31 มกราคม 2012

สัมภาษณ์อาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรณีห้ามเคลื่อนไหวทางการเมือง

สัมภาษณ์อาจารย์สมคิด เลิศไพฑูรย์อธิการบดีม.ธรรมศาสตร์

วันที่31มกราคม2555 (หนึ่งวันหลังอาจารย์โพสข้อความบนเฟซบุคส่วนตัว)


(คุณภาพเสียงไม่สมบูรณ์ ขออภัยครับ)

06 มกราคม 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] “แต่งหน้าเพื่อให้ดูเหมือนไม่แต่งหน้า” จะทำไปทำไม (คำถามจากผู้ชายทะโมน)


ที่เห็นและเป็นอยู่
แต่งหน้าเพื่อให้ดูเหมือนไม่แต่งหน้าจะทำไปทำไม (คำถามจากผู้ชายทะโมน)
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

"แต่งหน้าแบบไม่แต่งหน้า"
ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ทำให้ผมหูผึ่งด้วยคำถาม ถึงความเป็นไปของผู้หญิงไทยในปีพ..นี้ 
คือความจริงการแต่งหน้าแบบไม่แต่งหน้านี่ก็อาจจะมีมาแต่เนิ่นแต่นานแล้วแหละครับ แต่ อะแฮ่ม.. กระผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องของผู้หญิงๆมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว


ผมได้คุยกับพี่หน่อย วนาพร เอกวิฒนกิจ บรรณาธิการนิตยสารคอสโม เชื่อมั่นในประสบการณ์ในการคลุกคลีทำงานกับนิตยสารผู้หญิงยุคใหม่ ว่าน่าจะมีมากพอที่สามารถตอบคำถามต่างๆที่ผมสงสัยลงได้หมด


แล้วผมก็ไม่ผิดหวัง


"คือผู้ชายชอบพูดว่า ชอบผู้หญิงใสๆ สวยเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องแต่งหน้าก็ได้ คือคำตอบของผู้ชายที่บอกว่าชอบหน้าใสๆเป็นธรรมชาติหนะคือแบบไหน แต่งหน้าแล้วดูออกมาใสสมใจหนุ่มๆ หรือไม่แต่งเลยกันแน่ เพราะไอ้ไม่แต่งเลยหนะ เคยเห็นแล้วจริงๆใช่ไหม? ถ้ายังไม่เคยเห็นแล้วต้องมาเห็น ต้องถามว่าทำใจแล้วหรือยัง?" พี่หน่อยอธิบายถึงการแต่งหน้า และสาเหตุที่ทำไมผู้หญิงถึงมีการแต่งหน้าแบบไม่แต่งหน้า พร้อมขั้นตอนอีกหลายสิบอย่างที่เข้าใจยากเกินกว่าที่ผมจะจำได้ (แต่ฟังดูแล้วเห็นใจระคนเหนื่อยหน่ายแทนผู้หญิงจริงๆ)


ทำไมผู้หญิงต้องลงทุนลงแรงกับการแต่งหน้ามากขนาดนี้ครับ คือบางคนแต่งหน้าเป็นชั่วโมงๆก่อนออกจากบ้าน?
"ผู้หญิงมีสันชาติญานความเป็นนักแข่งอยู่ในตัว คือเอมต้องเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้แต่หน้าให้ผู้ชายดูนะ ผู้หญิงแต่งให้เพื่อนดู ให้ผู้หญิงด้วยกันดู"
นั่นสิครับ ผมสงสัยมานานว่าจะแต่งให้ใครดู เพราะผู้ชายเราก็ไม่ได้ไปสนใจรายละเอียดขนาดนั้นหรอก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าที่แต่งออกมานี่ตั้งใจกันแค่ไหน?


"ใช่ คือเวลาผู้หญิงคนนึงเปลี่ยนสีลิปสติก ผู้ชายไม่ทักหรอก แต่เพื่อนจะทัก ว่าเธอเปลี่ยนสีลิปสติกหรอ มันเลยกลายเป็นสันชาติญานของผู้หญิงอย่างหนึ่ง พอแข่งกันไปแข่งกันมา ผู้ชายในเมืองไทยเลยโชคดี เพราะผู้หญิงแข่งกันสวย"


"ใช่ครับ พวกผมโชคดีมาก" ผมหยอกพีหน่อยเล่นๆ
"ใช่ เคยมีเอเจนซี่ทำการสำรวจ รู้ไหมว่าอัตราส่วนผู้หญิงต่อผู้ชายคือ 1 ต่อ 7 เลยนะ คือตัวเลขตามสัมมโนครัวอาจจะประมาณ5ต่อ3 แต่ พอตัดพวกที่ชอบเพศเดียวกัน หรือผู้ชายที่บวชไปแล้วด้วยเนี่ย อัตราส่วนจะอยู่ที่1ต่อ7ทันที  คือผู้ชายอย่างเอมเนี่ยเลยกลายเป็นสมบัติของชาติไปเลย"


"ตัวเลขแบบนี้ มันสะท้อนนิสัยผู้ชายไทยให้ออกมาเป็นยังไงบ้างครับ" ผมถาม
"ความจริงผู้ชายมีนิสัยที่น่ารักในตัวนะ เพราะด้วยสันชาติญานแล้วผู้ชายทุกคนจะมีความเป็นผู้นำและชอบปกป้อง แต่ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ชายไทยสปอยล์ เพราะผู้หญิงมีเยอะ และผู้หญิงเก่ง พอเป็นแบบนี้ ผู้ชายเลยชิล จากเดิมที่เคยทำอะไรให้ผู้หญิงมากๆ ก็ทำน้อยลง พี่เคยได้ยินเพื่อนพี่บอกว่า เดี่ยวนี้ จีบผู้หญิงไม่สนุก เพราะมันไม่มีความท้าทายแล้ว"


พี่หน่อยอธิบายต่อ "คือสาเหตุหนึ่งที่ผู้่ชายสปอยล์ เพราะถูกผู้หญิงสปอยล์ด้วย เพราะอย่างที่บอก อัตราส่วนมัน7ต่อ1 เพราะฉะนั้นอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้ผู้ชายชอบผู้หญิงได้เร็วขึ้น ผู้หญิงก็ทำหมด จากเดิมที่ผุ็หญิงเป็นผู้ถูกล่า เลยกลายสภาพมาเป็นผู้ล่าบ้าง"


"มันขัดกับความเป็นไทยหรือเปล่า? มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจไหม?" ผมถาม
"คือความจริงการเป็นผู้ล่าของผู้หญิงเนี่ยไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องที่ต้องมาคิดหนัก เพราะผู้หญิงก็มีส่วนความเป็นผู้ล่ามาตลอด แต่การเข้าไปล่าของผู้หญิง จะไม่เหมือนกันผู้ชาย"


"ยังไงครับ" ผมถามแทรก
"คือที่เรียกว่าจริต108เล่มเกวียนตั้งแต่สมัยคุณแม่ทำกันมาก็มีนะ และยังเป็นสิ่งที่ผู้หญิงใช้ได้อยู่ในสมัยนี้ คือมันคล้ายๆกับ การอ่อยเหยื่อ แต่เป็นการอ่อยเหยื่ออย่างพองาม อ่อยแล้วให้ผู้ชายเป็นคนล่า แล้วมันก็จะดูน่ารักน่าค้นหากว่า แต่ถ้าเดินไปแล้วบอกว่าฉันชอบเธอตรงๆโต้งๆ มันจะเกินไปหน่อย"


พี่หน่อยเล่าเพิ่ม "แต่ปัญหาคือผู้หญิงสมัยนี้จะคิดว่าผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้ มากไป คือการที่ผู้หญิงเข้าไปจีบผู้ชาย บางที่ผู้ชายเขาก็กลัวเหมือนกันนะ คือไม่ได้กลัวในทันที แต่ลึกๆเขากลัวจะถูกจับ แบบถ้าเป็นเข้ามาจีบแล้ว one-night stand หนะโอเค แต่ถ้ามาจะมาจับมาเกาะ ผู้ชายจะกลัว"


"มันเคยมีการทำวิจัยว่าเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า25หนะ การเข้าไปขอเบอร์ผู้ชายก่อนมันดูเจ๋ง ทั้งที่ความจริงเสน่ห์ของความป็นผู้หญิงมันอยู่ที่การเป็นผู้เลือก โดยที่ไม่ได้เข้าไปเลือกเอง ไม่ได้การเข้าเลือกหรือเข้าไปล่าโต้ง แต่การทำตัวให้ดีให้น่าค้นหาให้มีเสน่ห์ แล้วล่อให้ผู้ชายเข้ามาเลือกเอง"


แค่เรื่องของการแต่งหน้าก็คุยได้เยอะได้แยะแล้วครับ คุยแล้วรู้ได้เลยว่าความรู้เกี่ยวกับผู้หญิงเนี่ยมีมากร้อยแปดจริงๆ จากเรื่องแต่งหน้าผมเลยไปต่อที่เรื่องชีวิตคู่
"สังคมเราเต็มไปด้วย ขนบธรรมเนียมต่างๆ ที่ผลักดันให้ผู้หญิงไปในทางเดียวกันหมด รีบเรียนให้จบ หางานดีๆทำ แล้วก็หาคนมาดูแลคุ้มครองชีวิต แล้วผู้หญิงก็คิดว่าโตขึ้นจะต้องแต่งงาน หลายคนมีเป้าหมาว่าอยากให้สามีเลี้ยง ซึ่งมันทำให้ผู้หญิงวิ่งเข้าไปหาความรัก แล้วให้ความรักเป็นที่สุดในชีวิต เพราะคิดตลอดว่าต่องเลือกคนที่ฝากชีวิตไว้ได้เหมือนที่พ่อแม่สอนสั่งเอาไว้ ผู้หญิงเลยตั้งใจจะฝากชีวิตไว้ที่เธอ หายใจเข้าออกเป็นผู้ชาย" พี่หน่อยอธิบายอย่างเห็นภาพ


"พอพี่เจอเพื่อนๆพี่มีปัญหานี้มากๆ พี่ก็จะบอกว่าความรักทำให้ชีวิตขับเคลื่อนไปอย่างมีพลัง แต่ก่อนจะรักใคร ต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน ต้องรู้ก่อนว่าชอบอะไร ความต้องการในชีวิตคืออะไร บางคนวันๆก็ไปเที่ยวกลางคืน ไปชอปปิ้ง พอมีแฟน วันๆก็ไปเที่ยวกับแฟน พอวันนึงไม่มี มันเลยหลงทาง มันเลยหาทางออกในชีวิตไม่ได้ แต่ผู้หญิงบางคน พออกหัก แล้วหากิจกรรมอะไรซักอย่างหนึ่งทำ อาจจะไปเล่นโยคะ กลายเป็นว่า เค้ามีpassionกับโยคะมาก เวลาไปเล่นโยคะ แฟนก็ไปเตะฟุตบอล แล้วเวลากลับมาอยู่กับแฟนก็แบ่งปันกัน แชร์กันว่าโยคเป็นอย่างไง บอลเป็นอย่างไง คือเวลาที่เอามาใช่้ด้วยกันคือตอนที่มาแบ่งปันกัน โดยที่ไม่ต้องชวนไปเล่นโยคะกันหรือต้องตามไปดูเขาเตะฟุตบอล"

"หลายคนถามเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมกันของผู้หญิง บทบาททุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?" ผมถาม
"บางครั้งคำว่าชาย-หญิงเท่ากัน คุณค่าก็อาจจะลดลง เช่นขับรถ ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็พยายามทำได้ ทั้งๆที่เดิมมันคือคุณค่าที่ผุ้ชายจะทำให้ผู้หญิง แต่พอเมื่อไหร่ที่ผู้หญิงเรียกร้องว่าเท่าเทียมกันแล้ว ผู้ชายก็จะคิดว่าก็อย่าเรียกร้องให้ดูแลฉันอีก คือบางครั้งผู้หญิงอย่าได้พยายามเป็นในสิ่งที่ผู้หญิงไม่ควรเป็น คือเก่งได้ แต่ก็ต้องแกล้งโง่เป็น ตอนไหนควรจะอ่อนแอ ตอนไหนจะเป็นผู้นำ"

พี่หน่อยยกตัวอย่างของกรณีผู้หญิงทำงาน ที่มีมากขึ้นๆเรื่อยๆในสังคมสมัยนี้
"ผู้หญิงเก่ง ให้กลับมาถามตัวเองหน่อยว่า ได้ใช้สมอง ใช้ความเก่งในการอยู่กับเขาหรือยัง คือผู้หญิงเก่งอาจจะใช้สมองในการทำงาน แต่ใช้สมองในการครองคู่หรือเปล่า?"

"คือผุ้หญิงเก่งๆ เวลาทำงานก็จะมีคนชมว่าเก่ง การงานทุกอย่างทำได้ดี ก็ทำให้เข้าใจตัวเองไปว่าเป็นคนเก่ง สามารถคอนโทรลทุกอย่างได้ คอนโทรลการงาน คอลโทรลชีวิต ก็เริ่มอยากคอนโทรลผู้ชายบ้าง แล้วก็เผลอทำแบบนั้นบ่อยๆ ผู้หญิงบางคนเลยกลายเป็นคนเก่งทุกเรื่องแต่ แต่ไม่เก่งเรื่องความรัก แล้วสุดท้ายก็ต้องมาเจอปัญหาแฟนมีคนใหม่ มีกิ๊ก"


บรรณาธิการนิตยสารคอสโมพูดเรื่องการที่ยุคนี้ ผู้ชายหลายคนหันไปมีกิ๊ก จนผู้หญิงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไปมีกิ๊ก
"การที่ผู้หญิงคิดว่าตัวเองเก่ง อยากดูแลผู้ชายทุกอย่าง เพราะเข้าใจว่าดูแลเขามากๆ เขาจะรัก จะติดไม่ทิ้งไปไหน ความจริงมันไม่ใช่ เพราะผู้ชายไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นอย่างนั้น"


"ถ้าดูแลมากเกินไป วันหนึ่งผู้ชายก็จะเบื่อ คือถึงจุดหนึ่งผู้ชายก็ไปมีกิ๊ก ที่เบื่อนี่อาจจะไม่ได้เบื่อผุ้หญิง แต่บางทีเขาเบื่อตัวเอง เบื่อที่ตัวเองไม่ได้ใช้ความเป็นผู้นำเหลือที่มีอยู่เลยเมื่ออยู่กับแฟน พอผู้ชายหนีไปมีกิ๊ก ผู้หญิงก็งง ว่าฉันทำทุกอย่างเก่งกว่า ผลักดันเธอทุกทาง ทำไมเธอถึงไปได้ผู้หญิเรียนไม่จบ วันๆได้แต่สวยเอ็กซ์ ทำไมผู้ชายไม่เลือกเลย"


นั่นคือความคิดความเห็นถ่ายทอดมาจากประสบการณ์การทำงานนิตยสารผู้หญิงมาเป็นสิบปีครับ ถ่ายทอดทั้งเรื่องแต่งหน้า เรื่องชีวิตคู่ ไปจนถึงเรื่องกุ๊กเรื่องกิ๊ก
หลายคนอยากมาทำงานเหมือนที่พี่หน่อยทำอยู่ ทำงานนิตยสารผู้หญิง พี่หน่อยมีอะไรแนะนำครับ?
ข้อแรกคือต้องคนหาตัวเองให้เจอไวๆ แล้วพอมีโอกาสทำงาน ให้พึงระลึกไว้ว่างานทุกงานมีหนักมีเบา อย่างงานบก.ก็ยังต้องมีการถอดเทป ที่สำคัญคือเวลาเจองานบางอย่างที่มันหนัก ไม่ได้แปลว่างานนี้มันไม่ใช่ เพราะบางคนพอคิดว่ามันไม่ใช่ก็เปลี่ยนงานอีก คือคำว่าใช่หรือไม่ใช่ ต้องผ่านไปซัก3-5ปีค่อยมานั่งทบทวนย้อนคิด อย่ามาตอบตอนที่ทำงานได้2เดือนแล้วรู้สึกว่ายากจัง คือทุกงานมีความยากของมันอยู่ งานมันยากไม่ได้แปลว่างานนี้มันไม่ใช่
ปิดท้ายด้วยข้อคิดคำแนะนำครับ


กับเรื่องราวของผู้หญิงๆ ที่หลายคนว่าไม่สำคัญ แต่ผมว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราต้องติดตามเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาทีเดียวครับ

รายการเปิดหน้าคุย ตอนสัมภาษณ์พี่หน่อยคอสโมทั้ง4ช่วง

04 มกราคม 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] เสียงจากคนปลูกป่าวังน้ำเขียว “รีสอร์ททำให้ป่าดีขึ้น”


ที่เห็นและเป็นอยู่
เสียงจากคนปลูกป่าวังน้ำเขียว รีสอร์ททำให้ป่าดีขึ้น
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

5วันที่ผมคลุกคลีทำข่าวการรื้อถอนรีสอร์ทและการประท้วงของชาววังน้ำเขียว ตลอดแนวทางหลวง304ปากทางเข้าเขาแผงม้า กลายเป็นเวลาน้อยนิดกับการที่จะมารวบรวมถ่ายทอดเรื่องราวที่ซับซ้อน กับเรื่องราวของรีสอร์ทกว่า300แห่งที่ผุดขึ้นในรอบ4ปีหลัง ท่ามกลางแนวสัยเขาแผงม้า และตลอดทางวังน้ำเขียว


ผมเลือกคุยกับคุณประณัย ปราณีตพลกรัง เพราะตลอดเวลา5วันที่วังน้ำเขียว ผมจะเห็นศูนย์ประสานงานภาคประชาชนวังน้ำเขียว ปักหลักอยู่ที่เดิมเสมอ พร้อมมีชาวบ้านเข้าไปปรีกษาพูดคุย ปรับทุกข์กันในวันที่เกิดการรื้อถอนรีสอร์ทหลายที่หลายแห่ง


ประณัย ปราณีตพลกรังเล่าย้อนตั้งแต่วันที่ก่อนจะมีรีสอร์ทที่แรกมาปลูกที่วังน้ำเขียว วันที่เขาและชาววังน้ำเขียวช่วยกันปลูกป่าขนาด20,000ไร่ขึ้นมา
เราร่วมกันปลูกกว่า20,000ไร่ เราปลูกแล้วให้ชาวบ้านร่วมมือกับเรา  จนส่งมอบคืนให้กับกรมป่าไม้ และกรมอุทยาน แล้วตกลงกันว่าเราทั้งประชาชนและกรมป่าไม้ จะช่วยกันดูแลรักษา ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากให้คนรู้ด้วยว่าที่คนบอกว่าเราบุกรุก จริงๆแล้วเราเป็นคนช่วยสร้าง ช่วยกันปลูกป่าขึ้นมา ซึ่งมันได้สร้างความรู้สึกรักและหวงแหนป่าให้กับชาวบ้าน การที่ให้เขาช่วยกันปลูกป่าขึ้นมา เป็นวิธีการรักษาป่าจากการทำลายของชาวบ้านที่ดีที่สุด เพราะเขาจะไม่ทำลายสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา มันเป็นวิธีการรักษาผืนป่าที่ดึกว่าการเอาเจ้าหน้าที่มาถือปืนยืนเฝ้าซะอีก


ก่อนที่จะมีรีสอร์ทชาวบ้านเขาทำอะไร
เมื่อก่อนเขาทำพืชไร่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง สิ่งเหล่านี้นำไปสู่เหตุไฟใหม้ ใหม้ทุกปี แล้วการปลูกพืชพันธ์เหล่านี้ก็ต้องใช้ปุ๋ย ใช้สารเคมี ทำให้เกิดการสูญเสียหน้าดิน เกิดการชะล้างหน้าดินทุกปี แต่พอเราปรับสภาพมาปลูกไม้ผล ทำโฮมสเตย์ แทนการทำไร่ แล้วพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตอนนี้แทบจะไม่ต้องการเจ้าหน้าที่ป้องกันไฟป่า

10ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
ยกตัวอย่างที่บ้านสวนห้อม (ตรงข้ามเขาแผงม้า) ปกติไม่มีรีสอร์ทไม่มีที่อยู่อาศัย ชาวบ้านทำไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง เต็มพื้นที่4,000ไร่ ปัญหาคือเกิดไฟป่า ตั้งแต่เด็กผมจำได้เลยว่าเขาแผงม้าจะเกิดไฟป่าทุกสัปดาห์ บางสัปดาห์เกิด3-4วัน


จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?
ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีชวลิต ยงใจยุทธ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้  30 มิย. 41 คือวันที่มีการเดินวัดแนวเขต ทั้งที่เขตตำบลไทยสามัคคี บ้านสวนห้อม วังน้ำเขียว หน่วยงานภาครัฐพร้อมกับชาวบ้าน ได้เดินตามแนวเขตพร้อมกัน ตรงไหนที่ล่อแหลมต่อการสูญเสียพื้นที่ป่า ก็คืนพื้นที่กลับไป ตั้งแต่นั้นมาการกำหนดเขตก็เริ่มชัดเจน


ก็ชัดเจนว่าชาววังน้ำเขียวไม่ได้เป็นคนบุกรุกป่า?
คือชาวบ้านที่วังน้ำเขียว มาอาศัยอยู่ตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตการเมืองขับไล่คอมมิวนิสต์แล้ว ถ้าย้อนไปก็คือช่วงปี2510 เดิมวังน้ำเขียวไม่มีคนอยู่ แต่รัฐพยายามหาชาวบ้านมาอาศัยอยู่เพื่อเป็นแนวกันชน ไม่ให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองรุกคืบหน้าเข้าไปมาก วิธีการคือหาคนนอกมาอาศัยอยู่ตรงกลาง หลังจากวิกฤตการเมืองคลี่คลายลง รัฐก็ไม่เคยคิดต่อว่าจะจัดการอย่างไรกับชาวบ้านเหล่านี้ ก็ปล่อยให้เขาอาศัยอยู่อย่างเดิม บางช่วงก็มีปัญหาการปะทะบ้าง บางช่วงก็อยู่อย่างสันติสุขบ้าง จนกระทั่งมีการประกาศพรบ.คุ้มครองป่าไม้ ซึ่งตีพื้นที่ครอบคลุมส่วนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ด้วย ชาวบ้านเลยกลายเป็นผู้บุกรุก เรียกว่าเป็นผู้บุกรุกแบบไม่รู้ตัว บุกรุกทั้งๆที่อาศัยอยู่มาก่อน


การเติบโตของรีสอร์ทเริ่มต้นอย่างไร?
พอวังน้ำเขียวเริ่มสงบ ก็เริ่มมีการมาเยี่ยมเยือนของคนต่างถิ่น หลายคนบอกเลยว่าที่วังนำ้เขียวอากาศดีไม่แพ้ภาคเหนือ แต่เป็นภาคเหนือที่เดินทางจากกรุงเทพมาด้วยเวลาไม่ถึง3ชั่วโมง เราก็เลยเร่งทำการปลูกป่า ปลูกพันธ์ไม้ที่ร่มรื่น เพื่อรักษาสภาพอากาศให้มันดี เจ้าของรีสอร์ทเขามองออกว่ายิ่งสร้างป่าก็ยิ่งจะได้เงิน


300แห่งในรอบ3-4ปี มันมากไปไหม?
ขออธิบายก่อนว่า ความจริงรีสอร์ทขนาดใหญ่นี่มีน้อยมาก ที่เป็นร้อยๆแห่งนั่นคือบ้านชาวบ้านที่ปรับมาเป็นโฮมสเตย์ ส่วนรีสอร์ทของนายทุนจากต่างถิ่นที่มาลงทุน เราก็วางระเบียบการวังผังเมืองไว้ชัดเจน เป็นกฏเกณฑ์ที่ทุกคนเห็นด้วย ทั้งความสูงของอาคารและห้ามใช้เสียงหลังสี่ทุ่ม ซึ่งมันก็คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นต้องการ และที่ผ่านมาชาวบ้านก็อยู่กับเจ้่าของรีสอร์ทภายใต้กติกาตรงนี้


ยืนยันว่าการท่องเที่ยวที่เติบโต ไม่ได้ทำให้ธรรมชาติที่วังน้ำเขียวนี่แย่ลง?
ยืนยันครับ นึกภาพง่ายๆว่าตอนนี้การแข่งขันเรื่องการท่องเที่ยวในวังน้ำเขียวมันมีอยู่ คือพยายามแย่งคนกรุงเทพไปพัก แล้วเวลาคนกรุงเทพเลือกที่พักในวังน้ำเขียว เขาก็ต้องเลือกจากจุดที่อากาศดีๆ ซึ่งก็เจ้าของรีสอร์ทก็ต้องแข่งกันรักษาธรรมชาติ แข่งกันปลูกป่า ชาวบ้านที่ทำโฮมสเตย์ก็พยายามทำให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติที่สุด เพื่อให้คนอยากมาเที่ยว อยากมาพัก การท่องเที่ยวที่โตขึ้น ไม่ได้ทำให้ธรรมชาติที่นี่แย่ลงเลย เพราะคนที่มาเที่ยวที่นี่เขาก็อยากอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอยู่แล้ว


ไม่มีปัญหาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าของรีสอร์ท?
ที่นี่ชาวบ้านกับต้องพึ่งพาอาศัยกัน ชาวบ้านเราได้งาน ได้รายได้จากรีสอร์ท เจ้าของรีสอร์ทก็ต้องการคงความเป็นอยู่แบบเดิมๆของชาวบ้าน เพราะนักท่องเที่ยวที่มาวังน้ำเขียว เขาไม่ได้มีผับหรือที่เที่ยวกลางคืนอะไร เขาอยากไปอยู่กับธรรมชาติ ไปเห็นการใช้ชีวิต ไปดูการเก็บเกี่ยวเห็ดหอม ไปปลูกผัก ไปตักบาตรตอนเช้าร่วมกับชาวบ้าน ทำให้ถ้าไม่มีชาวบ้านเจ้าของรีสอร์ทก็อยู่ได้ยาก นี่ยังไม่นับเรื่องของพืชผลต่างๆที่ชาวบ้านปลูกส่งให้กับรีสอร์ทด้วย


ช่วงที่มีการรื้อถอนได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?
ชัดเจนครับ ปีที่แล้วมีการจ้างชาววังน้ำเขียวทำงานตามรีสอร์ทต่างๆไม่น้อยกว่า5,000คน ถึงวันนี้พอข่าวลุกลามบานปลาย คนไม่กล้ามาเที่ยว คนตกงานจนเหลือที่มีงานทำไม่ถึง1,500คน การลงทุนการก่อสร้างทุกอย่างหยุดชะงักลงหมด คือทางหนึ่งมันก็อาจจะดีเพราะเป็นการชะลอการเติบโตของการท่องเที่ยวลงบ้าง ซึ่งผมก็รับได้ถ้าจะทำการรื้อถอนรีสอร์ทที่มันมีขนาดใหญ่เกินไปบ้าง แต่สิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกคือความหวาดกลัว เขากลัวว่าจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน การรื้อถอนจะทำตรงไหนบ้าง แล้วจะสิ้นสุดตรงไหน?




ถึงวันนี้กรมอุทยานแห่งชาติ ยืนยันว่าจะต้องรื้อถอนบางรีสอร์ท ทำไมถึงต้องออกมาต้านกันนัก? กลับไปใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเหมือนเดิมโดยที่ไม่มีรีสอร์ทไม่ได้แล้วหรือ?
ต้องเปรียบเทียบชีวิตของชาวบ้าน ก่อนกับหลังมีการท่องเที่ยว หลังมีการท่องเที่ยวลูกหลานชาวบ้าน ที่เดิมเป็นชาวไร่ เดี๋ยวนี้เขามีงานทำในรีสอร์ท เงินเดือนไม่ต้องมากมาย เดือนละ6,000-7,000บาทก็พอแล้ว พอกับการที่เขาไม่ต้องไปทำงานในเมือง ไม่ต้องไปทำงานโรงงาน มันเรียกครอบครัวของพวกเขากลับคืนมา พ่อแม่ก็ได้อยู่กับลูก ได้กินอาหารเย็นร่วมกันทุกมื้อ มันทำให้ชาววังน้ำเขียวเลี้ยงดูอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งพาใคร

คนเก่าคนแก่ที่เคยชินกับการทำการเกษตร จากที่เคยทำไร่เขาก็มาปลูกพุดซานมสด ปลูกผลไม้ ปลูกพืชปลอดสารพิษ หารายได้ได้มากกว่าเดิม จากพื้นที่เท่าเดิมที่เคยมีอยู่ แล้วปลูกอะไรมาได้ก็ไม่ต้องส่งไปขายที่อื่น ขายในวังน้ำเขียวก็ขายได้หมด เป็นการสร้างมูลค่าให้กับพวกเขาอีก


ในฐานะตัวแทนชาวบ้าน จะร้องขอการแก้ปัญหาอย่างไร?
บังคับใช้มติคณะรัฐมนตรีปี2541 เพราะนั่นคือสิ่งที่นำพาความสงบมาให้พวกเรา หรือถ้าจะร่างกฏหมายหรือข้อบัญญัติใหม่ ก็ต้องร่วมกันทำ ชาวบ้านวังน้ำเขียวก็เหมือนเจ้าของบ้านที่นี่ เราก็อยากร่วมออกแบบบ้านว่ามันควรจะเป็นแบบไหน จุดไหนเอาไว้พักพิง จุดไหนใช้ทำมาหากินได้ อยากให้ร่วมกันทำ ร่วมกันเดินออกแบบ
Related Posts with Thumbnails