ที่เห็นและเป็นอยู่ - เนชั่นสุดสัปดาห์ 4 พฤศจิกายน 2554
จั้ดจ์จัด จัดเต็ม
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
"จั้ดจ์จัด" กลายเป็นชื่อที่ปรากฏบนแวดวงสังคม-การเมือง ที่มาพร้อมกับช่วงวิกฤติน้ำท่วม หลังจากคลิปรายการ "จั้ดจ์จัด" ตอนที่สอง ถูกส่งต่อ ถูกแชร์ ถูกรีทวีต จนมียอดคนเข้าไปดูสูงกว่า 350,000 ครั้งในปักษ์เดียว
"จั้ดจ์จัด" เป็นชื่อของรายการที่มาจากคำสองคำ "จั้ดจ์" คือชื่อเล่นของ ธีมะ กาญจนไพริน เจ้าของรายการ "จั้ดจ์จัด" กับคำว่า "จัด" ที่จั้ดจ์บอกไว้ว่าตั้งใจจะมาจัด คือทั้งมาจัดรายการ และมาจัดเต็ม จัดเต็มความคิด จัดเต็มทางความเห็นผ่านทางรายการนี้
ความจริงแล้วรายการ "จั้ดจ์จัด" เกิดขึ้นมากว่าสองปีแล้ว วัยรุ่นหลายคนอาจจะคุ้นเสียงของเราจั้ดจ์กับรายการจั้ดจ์จัด กับบรรยากาศการหยิบยกเรื่องราวข่าวคราวต่างๆมาเล่า สลับกับการเปิดเพลงที่ตรงใจวัยรุ่นทุกเช้าถึงสาย จั้ดจ์จัดเวอร์ชั่นวิทยุครั้งนั้น แม้จะไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนจั้ดจ์จัดเวอร์ชั่นยูทูปครั้งนี้ แต่ก็ได้รับการตอบรับและเรทติ้งที่ดี แต่สุดท้ายรายการก็ต้องปิดตัวลงไป ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ที่จั้ดจ์ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาที่พูดคุยในรายการ
หกเดือนที่จั้ดจ์ ได้โอกาสจัดรายการแบบที่ใจต้องการ รายการวิทยุที่ย่อยข่าวให้วัยรุ่นได้ฟัง จั้ดจ์บอกว่าเป็นความสุขและตอบความต้องการในใจได้อย่างที่สุด จนเมื่อไม่ได้จัดรายการนี้แล้ว ก็เหมือนกับว่าชีวิตเขาได้ขาดหายอะไรไปบางอย่าง
ขาดหายไปซึ่งการได้ตื่นตั้งแต่ตีห้าสี่สิบห้า มาฟังรายการข่าวของคุณสรยุทธ์
ขาดหายไปซึ่งการได้เปิดไมโครโฟน พูดถึงเรื่องราวที่อยากจะพูด ผ่านความคิด ส่งต่อไปให้กับคุณผู้ฟัง
ขาดหายไปซึ่งการได้เปิดมุมมองอีกด้านของตัวเอง มุมที่ไม่เคยได้มีโอกาสให้ใครได้เห็นมาก่อน
นั่นคือสิ่งที่จั้ดจ์สูญหายไปกว่าปีกว่า หายไปพร้อมกับรายการจั้ดจ์จัดเวอร์ชั่นวิทยุ
จั้ดจ์จัดกลับมาอีกครั้ง ในเวอร์ชั่นยูทูบ ซึ่งจั้ดจ์เล่าให้ฟังว่าเกิดจากแรงยุ แรงชวน ของคนรอบข้าง โดยเฉพาะลูกกอล์ฟ (คณาธิป สุนทรรักษ์ เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา Angkriz) ที่จัดรายการผ่านทางยูทูบมาก่อนอยู่แล้ว และก็เป็นลูกกอล์ฟนี่เอง ที่จั้ดจ์ได้พูดคุยก่อนที่จะบันทึกรายการจั้ดจ์จัดตอนที่2 ลงในคืนวันที่21ตุลาคม2554 ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับกว่าหมื่นวิวในวันรุ่งขึ้น เป็นตัวเลขที่จั้ดจ์บอกว่าไม่เคยคาดคิดมาก่อน
"ยอมรับว่าเราก็อยากให้คนดูรายการเราเยอะๆนะ คือการได้นำเสนอความคิดของเราออกไปทางที่สาธารณะ แน่นอนว่าเราต้องอยากให้คนดูเยอะ แต่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีคนดูมากขนาดนี้ 400,000ครั้งในรอบสองสัปดาห์นี่ไม่คาดคิดมาก่อน เพราะจั้ดจ์จัดตอนแรกก็มีคนดูช่วงก่อนที่จะจัดตอนที่สอง นี่มีแค่หลักสองสามพันวิว พอมาถึงจุดนี้ที่คนดูมากขนาดนี้ ต้องบอกว่าประหลาดใจมาก"
หลายคนคุ้นหน้า "จั้ดจ์-ธีมะ กาญจนไพริน" ผ่านทางรายการบันเทิง โดยเฉพาะรายการเพลงของอาร์เอส ซึ่งจั้ดจ์เล่าว่าทำรายการในแวดวงบันเทิงมานานกว่า8ปีแล้ว ทำมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งจั้ดจ์บอกว่าถึงจุดหนึ่ง มันก็ไม่ใช่คำตอบของชีวิตแล้ว
"คือคนในวงการบันเทิงหลายคนจะมีภาพจำ อย่างเราคนก็อาจจะติดภาพตอนทำรายการเปิดเพลง แต่ถึงจุดหนึ่ง ตัวเราก็เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ทำอยู่มันไม่สามารถตอบโจทย์ตัวเราเองได้ แล้วก็เริ่มอยากจะทำประโยชน์อะไรให้กับสังคม ได้มากกว่าที่เราทำๆมา" จั้ดจ์พูดถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เปลี่ยนแบบที่หลายคนไม่เชื่อว่านี่คือความคิดจากคนคนเดียวกัน
ในรายการเคยบอกว่าจะพูดทุกเรื่อง ถ้าช่วงนี้ไม่มีเรื่องน้ำท่วม จะพูดเรื่องอะไร?
“การโยกย้ายข้าราชการ เรื่องพรบ.การพิมพ์ ซึ่งเรามองว่าคุกคามสื่อมากๆ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบาย เช่นเรื่องที่รัฐบาลจะแจกแท็บเล็ต เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเราอยู่แล้ว แต่พอมันเจอปัญหาน้ำท่วม มันก็ซัดเรื่องอื่นๆหายไปหมด เราก็เลยมาพูดเรื่องน้ำท่วม”
เตรียมจั้ดจ์จัดหนึ่งตอน เตรียมตัวนานไหม?
"คือก่อนอัดคลิปเนี่ย อาจจะตัดสินใจเร็ว คือพร้อมแล้วก็อัดเลย แต่เรื่องเตรียมข้อมูลนี่ใช้เวลานาน เราจะมีสมุดที่คอยบันทึกสิ่งที่เราอยากจะพูด เรื่องน้ำท่วมยกตัวอย่างกระทรวงไอซีที ที่เอาเวลามาจับแต่แฮกเกอร์ ทั้งๆที่หน่วยงานในกระทรวงมีทั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา หรือเรื่องประธานศปภ. ที่เราก็สงสัยว่าทำไมไม่เป็นคุณยงยุทธที่ในกระทรวงมหาดไทยมีหน่วยงานช่วยทำงานมากมาย แต่กลับไปเอาคุณประชามา"
"บางอย่างเราเขียนก็ไม่ได้พูดนะ เวลาในคลิปมันมีไม่พอ อย่างวิธีการที่ทีวีไทยเคยเสนอ เรื่องจับคู่บัดดี้เป็นพี่เลี้ยง คือให้หน่วยงานอาสาต่างที่ลงไปช่วยในพื้นที่ต่างๆ ให้พวกเขาช่วยจนสุด ไม่ใช่ไปช่วยเหมือนไปทอดกฐิน ที่ไปเรื่อยๆ ไปหลายๆวัด ไปแล้วก็ปล่อย แต่ไม่เคยรอดูจนเสร็จ รอดูจนน้ำลด สุด้ทายมันแก้ปัญหาไม่หมด"
แต่อย่างน้อยก็ชัดเจนว่าไม่ได้พูดตามอารมณ์ไปซะหมด
"ไม่ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็ตามอารมณ์ไปหมด แต่เราก็ไม่ถึงกับเขียนสคริปท์ เขียนแค่หัวข้อเอาไว้"
ตอนที่ทำตอนที่สองคิดอะไรอยู่?
“คือก่อนทำเราไปนั่งกินข้าวกับลูกกอล์ฟ แล้วลูกกอล์ฟก็ชวนให้ทำ ลูกกอล์ฟถามว่ารออะไรอยู่ พอกลับมาถึงห้องก็เปิดโน๊ตบุคแล้วอัดตอนที่สองเลย แบบที่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย อัดเสร็จ โหลดเสร็จแล้วก็นอน จำได้เลยว่าตอนนั้นประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืน โอ้โห แล้วพอตื่นมานี่ต้องบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเข้ามาดูเยอะขนาดนี้”
สิ่งที่พูดในรายการ โดยเฉพาะตอนที่สอง ถือว่าแรงมาก มีกระแสตอบรับอย่างไรบ้าง?
“ส่วนใหญ่จะเข้ามาชมนะ แต่เข้ามาติมาด่าก็เยอะมาก ซึ่งเราก็เข้าใจ เพราะบางทีบางคำเราย้อนกลับไปดู ก็โหดอยู่เหมือนกัน”
ฟังดูแล้วจั้ดจ์ก็เหมือนจะรู้สึกบกพร่องกับคลิปที่สองบ้าง เคยคิดอยากย้อนเวลาไป แล้วแก้ไขรายการตอนนี้ไหม?
“เรื่องสำคัญคือเรื่องของข้อมูล เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูกันเยอะ ซึ่งต่อไปนี้ก่อนจะพูดอะไร เราต้องเช็คให้ดี คือไม่ใช่เอาข่าวลือจากที่ไหนมาพูด มันเป็นความรับผิดชอบที่มีมากขึ้นหลังคนดูมากขึ้น เพราะยอมรับว่าเราเครียดนะเวลามีใครมาตำหนิเรื่องข้อมูลเนี่ย เราเครียดเวลาเห็นคนเอาข้อมูลมาหักล้างกับเราเนี่ยะ เราเครียดนะ”
“อีกเรื่องคือเรื่องของอารมณ์ในคำพูด อันนี้เราต้องลด ลดอีโมชั่นลงมาหน่อย คือเราอาจจะใช้คำพูดแรงเกินไป แล้วคำพูดที่เราใช้คือใช้กับผู้ใหญ่ ซึ่งแม้เขาอาจจะทำงานไม่ดี แต่สุดท้ายเขาก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เราก็ไม่ควรไปจาบจ้วงรุนแรงขนาดนั้น”
อย่างเช่นจุดไหนบ้าง?
“อย่างเช่นคำว่า "โง่ๆ" คือเราคงไม่พูดแล้ว เพราะมันดูรุนแรงเกินไป อีกอย่างคือชื่อคน คือเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะอะไรมากมาย เราเลยพูดชื่อเต็ม นามสกุลเต็ม แถมท้ายด้วยตำแหน่งอีก จนมีคนเตือนว่าควรจะใช้ฉายาดีไหม หรือเลี่ยงใช้ชื่ออื่นที่ให้คนเข้าใจเองดีไหม รวมๆแล้วใช้อารมณ์มากไป คือจำได้เลยว่าตอนที่อัดคลิปที่สองเราใช้อารมณ์มากเกินไป คือคืนที่เราอัดคลิป เช้าตื่นมา แม่กับพี่สาวถามว่า ไปทะเลาะกับใครมา คือเสียงดังมาก จนเหมือนไปทะเลาะกับใครมา เราใช้อารมณ์มากเกินไป”
อย่างคำว่าโง่ๆ เห็นพูดคำว่า "ประชาชนโง่ๆคนนึง" อันนี้ตั้งใจไหม?
“พูดจริงๆนะ คำว่าประชาชนโง่ๆคนนึง เป็นคำที่โผล่มาตอนที่อัดคลิปเลยนะ คือเวลาเราจะเปลี่ยนเรื่องหรือจะขอพัก เราก็พูดคำนี้ออกมาเพื่อให้เราได้พัก พูดไปโดยไม่คิดว่าจะให้คนติดหู เราแค่พูดออกมาตามจังหวะ แต่กลายเป็นคำที่คนติดหูมากที่สุด”
เคยรู้สึกกลัวบ้างไหม?
“ตอนที่ทำไม่กลัวอะไรเล้ย เพราะเราไม่คิดว่าคนจะดูเยอะ เราก็ปล่อยเบลอ ปล่อยไหลไป แต่ผ่านไปสักสองวันเราเริ่มกลัวแล้ว เพราะมีทั้งเรีื่องพักงาน แล้วอีกเรื่องนี่ไม่น่าเชื่อคือเราโดนเจาะลมยาง”
โดนเจาะลมยาง? คือมั่นใจว่ามาจากคลิป ไม่ใช่เรื่องอื่น?
“มั่นใจ เพราะเราไม่เคยมีศัตรูเรื่องอื่น แล้วลองไปดูในยูทูบมันก็มีคนมาเขียนคอมเม้นท์ที่เรารู้เลยว่าเค้าตามเราอยู่ คือมาเขียนประมาณว่าวันนั้นวันนี้ไปไหนมา แล้วยังมีมาขูดรถอีก มาขูดเหนือเซนเซอร์ถอยหลัง แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้กังวลกับเรื่องพวกนี้มาก เพราะความจริงความพูดของเราไม่ได้มีน้ำหนักในสังคมมากขนาดนั้น”
คำพูดแรงๆ มีทั้งด่าว่าไอ้ตุ้ด หรือมีคนถามว่าเอาแต่ด่า ทำไมไม่คิดจะทำอะไรบ้าง จั้ดจ์คิดยังไงกับมัน?
“ยอมรับนะว่าตอนแรกอยากจะชี้แจง แต่คิดไปคิดมาแล้วไม่ชี้แจงดีกว่า 4-5วันแรกไม่ตอบโต้เลย ไม่เข้าไปดูเลย ส่วนหนึ่งคืิอดูไปแล้วเครียด คือเป็นธรรมดาของคน เวลามีคนมาด่ามากๆเราก็เครียดนะ”
คนชมก็เยอะไม่ใช่หรอครับ?
“นิสัยเรามันก็ดันเลือกดูแต่คำด่า พออ่านมากๆเข้าเราก็เครียด ส่วนเรื่องไม่ลงไปช่วย จริงๆแล้วแล้วเราก็ไปช่วยนะ ลงพื้นที่มาสองครั้ง คืออาจจะน้อย แต่ประเด็นคือความจริงคนเรามีหลายหน้าที่ให้ทำ อย่างคนที่บอกว่าทำไมเราไม่ไปเป็นนายกซะเอง ทำไมไม่ไปลงการเมือง คือทุกคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง เราได้มอบหมายหน้าที่ให้กับผู้แทนของเราไปแล้ว ตอนนี้เราก็มีหน้าที่ที่จะวิจารณ์ ไม่งั้นทุกคนที่วิจารณ์ศปภ.คงต้องไปเป็น คณะกรรมการบริหารของศปภ.ให้หมด ซึ่งมันไม่ใช่ อย่างเรา เรารู้ตัวว่าเรามีทักษะด้านการสื่อสาร เราก็ทำในสิ่งที่เราถนัดในการส่งต่อความคิด เริ่มจากสิ่งที่เราคิด
ส่วนพวกคำด่า ด่าว่าไอ้ตุ้ดอะไรพวกนี้เนี่ย เราไม่เครียดเลยนะ เป็นเรื่องที่เราอ่านแล้วนั่งขำมากกว่า เป็นช่วงผ่อนคลายมากกว่า (จั้ดจ์พูดไปหัวเราะไป)”
มีใครมาห้ามบ้างไหม?
“ก็มีบ้าง รุ่นพี่ที่รู้จัก เพื่อนๆ แต่นักการเมืองหรือศปภ.อะไรนี่ไม่มีครับ”
เจอหนักขนาดนี้เคยมีบางห้วงเวลาไหม ที่คิดจะลบคลิปนั้นออกจากอินเตอร์เน็ท?
"มีครับ ต้องบอกว่ามันส่งผลกระทบถึงเรื่องงาน แล้วเราก็ไม่ใช่คนที่มีงานเยอะแยะ เราก็มีเท่าที่มี ทำไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ดาราคิวทอง ยอมรับว่างานบางงานเสียไปจากการทำคลิปนี้ เคยไปโพสท์ในเฟซบุคว่า คนบางคนเสียคนเพราะเรื่องเงิน ซึ่งเราก็เป็น เราก็เคยมีห้วงเวลานั้น ห้วงที่อยากจะลบคลิปแรงๆนี้ไปให้หมด แล้วก็ลืมไปเลยว่าเราเคยพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบที่เราเคยใช้มา”
แต่สุดท้ายก็ไม่ลบ?
"ไม่ลบครับ ยังไงก็ไม่ลบ คำตอบสุดท้ายที่ทำให้ตัวเองไม่ลบ คือจั้ดจ์คิดว่าต่่อให้เราลบ แล้วเรากลับไปทำงานตามปกติ เราก็เชื่อเหลือเกินว่าซักวันหนึ่ง เราก็จะพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาอยู่ดี เพราะมันคือสิ่งที่เราคิด จะหนีไปไหนไม่ได้ มันคิือข้างในของเราที่เราอยากทำออกมา อยากทำจริงๆครับ อยากให้คนอยากดูข่าว อยากให้คนไทยเห็นคุณค่าของข้อมูลข่าวสารมากกว่าเรื่องบันเทิง เพราะจั้ดจ์รู้สึกว่าคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เวลามีเรื่องราวข่าวสารไหนที่เขาไม่เข้าใจ เขาก็จะไปค้นคว้า ไปหาข้อมูลมาเพื่อคลายสงสัยให้ได้"
มีคนบอกว่าจั้ดจ์อยากดัง?
“คืออย่าใช้คำว่าอยากดังเลย แต่แค่อยากจะบอกให้ทุกคนรู้ว่านี่คือตัวตนของเรา นี่คือตัวของเรา คือจั้ดจ์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนหน้าฉากของตัวเอง เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก็อยากให้คนรู้ว่าเราเป็นคนแบบนี้ เราคิดของเราแบบนี้ แล้วก็กล้าพูดนะว่าเราหวังว่าจะมีคนดูเยอะ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดจะมาโฟกัสทำยอด ว่าคนจะต้องดูมากมายเท่านั้นเท่านี้”
คือถ้าคนดูเยอะ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย?
“ใช่ คือลึกๆแล้วก็ภูมิใจนะ ที่มีคนดูเยอะขนาดนี้ เป็นหมื่นเป็นแสนขนาดนี้ แต่ถ้ามองแบบตื้นๆหน่อย ก็พูดตรงๆว่ากลัวว่างานจะหายไปหมด อันนี้ยอมรับ คือเราต้องหาเลี้ยงครอบครัวอยู่ ยังต้องดูแลบ้านเราอยู่ คือถ้าเราอยู่ตัวคนเดียว ก็คงกล้าทำกว่านี้ แต่เราต้องหาเงิน เลี้ยงดูพ่อแม่ด้วย”
“คือประเทศไทยยังไม่ได้เปิดกว้างความคิดทางการเมืองขนาดนั้น จั้ดจ์มองเวลาประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเวลาดาราเขาออกมาประกาศสนับสนุนพรรคนั้นพรรคนี้ เขาทำได้เต็มที่ แต่คนก็ไม่ได้ไปตัดสินอะไรจากตรงนั้น คือสุดท้ายถ้าชอบก็คือชอบที่ผลงาน ไม่ใช่แนวคิดทางการเมือง”
แต่ว่ารายการตอนที่3อาจจะเบาลง?
“ใช่ครับ คืออย่างที่เคยบอกไปว่าก้าวต่อจากคลิปตอนที่สอง จะเป็นก้าวที่ยากลำบากขึ้น เพราะเราต้องหาจุดพอดีของรายการเราให้ได้ จะแรงเหมือนเดิมก็อาจจะไม่ได้แล้ว ซึ่งก็ทำใจไว้แล้วว่าคงจะมีคนบอกว่าทำไมซอฟท์จัง”
เคยจัดรายการทาง Voice TV ด้วย ทั้งๆที่เป็นสื่อที่มีความสัมพันธ์กับเครือข่ายคุณทักษิณ?
“ยอมรับว่าเคยครับ ยอมรับด้วยว่าไปจัดเพราะรายได้ครับ แต่รายการที่เราไปทำคือรายการ Men in Trend ซึ่งเนื้อหาไม่เกี่ยวกับการเมือง และตอนนี้เราก็ออกมาแล้ว ออกมานานกว่า2ปีแล้ว รายการที่รีรันอยู่ตอนนี้ เป็นเทปทั้งนั้นครับ”
จัดศปภ.เต็มๆขนาดนี้ ถามจริงๆความคิดทางการเมืองเป็นอย่างไร สนับสนุนประชาธิปัตย์อยู่หรือเปล่า?
“จุดยืนทางการเมืองอย่างเดียวที่มี คือเราจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือจะเป็นคนสีไหนมาจากพรรคไหน มาต่อต้าน แอนตี้ท่าน เราจะไม่ชอบเลย อันนี้พูดตามตรง”
“ส่วนเรื่องจุดยืนทางการเมือง ยกตัวอย่างถ้ารัฐบาลตอนนี้มีคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วยังมีแนวทางการบริหารจัดการบ้านเมืองอยู่แบบนี้อยู่ คลิปก็ต้องมี ถ้าทำงานแบบนี้คลิปก็ต้องมีอยู่แล้ว เพราะมันคือความเดือดร้อนของประชาชน แม้ว่าความที่เรารักและปกป้องสถาบัน เราเลยเอียงไปทางฝั่งประชาธิปัตย์มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ด่าเค้าเลยถ้าเค้าทำผิด”
เพราะฉะนั้นจั้ดจ์จัดทำไปเรื่อยๆ จนถึงตอนที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แล้วทำอะไรที่มันเส็งเคร็งห่วยๆ ก็ต้องมีจัดกันบ้าง?
“มันก็ต้องมีอยู่แล้ว มันเป็นธรรมชาติของรัฐบาลที่จะต้องโดนด่า มากกว่าฝ่ายค้าน”
จัดมาให้ครับสำหรับจั้ดจ์จัด ที่เจ้าตัวยอมรับเองว่าแม้จะเอนเอียงทางการเมืองไปข้างใดข้างหนึ่งบ้าง แต่สุดท้ายคลิปที่จัดมาอยู่ก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ทางสังคม ที่จะช่วยตรวจสอบรัฐบาล







