04 มกราคม 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] เสียงจากคนปลูกป่าวังน้ำเขียว “รีสอร์ททำให้ป่าดีขึ้น”


ที่เห็นและเป็นอยู่
เสียงจากคนปลูกป่าวังน้ำเขียว รีสอร์ททำให้ป่าดีขึ้น
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

5วันที่ผมคลุกคลีทำข่าวการรื้อถอนรีสอร์ทและการประท้วงของชาววังน้ำเขียว ตลอดแนวทางหลวง304ปากทางเข้าเขาแผงม้า กลายเป็นเวลาน้อยนิดกับการที่จะมารวบรวมถ่ายทอดเรื่องราวที่ซับซ้อน กับเรื่องราวของรีสอร์ทกว่า300แห่งที่ผุดขึ้นในรอบ4ปีหลัง ท่ามกลางแนวสัยเขาแผงม้า และตลอดทางวังน้ำเขียว


ผมเลือกคุยกับคุณประณัย ปราณีตพลกรัง เพราะตลอดเวลา5วันที่วังน้ำเขียว ผมจะเห็นศูนย์ประสานงานภาคประชาชนวังน้ำเขียว ปักหลักอยู่ที่เดิมเสมอ พร้อมมีชาวบ้านเข้าไปปรีกษาพูดคุย ปรับทุกข์กันในวันที่เกิดการรื้อถอนรีสอร์ทหลายที่หลายแห่ง


ประณัย ปราณีตพลกรังเล่าย้อนตั้งแต่วันที่ก่อนจะมีรีสอร์ทที่แรกมาปลูกที่วังน้ำเขียว วันที่เขาและชาววังน้ำเขียวช่วยกันปลูกป่าขนาด20,000ไร่ขึ้นมา
เราร่วมกันปลูกกว่า20,000ไร่ เราปลูกแล้วให้ชาวบ้านร่วมมือกับเรา  จนส่งมอบคืนให้กับกรมป่าไม้ และกรมอุทยาน แล้วตกลงกันว่าเราทั้งประชาชนและกรมป่าไม้ จะช่วยกันดูแลรักษา ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากให้คนรู้ด้วยว่าที่คนบอกว่าเราบุกรุก จริงๆแล้วเราเป็นคนช่วยสร้าง ช่วยกันปลูกป่าขึ้นมา ซึ่งมันได้สร้างความรู้สึกรักและหวงแหนป่าให้กับชาวบ้าน การที่ให้เขาช่วยกันปลูกป่าขึ้นมา เป็นวิธีการรักษาป่าจากการทำลายของชาวบ้านที่ดีที่สุด เพราะเขาจะไม่ทำลายสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา มันเป็นวิธีการรักษาผืนป่าที่ดึกว่าการเอาเจ้าหน้าที่มาถือปืนยืนเฝ้าซะอีก


ก่อนที่จะมีรีสอร์ทชาวบ้านเขาทำอะไร
เมื่อก่อนเขาทำพืชไร่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง สิ่งเหล่านี้นำไปสู่เหตุไฟใหม้ ใหม้ทุกปี แล้วการปลูกพืชพันธ์เหล่านี้ก็ต้องใช้ปุ๋ย ใช้สารเคมี ทำให้เกิดการสูญเสียหน้าดิน เกิดการชะล้างหน้าดินทุกปี แต่พอเราปรับสภาพมาปลูกไม้ผล ทำโฮมสเตย์ แทนการทำไร่ แล้วพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตอนนี้แทบจะไม่ต้องการเจ้าหน้าที่ป้องกันไฟป่า

10ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
ยกตัวอย่างที่บ้านสวนห้อม (ตรงข้ามเขาแผงม้า) ปกติไม่มีรีสอร์ทไม่มีที่อยู่อาศัย ชาวบ้านทำไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง เต็มพื้นที่4,000ไร่ ปัญหาคือเกิดไฟป่า ตั้งแต่เด็กผมจำได้เลยว่าเขาแผงม้าจะเกิดไฟป่าทุกสัปดาห์ บางสัปดาห์เกิด3-4วัน


จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?
ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีชวลิต ยงใจยุทธ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้  30 มิย. 41 คือวันที่มีการเดินวัดแนวเขต ทั้งที่เขตตำบลไทยสามัคคี บ้านสวนห้อม วังน้ำเขียว หน่วยงานภาครัฐพร้อมกับชาวบ้าน ได้เดินตามแนวเขตพร้อมกัน ตรงไหนที่ล่อแหลมต่อการสูญเสียพื้นที่ป่า ก็คืนพื้นที่กลับไป ตั้งแต่นั้นมาการกำหนดเขตก็เริ่มชัดเจน


ก็ชัดเจนว่าชาววังน้ำเขียวไม่ได้เป็นคนบุกรุกป่า?
คือชาวบ้านที่วังน้ำเขียว มาอาศัยอยู่ตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตการเมืองขับไล่คอมมิวนิสต์แล้ว ถ้าย้อนไปก็คือช่วงปี2510 เดิมวังน้ำเขียวไม่มีคนอยู่ แต่รัฐพยายามหาชาวบ้านมาอาศัยอยู่เพื่อเป็นแนวกันชน ไม่ให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองรุกคืบหน้าเข้าไปมาก วิธีการคือหาคนนอกมาอาศัยอยู่ตรงกลาง หลังจากวิกฤตการเมืองคลี่คลายลง รัฐก็ไม่เคยคิดต่อว่าจะจัดการอย่างไรกับชาวบ้านเหล่านี้ ก็ปล่อยให้เขาอาศัยอยู่อย่างเดิม บางช่วงก็มีปัญหาการปะทะบ้าง บางช่วงก็อยู่อย่างสันติสุขบ้าง จนกระทั่งมีการประกาศพรบ.คุ้มครองป่าไม้ ซึ่งตีพื้นที่ครอบคลุมส่วนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ด้วย ชาวบ้านเลยกลายเป็นผู้บุกรุก เรียกว่าเป็นผู้บุกรุกแบบไม่รู้ตัว บุกรุกทั้งๆที่อาศัยอยู่มาก่อน


การเติบโตของรีสอร์ทเริ่มต้นอย่างไร?
พอวังน้ำเขียวเริ่มสงบ ก็เริ่มมีการมาเยี่ยมเยือนของคนต่างถิ่น หลายคนบอกเลยว่าที่วังนำ้เขียวอากาศดีไม่แพ้ภาคเหนือ แต่เป็นภาคเหนือที่เดินทางจากกรุงเทพมาด้วยเวลาไม่ถึง3ชั่วโมง เราก็เลยเร่งทำการปลูกป่า ปลูกพันธ์ไม้ที่ร่มรื่น เพื่อรักษาสภาพอากาศให้มันดี เจ้าของรีสอร์ทเขามองออกว่ายิ่งสร้างป่าก็ยิ่งจะได้เงิน


300แห่งในรอบ3-4ปี มันมากไปไหม?
ขออธิบายก่อนว่า ความจริงรีสอร์ทขนาดใหญ่นี่มีน้อยมาก ที่เป็นร้อยๆแห่งนั่นคือบ้านชาวบ้านที่ปรับมาเป็นโฮมสเตย์ ส่วนรีสอร์ทของนายทุนจากต่างถิ่นที่มาลงทุน เราก็วางระเบียบการวังผังเมืองไว้ชัดเจน เป็นกฏเกณฑ์ที่ทุกคนเห็นด้วย ทั้งความสูงของอาคารและห้ามใช้เสียงหลังสี่ทุ่ม ซึ่งมันก็คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นต้องการ และที่ผ่านมาชาวบ้านก็อยู่กับเจ้่าของรีสอร์ทภายใต้กติกาตรงนี้


ยืนยันว่าการท่องเที่ยวที่เติบโต ไม่ได้ทำให้ธรรมชาติที่วังน้ำเขียวนี่แย่ลง?
ยืนยันครับ นึกภาพง่ายๆว่าตอนนี้การแข่งขันเรื่องการท่องเที่ยวในวังน้ำเขียวมันมีอยู่ คือพยายามแย่งคนกรุงเทพไปพัก แล้วเวลาคนกรุงเทพเลือกที่พักในวังน้ำเขียว เขาก็ต้องเลือกจากจุดที่อากาศดีๆ ซึ่งก็เจ้าของรีสอร์ทก็ต้องแข่งกันรักษาธรรมชาติ แข่งกันปลูกป่า ชาวบ้านที่ทำโฮมสเตย์ก็พยายามทำให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติที่สุด เพื่อให้คนอยากมาเที่ยว อยากมาพัก การท่องเที่ยวที่โตขึ้น ไม่ได้ทำให้ธรรมชาติที่นี่แย่ลงเลย เพราะคนที่มาเที่ยวที่นี่เขาก็อยากอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอยู่แล้ว


ไม่มีปัญหาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าของรีสอร์ท?
ที่นี่ชาวบ้านกับต้องพึ่งพาอาศัยกัน ชาวบ้านเราได้งาน ได้รายได้จากรีสอร์ท เจ้าของรีสอร์ทก็ต้องการคงความเป็นอยู่แบบเดิมๆของชาวบ้าน เพราะนักท่องเที่ยวที่มาวังน้ำเขียว เขาไม่ได้มีผับหรือที่เที่ยวกลางคืนอะไร เขาอยากไปอยู่กับธรรมชาติ ไปเห็นการใช้ชีวิต ไปดูการเก็บเกี่ยวเห็ดหอม ไปปลูกผัก ไปตักบาตรตอนเช้าร่วมกับชาวบ้าน ทำให้ถ้าไม่มีชาวบ้านเจ้าของรีสอร์ทก็อยู่ได้ยาก นี่ยังไม่นับเรื่องของพืชผลต่างๆที่ชาวบ้านปลูกส่งให้กับรีสอร์ทด้วย


ช่วงที่มีการรื้อถอนได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?
ชัดเจนครับ ปีที่แล้วมีการจ้างชาววังน้ำเขียวทำงานตามรีสอร์ทต่างๆไม่น้อยกว่า5,000คน ถึงวันนี้พอข่าวลุกลามบานปลาย คนไม่กล้ามาเที่ยว คนตกงานจนเหลือที่มีงานทำไม่ถึง1,500คน การลงทุนการก่อสร้างทุกอย่างหยุดชะงักลงหมด คือทางหนึ่งมันก็อาจจะดีเพราะเป็นการชะลอการเติบโตของการท่องเที่ยวลงบ้าง ซึ่งผมก็รับได้ถ้าจะทำการรื้อถอนรีสอร์ทที่มันมีขนาดใหญ่เกินไปบ้าง แต่สิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกคือความหวาดกลัว เขากลัวว่าจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน การรื้อถอนจะทำตรงไหนบ้าง แล้วจะสิ้นสุดตรงไหน?




ถึงวันนี้กรมอุทยานแห่งชาติ ยืนยันว่าจะต้องรื้อถอนบางรีสอร์ท ทำไมถึงต้องออกมาต้านกันนัก? กลับไปใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเหมือนเดิมโดยที่ไม่มีรีสอร์ทไม่ได้แล้วหรือ?
ต้องเปรียบเทียบชีวิตของชาวบ้าน ก่อนกับหลังมีการท่องเที่ยว หลังมีการท่องเที่ยวลูกหลานชาวบ้าน ที่เดิมเป็นชาวไร่ เดี๋ยวนี้เขามีงานทำในรีสอร์ท เงินเดือนไม่ต้องมากมาย เดือนละ6,000-7,000บาทก็พอแล้ว พอกับการที่เขาไม่ต้องไปทำงานในเมือง ไม่ต้องไปทำงานโรงงาน มันเรียกครอบครัวของพวกเขากลับคืนมา พ่อแม่ก็ได้อยู่กับลูก ได้กินอาหารเย็นร่วมกันทุกมื้อ มันทำให้ชาววังน้ำเขียวเลี้ยงดูอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งพาใคร

คนเก่าคนแก่ที่เคยชินกับการทำการเกษตร จากที่เคยทำไร่เขาก็มาปลูกพุดซานมสด ปลูกผลไม้ ปลูกพืชปลอดสารพิษ หารายได้ได้มากกว่าเดิม จากพื้นที่เท่าเดิมที่เคยมีอยู่ แล้วปลูกอะไรมาได้ก็ไม่ต้องส่งไปขายที่อื่น ขายในวังน้ำเขียวก็ขายได้หมด เป็นการสร้างมูลค่าให้กับพวกเขาอีก


ในฐานะตัวแทนชาวบ้าน จะร้องขอการแก้ปัญหาอย่างไร?
บังคับใช้มติคณะรัฐมนตรีปี2541 เพราะนั่นคือสิ่งที่นำพาความสงบมาให้พวกเรา หรือถ้าจะร่างกฏหมายหรือข้อบัญญัติใหม่ ก็ต้องร่วมกันทำ ชาวบ้านวังน้ำเขียวก็เหมือนเจ้าของบ้านที่นี่ เราก็อยากร่วมออกแบบบ้านว่ามันควรจะเป็นแบบไหน จุดไหนเอาไว้พักพิง จุดไหนใช้ทำมาหากินได้ อยากให้ร่วมกันทำ ร่วมกันเดินออกแบบ

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts with Thumbnails