ที่เห็นและเป็นอยู่
“แต่งหน้าเพื่อให้ดูเหมือนไม่แต่งหน้า” จะทำไปทำไม (คำถามจากผู้ชายทะโมน)
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
"แต่งหน้าแบบไม่แต่งหน้า"
ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ทำให้ผมหูผึ่งด้วยคำถาม ถึงความเป็นไปของผู้หญิงไทยในปีพ.ศ.นี้
คือความจริงการแต่งหน้าแบบไม่แต่งหน้านี่ก็อาจจะมีมาแต่เนิ่นแต่นานแล้วแหละครับ แต่ อะแฮ่ม.. กระผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องของผู้หญิงๆมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ผมได้คุยกับพี่หน่อย วนาพร เอกวิฒนกิจ บรรณาธิการนิตยสารคอสโม เชื่อมั่นในประสบการณ์ในการคลุกคลีทำงานกับนิตยสารผู้หญิงยุคใหม่ ว่าน่าจะมีมากพอที่สามารถตอบคำถามต่างๆที่ผมสงสัยลงได้หมด
แล้วผมก็ไม่ผิดหวัง
"คือผู้ชายชอบพูดว่า ชอบผู้หญิงใสๆ สวยเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องแต่งหน้าก็ได้ คือคำตอบของผู้ชายที่บอกว่าชอบหน้าใสๆเป็นธรรมชาติหนะคือแบบไหน แต่งหน้าแล้วดูออกมาใสสมใจหนุ่มๆ หรือไม่แต่งเลยกันแน่ เพราะไอ้ไม่แต่งเลยหนะ เคยเห็นแล้วจริงๆใช่ไหม? ถ้ายังไม่เคยเห็นแล้วต้องมาเห็น ต้องถามว่าทำใจแล้วหรือยัง?" พี่หน่อยอธิบายถึงการแต่งหน้า และสาเหตุที่ทำไมผู้หญิงถึงมีการแต่งหน้าแบบไม่แต่งหน้า พร้อมขั้นตอนอีกหลายสิบอย่างที่เข้าใจยากเกินกว่าที่ผมจะจำได้ (แต่ฟังดูแล้วเห็นใจระคนเหนื่อยหน่ายแทนผู้หญิงจริงๆ)
ทำไมผู้หญิงต้องลงทุนลงแรงกับการแต่งหน้ามากขนาดนี้ครับ คือบางคนแต่งหน้าเป็นชั่วโมงๆก่อนออกจากบ้าน?
"ผู้หญิงมีสันชาติญานความเป็นนักแข่งอยู่ในตัว คือเอมต้องเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้แต่หน้าให้ผู้ชายดูนะ ผู้หญิงแต่งให้เพื่อนดู ให้ผู้หญิงด้วยกันดู"
นั่นสิครับ ผมสงสัยมานานว่าจะแต่งให้ใครดู เพราะผู้ชายเราก็ไม่ได้ไปสนใจรายละเอียดขนาดนั้นหรอก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าที่แต่งออกมานี่ตั้งใจกันแค่ไหน?
"ใช่ คือเวลาผู้หญิงคนนึงเปลี่ยนสีลิปสติก ผู้ชายไม่ทักหรอก แต่เพื่อนจะทัก ว่าเธอเปลี่ยนสีลิปสติกหรอ มันเลยกลายเป็นสันชาติญานของผู้หญิงอย่างหนึ่ง พอแข่งกันไปแข่งกันมา ผู้ชายในเมืองไทยเลยโชคดี เพราะผู้หญิงแข่งกันสวย"
"ใช่ครับ พวกผมโชคดีมาก" ผมหยอกพีหน่อยเล่นๆ
"ใช่ เคยมีเอเจนซี่ทำการสำรวจ รู้ไหมว่าอัตราส่วนผู้หญิงต่อผู้ชายคือ 1 ต่อ 7 เลยนะ คือตัวเลขตามสัมมโนครัวอาจจะประมาณ5ต่อ3 แต่ พอตัดพวกที่ชอบเพศเดียวกัน หรือผู้ชายที่บวชไปแล้วด้วยเนี่ย อัตราส่วนจะอยู่ที่1ต่อ7ทันที คือผู้ชายอย่างเอมเนี่ยเลยกลายเป็นสมบัติของชาติไปเลย"
"ตัวเลขแบบนี้ มันสะท้อนนิสัยผู้ชายไทยให้ออกมาเป็นยังไงบ้างครับ" ผมถาม
"ความจริงผู้ชายมีนิสัยที่น่ารักในตัวนะ เพราะด้วยสันชาติญานแล้วผู้ชายทุกคนจะมีความเป็นผู้นำและชอบปกป้อง แต่ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ชายไทยสปอยล์ เพราะผู้หญิงมีเยอะ และผู้หญิงเก่ง พอเป็นแบบนี้ ผู้ชายเลยชิล จากเดิมที่เคยทำอะไรให้ผู้หญิงมากๆ ก็ทำน้อยลง พี่เคยได้ยินเพื่อนพี่บอกว่า เดี่ยวนี้ จีบผู้หญิงไม่สนุก เพราะมันไม่มีความท้าทายแล้ว"
พี่หน่อยอธิบายต่อ "คือสาเหตุหนึ่งที่ผู้่ชายสปอยล์ เพราะถูกผู้หญิงสปอยล์ด้วย เพราะอย่างที่บอก อัตราส่วนมัน7ต่อ1 เพราะฉะนั้นอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้ผู้ชายชอบผู้หญิงได้เร็วขึ้น ผู้หญิงก็ทำหมด จากเดิมที่ผุ็หญิงเป็นผู้ถูกล่า เลยกลายสภาพมาเป็นผู้ล่าบ้าง"
"มันขัดกับความเป็นไทยหรือเปล่า? มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจไหม?" ผมถาม
"คือความจริงการเป็นผู้ล่าของผู้หญิงเนี่ยไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องที่ต้องมาคิดหนัก เพราะผู้หญิงก็มีส่วนความเป็นผู้ล่ามาตลอด แต่การเข้าไปล่าของผู้หญิง จะไม่เหมือนกันผู้ชาย"
"ยังไงครับ" ผมถามแทรก
"คือที่เรียกว่าจริต108เล่มเกวียนตั้งแต่สมัยคุณแม่ทำกันมาก็มีนะ และยังเป็นสิ่งที่ผู้หญิงใช้ได้อยู่ในสมัยนี้ คือมันคล้ายๆกับ การอ่อยเหยื่อ แต่เป็นการอ่อยเหยื่ออย่างพองาม อ่อยแล้วให้ผู้ชายเป็นคนล่า แล้วมันก็จะดูน่ารักน่าค้นหากว่า แต่ถ้าเดินไปแล้วบอกว่าฉันชอบเธอตรงๆโต้งๆ มันจะเกินไปหน่อย"
พี่หน่อยเล่าเพิ่ม "แต่ปัญหาคือผู้หญิงสมัยนี้จะคิดว่าผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้ มากไป คือการที่ผู้หญิงเข้าไปจีบผู้ชาย บางที่ผู้ชายเขาก็กลัวเหมือนกันนะ คือไม่ได้กลัวในทันที แต่ลึกๆเขากลัวจะถูกจับ แบบถ้าเป็นเข้ามาจีบแล้ว one-night stand หนะโอเค แต่ถ้ามาจะมาจับมาเกาะ ผู้ชายจะกลัว"
"มันเคยมีการทำวิจัยว่าเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า25หนะ การเข้าไปขอเบอร์ผู้ชายก่อนมันดูเจ๋ง ทั้งที่ความจริงเสน่ห์ของความป็นผู้หญิงมันอยู่ที่การเป็นผู้เลือก โดยที่ไม่ได้เข้าไปเลือกเอง ไม่ได้การเข้าเลือกหรือเข้าไปล่าโต้ง แต่การทำตัวให้ดีให้น่าค้นหาให้มีเสน่ห์ แล้วล่อให้ผู้ชายเข้ามาเลือกเอง"
แค่เรื่องของการแต่งหน้าก็คุยได้เยอะได้แยะแล้วครับ คุยแล้วรู้ได้เลยว่าความรู้เกี่ยวกับผู้หญิงเนี่ยมีมากร้อยแปดจริงๆ จากเรื่องแต่งหน้าผมเลยไปต่อที่เรื่องชีวิตคู่
"สังคมเราเต็มไปด้วย ขนบธรรมเนียมต่างๆ ที่ผลักดันให้ผู้หญิงไปในทางเดียวกันหมด รีบเรียนให้จบ หางานดีๆทำ แล้วก็หาคนมาดูแลคุ้มครองชีวิต แล้วผู้หญิงก็คิดว่าโตขึ้นจะต้องแต่งงาน หลายคนมีเป้าหมาว่าอยากให้สามีเลี้ยง ซึ่งมันทำให้ผู้หญิงวิ่งเข้าไปหาความรัก แล้วให้ความรักเป็นที่สุดในชีวิต เพราะคิดตลอดว่าต่องเลือกคนที่ฝากชีวิตไว้ได้เหมือนที่พ่อแม่สอนสั่งเอาไว้ ผู้หญิงเลยตั้งใจจะฝากชีวิตไว้ที่เธอ หายใจเข้าออกเป็นผู้ชาย" พี่หน่อยอธิบายอย่างเห็นภาพ
"พอพี่เจอเพื่อนๆพี่มีปัญหานี้มากๆ พี่ก็จะบอกว่าความรักทำให้ชีวิตขับเคลื่อนไปอย่างมีพลัง แต่ก่อนจะรักใคร ต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน ต้องรู้ก่อนว่าชอบอะไร ความต้องการในชีวิตคืออะไร บางคนวันๆก็ไปเที่ยวกลางคืน ไปชอปปิ้ง พอมีแฟน วันๆก็ไปเที่ยวกับแฟน พอวันนึงไม่มี มันเลยหลงทาง มันเลยหาทางออกในชีวิตไม่ได้ แต่ผู้หญิงบางคน พออกหัก แล้วหากิจกรรมอะไรซักอย่างหนึ่งทำ อาจจะไปเล่นโยคะ กลายเป็นว่า เค้ามีpassionกับโยคะมาก เวลาไปเล่นโยคะ แฟนก็ไปเตะฟุตบอล แล้วเวลากลับมาอยู่กับแฟนก็แบ่งปันกัน แชร์กันว่าโยคเป็นอย่างไง บอลเป็นอย่างไง คือเวลาที่เอามาใช่้ด้วยกันคือตอนที่มาแบ่งปันกัน โดยที่ไม่ต้องชวนไปเล่นโยคะกันหรือต้องตามไปดูเขาเตะฟุตบอล"
"หลายคนถามเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมกันของผู้หญิง บทบาททุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?" ผมถาม
"บางครั้งคำว่าชาย-หญิงเท่ากัน คุณค่าก็อาจจะลดลง เช่นขับรถ ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็พยายามทำได้ ทั้งๆที่เดิมมันคือคุณค่าที่ผุ้ชายจะทำให้ผู้หญิง แต่พอเมื่อไหร่ที่ผู้หญิงเรียกร้องว่าเท่าเทียมกันแล้ว ผู้ชายก็จะคิดว่าก็อย่าเรียกร้องให้ดูแลฉันอีก คือบางครั้งผู้หญิงอย่าได้พยายามเป็นในสิ่งที่ผู้หญิงไม่ควรเป็น คือเก่งได้ แต่ก็ต้องแกล้งโง่เป็น ตอนไหนควรจะอ่อนแอ ตอนไหนจะเป็นผู้นำ"
พี่หน่อยยกตัวอย่างของกรณีผู้หญิงทำงาน ที่มีมากขึ้นๆเรื่อยๆในสังคมสมัยนี้
"ผู้หญิงเก่ง ให้กลับมาถามตัวเองหน่อยว่า ได้ใช้สมอง ใช้ความเก่งในการอยู่กับเขาหรือยัง คือผู้หญิงเก่งอาจจะใช้สมองในการทำงาน แต่ใช้สมองในการครองคู่หรือเปล่า?"
"คือผุ้หญิงเก่งๆ เวลาทำงานก็จะมีคนชมว่าเก่ง การงานทุกอย่างทำได้ดี ก็ทำให้เข้าใจตัวเองไปว่าเป็นคนเก่ง สามารถคอนโทรลทุกอย่างได้ คอนโทรลการงาน คอลโทรลชีวิต ก็เริ่มอยากคอนโทรลผู้ชายบ้าง แล้วก็เผลอทำแบบนั้นบ่อยๆ ผู้หญิงบางคนเลยกลายเป็นคนเก่งทุกเรื่องแต่ แต่ไม่เก่งเรื่องความรัก แล้วสุดท้ายก็ต้องมาเจอปัญหาแฟนมีคนใหม่ มีกิ๊ก"
บรรณาธิการนิตยสารคอสโมพูดเรื่องการที่ยุคนี้ ผู้ชายหลายคนหันไปมีกิ๊ก จนผู้หญิงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไปมีกิ๊ก
"การที่ผู้หญิงคิดว่าตัวเองเก่ง อยากดูแลผู้ชายทุกอย่าง เพราะเข้าใจว่าดูแลเขามากๆ เขาจะรัก จะติดไม่ทิ้งไปไหน ความจริงมันไม่ใช่ เพราะผู้ชายไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นอย่างนั้น"
"ถ้าดูแลมากเกินไป วันหนึ่งผู้ชายก็จะเบื่อ คือถึงจุดหนึ่งผู้ชายก็ไปมีกิ๊ก ที่เบื่อนี่อาจจะไม่ได้เบื่อผุ้หญิง แต่บางทีเขาเบื่อตัวเอง เบื่อที่ตัวเองไม่ได้ใช้ความเป็นผู้นำเหลือที่มีอยู่เลยเมื่ออยู่กับแฟน พอผู้ชายหนีไปมีกิ๊ก ผู้หญิงก็งง ว่าฉันทำทุกอย่างเก่งกว่า ผลักดันเธอทุกทาง ทำไมเธอถึงไปได้ผู้หญิเรียนไม่จบ วันๆได้แต่สวยเอ็กซ์ ทำไมผู้ชายไม่เลือกเลย"
นั่นคือความคิดความเห็นถ่ายทอดมาจากประสบการณ์การทำงานนิตยสารผู้หญิงมาเป็นสิบปีครับ ถ่ายทอดทั้งเรื่องแต่งหน้า เรื่องชีวิตคู่ ไปจนถึงเรื่องกุ๊กเรื่องกิ๊ก
หลายคนอยากมาทำงานเหมือนที่พี่หน่อยทำอยู่ ทำงานนิตยสารผู้หญิง พี่หน่อยมีอะไรแนะนำครับ?
“ข้อแรกคือต้องคนหาตัวเองให้เจอไวๆ แล้วพอมีโอกาสทำงาน ให้พึงระลึกไว้ว่างานทุกงานมีหนักมีเบา อย่างงานบก.ก็ยังต้องมีการถอดเทป ที่สำคัญคือเวลาเจองานบางอย่างที่มันหนัก ไม่ได้แปลว่างานนี้มันไม่ใช่ เพราะบางคนพอคิดว่ามันไม่ใช่ก็เปลี่ยนงานอีก คือคำว่าใช่หรือไม่ใช่ ต้องผ่านไปซัก3-5ปีค่อยมานั่งทบทวนย้อนคิด อย่ามาตอบตอนที่ทำงานได้2เดือนแล้วรู้สึกว่ายากจัง คือทุกงานมีความยากของมันอยู่ งานมันยากไม่ได้แปลว่างานนี้มันไม่ใช่”
ปิดท้ายด้วยข้อคิดคำแนะนำครับ
กับเรื่องราวของผู้หญิงๆ ที่หลายคนว่าไม่สำคัญ แต่ผมว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราต้องติดตามเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาทีเดียวครับ
รายการเปิดหน้าคุย ตอนสัมภาษณ์พี่หน่อยคอสโมทั้ง4ช่วง