร้าน แบบนี้ก็เรียกว่าหนึ่งเดท”

“นัดให้เจอกัน แล้วหลังจากนั้นสองคนจะทำความรู้จักแลกเบอร์กันได้เลย?”
“ได้เลยค่ะ ก็ถือว่าปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เราทำหน้าที่คัดเลือกคนที่เราเห็นว่าเหมาะสมได้เจอกัน แล้วหลังจากนั้นก็ปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่เราก็ยังคงมีหน้าที่ดูแลไม่ให้สถานการณ์โดยรวม ไม่ให้มีเหตุที่บานปลาย”

“หนึ่งเดท6,800บาท?”
“อันนี้คือราคาขั้นต่ำนะคะ คือราคาค่าบริการสำหรับบางคนที่อาจจะสูงขึ้นไปอีก ขึ้นอยู่กับ2อย่าง ทั้งสเป็คที่เลือก และคุณสมบัติของตัวผู้เลือกเองด้วย เช่นเอมมาใช้บริการแล้วตั้งสเป็คไว้มาก มีเงื่อนไขเลือกฝ่ายผู้หญิงมาก อาจจะทั้งเรื่องหน้าตา การงาน ฐานะ ทำเลที่เขาอยู่ ยิ่งมีเงื่อนไขมาก ทางบางกอกแมทชิ่งก็ต้องมีขั้นตอนการทำงานมาก เราก็ต้องยิ่งคิดราคาสูงขึ้น”

“อันนี้คือสเป็คที่เราเลือก เห็นบอกว่ามีเรื่องคุณสมบัติของตัวผู้เลือกเองด้วย?”
“ใช่ค่ะ คือเราก็ต้องมองที่คุณสมบัติของคนที่เลือกด้วย เปรียบง่ายๆว่าคนที่ใช้บริการถ้าสวยกว่าก็จะหาคู่ได้ง่ายกว่า เพราะฝั่งผู้ชายเขาก็อยากเจอคู่ที่หน้าตาดีอยู่แล้ว คนที่สวยกว่าก็หาคู่ได้ง่ายกว่า ทำให้การทำงานของเรามีขั้นตอนน้อยกว่า ทำใหโดยทั่วไป คนที่ฐานะดีกว่า สวยกว่า หล่อกว่า คุณสมบัติเบื้องต้นดีกว่า ค่าใช้บริการก็จะถูกกว่า แต่โดยรวมก็มาตรฐานราคาก็จะไม่ต่างกันมาก เรียกว่าถูกกว่ากันไม่เยอะ”


“พูดถึงเรื่องราคา ตั้งราคาแพงๆแบบนี้ก็มีคนบอกว่าจำกัดสิทธิ์คนจนไม่ให้มีคู่?”
“เรายอมรับว่าบริษัทเราตั้งราคาสูงเพราะเจาะตลาดกลุ่มบน แต่ไม่ได้แปลว่าคนจนจะไม่มีสิทธิ์มีคู่ เพราะความจริงในตลาดก็ยังมีหลายๆบริษัทที่ตั้งราคาต่ำกว่าของเรา คนที่รายได้น้อยหน่อยก็มีสิทธิ์ใช้บริการได้”

“มีคนบอกว่า การจัดหาคู่แบบนี้ มันประหลาด มันไม่เป็นธรรมชาติ คิดยังไงครับกับความเห็นนี้?”
“คนเราก็มีสิทธิ์จะแสดงความเห็นต่างๆ แต่บีก็ไม่ได้เห็นว่าการหาคู่แบบที่เราทำมันผิดธรรมชาติตรงไหนนะ การช่วยนัดให้เจอกัน นัดกินข้าวให้ แบบนี้มันก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราทำ เป้นเพียงแค่การเปิดโอกาสให้คนได้มาเจอกัน เปิดพื้นที่ให้กว้างขึ้น เปิดทางเลือก จับคนที่เหมาะสมกันให้รู้จักกัน การมาใช้บริการของเรามันเป็นแค่ตัวขยายโอกาสเท่านั้น”

“คนยุคก่อนอาจจะมองว่าขนบธรรมเนียมแบบไทยๆมันผิดเพี้ยน?”
“ก็แล้วแต่คนนะคะ อาจจะมีบ้างที่คนตัดสินไปก่อนที่จะเข้ามาใช้บริการจริงๆ แต่ที่พี่เคยเจอมาก็มีรุ่นพ่อรุ่นแม่บางคนที่พาลูกมาใช้บริการหาคู่ คือเขามองว่าการที่ได้เอาลูกมาฝากไว้กับคนที่ดูแลหาคู่เนี่ย มันเป็นการช่วยคัดกรองคนที่จะเข้ามาเจอได้ดีกว่าปล่อยให้ลูกออกไปรู้จักกับคนข้างนอกซะอีก พี่เลยมองว่าคนรุ่นก่อนหลายคนเขาก็รับได้กับการจัดหาคู่แบบนี้นะ”

“เคยมีกรณีที่ผิดปกติบ้างไหม?”
“เจอตลอดค่ะ แม้ว่าเราจะพยายามวางกฏและมาตรการให้เข้มงวดแค่ไหน แต่มันก็มีกรณีที่ผิดพลาดบ้าง ครั้งหนึ่งเราเจอลูกค้าที่หลังจากเจอกันในนัดแรกแล้ว ก็ขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดกันเลย ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนกฎอย่างมาก เพราะมันทำให้สถานการณ์อยู่เหนือความควบคุมของเรา คือไม่ได้ว่าสองคนนี้ไม่ดี แต่การออกไปต่างจังหวัดมันอาจจะเกิดอุบัติเหตุก็ได้ ซึ่งมันอยู่เหนือการควบคุมของเรา”

“เคยวัดความสำเร็จไหมว่าที่เราจับคู่ให้เจอกันเนี่ย นำไปสู่ความสัมพันธ์ นำไปสู่การแต่งงานมากแค่ไหน?”
“เรื่องจำนวนคู่นี่ยากที่จะนับค่ะ เพราะตามหลักแล้วเราก็ทำหน้าที่แค่จับคู่ เปิดโอกาสให้คนสองคนได้เจอกัน ไม่ได้ตามไปเกาะติดผลหลังจากนั้น แต่สิ่งที่เราใช้วัดความสำเร็จมาตลอดของโปรแกรมของเรา คือการที่ได้เห็นคนที่เข้ามาใช้บริการได้บทเรียนหรือความเข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์แบบใหม่ๆ คือบางคนอาจจะยังไม่ได้คู่ แต่เขาได้เรียนรู้ว่าเขามีจุดอ่อนตรงไหน แก้ไขตรงไหนแล้วจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตคู่มากขึ้น อีกอย่างคือความรู้สึกของผู้มาใช้บริการที่มองเราเป็นครอบครัว เพราะหลายคนที่เข้ามาหาเราแบบลูกค้า แต่ออกไปแบบพี่น้อง ติดต่อพูดคุุยกับเราตลอด ชวนเราไปงานแต่งงาน พอมีลูกก็พามาหา เหมือนเราเป็นญาติคนหนึ่ง ซึ่งเราภูมิใจมากๆ”


“แง่คิดในการหาคู่ที่ฝากให้คนยุคนี้คืออะไร?”
“ในฐานะคนที่คลุกคลีกับเรื่องของความสัมพันธ์ ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง ว่าคำถามแรกที่ผู้หญิงถามก่อนเจอผู้ชายคือ “รวยไหม?” ส่วนผู้ชายจะถามก่อนเจอผู้หญิงว่า “สวยไหม?” นี่คือความจริงที่เกิด มันเป็นสัจธรรมของการหาคู่ในยุคนี้ ซึ่งนี่คือแง่คิดว่าการจะประสบความสำเร็จในการหาคู่และการใช้ชีวิตคู่ เราต้องรู้จักประเมินตัวเอง เราต้องดูว่าเรามีมากแค่ไหน เราขาดด้อยตรงไหน ต้องดูว่าเป้าหมายของคนที่เราอยากใช้ชีวิตคู่ด้วย เขาสูงเกินไปหรือเปล่า หลายคนประเมินตัวเองสูงเกินไปก็เฝ้ารอแต่คนที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งสุดท้ายก็รอเก้อ หรือถึงไม่รอเก้อ หาคู่ที่ดีได้จริงๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่เมื่อถึงเวลาที่คบกันแล้ว”
นี่คือขั้นตอน ประสบการณ์ และมุมมองจากคนจับคู่ ที่ทำหน้าที่เปิดโอกาสให้คนมาเจอกันหลายต่อหลายคู่ ที่มีแง่มุมที่น่าสนใจให้ศึกษา และน่าเฝ้ามองความเป็นไปของสังคมไทย

ตอนหน้าผมจะพาไปรู้จักกับ Speed Dating ที่หลายคนอาจจะเคยเห็นในหนังฮอลลีวู้ด แต่ไม่รู้มาก่อนว่ามีในประเทศไทยด้วยครับ





เปิดหน้าคุย

06 กุมภาพันธ์ 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?


ที่เห็นและเป็นอยู่
ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? (สัมภาษณ์เจ้าของpage "WhereIsThailand")
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?” กลายเป็นหนึ่งในหน้าเพจที่มีผู้คนแวะเข้าไปหาข้อมูลดิบ เพื่อคำตอบว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น 
3G ไทยอยู่ตรงไหน
คนไทยกินดีอยู่ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับในอดีต
รายได้ครูไทยอยู่ตรงไหน

ซึ่งล้วนเป็นคำถามที่คนสงสัย และที่ผ่านมาก็ได้แต่คาดเดาคำตอบเปรียบเทียบกับนานาประเทศ ซึ่งหน้าเพจประเทศไทยอยู่ตรงไหนมองวิธีการแสดงคำตอบว่าประเทศไทยอยู่ไหนนั้น ควรจะตอบด้วยข้อมูลดิบ

ไปเห็นอะไรเข้า ถึงได้เริ่มต้นทำ ประเทศไทยอยู่ตรงไหน” ?
พักหลังๆเรามักได้ยินคำกล่าวว่าประเทศไทยและคนไทยไม่เหมือนใคร มีความพิเศษแตกต่างจากประเทศอื่นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งโดยมากหากพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่าเป็นมายาคติที่เกิดจากการไม่หมั่น มองประเทศของเราเทียบกับประเทศอื่นๆ มายาคติที่ว่านี้มีทั้งด้านบวกและลบ ด้านบวก เช่น ประเทศไทยมีศีลธรรมอันดีเป็นพิเศษ มีความสุขมวลรวมมากเป็นพิเศษ มีที่ตั้งอยู่บนดินแดนพิเศษที่จะทำให้รอดพ้นจากภัยธรรมชาติทั้งปวง อาหารไทยดีที่สุดในโลก ภาษาไทยจะเป็นภาษากลางในอาเซียน ข้าวไทยดีที่สุดในโลก ฯลฯ ส่วนมายาคติด้านลบ เช่น คนไทยยังไม่มีการศึกษาและความรับผิดชอบพอที่จะใช้ระบบประชาธิปไตยแบบสากล หรือนักการเมืองไทยโกงกินมากเป็นพิเศษกว่าที่อื่น

พวกเราเริ่มต้นด้วยความสงสัยในมายาคติเหล่านี้ พอลองไปค้นข้อมูลดูก็พบว่าหลายอย่างเป็นเพียงเรื่องที่เราเชื่อกันไปเอง เราพบว่าประเทศไทยก็เหมือนประเทศอื่นๆอีกมากในโลกนี้ มีเด่นในบางเรื่อง มีด้อยในบางเรื่อง เป็นที่สุดในบางเรื่อง แต่ก็มีปัญหาอีกหลายเรื่องเหมือนประเทศอื่นๆ

พวกเราคิดว่าการจะ เชื่ออะไรสักอย่าง มันควรต้องมี ข้อมูลดิบหรือ ข้อเท็จจริงมาประกอบการเชื่อเพราะมันจะเป็น มาตรวัดให้เราเห็นได้ชัด เวลาเราจะบอกว่าอะไรสักอย่างมีปริมาณ มากจริงๆแล้วมันมากแค่ไหน เวลาบอกว่าน้อย มันน้อยแค่ไหน แล้วเวลาบอกว่าขาดแคลน มันขาดแคลนจริงหรือไม่ ด้วยเงื่อนไขอะไร เราไม่ควรใช้ความรู้สึก ความเชื่อในอดีต หรือทัศนะความคิดเห็นของคนไม่กี่คนเป็นที่ตั้ง 
พวกเราเชื่อว่าการหมั่นเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆจะช่วยชี้ว่าต้นตอ ของปัญหาในบ้านเราอยู่ตรงไหน นอกจากนั้นหากเราตั้งธงเสียแล้วว่าประเทศไทยแตกต่างจากคนอื่น เราย่อมไม่สามารถนำประสบการณ์ของโลกมาเป็นประโยชน์กับเราได้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก แต่หากเราหมั่นมองตนเองในบริบทของโลก เราจะเห็นบทเรียนที่คนอื่นเคยพลาดมาก่อน จะเห็นโอกาสที่คนอื่นเคยทำสำเร็จ จะเห็นจุดด้อยที่เราต้องแก้ไข

จุดประสงค์ของ ประเทศไทยอยู่ตรงไหนคืออะไร?
แน่นอนว่าในระยะสั้น เราต้องการสะท้อนภาพประเทศไทยในภาพใหญ่ในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เราอาจพบว่าบางเรื่องที่เราเชื่อก็มีข้อมูลมายืนยันว่าความเชื่อของ เราเป็นจริง เช่น เมืองไทยมี 3G ช้ากว่าประเทศอื่นจริง (http://www.whereisthailand.info/2012/01/3g-com-launch/) แต่บางเรื่องเมื่อได้เห็นข้อมูลก็อาจกระตุ้นให้เราฉุกคิดถึงเรื่องที่ เราไม่ เคยใส่ใจมาก่อนเลยก็ได้ เช่น เด็กประถมไทยมีชั่วโมงเรียนมากที่สุดในโลก (http://www.whereisthailand.info/2012/01/pupils-class-hours/)


ในระยะยาว เราฝันว่าเราจะสร้างกระแสการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะโดยอิงกับ ข้อเท็จจริงเป็นที่ตั้ง เราฝันอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมขี้สงสัยหรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Skeptic มากกว่าที่เป็นอยู่ พอขี้สงสัยแล้วก็ต้องฉุกคิด แสวงหาข้อเท็จจริงมาพิจารณาและถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์โดยมีข้อมูลเป็น พื้นฐาน 

สำหรับพวกเรา หากมีผู้อ่านสักคนที่ไม่เชื่อในข้อมูลที่เราหามา แล้วไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อมาถกเถียงหรือหักล้างสิ่งที่เราโพสต์ ก็นับว่าบรรลุเป้าหมายของเราแล้ว



ประเทศไทยอยู่ตรงไหนตั้งใจเสนอข้อมูลที่เป็น facts ในเชิงข้อมูลดิบ ซึ่งแตกต่างจากหลายๆสื่อที่ใช้การเล่าเรื่องและสอดแทรกความเห็น มองว่ามันแตกต่างกันตรงไหน?
พวกเราเชื่อว่าในสังคมที่อุดมปัญญานั้น กระแสข้อมูลข่าวสารควรมี ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลดิบอยู่สัก 80% และความคิดเห็นหรือข้อถกเถียงของผู้คนอีก 20% แต่ในประเทศไทยสัดส่วนนี้มันกลับกันหน้าเป็นหลัง ทุกวันนี้เราเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความคิดเห็นแต่ขาดการนำเสนอข้อเท็จจริง
หากสังเกตดีๆ เราจะเห็นว่า ข้อมูลดิบนั้นหาได้ยากมากในสังคมไทย ตอนพวกทำเรื่องเรือดันน้ำ (http://www.whereisthailand.info/2011/10/water-push-boat/) เราไม่สามารถหาได้ด้วยซ้ำว่าจริงๆแล้วในวันที่นายกฯไปเปิดงานกลาง แม่น้ำ เจ้าพระยา มีเรือยนต์เข้าไปร่วมโครงการกี่ลำ เวลานักข่าวถามผู้รับผิดชอบโครงการว่าได้ผลหรือไม่ คำตอบที่สังคมได้รับคือ ได้ผลในระดับหนึ่งซึ่งเราก็สงสัยว่าระดับหนึ่งนี่มันมากหรือน้อยแค่ไหน วัดอย่างไร เทียบกับอะไร คุ้มค่าหรือไม่ ฯลฯ

เราคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก เพราะสังคมไทยจะถกเถียงต่อยอดกันไปได้อย่างไรหากข้อเท็จจริงพื้นฐานขนาดนี้ ยังไม่มีการรายงานหรือจดบันทึกไว้ หรือหากลองอ่านข่าวทุกวันนี้ก็จะเห็นว่าเราละเลยการรายงาน รายละเอียดไปมาก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะว่าคนอ่านเองคงไม่สนใจเท่าไหร่ แต่หลายคนลืมไปว่ามันสำคัญมากต่อลูกหลานเราในอนาคตที่จะมองย้อนกลับมาในอดีต แล้วมี ข้อมูลดิบไว้ใช้อ้างอิง เช่น ลองนึกภาพดูว่าอีก 10 ปีจากนี้ นักเรียนสักคนต้องการศึกษาเรื่องของเหตุการณ์มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุด ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยยุคใหม่ เขาจะหาข้อมูลดิบได้จากไหน ข้อมูลที่ได้จะมีอะไรให้เขาเอาไปศึกษาได้บ้าง 

สำหรับเรื่องการสอดแทรกความคิดเห็น พูดอย่างตรงไปตรงมาก็ต้องบอกว่าพวกเราเองก็สอดแทรกความเห็นลงไปอยู่บ่อยๆ ซึ่งพวกเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ผู้นำเสนอข้อมูลต้องชี้ประเด็น ให้ผู้อ่านเห็น สิ่งที่สำคัญคือพวกเราจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดเสมอว่าอะไรคือ ข้อเท็จจริงและอะไรคือการวิเคราะห์คาดเดา การเชื่อมโยงข้อสรุป (Implication) หรือการแสดงความคิดเห็น (Opinion) ของทีมงาน
เราคิดว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยเฉพาะในสังคมที่เต็มไปด้วยความเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง เพราะคนรับข้อมูลจำเป็นต้องแยกแยะให้ออกระหว่างข้อเท็จจริง (ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ เท่าไหร่) ข้อสรุปโดยผู้เล่า (อย่างไร ทำไม) และความเห็นของผู้เล่า (ดี เลว ถูก ผิด สวยงาม อัปลักษณ์ ฯลฯ)
อย่างไรก็ตาม พวกเราอยากทำความเข้าใจให้ชัดด้วยว่าเราไม่ใช่หน่วยงานวิจัย พวกเราไม่มีหน้าที่หรือความสามารถในการทดลองหรือลงพื้นที่เก็บข้อมูลดิบ ข้อมูลทุกชิ้นที่นำเสนอในงานของเราจึงเป็นข้อมูลที่เสาะหามาจากแหล่ง ที่คิดว่าพอจะเชื่อถือได้ และเป็นข้อมูลที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ฟรีและเสรี ซึ่งแน่นอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นถูกโต้แย้งหรือหักล้างได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นตัวข้อมูลที่พวกเราหามาหรือความคิดเห็นของพวกเราเองก็ตาม



กลุ่มคนที่ทำ ประเทศไทยอยู่ตรงไหนคือใครบ้าง?
ชายหญิงประมาณ 10 คนที่มีความสามารถและความสนใจแตกต่างกันไป ที่จริงพวกเราหลายคนยังไม่เคยเจอหน้าค่าตากันเลยด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาทำงานแลกเปลี่ยนความเห็นและประสานงานกันบนโลกออนไลน์ทั้งหมด
พวกเราทำงานกันโดยใช้ระบบ Peer Review นั่นคือทีมงานท่านใดมีความสนใจเรื่องไหนก็จะไปหาข้อมูลมาเป็นจุดอ้างอิง จากนั้นทีมงานท่านนั้นจะเขียนข้อเขียนขึ้นเพื่อนำมาเสนอให้ทุกคนตรวจ สอบ สมาชิกทุกคนมีสิทธิและหน้าที่ที่จะตรวจสอบข้อเขียนนั้นร่วมกัน ซึ่งหากข้อเขียนชิ้นไหนไม่ผ่านการตรวจสอบของทีม ข้อเขียนชิ้นนั้นก็จะไม่ได้รับการเผยแพร่ เพราะพวกเราทำงานกันโดยระลึกเสมอว่าทุกสิ่งที่นำเสนอไปถือเป็นข้อเขียนร่วม กันของทีมงานทุกคน
ในขั้นตอนการตรวจสอบ สิ่งแรกที่เราจะทำคือตรวจสอบแหล่งข้อมูลดิบเสียก่อนว่าเชื่อถือได้มากพอจะ เผยแพร่หรือไม่ จากนั้นจะตรวจทานประเด็นหลักที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอว่าน่าสนใจไหม และสุดท้ายจะตรวจทานการวิเคราะห์หรือการสรุปประเด็นของผู้เขียน (ซึ่งนี่เป็นส่วนของความคิดเห็น) ว่าสมเหตุสมผลหรือเปล่า โดยเฉพาะประเด็นเรื่องข้อสรุปนั้น ใครจะเสนออะไรก็เสนอได้ ใครไม่เห็นด้วยก็ค้านได้อย่างเต็มที่ เราจะเถียงกันโดยยกเหตุผลมาประกอบเสมอ หลายเรื่องดูเผินๆอาจไม่มีอะไร แต่เบื้องหลังจริงๆแล้วเถียงกันนานมากกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น การเลือกใช้คำบางคำ 
ส่วนใหญ่แล้วในขั้นตอนการตรวจทานข้อเขียน พวกเราจะให้ความสำคัญสูงสุดกับหลักการ 2 ข้อคือ หลักการแสดงความเห็นให้น้อยที่สุดภายใต้ชื่อทีมงาน และ หลักการ ห้ามด่วนสรุป” (over imply) 
หากสมาชิกท่านไหนต้องการเสนอความเห็นที่สมาชิกบางคนอาจเห็นต่าง เขาจะต้องนำเสนอในนามของตนเองเท่านั้นไม่มีสิทธิพูดด้วยชื่อของทีมงาน เวลาเราต้องการสรุปอะไรสักอย่างภายใต้ชื่อทีมงาน เราจะต้องถกเถียงกันจนมั่นใจว่าข้อสรุปนั้นได้มาจากข้อมูลที่นำเสนอเท่านั้น ไม่ชี้นำ ไม่คาดเดา และไม่สรุปโดยอิงกับข้อมูลชุดอื่นที่ไม่ได้นำเสนอ หรืออิงกับประสบการณ์ส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น
หลายคนอาจไม่ทราบว่าพวกเรามีงานหลายชิ้นที่ไม่ได้เผยแพร่ ส่วนหนึ่งเพราะแหล่งข้อมูลอ้างอิงยังไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการซักค้านกันระหว่างทีมงานทำให้เห็นช่องโหว่ของ สิ่งที่ต้องการนำเสนอจนต้องพับเก็บไปจนกว่าจะหาข้อมูลชุดใหม่มาสนับ สนุนได้

ทำไมถึงไม่เปิดเผยว่าทีมงาน ประเทศไทยอยู่ตรงไหนคือใครบ้าง? การไม่เปิดเผยตัวมีข้อดีข้อเสียอย่างไร?
พวกเรารู้สึกว่าสังคมไทยทุกวันนี้ยึดติด ตัวผู้พูดมากกว่าสิ่งที่ถูกพูดออกมา หรือหลายครั้งก็หนักไปกว่านั้นอีก คือสังคมไทยมักคิดว่าการจะคุยเรื่องเศรษฐศาสตร์ ต้องเป็นนักเศรษฐศาสตร์เท่านั้น หรือการจะคุยเรื่องกฏหมาย ก็ต้องเป็นนักกฏหมายเท่านั้น ซึ่งเราคิดว่ามันอาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงเริ่มโครงการนี้กันด้วยความเชื่อพื้นฐานว่า สิ่งที่พูดสำคัญกว่าตัวผู้พูดพวกเราไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนของทีมงาน (อย่างน้อยในขณะนี้) เนื่องจากพวกเราต้องการให้ข้อมูลนั้น "พูดด้วยตัวเอง" มากกว่า
ตอนนี้มีกลุ่มคนที่ทำงานบนโลกออนไลน์แบบไม่เปิดเผยตัวเยอะขึ้นเรื่อยๆ มองว่าเป็นเพราะลักษณะบางอย่างของสังคมไทยหรือเปล่า ที่ทำให้มีคนออกมาเสนอความเห็นและข้อมูลแบบไม่เปืดเผยตัว บางคนมองว่าหลบๆซ่อนๆ?
เราคิดว่านี่เป็นปรากฏการณ์บนสื่อออนไลน์ทั่วโลกซึ่งสามารถที่เห็นได้ ทั่วไปตาม forum ต่างๆทั้งในไทยและต่างประเทศ การอยู่ภายใต้ความ นิรนามบนอินเตอร์เน็ตทำให้คนมีพฤติกรรมในการสื่อสารที่ต่างกันออกไป ที่ดีก็มีเยอะเนื่องจากความคล่องตัวที่มีมากกว่าเมื่ออยู่ภายใต้ชื่อนิรนาม (ลองนึกถึงกรณีของวิกิลีกส์) แต่ที่เสียก็มีมากเช่นพฤติกรรม Trolling หรือที่รู้จักกันในนามว่า เกรียน” 
ด้วยความที่พวกเราคิดว่า สิ่งที่พูดสำคัญกว่าตัวผู้พูดดังนั้นเราจึงเชื่อว่าตัวตนของพวกเราไม่ใช่สิ่งสำคัญ หากสิ่งที่พูดนั้นสมเหตุสมผล ก็เป็นเพราะเหตุผลในตัวมันเอง ไม่เกี่ยวกับว่าผู้พูดเป็นใครมาจากไหน หากใครจะคิดว่าเราหลบๆซ่อนๆก็ย่อมเป็นสิทธิของเขา แต่เรายืนยันที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและจำกัดให้น้อยที่สุดเสมอเวลาต้อง พูดภายใต้ชื่อ ประเทศไทยอยู่ตรงไหนหรือในกรณีที่คนท้วงติงมาว่าข้อมูลที่เราหามานั้นผิด เราก็รับไว้พิจารณาและแก้ไขเมื่อสามารถยืนยันได้ (อ่านใน แนวปฏิบัติของเราhttp://www.whereisthailand.info/guideline/
นอกจากนั้น ต้องไม่ลืมว่าแก่นหลักของงานพวกเราคือ ข้อเท็จจริงที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ความคิดเห็นของเราเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆที่ช่วยเสริมประเด็นให้ชัดขึ้น เท่านั้น อันที่จริงผู้อ่านสามารถมองข้ามความคิดเห็นไปเลยก็ได้โดยไม่เสียใจความสำคัญ แต่อย่างใด ดังนั้นตัวตนของพวกเราจะเป็นใคร หรือเราจะหลบๆซ่อนๆหรือไม่ คงไม่สำคัญไปกว่า ข้อเท็จจริงที่พวกเรานำเสนอ



หลังจากได้คลุกคลีกับข้อมูลดิบตอนทำงานแล้ว มองประเทศไทยแตกต่างไปจากตอนก่อนที่จะมาทำ ประเทศไทยอยู่ตรงไหนไหม?
เป็นคำถามที่ตอบยากมากเพราะขึ้นอยู่กับเรื่อง บางเรื่องก่อนทำก็คิดเอาไว้บ้างว่าน่าจะเป็นแบบนี้ แล้วก็ออกมาเป็นเช่นนั้นจริง ในขณะที่บางเรื่องก็ออกมาตรงกันข้ามกับที่คาดการณ์เอาไว้ บางเรื่องที่คิดว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญก็กลับไม่สำคัญเท่าที่ควร หรือบางเรื่องเมื่อได้พบข้อมูลแล้วก็ตกใจมาก ดังนั้นคงยากที่จะตอบว่ามองประเทศไทย ดีขึ้นหรือ แย่ลงแต่ที่แน่ๆคือ ได้เข้าใจประเทศไทยดีขึ้นมาก
ตัวอย่างเช่น เราเข้าใจมาตลอดว่าประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ เราจึงมักเข้าใจกันไปเองว่าการเพาะปลูกข้าวไทยนั้นทำกันเป็นล่ำเป็นสัน แต่เมื่อไปดูข้อมูล (http://www.whereisthailand.info/2011/09/rice-yield/) แล้วกลับพบว่า ประสิทธิภาพการปลูกข้าวของไทยต่ำมากพอๆกับพม่า เราปลูกข้าวต่อไร่ได้ต่ำกว่าเวียดนามเกือบสองเท่า

หลายๆเรื่องเราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศไทยไปพร้อมๆกับผู้อ่าน เรื่องไหนเป็นเรื่องที่คนไทยสนใจ เรื่องไหนไม่ค่อยสนใจ นอกจากนั้น การเฝ้าดูผลตอบรับจากผู้อ่านก็ทำให้รู้จักชุมชนไทยในโลกออนไลน์มากขึ้น เช่น เรื่องเด็กไทยเรียนหนักแค่ไหน? กลับเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมสูงมากทั้งที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ หรือเรื่องที่ตั้งใจทำให้เบาสมองอย่าง จู๋ไทยอยู่ตรงไหนก็พบว่าคนส่วนมากมักมองข้ามประเด็นหลักที่พูดถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูล ว่ามันมีประเด็นปัญหาไม่น้อย



ในภาพรวม ประเทศไทยอยู่ตรงไหนแล้วตอนนี้?
ประเทศก็เหมือนคนๆหนึ่ง ไม่ได้ดีที่สุดในทุกด้าน ไม่ได้แย่ที่สุดในทุกเรื่อง เรามีจุดเด่น จุดด้อย เหมือนที่ประเทศอื่นๆก็มีกัน ในบางครั้งเราอาจต้องวางอีโก้ที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นชาติอื่นลงมาบ้าง แล้วหันพิจารณาดูจุดแข็งจุดอ่อนของตัวเราเองให้ถี่ถ้วนกว่านี้ ยกตัวอย่างเรื่องผลผลิตข้าวต่อไร่ เราอาจจะคิดว่าเรามีพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุดในโลก (คำว่าดีนี้ก็เป็นคำคุณศัพท์ที่วัดยาก) เราเป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ เราเป็นประเทศหลักในการปลูกข้าวของโลก แต่ข้อมูลในเรื่องของประสิทธิภาพการเกษตรเรายังตามหลังประเทศส่วนใหญ่อยู่ มากอย่างน่าใจหาย ทั้งที่หากเราทำได้ดีกว่านี้สักนิด เราก็จะพัฒนาต่อไปได้อีกไกล
แต่หากจะให้ตอบตรงๆ หลังจากได้เห็นข้อมูลหลายแง่มุม พวกเราเชื่อว่าประเทศไทยกำลังเดินตามหลังประเทศอื่นซึ่งในอดีตเคยอยู่ระนาบ เดียวกับเรามาก่อน หลายประเทศก้าวกระโดดหนีเราไปไกลมากทั้งที่เมื่อ 1-2 ชั่วอายุคนที่แล้วเขายังล้าหลังกว่าเราอยู่เลย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศมาเลเซีย และ เกาหลีใต้



อยากให้ประเทศไทยพัฒนาศักยภาพในด้านใดที่สุด?
ในฐานะที่ทำโครงการด้านข้อมูล แน่นอนว่าเราอยากให้สังคมไทยพัฒนาสิ่งต่่างๆที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร ทั้งเรื่องของการเสพ ข่าวสารที่ต้องรู้จักแยกแยะข้อเท็จจริงออกจากข้อคิดเห็น หรือในแง่การผลิตข่าวสารที่ควรเน้นให้มีข้อเท็จจริงพื้นฐานประกอบให้มากกว่า นี้

ในภาพกว้าง เราเชื่อว่าประเทศจะเจริญเติบโตได้ดีหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล กฏหมาย หรือเงินทุน แต่อยู่ที่ คน” -- เราอยากเห็นคนไทยมีวัฒนธรรมจดบันทึก ขี้สงสัยใฝ่รู้ หิวกระหายคำตอบที่ชัดเจนแม่นยำ ลืมยาก จำนาน เราอยากเห็นคนไทยมีความเป็น มืออาชีพรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกันให้มากกว่านี้ ดำเนินหน้าที่การงานโดยเน้นประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะสิ่งเหล่านี้มันจำเป็นมากต่อการแข่งขันในระดับสากล
Related Posts with Thumbnails