28 พฤศจิกายน 2011

ถึงคุณ @MallikaBoon


ถึงคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์


ก่อนอื่น บอกอย่างหนึ่งว่า ผมไม่ได้อยากจะดราม่าอะไรกับใครนะครับ ยิ่งช่วงนี้ยังต้องทำข่าวน้ำท่วม ก็มีประเด็นเยอะแยะจนอยากจะเลี่ยงประเด็นดราม่าสารพัดสารเพ

แต่ต้องเขียนเพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะ เพราะคุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าพรรคแก่ พรรคใหญ่ของประเทศไทย ในฐานะรองโฆษกพรรคการสะท้อนอะไรออกมาย่อมสะท้อนท่าทีของพรรค และของสังคมไทยไม่มากก็น้อย

คือตั้งแต่มีข่าวคราวข้อเสนอของคุณมัลลิกา เรื่องให้ปิดเฟซบุค-ยูทูบ ผมก็ตามอ่านอยู่ห่างๆ ยังไม่เคยได้ไปตามทำข่าว ไม่เคยสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง (สาเหตุหลักเพราะผมตามข่าวน้ำท่วมอยู่เป็นหลัก) ก็เลยยังไม่ได้พูดถึงเท่าไหร่ ที่เคยรายงานผ่านทวิตเตอร์ไปก็มีไม่กี่ครั้ง เป็นทวีตที่ผมตั้งใจชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างทางแนวความคิดของคนในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตอนนั้นกระแสคนเริ่มวิจารณ์ตัวพรรคประชาธิปัตย์หนาหูขึ้น ว่าเป็นพรรคโบราณที่จะให้มีการปิด เฟซบุค-ยูทูบ ผมเลยทวีตไปให้เห็นว่าน่าจะเป็นความเห็นของคุณมัลลิกาคนเดียว เพราะอย่างความเห็นของคุณแทนคุณก็เป็นคนละแนวทางกัน
https://twitter.com/#!/noppatjak/status/140378417861361665 

ต่อมาคุณมัลลิกาก็ชี้แจงว่าไม่ได้จะให้ปิดเฟซบุค-ยูทูบ แต่เป็นแค่คำขู่ และการปิดเฟซบุค-ยูทูบ จะเป็นเงื่อนไขสุดท้าย ผมก็รีทวีตให้คนที่ตามผมอยู่ได้อ่านกัน เพราะผมก็ยึดหลักว่าควรให้คนที่ตามผมอยู่ได้อ่านครบถ้วนรอบด้านของมุมข่าวที่นำเสนอ ขอย้ำว่า "ผมก็รีทวีตของคุณมัลลิกาให้ทุกคนได้อ่านกัน"


หลังจากนั้น ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งก็ยังตำหนิทั้งตัวคุณมัลลิกาและพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ตามสิทธิในการแสดงความเห็นของแต่ละคน พร้อมเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าจุดยืนเรื่องนี้ของตัวพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร?

จะว่าผมขยันไม่เข้าเรื่องก็ได้ แต่พอมีข้อสงสัยผมก็อยากให้มันชัดเจน อยากรายงานให้คนที่ติดตามได้ทราบถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไปถามคนในพรรคประชาธิปัตย์สองคน(เบื้องต้นทั้งสองคนขอว่าอย่าเพิ่งเปิดเผยช่ื่อ แต่ถ้าคุณมัลลิกาจำเป็นต้องทราบ ผมก็พร้อมจะผิดมารยาทกับสองคนนั้นและเปิดเผยชื่อ เพราะผมต้องรักษาความน่าเชื่อถือของผมไว้) ได้ความว่า "ทางพรรคคงยังไม่มีการแถลงอะไรออกมาชัดเจนกรณีปิดเฟซบุค-ยูทูบ แต่ได้ยินมาว่ามีความเคลื่อนไหวในพรรค ว่าเป็นห่วงคุณมัลลิกา ว่าเวลาสื่อสารอะไร ก็ให้ชัดเจน" ผมก็เลยรายงานทางทวิตเตอร์สองอันตามนี้

ซึ่งถ้าจริงไม่จริงอย่างไร ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์คิดเห็นเรื่องนี้แบบไหน ผมก็พร้อมรายงานหมด คือถ้าคนในประชาธิปัตย์สนับสนุนให้ปิดยูทูบ-เฟซบุคหรือไม่ แล้วจะมีการแถลงหรืออกมาพูดอย่างเป็นทางการเพื่อความชัดเจนผมก็พร้อมรายงาน ถ้าอันไหนที่ไม่ตรงกับที่ผมรายงานไปก่อน ผมก็พร้อมขออภัยและแก้ไข ไม่มีปัญหา ที่ผ่านมาผมก็ฟังจากแหล่งข่าวของผมแล้วก็รายงาน คือผมก็มีหน้าที่รายงานข่าวทุกด้าน ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะเคลื่อนไหวอย่างไร 

หลังจากนั้น
คุณมัลลิกาก็ทวีตมาหาผม ว่า "ที่หลังมีอะไรมาถามพี่ก่อนทวิตนะน้อง" ซึ่งความจริง เจตนาของผมคือรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไปถามความเห็นคนอื่น ไม่ได้อยากจะรายงานอะไรเกี่ยวกับความเห็นของตัวรองโฆษก เพราะผมตามอ่านมาตลอดอยู่แล้ว นี่คือสาเหตุที่ผมไม่ได้ถามคุณมัลลิกาก่อน เพราะมองว่ามันไม่จำเป็น

หลังจากนั้น
ผมก็ทวีตไปหาคุณมัลลิกา

แล้วคุณมัลลิกาก็ Direct Message มาหาผมในแนวทางต่อว่าผมในหลายประเด็น ซึ่งเอาหละ ผมมองว่าตามมารยาท อะไรที่ส่งมาทาง Direct Message ก็ไม่ควรมาเปิดเผยในที่แจ้ง (ยกเว้นคุณมัลลิกาพร้อมจะเปิดเผย ก็เปิดเผยได้เลย ทุกข้อความที่ผมส่งไป ผมพร้อมให้เปิดเผย)

แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมทำหน้าที่นักข่าวของผม มีอะไรผมก็รายงานไป รายงานในเรื่องที่ส่งผลต่อสาธารณะ ต่อประเทศชาติ 

คุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคการเมือง ก็ทำหน้าที่ไป พรรคประชาธิปัตย์มีความคิดความเห็นอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของคุณมัลลิกา

เราคนละบทบาทกัน ก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป

ถ้าผมรายงานอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง คุณมัลลิกาสามารถชี้แจงได้ผ่านช่องทางสาธารณะ ไม่ต้องมา Direct Message หาผม แล้วการที่ผมรายงานอะไรแล้วมีชื่อของคุณมัลลิกาเกี่ยวข้อง ก็เพราะคุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีเจตนาพาดพิงอะไรเป็นการส่วนตัว ส่วนเรื่องที่มากล่าวหาว่าผมนั่งเทียน ผมก็ย้ำไปแล้ว ว่าข้อความไหน จุดไหนที่คุณมัลลิกามองว่าผมนั่งเทียน ผมพร้อมชี้แจงทั้งหมด อะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงก็พร้อมแก้ไขให้หมด ขอแค่ให้ทางฝั่งประชาธิปัตย์ชัดเจนในการสื่อสาร เพราะผมไม่ได้ไม่เสียอะไรกับทางพรรคอยู่แล้ว ผมพร้อมรายงานความเคลื่อนไหวตามหน้าที่ แบบที่ไม่ต้อง Direct Message อะไรมาให้ผม เพราะการรายงานต่อเนื่องในเรื่องที่ผมเคยรายงานถึงไว้ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว

ที่ต้องเขียนจดหมายนี้ ผมไม่ได้มีเจตนาว่าร้ายพรรคประชาธิปัตย์ใดใดทั้งสิ้นนะครับ 


แค่อยากสะท้อนไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ถึงบทบาทในการสื่อสารของรองโฆษกของพรรคด้วยความหวังดี เพราะในความคิดของผม ถ้าคุณมัลลิกายังดำเนินแนวทางนี้ในการสื่อสารกับประชาชน ทั้งที่เป็นฐานเสียงประชาธิปัตย์ และคนที่ไม่ได้ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ และทั้งกับผู้สื่อข่าว ผ่านทางโลกออนไลน์ในลักษณะเช่นนี้อยู่ 


ก็รังแต่จะทำให้พรรคดูแย่ลงครับ

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี

หมายเหตุ: จดหมายนี้ผมพูดถึงเรื่องท่าที่ของคุณมัลลิกาต่อสื่อมวลชนเท่านั้นนะครับ ไม่ได้พูดถึงการต่อสู้เวบหมิ่นของคุณมัลลิกา คือเรื่องนั้นก็มีความเห็นอยู่ แต่ขอมาแสดงความเห็นในภายภาคหน้า คราวนี้ขอเรื่องท่าทีต่อนักข่าวก่อนครับ

21 พฤศจิกายน 2011

[a dry] ตำราที่มากับน้ำ


a dry
ตำราที่มากับน้ำ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

นิสัยอย่างหนึ่งของนักข่าวคือเรามักจะเลือกบันทึกเหตุการณ์สำคัญอยู่ในรูปแบบของจุดเวลาหนึ่งเท่านั้นครับ

9/11 - คร่าชีวิตชาวอเมริกันกว่าสองพันชีวิต ส่งผลต่อญาติและคนสนิทนับหมื่น ส่งผลต่อเนื่องไปยาวนานหลังจากวันนั้น แต่เราก็เลือกที่จะจดเฉพาะวันที่ 11 กันยา 2001

19 พฤษภาคม 2553 - รอยผ่านทางสำคัญทางการเมืองของประเทศไทยในยุคนี้ ส่งผลต่อความรู้สึกของคนในประเทศกว้างขวาง แต่หลายคนก็เลือกจดจำตามบทบันทึกในหน้าข่าว ว่าวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 คือวันที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งๆที่ร่อยห่างทางการเมืองไทยเกิดขึ้นมาก่อนหน้าหลายปี และส่งผลหลังจากวันที่กล่าวไว้อีกไม่รู้จบ

นี่คือนิสัยของคนข่าว ที่เลือกบันทึกเหตุการณ์สำคัญอยู่ในรูปแบบของจุดเวลาหนึ่ง เป็นมาตั้งแต่สมัย 14 ตุลา, พฤษภาทมิฬ, สีนามิ และ อื่นๆอีกมากมาย

มหาอุทกภัย2554 คือภาษาข่าวที่ใช้กันในวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้ ซึ่งการที่น้ำท่วมยาวนานและวัดไม่ได้ว่า ณ ห้วงเวลาใดที่สถานการณ์รุนแรงที่สุด นักข่าวเลยไม่สามารถปักหมุดไปวันใดวันหนึ่งได้ ว่ามหาอุทกภัย2554 มีวันสำคัญที่วันไหน

ที่พูดเรื่องนิสัยนักข่าวกับการปักหมุดช่วงเวลาของแต่ละเหตุการณ์สำคัญ เพราะผมมองว่ามันมีจุดอ่อนอยู่ในทีครับ

จุดอ่อนในการรวบรวมทุกสิ่งเหลือเพียงแค่จุดๆเดียว ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหลังวันที่เราปักหมุด เป็นเหตุการณ์ที่นำพาและได้รับผลจากวันๆนั้น ที่ทำให้บางครั้งเราหลงลืมเหตุการณ์สำคัญรอบข้างไป
ถึงวันที่ผมเขียนบทความนี้ ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุมหาอุทกภัย2554 ขึ้นไปถึง562คน ส่งผลกระทบ44จังหวัดรวมแล้วกว่าล้านคน ที่มีบาดแผลทางความรู้สึกที่ร้าวลึกเกินกว่าช่างภาพสำนักข่าวใดใดก็ตามจะบันทึกไว้ได้

บ้านเรือนประชาชนกว่าแสนหลังที่ตกอยู่ใต้น้ำนานนับเดือน สูญเสียซึ่งทรัพย์สินมากมาย เมื่อผมสอบถามแล้วส่วนใหญ่จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ทั้งชีวิตที่หามาเท่าไหร่ แทบหายหมดไปกับสายน้ำนี้

แต่คนไทยเราใจสู้ครับ ใจสู้จริงๆ
อันนี้ต้องยอมรับ

ผมว่าถ้าเรามีดัชนีวัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆได้ คนไทยเรานี่อาจจะแพ้ส่วนกล้ามเนื้อขาหรือแขน

แต่เรื่องหัวใจนี่ผมว่าของคนไทยเราเข้มแข็งกว่าใครเขาหมดครับ
จะเจอมาหนักแค่ไหน คนไทยเราก็ยังยิ้มไปสู้ไป

น้ำท่วมแทบมิดศีรษะ ลากเรือขนของหนีแทบไม่ไหวเพราะน้ำมันจะไหลเข้าจมูก แต่พอเห็นนักข่าว เห็นคนเดินผ่านไปมา คนที่ลากเรือแทบจมน้ำอยู่ก็พลันชูสองนิ้วพร้อมรอยยิ้มกลับมาได้อยู่
นี่เรื่องจริงครับ ไม่ได้เล่าเกินเลย

หัวใจคนไทยนี่สุดยอดจริงๆครับ
นอกจากเรื่องของหัวจิตหัวใจที่ผมได้เห็นแล้ว ผมว่าอีกหนึ่งสิ่งที่เราได้จากเหตุน้ำท่วมครั้งนี้ คือข้อคิดหลากหลายอย่างครับ

อย่างน้อยผมในฐานะผู้ประสบภัยคนหนึ่งก็ได้บทเรียนหลากหลายอย่าง เป็นตำราที่น้ำฝากพัดพาเอามาให้
ได้คิดว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ที่เมื่อมีคำเตือน เหลือเวลาอีก6ชั่วโมงก่อนน้ำจะท่วม แล้วเราจะหันหน้าไขว่คว้าสิ่งไหนติดตัวออกมาก่อน
ได้คิดว่าใครคือคนสำคัญของชีวิต ได้เรียนรู้ว่าเมื่อถึงเวลาน้ำท่วมแล้ว จะลงทุนลงแรงเสี่ยงภัยแค่ไหน คนที่เรารัก คนในครอบครัว คือคนแรกที่เรานึกถึง
ได้เรียนรู่้ว่าหลายๆอย่างที่เราเคยคิดว่ามันสำคัญนักหนา สมาร์ทโฟน โน๊ตบุคเครื่องบางเฉียบ เครื่องเพลย์สเตชั่น แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีความสำคัญใดใดเลยเมื่อเทียบกับปัจจัยสี่ บ้าน อาหาร เสื้อผ้า และยารักษาโรค


เป็นบทเรียนที่พัดมากับน้ำ ที่ผมว่าหลายคนคงได้เรียนรู้และจดจำไปอีกนาน
นี่แหละคือสิ่งสำคัญครับ สิ่งที่เราเรียนรู้จากเหตุน้ำท่วม สำคัญกว่าช่วงทุกข์ทรมานหนึ่งเดือนสองเดือนกับชีวิตใต้บาดาล


ว่าแต่เราจะเก็บตำราที่มากับน้ำนี้ไว้นานแค่ไหน อันนี้เป็นคำถามครับ
เพราะหลายบทเรียนที่ผ่านมา เราเจออะไรหนักๆที่พร่ำพูดว่านี่คือบทเรียนครั้งสำคัญ
ไม่ว่าจะเป็นบทเรียนทางภัยพิบัติ บทเรียนทางประชาธิปไตย บทเรียนทางการกีฬา
เราได้บทเรียนมาแต่ไม่เคยเรียนรู้และปรับปรุง


เราเก็บบทเรียนนั้นอยู่ในลิ้นชัก จนถึงวันนี้เรามีบทเรียนมากพอจนจะสร้างหอสมุดบทเรียนได้หลายสิบที่แล้วกระมัง


น้ำท่วมรอบนี้หนักจริงๆครับ ภาษาข่าวเขาถึงใช้คำว่ามหาอุทกภัย2554


แต่ใช่ว่าถึงปี2555แล้วเราจะเฉลิมฉลองจนหลงลืมเรื่องราวที่เพิ่งผ่านพ้นไปนะครับ


ตำราที่มากับน้ำเล่มนี้ เก็บไว้ใช้นานๆ
เก็บไว้ใช้ในวันที่น้ำลดพื้นแห้ง หรือถ้าให้เหมาะกับเล่มนี้ก็วันที่ a day that dry


เราต้องเอาให้ความเจ็บช้ำ และความสูญเสียให้มันมีคุณค่าบ้าง
อย่าปล่อยให้ลอยผ่านไปเหมือนครั้งผ่านๆมา


เก็บสิ่งที่ได้เรียนรู้กับน้ำท่วมครั้งนี้ไว้กับเรา อย่าหลงลืมคนที่รักคุณ และให้เวลากับเขามากๆ
จงเชื่อมั่นในน้ำใจคนไทย และในทุกวัน ก็จงใช้ความเข้มแข็งของหัวใจของท่านให้เหมือนกับที่ได้ใช้ผ่านวิกฤตน้ำท่วมรอบนี้มา


และที่สำคัญ คือศึกษาบทเรียนและไม่ปล่อยให้เหตุการณ์เลวร้ายแบบนี้เกิดขึ้นอีก
ตำราที่มากับน้ำท่วมเล่มนี้มีค่าครับ อย่าปล่อยให้สูญเปล่า


อย่าลืมว่าสิ่งที่เราจ่ายไปเพื่อตำราเล่มนี้
มันช่างมากมายจริงๆ

[ที่เห็นและเป็นอยู่] ชีวิตเหนือบิ๊กแบ๊ก ชีวิตใต้น้ำ


ที่เห็นและเป็นอยู่ - เนชั่นสุดสัปดาห์
ชีวิตเหนือบิ๊กแบ๊ก ชีวิตใต้น้ำ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

18 พฤศจิกายน 2554 - เซ็นทรัลลาดพร้าวพร้อมห้างร้านรวงต่างๆ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง พร้อมกับระดับน้ำที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวที่ลดลงจนเกือบแห้งสนิท นับจำนวนวันตั้งแต่วันแรกที่น้องน้ำเดินทางมาถึงห้าแยกลาดพร้าว จนถึงวันที่น้ำลดลงจนแห้งสนิทได้ 14 วัน


ที่ยกตัวอย่างห้าแยกลาดพร้าวมา เพราะถือเป็นมาตรวัดพื้นที่ "กรุงเทพชั้นใน" ในยุครถไฟฟ้า (ความจริงเข้าใจว่าตอนที่ผมเกิด ลาดพร้าวนี่ห่างไกลกับการที่จะถูกเรียกว่า "กรุงเทพชั้นใน" มากๆ)  

18 พฤศจิกายน 2554 - ระดับน้ำที่ลำลูกกา, รังสิต, ดอนเมืองเหนือบิ๊กแบ๊ก, บางบัวทอง, บางกรวย เหล่านี้อยู่ในระดับ 1.50-1.80 เมตร ตามแต่สภาพสูงต่ำของพื้นที่ แต่ละพื้นที่ท่วมสูงมานานกว่าหนึ่งเดือน (หนึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย บางจุดกำลังเข้าสู่เดือนที่สองแล้ว)


18 พฤศจิกายน 2554 - ความจริงไม่ได้มีแค่ที่ลาดพร้าวเท่านั้นครับ ที่น้ำลดลงจนแห้งสนิท ชัยนาท อุทัยธานี อยุธยา นครสวรรค์ อ่างทอง จังหวัดเหล่านี้ในเขตตัวเมืองแห้งสนิทแล้ว แห้ง หลังจากอยู่ในภาวะน้ำท่วมมานาน อุทัยธานี56วัน อยุธยา62วัน อ่างทอง54วัน และนี่นับเฉพาะเขตในเมืองนะครับ นับเฉพาะเขตเมืองที่มีมาตรการป้องกัน ส่วนเขตนอกเมืองนั้นหลายที่ยังท่วมสูงอยู่ บางจุดท่วมนานกว่า4เดือนแล้ว (ใช่ครับ4เดือน 120วัน ถ้านับภาษาเศรษฐกิจก็คือท่วมทั้งไตรมาสไปเลย)


จำนวนวันและระดับน้ำที่ท่วมในแต่ละพื้นที่ แตกต่างกันไปตามกลยุทธ์และความสำคัญที่ทางภาครัฐได้วางเอาไว้ครับ อันนี้ผมว่าไม่ต้องถกเถียงกัน เพราะแม้กระทั่งหลายๆคนที่เจอน้ำท่วมหนักกว่าก็เข้าใจ เข้าใจว่าน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมย่อมส่งผลมากกว่าน้ำท่วมท้องนา น้ำท่วมสยามสแควร์ย่อมส่งผลมากกว่าน้ำท่วมตลาดลาวที่นครสวรรค์ ทั้งในทางตัวเลขเศรษฐกิจ และในทางความสำคัญในเชิงพื้นที่ที่เป็นหัวใจในการเชื่อมต่อแต่ละชุมชน


หลายคนเข้าใจดีครับ ว่าแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย มีค่าไม่เท่ากัน


แต่เราก็ควรรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิด ของคนที่อยู่ในพื้นที่ ที่ถูกจำกัดความไว้ว่า "สำคัญน้อยกว่า" และต้องอยู่ในสภาพ รับน้ำแทนรับน้ำแทนเพราะเจอการกั้นน้ำ ผ่านคันกั้นน้ำ บิ๊กแบ๊ก และการออกแบบทางน้ำไหลต่างๆ เราควรจะได้ยินได้ฟังเสียงของเขาบ้าง เพราะน้ำท่วมรอบนี้ เกลียวน้ำช่วยสะท้อนให้เห็น ว่าคนไทยไม่ว่าจะอยู่เขตไหนจังหวัดใด แต่สุดท้าย เราก็ถูกร้อยเรียงไว้ด้วยกัน ผ่านสายน้ำต่างๆที่ไหลผ่าน แม้ว่าบางครั้ง มันจะไหลผ่าน ไม่เท่ากัน


เปล่าครับ ผมไม่สนับสนุนเลยกับการเน้นตอกย้ำความรู้สึกแตกแยก แบ่งพวกระะหว่าง คนกรุง/คนต่างจังหวัด คนเหนือ/คนใต้บิ๊กแบ๊ก คนกรุงเทพตะวันออก/ คนกรุงเทพตะวันตก เพราะแท้จริงแล้วไม่ว่าจะมีสื่อไหนมาสร้างวาทกรรมแตกแยกเพียงไร แต่เราก็ปฎิเสธความจริงไม่ได้ ว่าคนไทย แม้จะอยู่ต่างที่ต่างถิ่นกันแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็จะมีตัวเชื่อมถึงกันอยู่แล้ว 


อย่างตัวผม ที่ทุกวันก็ซุกหัวนอนอยู่ที่กรุงเทพ แต่ก็มีพ่อแม่อยู่นครสวรรค์ และในวันที่บ้านพ่อแม่ของผมที่นครสวรรค์น้ำท่วมสูงสองเมตร น้ำเริ่มเน่าเหม็น ก็ใช่ว่าท่านจะอยากให้น้ำถูกปล่อยลงกรุงเทพสักที น้ำที่นครสวรรค์จะได้ลดลงไปบ้าง ไม่ครับ ท่านไม่เคยมีแนวคิดเช่นนั้นโผล่มาสักห้วงความคิด ส่วนหนึ่งเพราะหลายชีิวิตที่ท่านรู้จัก รวมทั้งตัวผม ก็ใช้ชีวิตอยูที่กรุงเทพ คล้ายๆกับหลายคนที่แม้จะอยู่กรุงเทพ แต่ก็จะมีญาติอยู่ต่างจังหวัด หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัด แต่ก็จะมีเพื่อนอยู่ในกรุงเทพ สังคมไทยมันพันเกี่ยวกันด้วยความเป็นคนกรุงเทพ-ต่างจังหวัดกันจนแยกไม่ออกอยู่แล้ว


ความผูกพันธ์มีอยู่ตรงนี้ เกิดขึ้นกับคนไทยทุกชนชั้น และน่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่แม้จะมีสื่อบางประเภท จ้องตีจ้องแบ่่งให้คนไทยแตกแยก โดยเอาสายน้ำมากั้นขวาง พยายามยัดเยียดความคิดว่าเอ็งท่วม ฉันไม่ท่วม ไม่ยุติธรรมและมีอะไรผิดเพี้ยนซ่อนเงื่อนไว้อยู่ พยายามจะยัดเยียด แต่ก็ไม่สำเร็จ ถึงทำสำเร็จก็ได้น้อย เพราะคนไทยส่วนมาก ไม่ได้มีความคิดมักง่าย และนึกถึงแต่ตัวเองเช่นนั้น


นั่นคือคำยืนยันว่าการที่ผมอยากส่งต่อความคิดความเห็นของคนเหนือแนวกั้นน้ำ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อแบ่งเพื่อแยกคน แต่ตั้งใจนำมาส่งต่อให้เรา ทั้งที่บ้านน้ำท่วมและไม่ท่วม ได้รับรู้และเข้าใจกัน


ผมได้มีโอกาสไปพูดคุยกับคนเหนือบิ๊กแบ๊กสองจุดครับ คือที่ดอนเมืองและรังสิต


ในวันที่ผมไป โดยเฉลี่ยคนสองจุดนี้เจอภาวะน้ำท่วมมานานหนึ่งเดือน ด้วยระดับน้ำสูงสุดสองเมตร (โดยเฉลี่ยนะครับ บางจุดสองเมตรครึ่ง) คนที่ใช้ชีวิตกับน้ำมานานขนาดนี้ ด้วยระดับน้ำที่สูงขนาดนี้ ย่อมคิดย่อมมองอะไรค่อนข้างมาก


คนแรกที่ผมได้คุยคือพี่ลักษณ์ครับ


พี่ลักษณ์บ้านอยู่ที่รังสิต-ปทุมธานี ใกล้ชุมชนรัตโกสินทร์200ปี พี่ลักษณ์ยอมรับว่าพี่ลักษณ์น้อยใจ น้อยใจกับการที่ต้องมาเจอภาวะน้ำท่วมยาวนานเช่นนี้ น้ำท่วมนั่นก็หนักแล้ว ยิ่งขาดการดูแลเข้าถึงของรัฐบาลยิ่งน้อยใจเข้าไปใหญ่ และที่น้อยใจที่สุด คือทุกครั้งที่พี่ลักษณ์ได้ยินสำนักข่าวรายงานถึงพื้นที่รังสิต แต่กลับต้องได้ยินนักข่าวพูดคำว่า "ทุ่งรังสิต" อยู่บ่อยครั้ง "ปล่อยน้ำผ่านทุ่งรังสิต" "ให้ทุ่งรังสิตเป็นที่รับน้ำ" เป็นคำพูดผ่านการรายงานข่าว ที่พี่ลักษณ์บอกว่าเหมือนเป็นการรื้อฟื้นความน้อยใจที่ชาวรังสิตพยายามจะฝังเก็บไว้แล้ว


"มันเจ็บใจทุกครั้งที่ได้ยินคนพูดว่าทุ่งรังสิต คือมันเหมือนแกล้งลืมไปว่ารังสิตเป็นชุมชนแล้ว" พี่ลักษณ์อธิบายให้ผมฟัง พร้อมลงรายละเอียดต่อ


"คือเมื่อก่อนรังสิตเป็นทุ่ง อันนี้เราเข้าใจ มันเป็นทุ่งก็จริง แต่มองไม่เห็นหรอว่าเดี๋ยวนี้รังสิตก็เป็นชุมชนชุมชนหนึ่ง มีบ้านเรือน มีโรงพยาบาล มีโรงเรียน มีห้างสรรพสินค้า รังสิตเป็นชุมชน เหมือนลาดพร้าว เหมือนสุขุมวิท ทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่ทำไมถึงยังเรียกว่าทุ่ง?"


พี่ลักษณ์เล่าให้ฟังน้ำท่วมสัปดาห์แรก พี่ลักษณ์พาครอบครัวอพยพไปอยู่บ้านเพื่อน แต่ผ่านไปกว่าสิบวันเริ่มมีอาการเป็นห่วงบ้าน จนสุดท้ายกลับมานอนที่บ้านในชุมชนรัตนโกสินทร์ 


พี่ลักษณ์คือตัวอย่างของคนที่อยู่เหนือบิ๊กแบ๊ก ที่แสดงอาการน้อยใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ใช่ว่าคนที่ต้องรับน้ำทุกคนจะคิดเหมือนพี่ลักษณ์ 


คนที่ก้มหน้ารับสภาพรับน้ำก็มี เช่นพี่สมชาย


พี่สมชายอยู่ในบ้านหน้าชุมชนรัตนโกสินทร์มา23ปี ที่บ้านเปิดร้านขายของชำ พี่สมชายอยู่กับพ่อแม่รวมสามคน พี่สมชายเล่าว่าก่อนน้ำท่วม ที่บ้านเตรียมการรับน้ำท่วมอย่างดี ทั้งก่อกระสอบทรายและก่อกำแพงกว่าหนึ่งเมตร แต่จุดที่ผิดพลาดคือยังไม่ได้ขนของขึ้นที่สูงทั้งหมด ด้วยความคิดที่ว่า "ไม่น่าจะท่วมหรอก" หรือ "ถ้าท่วมก็คงค่อยๆมา มีเวลาขนของ" เป็นข้อผิดพลาดที่คล้ายๆกับที่หลายคนเจอมา


สภาพน้ำท่วมร้านมานานกว่าเดือน ทำให้บ้านพี่สมชายต้องพยายามดึงคืนความเป็นปกติกลับมาให้ได้มากที่สุด ถึงวันนี้พี่สมชายก็ยังเปิดร้านขายของชำอยู่ แม้ชั้นล่างของบ้านจะใช้การไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะน้ำยังท่วมสูงกว่า150เซนติเมตร พี่สมชายเล่าว่าของที่เอามาขายส่วนมากเป็นของที่เก็บหนีน้ำขึ้นมาทัน แต่ก็มีหลายอย่างที่ต้องออกไปซื้อจากข้างนอกเข้ามาขาย ซึ่งการออกไปเอาของเข้ามาค้าขายตามชีวิตปกติ และซื้อของเพื่อดำรงชีวิตแต่ละครั้ง ก็เป็นความท้าทายที่แสนทรหด


"มีครั้งนึงออกไปเอาเครื่องสูบน้ำกับอาหาร น้ำมันยังท่วมกว่าสองเมตร ลำบากมากๆกว่าจะไปเอาเข้าบ้านมาได้" พี่สมชายเริ่มเล่า


"คือที่ออกไปเอานี่ก็ของจำเป็นในชีวิตใช่ไหม?" ผมถามแทรก
"ใช่ๆ คือของจำเป็นในชีวิตทั้งนั้น เพราะกว่าจะออกไปเอาแต่ละครั้งได้ มันก็แทบต้องเอาชีวิตไปแลกมาทั้งนั้น" พี่สมชายพูดไปยิ้มไป ให้กำลังใจตัวเองและคุณพ่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนเล่าเสริม
"คือน้ำมันท่วมสองเมตรเนี่ย ลำบากนะ น้ำไหลแรงด้วย เราก็ไม่ได้มีเรือที่จะนั่งออกไปซื้อของ สุดท้ายต้องทำไง? ก็ต้องลากแพออกไป แล้วพอน้ำมันท่วมมิดหัว มันลงไปเดินลากเรือแทบไม่ได้เลยนะ มันต้องว่ายน้ำแล้วจูงเอา ซึ่งลำบากมากๆ"


"ลำบากขนาดนี้เคยคิดน้อยใจไหม ว่าทำไมแถวบ้านพี่ต้องเป็นจุดรับน้ำ?" ผมถาม
"น้อยใจไม่มีหรอก แต่อยากให้เข้าใจกันหน่อย น้ำท่วมมิดหัวกับท่วมแค่คอเนี่ย ต่างกันเยอะนะ ถ้าตอนนี้ขอได้คือ ขอให้น้ำมันลดลงไปหน่อย ซัก10เซนติเมตรก็ได้ ให้ได้ลากแพแบบยืนได้หน่อย น้ำไม่มิดหัวหน่อย จะทำยังไงก็ได้ให้น้ำมันลงไปหน่อย เปิดบิ๊กแบ๊กก็ได้ สูบลงคลองก็ดี คือยังไงก็ได้ให้ลำบากคนอื่นน้อยที่สุด" พี่สมชายอธิบาย


"คือไม่ได้อยากให้คนอื่นลำบาก แต่ต้องขอแค่ให้น้ำลดบ้าง?" ผมถามย้ำ
"ใช่ ให้ลงนิดนึง จากหัวถึงคอ แค่นั้น เพราะมันมีความหมายมาก แต่จากคอถึงเอวอะไรนี่พี่ไม่ซีเรียส มันไม่ต่างเท่าไหร่ มันก็ต้องลากแพอยู่ดี แต่ให้เหลือถึงคอ จะดีมาก"


"แค่นั้นพอ?" ผมถามเพิ่ม
"ใช่ครับ แค่นั้นพอ คือเราไม่คิดไปน้อยใจใคร คือทางการภาครัฐเค้าก็มีวิธีการของเขา เขาก็คิดเป็นระบบของทั้งประเทศ เราจะไปน้อยใจก็ไม่ได้ เรามองที่ตัวเราเอาดีกว่า จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก มองที่เรา ว่าบ้านเราท่วมแค่ไหน ท่วมแค่คอต้องทำยังไง ท่วมมิดหัวต้องทำยังไง เอาแค่คิดว่าจะใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ยังไงก็ลำบากมากแล้ว"


"ไม่คิดเปรียบเทียบกับลาดพร้าว สุขุมวิทหรอ เค้าท่วมแป้บเดียวเองนะ บางที่ไม่ท่วมเลย?" ผมถาม
"ไปคิดยังงั้นไม่ได้ โอเคเราลำบากกว่าคนลาดพร้าวก็จริง แต่เราเปรียบเทียบฝั่งเดียวได้ยังไง? เราต้องมองคนที่โดนมาหนักกว่าเราสิ อยุธยา ปทุมธานี โหเค้าท่วมก่อนหน้าบ้านพี่มาสองเดือน นี่เพิ่งท่วมมาเดือนเดียว คือจะมองก็ต้องมองให้รอบด้าน รังสิตเราก็รับน้ำให้กรุงเทพชั้นใน อยุธยาเค้าก็รับน้ำให้รังสิต"

พี่สมชายถือเป็นตัวอย่างของคนรับน้ำ ที่ก้มหน้าหาทางใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่ได้ต้องการให้คนอื่นมารับความลำบากแทน


ขยับจากรังสิต ลงไปที่ดอนเมืองที่เป็นพื้นที่ถัดมา
ผมได้คุยกับพี่พิเศษที่บ้านอยู่เหนือบิ๊กแบ๊กที่ดอนเมืองไปไม่ถึง2กิโลเมตร อยู่ใกล้มาก เรียกว่าถ้าขับรถไปก็ไม่ถึง10นาที แต่ช่วงนี้น้ำท่วมเดินทางยากหน่อย เดินลุยน้ำบวกนั่งเรือ ก็ใช้เวลาซักหนึ่งชั่วโมง
ใช่ครับ จากสิบนาทีเป็นหนึ่งชั่วโมง


เรื่องระยะเวลาการเดินทางเป็นปัญหา แต่เรื่องใหญ่ที่สุดที่พี่พิเศษร้องเรียนคือเรื่องน้ำเน่าเสียและกลิ่นขยะ 
เพราะน้ำแถวดอนเมืองไม่ระบายมานาน ยิ่งหลังกั้นบิ๊กแบ๊กยิ่งไม่ไปไหน น้ำกักขังอยู่อย่างเดิม น้ำเน่าเสียมาจากอยุธยาผ่านมาถึงรังสิต สกปรกเท่าไหน รังสิตรับไว้เท่านั้น
พี่พิเศษเป็นหนึ่งในแกนนำที่เดินหน้าร้องเรียนขอให้รื้อบิ๊กแบ๊ก แน่นอนว่าบทบาทชัดเจนแบบนี้ไม่ต้องถามถึงเรื่องความรู้สึกว่าน้อยใจ เสียใจ ไม่พอใจหรือไม่ ที่บ้านของพี่พิเศษต้องมาเป็นพื้นที่รับน้ำ


"รวมตัวกันไปร้องเรียนรื้อบื๊กแบ๊กที่รัฐวางไว้แบบนี้ ไม่กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าทำผิดกติกาของสังคมหรอครับ?" ผมข้ามไปถามคำถามนี้เลย
"คือเราไม่ได้ร้องเรียนตามใจอยากนะ ใช่ว่าเอะอะเราก็ร้องเรียนเลย ใช่ว่าอยากทำอะไรก็ทำเลย เราก็คิดพิจารณาก่อน นี่น้ำท่วมดอนเมืองมาหนึ่งเดือนแล้ว เราก็ยังไม่เคยร้องเรียนอะไร พอวางบิ๊กแบ๊กเราก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าแถวดอนเมืองจะลำบาก แต่เราก็รอเวลาไปก่อน ปรากฎว่าผ่านมาสามวันน้ำไม่ลดลงเลย เราเลยเริ่ม คิดเริ่มวางแผน" พี่พิเศษตอบ ยืนยันว่าการรวมตัวของชาวดอนเมือง ไม่ได้ทำด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ทำเพราะมันน่าจะมีทางออกทางอื่นได้


"แล้วเปิดบิ๊กแบ๊กแบบนี้ น้ำมันไหลเข้าไปแถวหลักสี่ แล้วอาจจะไหลไปถึงกรุงเทพชั้นใน ไม่กลัวคนข้างในไม่พอใจหรอครับ?" ผมถามเพิ่ม
"คือเราก็ตามข่าวนะ เราก็เห็นว่าข้างในน้ำลดเอาๆ ลดเร็วมากๆ แล้วเราก็ไม่ได้ไปรื้อบิ๊กแบ๊กทั้งหมด เราก็ขอไปเปิดบางส่วน เปิดแค่หกเมตร ให้น้ำมันได้ไหลผ่านไปได้บ้าง พอให้น้ำไม่เน่าไม่ขังไม่เหม็น ไม่ได้หวังว่าดอนเมืองต้องแห่้งเลย คือเราก็เข้าใจว่าเราเป็นพื้นที่ที่ต้องเสียสละ"


พื้นที่ที่ต้องเสียสละนี่แหละครับคือสิ่งที่คนเหนือบิ๊กแบ๊กได้ยินและรับทราบมาตลอดเวลา โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือหลักการณ์ที่มากำหนดว่าพวกเขาถึงได้มาเป็นพื้นที่ที่ต้องเสียสละ ชุมชนที่พวกเขาอยู่ แตกต่างจากชุมชนอื่นๆตรงไหน?


และพวกเขามีสิทธิ์ที่จะเลือกหรือไม่?
จนหลายครั้งมีการตั้งคำถามว่า รังสิต ดอนเมือง ปทุมธานี พื้นที่ที่มีคันกั้นน้ำขวางกั้นก่อนถึงกรุงเทพมหานคร พื้นที่เหล่านี้แท้จริงแล้ว เป็น พื้นที่ที่ต้องเสียสละหรือ พื้นที่ที่ถูกเอาเปรียบ


เป็นคำถามที่โยนกลับไปครับ
ความจริงคนในพื้นที่รับน้ำเหนือบิ๊กแบ๊กก็มีหลากหลาย อย่างที่เล่าให้ฟังในบทความนี้
มีทั้งทั้งโกรธ มีทั้งน้อยใจ มีกระทั่งคนที่ก้มหน้ารับสภาพไม่ร้องขออะไร ไม่เคยมีอารมณ์ขุ่นเคืองกับใคร
ไม่ต่างจากความเห็นของคนกรุงชั้นใน ที่ตอนนี้น้ำลดหมดแล้ว ก็ย่อมหลากหลายเช่นกัน มีทั้งเห็นใจและอยากช่วยรับน้ำ มีทั้งเฉยๆไม่ออกความเห็นอะไร มีทั้งไม่รู้ด้วยว่าพื้นที่ของตัวเองมีคนช่วยรับน้ำให้อยู่ และมีกระทั่งคนที่แสดงความไม่พอใจเมื่อมีใครชวนพูดคุยถึงเรื่องนี้


ความเห็นของคนทั้งโซนกรุงเทพชั้นใน และกรุงเทพชั้นนอกก็มีหลากหลายครับ
สุดท้ายแต่ละคนจะคิดจะเห็นอย่างไร 
ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจดีอยู่


แต่ที่แน่แท้คือ

เรื่องราวเหนือบิ๊กแบ๊กทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง
ที่เราควรได้รับทราบและเรียนรู้กันครับ



Related Posts with Thumbnails