31 ตุลาคม 2011

[ที่เห็นและเป็นอยู่] จั้ดจ์จัด จัดเต็ม



ที่เห็นและเป็นอยู่ - เนชั่นสุดสัปดาห์ 4 พฤศจิกายน 2554
จั้ดจ์จัด จัดเต็ม
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์


"จั้ดจ์จัด" กลายเป็นชื่อที่ปรากฏบนแวดวงสังคม-การเมือง ที่มาพร้อมกับช่วงวิกฤติน้ำท่วม หลังจากคลิปรายการ "จั้ดจ์จัด" ตอนที่สอง ถูกส่งต่อ ถูกแชร์ ถูกรีทวีต จนมียอดคนเข้าไปดูสูงกว่า 350,000 ครั้งในปักษ์เดียว

"จั้ดจ์จัด" เป็นชื่อของรายการที่มาจากคำสองคำ "จั้ดจ์" คือชื่อเล่นของ ธีมะ กาญจนไพริน เจ้าของรายการ "จั้ดจ์จัด" กับคำว่า "จัด" ที่จั้ดจ์บอกไว้ว่าตั้งใจจะมาจัด คือทั้งมาจัดรายการ และมาจัดเต็ม จัดเต็มความคิด จัดเต็มทางความเห็นผ่านทางรายการนี้

ความจริงแล้วรายการ "จั้ดจ์จัด" เกิดขึ้นมากว่าสองปีแล้ว วัยรุ่นหลายคนอาจจะคุ้นเสียงของเราจั้ดจ์กับรายการจั้ดจ์จัด กับบรรยากาศการหยิบยกเรื่องราวข่าวคราวต่างๆมาเล่า สลับกับการเปิดเพลงที่ตรงใจวัยรุ่นทุกเช้าถึงสาย จั้ดจ์จัดเวอร์ชั่นวิทยุครั้งนั้น แม้จะไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนจั้ดจ์จัดเวอร์ชั่นยูทูปครั้งนี้ แต่ก็ได้รับการตอบรับและเรทติ้งที่ดี แต่สุดท้ายรายการก็ต้องปิดตัวลงไป ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ที่จั้ดจ์ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาที่พูดคุยในรายการ

หกเดือนที่จั้ดจ์ ได้โอกาสจัดรายการแบบที่ใจต้องการ รายการวิทยุที่ย่อยข่าวให้วัยรุ่นได้ฟัง จั้ดจ์บอกว่าเป็นความสุขและตอบความต้องการในใจได้อย่างที่สุด จนเมื่อไม่ได้จัดรายการนี้แล้ว ก็เหมือนกับว่าชีวิตเขาได้ขาดหายอะไรไปบางอย่าง

ขาดหายไปซึ่งการได้ตื่นตั้งแต่ตีห้าสี่สิบห้า มาฟังรายการข่าวของคุณสรยุทธ์
ขาดหายไปซึ่งการได้เปิดไมโครโฟน พูดถึงเรื่องราวที่อยากจะพูด ผ่านความคิด ส่งต่อไปให้กับคุณผู้ฟัง
ขาดหายไปซึ่งการได้เปิดมุมมองอีกด้านของตัวเอง มุมที่ไม่เคยได้มีโอกาสให้ใครได้เห็นมาก่อน


นั่นคือสิ่งที่จั้ดจ์สูญหายไปกว่าปีกว่า หายไปพร้อมกับรายการจั้ดจ์จัดเวอร์ชั่นวิทยุ


จั้ดจ์จัดกลับมาอีกครั้ง ในเวอร์ชั่นยูทูบ ซึ่งจั้ดจ์เล่าให้ฟังว่าเกิดจากแรงยุ แรงชวน ของคนรอบข้าง โดยเฉพาะลูกกอล์ฟ (คณาธิป สุนทรรักษ์ เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา Angkriz) ที่จัดรายการผ่านทางยูทูบมาก่อนอยู่แล้ว และก็เป็นลูกกอล์ฟนี่เอง ที่จั้ดจ์ได้พูดคุยก่อนที่จะบันทึกรายการจั้ดจ์จัดตอนที่2 ลงในคืนวันที่21ตุลาคม2554 ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับกว่าหมื่นวิวในวันรุ่งขึ้น เป็นตัวเลขที่จั้ดจ์บอกว่าไม่เคยคาดคิดมาก่อน

"ยอมรับว่าเราก็อยากให้คนดูรายการเราเยอะๆนะ คือการได้นำเสนอความคิดของเราออกไปทางที่สาธารณะ แน่นอนว่าเราต้องอยากให้คนดูเยอะ แต่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีคนดูมากขนาดนี้ 400,000ครั้งในรอบสองสัปดาห์นี่ไม่คาดคิดมาก่อน เพราะจั้ดจ์จัดตอนแรกก็มีคนดูช่วงก่อนที่จะจัดตอนที่สอง นี่มีแค่หลักสองสามพันวิว พอมาถึงจุดนี้ที่คนดูมากขนาดนี้ ต้องบอกว่าประหลาดใจมาก"


หลายคนคุ้นหน้า "จั้ดจ์-ธีมะ กาญจนไพริน" ผ่านทางรายการบันเทิง โดยเฉพาะรายการเพลงของอาร์เอส ซึ่งจั้ดจ์เล่าว่าทำรายการในแวดวงบันเทิงมานานกว่า8ปีแล้ว ทำมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งจั้ดจ์บอกว่าถึงจุดหนึ่ง มันก็ไม่ใช่คำตอบของชีวิตแล้ว 
"คือคนในวงการบันเทิงหลายคนจะมีภาพจำ อย่างเราคนก็อาจจะติดภาพตอนทำรายการเปิดเพลง แต่ถึงจุดหนึ่ง ตัวเราก็เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ทำอยู่มันไม่สามารถตอบโจทย์ตัวเราเองได้ แล้วก็เริ่มอยากจะทำประโยชน์อะไรให้กับสังคม ได้มากกว่าที่เราทำๆมา" จั้ดจ์พูดถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เปลี่ยนแบบที่หลายคนไม่เชื่อว่านี่คือความคิดจากคนคนเดียวกัน


ในรายการเคยบอกว่าจะพูดทุกเรื่อง ถ้าช่วงนี้ไม่มีเรื่องน้ำท่วม จะพูดเรื่องอะไร?
“การโยกย้ายข้าราชการ เรื่องพรบ.การพิมพ์ ซึ่งเรามองว่าคุกคามสื่อมากๆ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบาย เช่นเรื่องที่รัฐบาลจะแจกแท็บเล็ต เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเราอยู่แล้ว แต่พอมันเจอปัญหาน้ำท่วม มันก็ซัดเรื่องอื่นๆหายไปหมด เราก็เลยมาพูดเรื่องน้ำท่วม”


เตรียมจั้ดจ์จัดหนึ่งตอน เตรียมตัวนานไหม?
"คือก่อนอัดคลิปเนี่ย อาจจะตัดสินใจเร็ว คือพร้อมแล้วก็อัดเลย แต่เรื่องเตรียมข้อมูลนี่ใช้เวลานาน เราจะมีสมุดที่คอยบันทึกสิ่งที่เราอยากจะพูด เรื่องน้ำท่วมยกตัวอย่างกระทรวงไอซีที ที่เอาเวลามาจับแต่แฮกเกอร์ ทั้งๆที่หน่วยงานในกระทรวงมีทั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา หรือเรื่องประธานศปภ. ที่เราก็สงสัยว่าทำไมไม่เป็นคุณยงยุทธที่ในกระทรวงมหาดไทยมีหน่วยงานช่วยทำงานมากมาย แต่กลับไปเอาคุณประชามา"
"บางอย่างเราเขียนก็ไม่ได้พูดนะ เวลาในคลิปมันมีไม่พอ อย่างวิธีการที่ทีวีไทยเคยเสนอ เรื่องจับคู่บัดดี้เป็นพี่เลี้ยง คือให้หน่วยงานอาสาต่างที่ลงไปช่วยในพื้นที่ต่างๆ ให้พวกเขาช่วยจนสุด ไม่ใช่ไปช่วยเหมือนไปทอดกฐิน ที่ไปเรื่อยๆ ไปหลายๆวัด ไปแล้วก็ปล่อย แต่ไม่เคยรอดูจนเสร็จ รอดูจนน้ำลด สุด้ทายมันแก้ปัญหาไม่หมด"


แต่อย่างน้อยก็ชัดเจนว่าไม่ได้พูดตามอารมณ์ไปซะหมด
"ไม่ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็ตามอารมณ์ไปหมด แต่เราก็ไม่ถึงกับเขียนสคริปท์ เขียนแค่หัวข้อเอาไว้"


ตอนที่ทำตอนที่สองคิดอะไรอยู่?
“คือก่อนทำเราไปนั่งกินข้าวกับลูกกอล์ฟ แล้วลูกกอล์ฟก็ชวนให้ทำ ลูกกอล์ฟถามว่ารออะไรอยู่ พอกลับมาถึงห้องก็เปิดโน๊ตบุคแล้วอัดตอนที่สองเลย แบบที่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย อัดเสร็จ โหลดเสร็จแล้วก็นอน จำได้เลยว่าตอนนั้นประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืน โอ้โห แล้วพอตื่นมานี่ต้องบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเข้ามาดูเยอะขนาดนี้”


สิ่งที่พูดในรายการ โดยเฉพาะตอนที่สอง ถือว่าแรงมาก มีกระแสตอบรับอย่างไรบ้าง?
“ส่วนใหญ่จะเข้ามาชมนะ แต่เข้ามาติมาด่าก็เยอะมาก ซึ่งเราก็เข้าใจ เพราะบางทีบางคำเราย้อนกลับไปดู ก็โหดอยู่เหมือนกัน”


ฟังดูแล้วจั้ดจ์ก็เหมือนจะรู้สึกบกพร่องกับคลิปที่สองบ้าง เคยคิดอยากย้อนเวลาไป แล้วแก้ไขรายการตอนนี้ไหม?
“เรื่องสำคัญคือเรื่องของข้อมูล เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูกันเยอะ ซึ่งต่อไปนี้ก่อนจะพูดอะไร เราต้องเช็คให้ดี คือไม่ใช่เอาข่าวลือจากที่ไหนมาพูด มันเป็นความรับผิดชอบที่มีมากขึ้นหลังคนดูมากขึ้น เพราะยอมรับว่าเราเครียดนะเวลามีใครมาตำหนิเรื่องข้อมูลเนี่ย เราเครียดเวลาเห็นคนเอาข้อมูลมาหักล้างกับเราเนี่ยะ เราเครียดนะ”
“อีกเรื่องคือเรื่องของอารมณ์ในคำพูด อันนี้เราต้องลด ลดอีโมชั่นลงมาหน่อย คือเราอาจจะใช้คำพูดแรงเกินไป แล้วคำพูดที่เราใช้คือใช้กับผู้ใหญ่ ซึ่งแม้เขาอาจจะทำงานไม่ดี แต่สุดท้ายเขาก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เราก็ไม่ควรไปจาบจ้วงรุนแรงขนาดนั้น”


อย่างเช่นจุดไหนบ้าง?
“อย่างเช่นคำว่า "โง่ๆ" คือเราคงไม่พูดแล้ว เพราะมันดูรุนแรงเกินไป อีกอย่างคือชื่อคน คือเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะอะไรมากมาย เราเลยพูดชื่อเต็ม นามสกุลเต็ม แถมท้ายด้วยตำแหน่งอีก จนมีคนเตือนว่าควรจะใช้ฉายาดีไหม หรือเลี่ยงใช้ชื่ออื่นที่ให้คนเข้าใจเองดีไหม รวมๆแล้วใช้อารมณ์มากไป คือจำได้เลยว่าตอนที่อัดคลิปที่สองเราใช้อารมณ์มากเกินไป คือคืนที่เราอัดคลิป เช้าตื่นมา แม่กับพี่สาวถามว่า ไปทะเลาะกับใครมา คือเสียงดังมาก จนเหมือนไปทะเลาะกับใครมา เราใช้อารมณ์มากเกินไป”


อย่างคำว่าโง่ๆ เห็นพูดคำว่า "ประชาชนโง่ๆคนนึง" อันนี้ตั้งใจไหม?
“พูดจริงๆนะ คำว่าประชาชนโง่ๆคนนึง เป็นคำที่โผล่มาตอนที่อัดคลิปเลยนะ คือเวลาเราจะเปลี่ยนเรื่องหรือจะขอพัก เราก็พูดคำนี้ออกมาเพื่อให้เราได้พัก พูดไปโดยไม่คิดว่าจะให้คนติดหู เราแค่พูดออกมาตามจังหวะ แต่กลายเป็นคำที่คนติดหูมากที่สุด”


เคยรู้สึกกลัวบ้างไหม?
“ตอนที่ทำไม่กลัวอะไรเล้ย เพราะเราไม่คิดว่าคนจะดูเยอะ เราก็ปล่อยเบลอ ปล่อยไหลไป แต่ผ่านไปสักสองวันเราเริ่มกลัวแล้ว เพราะมีทั้งเรีื่องพักงาน แล้วอีกเรื่องนี่ไม่น่าเชื่อคือเราโดนเจาะลมยาง”


โดนเจาะลมยาง? คือมั่นใจว่ามาจากคลิป ไม่ใช่เรื่องอื่น?
“มั่นใจ เพราะเราไม่เคยมีศัตรูเรื่องอื่น แล้วลองไปดูในยูทูบมันก็มีคนมาเขียนคอมเม้นท์ที่เรารู้เลยว่าเค้าตามเราอยู่ คือมาเขียนประมาณว่าวันนั้นวันนี้ไปไหนมา แล้วยังมีมาขูดรถอีก มาขูดเหนือเซนเซอร์ถอยหลัง แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้กังวลกับเรื่องพวกนี้มาก เพราะความจริงความพูดของเราไม่ได้มีน้ำหนักในสังคมมากขนาดนั้น”


คำพูดแรงๆ มีทั้งด่าว่าไอ้ตุ้ด หรือมีคนถามว่าเอาแต่ด่า ทำไมไม่คิดจะทำอะไรบ้าง จั้ดจ์คิดยังไงกับมัน?
“ยอมรับนะว่าตอนแรกอยากจะชี้แจง แต่คิดไปคิดมาแล้วไม่ชี้แจงดีกว่า 4-5วันแรกไม่ตอบโต้เลย ไม่เข้าไปดูเลย ส่วนหนึ่งคืิอดูไปแล้วเครียด คือเป็นธรรมดาของคน เวลามีคนมาด่ามากๆเราก็เครียดนะ”


คนชมก็เยอะไม่ใช่หรอครับ?
“นิสัยเรามันก็ดันเลือกดูแต่คำด่า พออ่านมากๆเข้าเราก็เครียด ส่วนเรื่องไม่ลงไปช่วย จริงๆแล้วแล้วเราก็ไปช่วยนะ ลงพื้นที่มาสองครั้ง คืออาจจะน้อย แต่ประเด็นคือความจริงคนเรามีหลายหน้าที่ให้ทำ อย่างคนที่บอกว่าทำไมเราไม่ไปเป็นนายกซะเอง ทำไมไม่ไปลงการเมือง คือทุกคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง เราได้มอบหมายหน้าที่ให้กับผู้แทนของเราไปแล้ว ตอนนี้เราก็มีหน้าที่ที่จะวิจารณ์ ไม่งั้นทุกคนที่วิจารณ์ศปภ.คงต้องไปเป็น คณะกรรมการบริหารของศปภ.ให้หมด ซึ่งมันไม่ใช่ อย่างเรา เรารู้ตัวว่าเรามีทักษะด้านการสื่อสาร เราก็ทำในสิ่งที่เราถนัดในการส่งต่อความคิด เริ่มจากสิ่งที่เราคิด
ส่วนพวกคำด่า ด่าว่าไอ้ตุ้ดอะไรพวกนี้เนี่ย เราไม่เครียดเลยนะ เป็นเรื่องที่เราอ่านแล้วนั่งขำมากกว่า เป็นช่วงผ่อนคลายมากกว่า (จั้ดจ์พูดไปหัวเราะไป)”

มีใครมาห้ามบ้างไหม?
“ก็มีบ้าง รุ่นพี่ที่รู้จัก เพื่อนๆ แต่นักการเมืองหรือศปภ.อะไรนี่ไม่มีครับ”


เจอหนักขนาดนี้เคยมีบางห้วงเวลาไหม ที่คิดจะลบคลิปนั้นออกจากอินเตอร์เน็ท?
"มีครับ ต้องบอกว่ามันส่งผลกระทบถึงเรื่องงาน แล้วเราก็ไม่ใช่คนที่มีงานเยอะแยะ เราก็มีเท่าที่มี ทำไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ดาราคิวทอง ยอมรับว่างานบางงานเสียไปจากการทำคลิปนี้ เคยไปโพสท์ในเฟซบุคว่า คนบางคนเสียคนเพราะเรื่องเงิน ซึ่งเราก็เป็น เราก็เคยมีห้วงเวลานั้น ห้วงที่อยากจะลบคลิปแรงๆนี้ไปให้หมด แล้วก็ลืมไปเลยว่าเราเคยพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบที่เราเคยใช้มา”


แต่สุดท้ายก็ไม่ลบ?
"ไม่ลบครับ ยังไงก็ไม่ลบ คำตอบสุดท้ายที่ทำให้ตัวเองไม่ลบ คือจั้ดจ์คิดว่าต่่อให้เราลบ แล้วเรากลับไปทำงานตามปกติ เราก็เชื่อเหลือเกินว่าซักวันหนึ่ง เราก็จะพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาอยู่ดี เพราะมันคือสิ่งที่เราคิด จะหนีไปไหนไม่ได้ มันคิือข้างในของเราที่เราอยากทำออกมา อยากทำจริงๆครับ อยากให้คนอยากดูข่าว อยากให้คนไทยเห็นคุณค่าของข้อมูลข่าวสารมากกว่าเรื่องบันเทิง เพราะจั้ดจ์รู้สึกว่าคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เวลามีเรื่องราวข่าวสารไหนที่เขาไม่เข้าใจ เขาก็จะไปค้นคว้า ไปหาข้อมูลมาเพื่อคลายสงสัยให้ได้"


มีคนบอกว่าจั้ดจ์อยากดัง?
“คืออย่าใช้คำว่าอยากดังเลย แต่แค่อยากจะบอกให้ทุกคนรู้ว่านี่คือตัวตนของเรา นี่คือตัวของเรา คือจั้ดจ์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนหน้าฉากของตัวเอง เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก็อยากให้คนรู้ว่าเราเป็นคนแบบนี้ เราคิดของเราแบบนี้ แล้วก็กล้าพูดนะว่าเราหวังว่าจะมีคนดูเยอะ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดจะมาโฟกัสทำยอด ว่าคนจะต้องดูมากมายเท่านั้นเท่านี้”


คือถ้าคนดูเยอะ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย?
“ใช่ คือลึกๆแล้วก็ภูมิใจนะ ที่มีคนดูเยอะขนาดนี้ เป็นหมื่นเป็นแสนขนาดนี้ แต่ถ้ามองแบบตื้นๆหน่อย ก็พูดตรงๆว่ากลัวว่างานจะหายไปหมด อันนี้ยอมรับ คือเราต้องหาเลี้ยงครอบครัวอยู่ ยังต้องดูแลบ้านเราอยู่ คือถ้าเราอยู่ตัวคนเดียว ก็คงกล้าทำกว่านี้ แต่เราต้องหาเงิน เลี้ยงดูพ่อแม่ด้วย”
“คือประเทศไทยยังไม่ได้เปิดกว้างความคิดทางการเมืองขนาดนั้น จั้ดจ์มองเวลาประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเวลาดาราเขาออกมาประกาศสนับสนุนพรรคนั้นพรรคนี้ เขาทำได้เต็มที่ แต่คนก็ไม่ได้ไปตัดสินอะไรจากตรงนั้น คือสุดท้ายถ้าชอบก็คือชอบที่ผลงาน ไม่ใช่แนวคิดทางการเมือง”


แต่ว่ารายการตอนที่3อาจจะเบาลง?
“ใช่ครับ คืออย่างที่เคยบอกไปว่าก้าวต่อจากคลิปตอนที่สอง จะเป็นก้าวที่ยากลำบากขึ้น เพราะเราต้องหาจุดพอดีของรายการเราให้ได้ จะแรงเหมือนเดิมก็อาจจะไม่ได้แล้ว ซึ่งก็ทำใจไว้แล้วว่าคงจะมีคนบอกว่าทำไมซอฟท์จัง”


เคยจัดรายการทาง Voice TV ด้วย ทั้งๆที่เป็นสื่อที่มีความสัมพันธ์กับเครือข่ายคุณทักษิณ?

“ยอมรับว่าเคยครับ ยอมรับด้วยว่าไปจัดเพราะรายได้ครับ แต่รายการที่เราไปทำคือรายการ Men in Trend ซึ่งเนื้อหาไม่เกี่ยวกับการเมือง และตอนนี้เราก็ออกมาแล้ว ออกมานานกว่า2ปีแล้ว รายการที่รีรันอยู่ตอนนี้ เป็นเทปทั้งนั้นครับ”


จัดศปภ.เต็มๆขนาดนี้ ถามจริงๆความคิดทางการเมืองเป็นอย่างไร สนับสนุนประชาธิปัตย์อยู่หรือเปล่า?
“จุดยืนทางการเมืองอย่างเดียวที่มี คือเราจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือจะเป็นคนสีไหนมาจากพรรคไหน มาต่อต้าน แอนตี้ท่าน เราจะไม่ชอบเลย อันนี้พูดตามตรง”
“ส่วนเรื่องจุดยืนทางการเมือง ยกตัวอย่างถ้ารัฐบาลตอนนี้มีคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วยังมีแนวทางการบริหารจัดการบ้านเมืองอยู่แบบนี้อยู่ คลิปก็ต้องมี ถ้าทำงานแบบนี้คลิปก็ต้องมีอยู่แล้ว เพราะมันคือความเดือดร้อนของประชาชน แม้ว่าความที่เรารักและปกป้องสถาบัน เราเลยเอียงไปทางฝั่งประชาธิปัตย์มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ด่าเค้าเลยถ้าเค้าทำผิด”


เพราะฉะนั้นจั้ดจ์จัดทำไปเรื่อยๆ จนถึงตอนที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แล้วทำอะไรที่มันเส็งเคร็งห่วยๆ ก็ต้องมีจัดกันบ้าง?
“มันก็ต้องมีอยู่แล้ว มันเป็นธรรมชาติของรัฐบาลที่จะต้องโดนด่า มากกว่าฝ่ายค้าน”


จัดมาให้ครับสำหรับจั้ดจ์จัด ที่เจ้าตัวยอมรับเองว่าแม้จะเอนเอียงทางการเมืองไปข้างใดข้างหนึ่งบ้าง แต่สุดท้ายคลิปที่จัดมาอยู่ก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ทางสังคม ที่จะช่วยตรวจสอบรัฐบาล

29 ตุลาคม 2011

[Follow Me] พรีเซนเตอร์: ของห้ามนักข่าว


Follow Me [aday 133]
พรีเซนเตอร์: ของห้ามนักข่าว
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ไม่รู้ผมคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่า แต่ผมรู้สึกว่าคนในแวดวงข่าวจะมีทัศนคติเฉพาะกับการรับงานพรีเซนเตอร์ครับ เป็นทัศนคติที่เกิดขึ้นเฉพาะในแวดวงข่าวเท่านั้น คือยุคนี้สมัยนี้นักข่าว-ผู้ประกาศนี่มีสถานะบางอย่างเทียบเท่าดาราไปแล้ว ผู้ประกาศบางคนมีพื้นที่ออกสื่อฟรีทีวีมากกว่าดาราชื่อดัง บางคนออกทีวีสม่ำเสมอกว่านายกรัฐมนตรีอีก แถมเป็นคนที่ได้ออกหน้าจอ พูดในเรื่องดูน่าเชื่อถือ บรรดาเอเจนซี่โฆษณาก็เลยจับจ้องสนใจให้มาเป็นคนเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าหลากหลายอย่างด้วยการเป็นพรีเซนเตอร์


ข้าพเจ้าในฐานะนักข่าวที่ใครหลายคนตีตราสินค้าว่าเป็นนักข่าว2.0 ถนัดสันทัดเรื่องการรายงานผ่านโลกออนไลน์ ก็เคยได้รับการติดต่อให้เป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาสินค้านั่นนี่ บ้างก็เป็นสินค้าITออกแนว2.0 บ้างก็เป็นสินค้าธรรมดาทั่วไป เหล้า เบียร์ ธนาคาร อาหาร ก็ว่ากันไป แล้วแต่โอกาส (แต่พวกครีเอทีฟเค้าเก่ง เพราะไม่ว่าสินค้าไหน เค้าจะสามารถโยงให้เข้ากับความเป็น2.0ได้)

แต่ในฐานะนักข่าว งานพรีเซนเตอร์ถือเป็นของต้องห้ามครับ คือใครจะติดต่อมามากแค่ไหน แต่ไม่เคยรับได้ซักครั้ง บอกปัดไปหมด ทั้งๆที่จะว่าไปเสียดายรายได้สุดแสนคณานับครับ บางงานแค่ไปให้เขาถ่ายรูปเสร็จปุ้บ ได้เงินเท่ากับทั้งงานทั้งปี (อันนี้คำนวนเอา ไม่ใช่แค่สำนวน) แต่งานพรีเซนเตอร์ เป็นของต้องห้ามสำหรับนักข่าว เพราะมันจะทำให้ดูเสียภาพลักษณ์อันน่าเชื่อถือ ทำให้เท่าที่ผมเคยทำมา อย่างมากก็ไปเป็นวิทยากรตามง่านต่างๆ พูดเรื่องที่เราถนัด บางงานอาจจะขอถ่ายรูปไปบ้าง ก็เอาไปติดเวบไซท์นิดๆหน่อย ผมก็ไม่ว่าอะไร

แต่ไอ้ความที่เป็น "ของห้าม" นี่แหละครับที่ผมสงสัยมาตลอด ว่าทำไมในวงการข่าว เพราะบางคนถือว่าการไปรับงานพรีเซนเตอร์นี่ถือจุดเสื่อมของเส้นทางความน่าเชื่อถือเลยนะครับ ทัั้งที่ความจริงผมคิดในตลอดว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องที่น่าคอขาดบาดตายขนาดนั้น จะมีบางกรณีที่ผมว่าเกินงามไปจริงๆ อย่างผู้ประกาศข่าวกึ่งดาราบางคนที่ไปรับงานพรีเซนเตอร์ รับเยอะมาก แต่งานข่าวของตัวเองด้อยมาก บางครั้งรายการข่าวที่ตัวเองจัดอยู่ แต่กลับได้พูดได้รายงานข่าวน้อยมาก น้อยกว่าที่ได้พูดในโฆษณารวมๆกันเสียอีก แต่นั่นถือว่าเป็นกรณีสุดโต่งจริงๆ

เคยถามไถ่พี่ๆว่าอะไรเป็นสาเหตุที่คนข่าวมองงานโฆษณาเป็นของแสลงขนาดนี้ พี่เขายกตัวอย่างง่ายๆ ว่าสมมุติเราไปรับเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาสินค้าสินค้าหนึ่ง เอาว่าถ่านไฟตรากบละกัน (คือถ้ายกตัวอย่างสินค้าที่ขายอยู่ เดี๋ยวเขาหาว่าผมได้เงินจากสินค้านั้นๆมาเขียนคอลัมน์อีก วงการข่าวนี่มันหยุมหยิมจริงวุ้ย!) พี่เขายกตัวอย่างว่า สมมุติผมรับงานไปเป็นพรีเซนเตอร์ถ่านไฟตรากบ แล้ววันนึงเกิดเหตุโรงงานถ่านไฟฉายยี่ห้อคู่แข่งของตรากบระเบิดขึ้นมา แล้วผมต้องมารายงานข่าวโรงงานนี้ระเบิด คนเขาจะวางใจได้อย่างไรว่าข่าวที่เรารายงานอยู่มันบริสุทธิ์เที่ยงธรรมร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม

พออธิบายเสร็จก็เข้าใจมากขึ้น ว่าทำไมคนข่าวถึงไม่ควรไปรับงานเป็นพรีเซนเตอร์

ที่พอมาทำงานข่าวมาๆเข้าแล้วผมก็ได้มาประสบพบเห็นเหตุการณ์อะไรหลายๆอย่าง ที่สร้างความแคลงใจสงสัยไม่น้อย คนข่าวหลายคนถึงไม่รับงานพรีเซ็นเตอร์จริง แต่กลับรับงานอย่างอื่นกันพรึ่บพรั่บเลยครับ ทั้งงานเล่าข่าวประชาสัมพันธ์ คือเล่าข่าวจริงจังๆอยู่ดีๆ ก็แวะเข้ามาเล่าข่าวช่วยโฆษณางานประชาสัมพันธ์ซักเรื่อง แล้วกลับไปเล่าข่าวจริงจังอีก เรียกว่าเนียนดีแท้ คนฟังก็ยังมึนๆกับข่าวอาชญากรรม ข่าวการเมืองอยู่ แต่กลับหาจังหวะสอดแทรกโฆษณาได้ซะอย่างนั้น

พวกเล่าข่าวไปประชาสัมพันธ์ไปนี่ความจริงยังถือว่าธรรมดาครับ ถ้ามาเจอกับพวกผู้มีอิทธิพลยัดเงินให้นักข่าว ให้ช่วยปกปิดข่าวไม่ดีบ้าง หรือให้ช่วยเขียนข่าวให้ดูดีบ้าง ที่บอกว่าแย่กว่าเพราะพวกนี้บางทีเราดูไม่ออกเลยครับ ว่าที่มาที่ไปมันเป็นอย่างไร มาถึงปุ้บใส่ในหน้าข่าวแล้ว อ่านไปก็เชื่อทั้งหมด

นี่แหละครับวงการสื่อสารมวลชนไทย แต่ที่เล่านี่ส่วนน้อยนะครับ ส่วนมากตั้งใจทำงานยึดหลักจรรยาบรรณกันเต็มที่นั่นแหละ กลัวจะอ่านบทความนี้เสร็จแล้วแขยงข่าวไม่เชื่อถือไม่รับฟังเลย ที่มาเล่านี่เป็นส่วนน้อยครับ แต่มาเล่าด้วยความฉงนงงงวยกับผู้ใหญ่หลายๆคนในวงการข่าวไทย ที่ไปหมกมุ่นมากมายกับไอ้เรื่องพรีเซ็นเตอร์  สอนโน่นสอนนี่ดิบดี ว่าถ้าไปทำแล้วมันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ถึงเวลากลับมีพวกรับเงินผู้อิทธิพล พวกแอบโฆษณาในข่าวเต็มไปหมด แล้วก็ยังโลดแล่นในวงการได้อย่างสบายใจ (ที่แสบคือพวกนี้บางทีก็จะมาวิพากษ์วิจารณ์พวกรับงานพรีเซนเตอร์ซะอีก ทั้งๆที่ตัวเองทำไว้แสบกว่านะ!)

นึกแล้วก็ตลกดี เช่นนี้แหละหนอประเทศไทย ยึดถืออะไรที่มองว่าดูไม่ดี ทั้งๆไอ้ที่เลวร้ายมากกว่ากลับปล่อยผ่านไป ขอแค่อย่าให้ใครรู้ก็พอ

15 ตุลาคม 2011

[thaiflood] ช่วยเหลือนครสวรรค์

ทวีตสเปะสปะไปเรื่อย หาโอกาสมารวมเบอร์ติดต่อทั้งหลายในบล็อก จะได้ง่ายต่อการจัดการครับ

บัญชีเทศบาล: บริจาคเงินมา เทศบาลจะช่วยคิดว่าเอาเงินไปซื้อที่ไหน บัญชีนี้ไว้ใจได้ คนดูแลฉลาดซื้อ ไม่โง่ ไม่โกง
ชื่อบัญชี "เทศบาลนครนครสวรรค์"
ธ.กรุงไทย สาขาถนนสวรรค์วิถี
633-6-02575-6

เทศบาลนครนครสวรรค์: บริจาคของได้ สอบถามข้อมูลโดยทั่วไปก็ได้
คุณจินตนา (เจ้าหน้าที่เทศบาล)
081-887-7233

ศูนย์อพยพสนามกีฬากลาง จ.นครสวรรค์ (ศูนย์ใหญ่): เอาของไปบริจาคก็ได้ หรือติดต่อเพื่ออพยพคนมาก็ได้
คุณปริศนา ผู้อำนวยการศูนย์ (เจ้าหน้าที่กระทรวงพม.)
083-330-4111

ศูนย์ช่วยเหลือที่ปภ.นครสวรรค์: ช่วยเหลือได้จิปาถะ รับของบริจาคก็ได้
หัวหน้าเงาะ
081-887-7657

ทหารช่วยเหลือ: ทีมเร่งด่วน ติดต่อประสานช่วยเหลือคนอพยพออกจากบ้านเรือ ช่วยคนออกจากบ้านเรือน
หัวหน้ากองกิจการพลเรือน มทบ.31 (ค่ายจิระประวัติ นครสวรรค์)
056-255-141
จ่าตุ้ย
081-707-3280

เจ้าหน้าที่ศปภ.(ดอนเมือง)ที่ประสานกับเอมอยู่: เอาไว้เผื่อใครอยากบริจาคของแต่มาจากกรุงเทพไม่สะดวก ไปส่งที่นั่นได้เลย
พี่จักรินทร์
081-466-4441

ส่วนอาสาที่อยากขับรถมาจากกรุงเทพ: การเดินทางทำได้ยาก ต้องอ้อมหลายจุด ควรตรวจสอบจากกรมทางหลวงหรือผู้รู้ก่อนว่ามาทางไหนได้ เข้าใจว่าต้องอ้อมอยุธยามาทางบางบัวทอง และเข้าสุพรรณ แล้วเข้ามานครสวรรค์ทางลาดยาว ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง (จากปกติ3ชั่วโมง)

อีกข้อสำคัญคือ ที่นครสวรรค์น้ำท่วมสูงถึงครึ่งล้อ เพราะฉะนั้นไม่แนะนำรถเล็ก ส่ววนรถกระบะต้องควรต้องยกสูงหน่อย
(16 ตุลาคม 2554)

12 ตุลาคม 2011

[ที่เห็นและเป็นอยู่] มูลค่าของความหวัง

ที่เห็นและเป็นอยู่
มูลค่าของความหวัง: เราจะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปด้วยกัน
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

10/10/2554 10.00.
คือเวลาน้ำไหลทะลักจากแนวสันเขื่อนที่บริเวณตลาดบ่อนไก่ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดนครสวรรค์
ความเชี่ยวกรากของกระแสน้ำ ทั้งจากพายุต่างๆ ทั้งจากเขื่อนภูมิพล และจากเขื่อนสิริกิติ์ เข้ามาเต็มปรี่ที่เมืองปากน้ำโพบ้านเกิดของผม
บางจุดเมตรครึ่ง บางจุดสองเมตร
ส่วนที่บ้านผม แทบมิดศีรษะ


10 นาฬิกาตรงของวันที่ 10ตุลาคม2554 
คือเวลาประมาณการที่แนวสันเขื่อนที่บ่อนไก่ทลายลงมา จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม
บ้างก็ว่าเป็นกลุ่มพนันขันต่อด้วยวงเงิน30ล้านบาท ว่าน้ำจะท่วมปากน้ำโพ ได้ส่งคนมาทำลายพนังกั้นน้ำในช่วงกลางวันแสกๆ
บ้างก็ว่าเป็นเรือชาวบ้าน2-3ลำที่มาจอดซื้อกับข้าวที่บ่อนไก่ แล้วคึกคะนองบึ่งเรือออกไปด้วยความเร็วแรง
พัดพากระสอบทรายด้านบนของเขื่อนพังทลายลงมาหมด


บ้างก็เอาแนวคิดแรกและแนวคิดที่สองมาบวกกัน


ว่าชาวบ้าน2-3คนที่ขับเรือมาซื้อของ รับงานของนักพนันมาทลายเขื่อน


แต่จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม
เช้าวันจันทร์ที่10ตุลาคม2554เวลา10นาฬิกาตรง เขื่อนมันก็ได้ทลายลงมาแล้ว
เขื่อนขนาดความยาวกว่า11กิโลเมตรที่เทศบาลได้วางแผนจัดการมานานหลายปี ได้พังทลายลงมา
พังทลายลงมาเพียงแค่30เซนติเมตร ด้วยความกว้างเพียงแค่30เมตร


ใช่ครับ30เมตรจากทั้งหมด1,100เมตรของทั้งแนวสันเขื่อน


แต่เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว 


เพียงพอที่จะทำให้น้ำพรุ่งพรูไหลทะลักเข้ามาที่ปากน้ำโพ
อย่างไม่จบไม่สิ้น


บันทึกไว้ได้ครับเหตุการณ์นี้
ว่าเขื่อนได้ถูกทลายในช่วงเช้าวันจันทร์ที่10ตุลาคม2554


แต่ที่ยังบันทึกกันยากหน่อย
คือห้วงเวลาที่ความหวังของคนนครสวรรค์ถูกพังทลายลงมาครับ


48ชั่วโมงแรกหลังก้อนน้ำก้อนแรกไหลเข้าสู่ตัวเมืองปากน้ำโพ
คนปากน้ำโพยังคงแลกเปลี่ยนข่าวสารกันด้วยความหวัง 
"นายกตูบเอาอยู่"
"ทหารมาช่วยจากพิดโลกแล้ว"
"หินขลุกเข้าไปถึงแล้ว"


เป็นข่าวสารที่ถูกส่งต่อ เซ็งแซ่ เป็นข่าวที่ถูกส่งต่อกันไป เก็บข้าวเก็บของย้ายหนีน้ำกันไป
ที่มาพร้อมกับข่าวสารคือรอยยิ้มครับ


ผมนั่งเรือจากถนนดาวดึงส์ ผ่านโรงเรียนโพฒิสาร มาถึงที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์
ได้เจอกับรอยยิ้มนับสิบ ยิ้มทักทาย ยิ้มให้กำลังใจ ยิ้มสู้ แม้กระทั่งยิ้มขื่น


ปากน้ำโพเป็นเขตไข่แดงเขตสุดท้าย ที่น้ำท่วมช้าที่สุดของนครสวรรค์
ความจริงต้องบอกว่าเป้นเขตไข่แดงเขตสุดท้าย ที่น้ำท่วมช้าที่สุดของภาคกลางตอนบน


เพราะชัยนาท อุทัยธานี ท่วมไปแล้วก่อนหน้า
จนน้ำไหลไปท่วมอยุธยาแทบทั้งจังหวัด นครสวรรค์จึงเริ่มท่วม
เรียกว่าท่วมช้ากว่าหลายสัปดาห์


ที่ท่วมช้า ก็เพราะว่าความหวังนี้แหละครับ


เขื่อนความยาวกว่า11กิโลเมตร ที่เทศบาลนครนครสวรรค์สร้างมา ก็สร้างมาด้วยความหวังครับ
ความหวังที่ว่า ประวัติศาสตร์น้ำท่วมหนักอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 2538 กระทั่งย้อนหลังไปปี 2485
จะไม่เกิดขึ้นอีกครั้ง


ความหวังที่ว่าประชาชนจะไม่ต้องแบกของหนีขึ้นชั้นสอง
พ่อค้าแม่ขายจะไม่ต้องย้ายออกจากตลาดริมชล
ผู้คนจะไม่ต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติ เป็นหมื่น เป็นแสน
และจะไม่ต้องมีใครบาดเจ็บ เสียชีวิต จากเหตุน้ำท่วมอีก


นั่นคือความหวังของเทศบาลในการลงทุนสร้างเขื่อนแบบครบวงจรในครั้งนี้ครับ
เป็นความหวังที่สมหวัง จนถึงเวลาประมาณ 09:30 ของเช้าวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2554
ก่อนที่หลังจากนั้นไม่นาน ความหวังก็ค่อยๆทลายลงมา
มีคนบอกว่าถ้ารู้เช่นนี้เทศบาลก็ไม่น่าจะต้องไปเสียแรง เสียงบ ลงทุนทำเขื่อนมากมายขนาดนี้ครับ


ทำลงไปแล้วยังไง สุดท้ายก็มีค่าเท่ากัน


ท่วมเหมือนกัน


บ้างซ้ำเติมด้วยว่าถ้าปล่อยให้ท่วมแต่แรก ท่วมตามกระแสน้ำ ไม่ต้องไปทัดทายมัน ปล่อยให้มันค่อยๆท่วมมา


ยังจะดีกว่าท่วมแบบเขื่อนแตกแบบนี้


แต่ที่ผมเห็น ไม่เป็นเช่นนั้นครับ


ปากน้ำโพท่วมช้ากว่าที่อื่น และท่วมช้ากว่าที่ควรจะเป็นนั่นก็ดีแล้ว
ทำให้มีเวลาให้คิดให้อ่าน ให้ขนให้ย้ายกันเท่าที่ทำได้ไปก่อน
มีเวลาตั้ง 2-3 สัปดาห์ ระหว่างที่ดูข่าวจังหวัดรอบข้างน้ำท่วมไปก่อน
เป็น 2-3 สัปดาห์ที่ประชาชนได้รักษาทรัพย์สมบัติ รักษาชีวิตคนไว้ได้มาก


นั่นคือสิ่งที่เราได้กลับมาจากเขื่อนขนาดความยาว11กิโลเมตรกว่าที่เทศบาลได้สร้างไว้
สร้างแนวสันเขื่อนที่เทศบาลสร้างไว้ด้วยความหวังว่าจะกั้นน้ำอยู่
ที่แม้ว่าจะไม่สมหวัง แต่ความหวังที่เราตั้งไว้มันก็ให้มูลค่ากลับมา


เป็นความพยายามที่น่าจะเห็นแจ้งชัดเจน
เพราะหลังเขื่อนพัง น้ำทะลักลงมา


ประชาชนในนครสวรรค์และปากน้ำโพไม่มีใครดุด่าว่ากล่าวผู้บริหารอย่างเทศบาล
หลายคนกลัวว่านายกเทศมนตรีจะเสียใจ เสียใจที่ท้านไม่ได้ทำตามที่หวัง


ส่วนประชาชนส่วนมากเข้าใจ เข้าใจเงื่อนไขและเข้าใจความรุนแรงของกระแสน้ำ
และในอีกทางประชาชนก็สมหวังแล้ว 
สมหวังกับการได้ผู้นำที่ทำงานเต็มที่
สำเร็จไม่สำเร็จนั้น เราเข้าใจ


นั่นคือส่วนที่เห็นและจับต้องได้นะครับ สำหรับมูลค่าแห่งความหวัง
ยังมีส่วนที่จับต้องไม่ได้ แต่มีคุณค่ามากมายมหาศาลอีก


ผมยังไม่ได้ตอบคำถามเลยใช่ไหมครับ
ว่าความหวังของคนปากน้ำโพ ได้ถูกพังทลายไปตามเขื่อนตอนไหน


ที่ยังไม่ตอบ เพราะผมคงตอบไม่ได้ครับ


เพราะเวลาผ่านไปคนตามท้องถนนก็ยังคงตั้งคำถาม
"นายกตูบจะเอาอยู่ไหม?"
"ทหารจะมาช่วยอีกเยอะไหม?"
"หินขลุกเข้าไปถึงหรือยัง?"


ถามไป ให้กำลังใจกันไป


น้ำท่วมถึงบ่าถึงไหล่ แต่ก็ยังส่งใจไปว่าเราต้องสู้กับกระแสน้ำให้สำเร็จจนได้
แม้ว่าในใจจะจำนนกับความรุนแรงของมัน
เป็นความหวังเรือนลาง ห่างไกลกับความเป็นจริง
แต่ความหวังที่แม้จะไกลจากความจริงมันก็มีค่านะครับ


มีค่าในวันที่เราต้องต่อสู้ แบกของ หนีน้ำ
มีค่าในวันที่เราต้องแบ่งปัน อดมื้อ กินมื้อ เพื่อเอาไปช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่า
เป็นความหวัง และเป็นกำลังใจที่ส่งถึงกันและกัน


ทำให้ผมอาจจะไม่มีทางหาคำตอบได้
ว่าคนปากน้ำโพหมดหวังไปตอนไหน
หรืออาจจะไม่เคยหมดไปเลยก็ได้ 
กับความหวังว่าซักวันหนึ่ง เราจะเอาชนะมวลน้ำก้อนเล็กใหญ่
ว่าซักวันหนึ่ง เราจะไม่ต้องมาเจอคนเจ็บ คนตายจากเหตุภัยพิบัติเช่นนี้อีก


ความหวังที่อาจจะไม่ได้เกิดในวันนี้ แต่ต้องทำให้ได้ในสักวัน
นั่นมูลค่าของความหวังที่ประเมินค่าไม่ได้
ความหวังที่ช่วยประคองให้เราเดินหน้าผ่านช่วงนี้วิกฤตินี้ไปให้ได้ ด้วยสองมือของเราเอง


บ้านน้ำท่วมทั้งที ผมมีเรื่องของผมมาเล่าให้ฟังสักหน่อย


ปี2538ที่น้ำท่วมหนักเทียบเท่าครั้งนี้ ผมอายุ11ปีครับ
ยอมรับว่าผมจำอะไรไม่ได้มาก จำไม่ได้ว่าช่วยป๊าม๊าขนของมากมายแค่ไหน
จำได้ลางๆว่าแอบไปงีบพักนึงจนป๊าโกรธใหญ่
ว่าทำไมไม่ไปช่วยขนของเลย


ปี2549ที่น้ำท่วมหนักไม่แพ้กัน ผมอายุ22ปีครับ
โตแล้ว และจำอะไรๆได้มาก แต่เป็นช่วงขวบปีที่วุ่นวายไขว่คว้าที่จะเรียนให้จบให้ได้
ไหนจะวุ่นวายกับกิจกรรมนักศึกษาทั้งทางการเมือง และทางการอาสาอีก
วุ่นวายจนจำได้ว่าน้ำท่วมปากน้ำโพปี2549ผมก็แทบไม่ได้ช่วยเหลืออะไรป๊าม๊าผมขนของเลย


กลายเป็นชะนักติดหลังอยู่สองเล่ม
เล่มแรกตอนเด็ก อีกเล่มโตขึ้นมาหน่อย
ชะนักที่ว่าเราไม่เคยได้ดูแลอะไรครอบครัวเลยยามที่เกิดวิกฤติ
เอาเวลาไปเที่ยวเตร่่ ช่วยเหลือคนอื่น


จนมาถึงปีนี้ ผมดีใจที่สุดทันทีที่รู้ข่าวว่าได้มาทำข่าวน้ำท่วมปากน้ำโพ
เมื่อมาถึงปากน้ำโพแล้วผมก็รีบดิ่งเข้ามาในเมืองทันทีครับ
แน่นอนดิ่งเข้ามาเก็บภาพข่าวไปเล่าในรายการ นั่นอย่างแรก
แต่ที่ใจมันพาเท้าเดินสวนกระแสน้ำ นั่นคือการได้มาหาป๊ากับม๊า


คนรักสนุกอย่างผมไม่ค่อยร้องไห้กับอะไรหรอกครับ
แต่ทันทีที่เรือจะเลี้ยวเข้าบ้านแล้วเห็นสภาพน้ำไหลทะลักผ่านรั้วบ้าน ถึงอกถึงเอว
เห็นแล้วมันใจหายครับ
น้ำตาไหลทะลักออกมาไม่รู้ตัว ไหลทะลักออกมาด้วยความรู้สึกเป็นห่วงพ่อแม่


แต่สุดท้าย ปีนี้ผมก็เดินทางมาหาท่านตอนน้ำท่วมบ้านจนได้ครับ
แต่ก็ได้แค่เดินทางมาหานะครับ ช่วยขนของก็ไม่ได้ทำ ช่วยขับรถหนีก็ไม่ได้แตะ
ได้แค่มากอดให้กำลังใจ พร้อมหอมซักหนึ่งฟอด
ให้รู้ว่าผมยังอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน อยู่ไม่ไกลจากป๊าม๊าเท่าไหร่


เท่านี้แหละครับผมก็เห็นสายตาของทั้งป๊าม๊ามีความสุขขึ้นได้มาก
เพียงแค่การได้รู้สึกถึงการได้อยู่เคียงข้างกัน


เท่านี้แหละครับที่พวกเรา คนไทยด้วยกัน จะแบ่งปันกันได้ในนาทีนี้
ความหวังและการอยู่เคียงข้างกัน


แล้วเราจะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปด้วยกันครับ

05 ตุลาคม 2011

[ที่เห็นและเป็นอยู่] สองนายกรัฐมนตรี: กับการจัดการภาพลักษณ์ว่าด้วยเรื่องลุยน้ำ


ที่เห็นและเป็นอยู่ - เนชั่นสุดสัปดาห์
สองนายกรัฐมนตรี: กับภาพลักษณ์ว่าด้วยเรื่องลุยน้ำ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

เป็นประจำครับ น้ำท่วมทีไร ที่ตามมาติดๆ คือบรรยากาศการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล
ขอถือโอกาสนี้ เล่าเรื่องการทำงานสู้น้ำของนายก แบบที่เห็นและเป็นอยู่หน่อยละกัน

ขอเล่าทั้งของนายกอภิสิทธิ์ และ นายกยิ่งลักษณ์ (ลำดับแบบนี้เพราะจะเล่าเรื่องในอดีตก่อนนะครับ ไล่เรียงกันไปตามเวลาที่ผ่านมา)
มาเล่าในเชิงเปรียบเทียบ ให้เห็นภาพจากภาคสนาม





ขอเริ่มจากนายกคนที่27 นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


ผมตามข่าวการทำงานลุยน้ำท่วมของอดีตนายกอภิสิทธิ์ ที่จ.นครราชสีมา วันที่คุณอภิสิทธิ์ไปโรงพยาบาลมหาราช
จำได้แม่นว่า เป็นช่วงกลางเดือนตุลาคม ย้อนไปนี่ก็จะครบปีช่วงนี้นี่แหละ


จำได้แม่นอีกด้วยว่า เป็นวันที่ภาพออกสื่อของคุณอภิสิทธิ์ ที่หลายคนดูแล้วบ่นหงุดหงิด เพราะหัวหน้าของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลุย ไม่มันส์ ไม่ได้ใจ ไม่เปียก ไม่แฉะ เหมือนที่ใครหลายๆคนคาดหวังไว้

วันนั้นเป็นวันแรกๆ ที่คุณอภิสิทธิ์ลงทำงานเรื่องน้ำท่วม
ก่อนที่วันต่อๆมา ภาพของคุณอภิสิทธิ์จะดูลุย ดูเข้มขึ้น เรียกว่าค่อยถูกอกถูกใจแม่ยกแฟนคลับหน่อย
แต่กว่าจะดูลุยดูเข้มข้นขึ้นได้ เล่นเอาเหนื่อยครับ
ที่เหนื่อยนี่คือทีมงานของคุณอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะทีมคนดูแลเรื่องภาพลักษณ์ออกสื่อ
เรื่องทีมดูแลภาพลักษณ์นี่ ต้องยอมรับครับว่ามีจริง และคิดกันจริง
แต่จะทำจริงได้มากน้อยแค่ไหนแล้วแต่สถานการณ์


นึกย้อนถึงวันที่คุณอภิสิทธิ์ไปโรงพยาบาลมหาราช ต้องบอกว่าเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก ของคนดูแลภาพออกสื่อของนายกพอควร
เพราะได้คะยั้นคะยอ ร้องขอให้คุณอภิสิทธิ์ทำโน่นทำนี่ ให้ภาพที่จะออกทีวีดูลุยหน่อย ให้คุ้มค่ากับที่เดินทางมาลงพื้นที่
แต่คุณอภิสิทธิ์ไม่ค่อยทำตามใจทีมงานซักเท่าไหร่


ยกตัวอย่างความพยายามของทีมคุณอภิสิทธิ์เรื่อง "พับแขนเสื้อ" ละกัน


ใช่ครับ แค่เรื่องรายละเอียดอย่างพับแขนเสื้อนี่ก็สนุกได้แล้ว
วันแรกๆ ทีมดูแลสื่อของคุณอภิสิทธิ์ ที่แม้ว่าใจจริงจะอยากได้ภาพให้หัวหน้าอภิสิทธิ์ลุยน้ำเต็มที่ แบบเปียกเป็นเปียก แฉะเป็นแฉะ แต่สุดท้ายก็ไม่เคยกล้าร้องขอให้คุณอภิสิทธิ์ลุยน้ำ เพราะเอาแค่พับแขนเสื้อ ยังขอแทบไม่ได้เลย
คือเรื่องของพับแขนเสื้อนี่ความจริงมันก็ไม่เกี่ยวกับการทำงานเท่าไหร่หรอก แต่ในฐานะคนดูแลภาพออกสื่อ เขาก็อยากให้ภาพออกมาดูลุยหน่อย เลยร้องขอกับคุณอภิสิทธิ์ไปบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็จะถูกปฏิเสธกลับมา


ถูกปฏิเสธแบบที่ทีมงานมาเล่าให้ผมฟังว่า "ท่านคงรำคาญแล้ว ว่ามายุ่งอะไรกับแขนเสื้อท่านมากมาย"


สำหรับคุณอภิสิทธิ์ การจะให้ใครมาสั่งให้พับเขียนเสื้อ เพียงเพื่อให้ภาพออกสื่อดูได้ใจประชาชน ก็เป็นเรื่องยาก
ซึ่งถือว่าเป็นสไตล์ของคุณอภิสิทธิ์ที่ชัดเจนมาแต่ไหนแต่ไร ชัดเจนในเรื่องความเป็นคนตรงๆง่ายๆในเรื่องนี้ ไม่ถนัดดัดแปลงเพียงเพื่อได้แค่ภาพ แต่เน้นการทำงานในสัมฤทธิ์ผล ซึ่งจากที่ผมสัมผัสมา คุณอภิสิทธิ์สมัยเป็นนายกทำงานเรื่องน้ำท่วม ก็ทำงานประสานงาน ทำงานดี สั่งการเต็มที่ บางทีเต็มที่แต่กับเรื่องประสานสั่งงาน จนอาจจะลืมเรื่องภาพที่คนอื่นจะมองมาผ่านสื่อ


ทำเอาทีมงานปวดหัวไปไม่น้อย



กลับมาที่นายกคนปัจจุบัน นายกหญิงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร



ผมได้สัมผัสการทำงานลุยพื้นที่ของนายกยิ่งลักษณ์ที่อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ 
ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นวันแรกๆในการทำงานเรื่องภัยพิบัตของนายกคนนี้ิเช่นกัน


ความคาดหวังก่อนได้ตามทำข่าว คือนายกยิ่งลักษณ์ น่าจะถนัดบริิหารจัดการภาพออกสื่อ มากกว่าคุณอภิสิทธิ์


ด้วยเพราะประสบการณ์ในการทำงานเอกชน รวมถึงการทำงานด้านสื่อ
และด้วยความเป็นน้องสาวของพ...ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ใช้สื่อประกอบการทำงานของตัวเองคึกคักมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์นายกไทย
เมื่อตามทำข่าวนายกยิ่งลักษณ์จริงๆ แล้วก็ไม่ผิดคาด


"คุณอภิสิทธิ์เขาไปถึงบ้านต้นขนุนใช่ไหม? งั้นเราจะไปให้ถึงบ้านห้วยคอม ไปให้ลึกกว่าคุณอภิสิทธิ์" ทีมด้านสื่อของนายกยิ่งลักษณ์บอกกับผม


เป็นความตั้งใจของทีมนายกยิ่งลักษณ์ ว่าแม้จะมาช้ากว่าคุณอภิสิทธิ์ (ในวันเดียวกัน คุณอภิสิทธิ์มาที่น้ำปาดตอนเช้า ส่วนคุณยิ่งลักษณ์มาถึงตอนบ่าย) แต่ก็ต้องไปให้ลึกกว่าให้ได้ เรียกว่าแพ้เรื่องเวลา แต่ขอให้ได้ชนะเรื่องความลุย ความลึก
ไม่ใช่แค่ทีมงานอย่างเดียว ที่คิดเรื่องภาพที่จะออกสื่อ ตัวของนายกยิ่งลักษณ์ก็คิดด้วยเช่นกัน
สะท้อนออกมาผ่านทุกครั้งก่อนที่นักข่าวจะจ่อไมค์สัมภาษณ์ ที่ต้องมองต้องตรวจก่อนว่าภาพแบคกราวนด์เป็นอะไร
เมื่อออกทีวีแล้วจะดูดีไหม?


ทีมของนายกยิ่งลักษณ์ละเอียดเรื่องภาพออกสื่อมาก
เช่นถ้านายกจะมีภาพแจกของ ก็ต้องเลือกก่อนว่าชาวบ้านคนไหนจะเป็นคนมารับ เลือกดูว่าลำบากจริงไหม เก็บรายละเอียดครบแบบถี่ยิบ
ซึ่งตัวของนายกยิ่งลักษณ์ก็ดูจะรับลูกเรื่องนี้อย่างเต็มใจเช่นกัน


เช่นจังหวะหนึ่ง ที่ทุกคนต้องเดินข้ามสะพาน ท่ามกลางการจับตามองของกล้องโทรทัศน์นับสิบ
สะพานที่น้ำปาด ณ วันนั้น ยังเป็นสะพานชั่วคราวอยู่ เรียกว่าเป็นสะพานที่ขนาดผมซนๆแก่นๆ เวลาจะเดินข้ามยังมีเสียวๆ
เสียวจะพลิกคว่ำ เสียวจะตกน้ำ
และพลันที่นายกยิ่งลักษณ์จะต้องเดินข้ามสะพานนี้ ทั้งทีมงานทั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยต่างก็ยื่นไม้ยื่นมือมาให้ หวังให้นายกมีอะไรจับเกาะขณะเดินข้ามสะพาน


นายกยิ่งลักษณ์กลับพูดสวนขึ้นมาทันทีว่า "ไม่ต้องประคอง ชั้นเดินเองได้ ชั้นเดินมาแต่เด็กแล้ว"


ทีมงานและทีมรักษาความปลอดภัยต่างหุบไม้หุบมือกันแทบไม่ทัน
ภาพนายกยิ่งลักษณ์เดินข้ามสะพานแขวนวั้นนั้น จึงออกมาดูลุย ไม่มีคนประคอง
แม้จะเดินข้ามสะพานเพียงแค่30วินาที แต่นั่นก็แทบทั้งหมดแล้วที่ช่วงเวลาข่าวช่องใหญ่ๆจะมีให้ในแต่ละภาพข่าว
เป็นภาพที่ดูลุย ไม่มีคนประคอง


ที่วันนี้ผมก็ไม่กล้าฟันธงได้ว่านายกยิ่งลักษณ์ ว่าเจตนาให้ออกมาเป็นเช่นนั้นหรือไม่
แต่ต้องยอมรับว่านี่ คือจุดแตกต่างระหว่างสองคนนี้จริงๆ


คนหนึ่งปรับสภาพตัวเองยามจะออกสื่อชัดเจน อีกคนไม่อยากไปดัดแปลง ไม่อยากไปฝืนอะไรมากมาย ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ
ซึ่งสุดท้ายใครจะชอบ-ไม่ชอบแบบไหน คงต้องแล้วแต่รสนิยมและแนวคิดของแต่ละคน



ว่าด้วย"เรื่องภาพ"แล้ว ขอแถมด้วย"เรื่องพูด"ด้วยละกัน


คุณอภิสิทธิ์เวลาลงพื้นที่เจอชาวบ้าน ก็ยังคงพูดแบบนักวิชาการ บางคนอาจชอบเพราะดูมีหลักการณ์ บางคนอาจจะว่าดูทื่อๆแข็งๆไปหน่อย
เวลาชาวบ้านมาร้องมาขออะไร ผมก็มักจะได้ยินคุณอภิสิทธิ์พูดกลับไปว่า "จะเร่งดูให้เต็มที่ครับ" "จะไปตรวจสอบให้นะครับ"
ประมาณว่าตอบให้สบายใจได้บ้าง แต่ยังไม่กล้าผูกมัดอะไรเต็มตัว
ชาวบ้านก็สบายใจแค่ได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องความผิดหวังในภายหลัง
เรียกว่าเจอแล้วอาจจะไม่รักทันที แต่มาคิดถึงอีกทีก็ไม่ต้องเสียใจกับคำพูด


ต่างจากนายกยิ่งลักษณ์
เวลาชาวบ้านมาร้องมาของอะไร ผมก็มักจะได้ยินคุณยิ่งลักษณ์พูดกลับไปว่า "บอกทีมงานให้ดูแลแล้วคะ เราจะจัดการให้เสร็จสรรพนะคะ เรื่องรถเรื่องบ้าน เรื่องการศึกษาของลูก เดี๋ยวเราจะดูแลให้ค่ะ"
รับปากครบถ้วน รับปากแบบจัดเต็ม แบบที่บางทีรับปากมากกว่าที่ชาวบ้านร้องขอซะอีก
ที่น่าเป็นห่วงคือบางทีก็รับปากในสิ่งที่นายกยิ่งลักษณ์อาจจะไม่มีเวลากลับมาทำตามสัญญาไว้ได้
เรียกได้ว่าเจอรับปากปุ้บก็รักปั้บ แต่นานๆไปถ้าผิดนัดเข้า จากที่รักมาก็อาจจะแปรผันเป็นอื่นได้เช่นกัน


เป็นความแตกต่างระหว่างสองนายก ที่สะท้อนไปถึงภาพรวมของสองพรรคได้เลย
อีกพรรคหนึ่งไม่กล้ารับปากอะไรมาก แต่รับรองได้ว่าไม่ค่อยผิดสัญญา
ส่วนอีกพรรค แม้จะทำให้เยอะ แต่ก็รับปากไว้มาก มากจนบางครั้งทำให้ไม่ครบ ตามสัญญาที่ให้ไว้
เล่ามาทั้งหมดนี้ ตามสภาพที่เห็นครับ


เปรียบเทียบ "เรื่องภาพ" กับ "เรื่องพูดที่ดูออกง่ายหน่อย
ส่วนเรื่องการทำงาน ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ที่รับผิดชอบกันหนักน่าจะเป็นบรรดานายกเทศมนตรี นายกอบต. นายกท้องถิ่นต่างๆ


ส่วนระดับนายกรัฐมนตรีนี้ ดูแล้วก็แข่งขันกันอยู่ตรง "ภาพ" กับ "พูด" นี่แหละครับ
คือเชือดเฉือนเรื่องภาพผ่านสื่อ สู่สายตาประชาชน
กับเรื่องพูดประสานจากหน่วยงานภายใน ให้ทำงานช่วยเหลือประชาชนให้ได้ดีที่สุด
ทำดี-ทำไม่ดีแค่ไหน


ไม่มีใครตัดสินได้ดีไปกว่าประชาชนที่ถูกน้ำท่วมนั่นแล

Related Posts with Thumbnails