27 กันยายน 2011

[ที่เห็นและเป็นอยู่] บันทึกฟุตบอลกระชับมิตร: บนเส้นทางของเสื้อแดง


ที่เห็นและเป็นอยู่
บันทึกฟุตบอลกระชับมิตร: บนเส้นทางของเสื้อแดง
นภพัฒน์จักษ์  อัตตนนท์



1. ในวันเดินทางไป

"เนชั่นของคุณสุทธิชัย หยุ่นเนี่ยอะหรอ?"  เสียงปลายสายถามผมกลับมา ระหว่างที่ผมโทรศัพท์ไปจองที่นั่ง เพื่อร่วมขบวนทัวร์เสื้อแดง เดินทางจากกรุงเทพไปพนมเปญ เข้าชมฟุตบอลนัดกระชับมิตรระหว่างคนเสื้อแดงและกัมพูชา

"ใช่ครับๆ ผมเป็นนักข่าวเนชั่นของคุณสุทธิชัย หยุ่นนี่แหละครับ ช่วยจองให้สองที่นั่งนะครับ ผมจะไปทำข่าวหนะครับ" ผมยืนยันกับปลายสาย พร้อมกับแลกเปลี่ยนรายละเอียด วิธีการโอนเงิน การจองที่นั่ง ที่นอนจนครบครัน

"ใครมามั่งเนี่ย? คุณกนกกับคุณธีระจะมาด้วยไหม?" ปลายสายถามผม
"ไม่หละครับ มีแค่ผมกับช่างภาพครับ" ผมตอบแล้ววางหูไป

หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น ผมจึงได้มาเจอกับคนเสื้อแดง150คน บนรถทัวร์คันใหญ่3คัน ที่เริ่มออกเดินทางตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าของวันศุกร์ที่ 23 กันยายน มีเป้าหมายที่กรุงพนมเปญ ซึ่งคาดว่าคงใช้เวลาไม่น้อยกว่า14ชั่วโมง เป็นการเดินทางบนรถที่ยาวนานที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตผม และที่สำคัญ เป็นการเดินทางกับกลุ่มคนที่ผมไม่เคยได้เจอะเจอพูดคุยมาก่อนในชีวิต

"น้องเอมไปกับพวกเราได้นะ แต่พี่ขออย่างเดียว ช่วงเวทีเสวนาพี่ห้ามเข้าไปถ่ายภาพนะ" ผู้จัดทัวร์เสื้อแดงครั้งนี้บอกกับผมระหว่างเดินทาง เธอพูดถึงเวทีเสวนาการเมืองในวันรุ่งขึ้น ที่จะมีจักรภพ เพ็ญแขมาเป็นผู้พูดบนเวที ผมรับปากจะไม่เข้าไปในห้องเสวนานั้น เพราะอยากเข้าร่วมเดินทางไปกับทัวร์ตลอดทั้งวันแบบสบายใจ

พูดถึงเรื่องของการห้ามฟัง ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ถูกห้ามพูด
การเดินทางกว่า16ชั่วโมงทำให้ผมได้ยินประโยค 
"อะไรพูดที่ประเทศไทยไม่ได้ ก็มาพูดที่เขมรนี่แหละ!" อยู่บ่อยๆ
มักจะเป็นประโยคตั้งต้น ก่อนที่จะมีการจับกลุ่มพูดคุยในเรื่องต่างๆ ที่เมื่อผมได้เข้าไปฟังแล้ว บางเรื่องก็พูดได้ แต่บางเรื่องก็อาจจะพูดในประเทศไทยไม่ได้จริงๆ

อีกด้านหนึ่ง การเดินทางในวันนั้นต้องถือว่าเต็มไปด้วยสีสันครับ ผมได้สัมผัสพูดคุยกับคนเสื้อแดงที่โดยรวมแล้วเป็นคนน่ารักและสนุกสนาน และก็มีเรื่องราวสนุกๆที่ได้พบเจอ อย่างเรื่องของความภูมิใจในความเป็นเสื้อแดงที่เกิดบนโต๊ะอาหารมื้อหนึ่ง ที่เมืองบัตตัมบอง กัมพูชา
ที่ทันทีที่พวกเราทานอาหารเสร็จแล้ว เด็กเสิร์ฟได้นำของหวานมาวางไว้บนโต๊ะ 
ของหวานมื้อนั้นเป็นขนมชั้น ขนมที่ต้องใช้ส้อมในการจิ้มทาน
ความสนุกมันอยู่ตรงส้อมนี่แหละ

บนโต๊ะอาหารมีคนนั่งทานอยู่แปดคนตามมาตรฐานทั่วไป
ทางร้านจึงจัดเตรียมส้อมมาให้แปดอัน ซึ่งเรื่องราวมันเป็นประเด็นขึ้นเพราะสีสันของส้อมทั้งแปดนี่แหละ
ส้อมแปดอัน แบ่งเป็นสีแดง น้ำเงิน เขียว และ เหลือง อย่างละสองอัน สี่สี สีละสองอัน รวมเป็นแปดอันพอดิบพอดี
ความที่ส้อมสีแดงมีแค่สองอัน คนเสื้อแดงหกคนจึงเกิดอาการแย่งชิงส้อมสีแดงสองอันกันอย่างสนุกสนาน
แย่งกันแบบเล่นๆ แต่แอบออกอาการเอาจริงเอาจัง
แสดงออกถึงความภูมิใจในความเป็นคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่

ในความเป็นเสื้อแดง เมื่อเดินทางมาถึงกัมพูชา ก็ยังสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย
เพราะการต้อนรับของกัมพูชา ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่มีต่อคนเสื้อแดงต้องถือว่าอยู่ในระดับวีไอพี
"บัตรสมาชิกนปช." สามารถใช้แสดงตนในที่ต่างๆได้อยู่เสมอๆ 
เช่นตอนที่เข้าชมฟุตบอล 
เช่นตอนที่มีปัญหาอะไรกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

เรียกว่าถ้าโชว์บัตรนี้เมื่อไหร่ จะได้รับการปฏิบัติชั้นเลิศ

ยังไม่นับชาวเขมรหลากหลายคนที่ต้อนขับสู้คนเสื้อแดงอย่างดี
เอาแค่สองวันที่ผมอยู่ที่กัมพูชา ก็มีคนเขมรแวะมาทักทายอยู่ตลอด
"คนเสื้อแดงใช่ไหม? พวกเราชอบคนเสื้อแดง หยิงลักษณ์ ชินาวัตรา (ตามสำเนียงเขา) เบอร์หนึ่งดีที่สุด พวกเราชอบคนเสื้อแดง ไม่ชอบอภิสิทธิ์!" คือหนึ่งในตัวอย่างคำพูดที่ผมได้เจอ ช่วงระหว่างการเดินทางไปพนมเปญ

เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ ที่แสดงถึงความกลมเกลียวระหว่างคนเสื้อแดงและกัมพูชา ที่มีอยู่ในทุกหย่อมหญ้า ได้เป็นอย่างดี



2. ในวันกระชับมิตร


ผมยืนอยู่ที่หน้าปรัมพิธีของการแข่งขัน ในวินาทีที่สมเด็จฮุนเซ็นผู้นำกัมพูชาเดินลงสู่สนาม
อยู่ในจุดที่ได้ยินเสียงประชาชนทั้งชาวไทยและกัมพูชารวมกว่าหมื่นคนส่งเสียงโห่ร้องต้อนรับ

ในวินาทีที่สมเด็จฮุนเซ็นกำลังจะเดินลงสนาม
เมื่อมองไปใกล้ๆ ก็ได้เห็นคนไทยไม่น้อย ยื่นมือยื่นแขนเข้าสวมกอดแสดงความรักและชื่นชมผู้นำกัมพูชาอยู่อย่างต่อเนื่อง


หันไปอีกทางก็เห็นป้าย "We Love Hun Sen" พร้อมได้ยินเสียงคนไทยตระโกน "แคมพูเชียสู้ๆ! แคมพูเชียสู้ๆ!" จากกองเชียร์เสื้อแดงไทยอยู่อย่างต่อเนื่อง
ทำให้นึกได้ว่าสมเด็จฮุนเซ็น เป็นอีกบุคคลที่สะท้อนความรู้สึกที่แตกต่างในสังคมไทยได้มาก ระหว่างรัก ระหว่างชัง ไม่ต่างจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเลยแม้แต่น้อย

"คนกัมพูชาที่ติดตามดูการฟุตบอลนัดนี้ เพราะอยากเห็นสมเด็จฮุนเซ็นนายกของเราเล่นฟุตบอล เพราะปกติท่านจะตีกอล์ฟกับเล่นวอลเลย์บอล ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เห็นท่านใส่กางเกงขาสั้น เตะฟุตบอล" สม ไชยา บรรณาธิการข่าวสถานีโทรทัศน์CTN พิธีกรในงานเล่าให้ผมฟัง


"ที่คนรอดูฟุตบอลนัดนี้กันมากเป็นเพราะสาเหตุอะไรกันแน่?" ผมถามซ้ำ หลังจากได้ยินว่าฟุตบอลนัดนี้ได้รับการถ่ายทอดสดผ่าน2สถานีโทรทัศน์ในกัมพูชา มีคนติดตามทั้งในและนอกสนามมหาศาล
"หลักๆเขาก็อยากดูสมเด็จฮุนเซ็นเล่นฟุตบอล คืออยากเห็นท่านมีสุขภาพแข็งแรงด้วย การได้เห็นผู้นำของประเทศลงมาเตะฟุตบอลถือเป็นเรื่องที่ทำให้คนกัมพุชาดีใจมากๆ" สม ไชยาอธิบาย


"แล้วสาเหตุอื่นหละ เรื่องการเมือง เรื่องการกีฬา?" ผมถาม
"ก็มีบ้าง เราก็อยากสนับสนุนให้เยาวชนกัมพุชาเล่นกีฬามากๆ ซึ่งฟุตบอลนัดนี้ก็ถือเป็นการโปรโมทอย่างหนึ่ง แต่เรื่องการเมืองนี่ไม่เท่าไหร่ เค้าไม่ได้คิดไปไกลขนาดนั้น" สม ไชยาเล่าให้ฟัง

"คนที่นี่เขารู้จักคนเสื้อแดงที่มาเตะฟุตบอลนี้มากน้อยแค่ไหน?" ผมถามทันทีที่เหลือบไปเห็นณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เปิดบอลให้กับสมเด็จฮุนเซ็นทำประตู
"ก็รู้จักนะ ณัฐวุฒิ จตุพร ก่อแก้ว หมอเหวง คนกัมพูชาก็รู้จัก เพราะคนที่นี่เขาได้ดูเอเชียอัพเดทด้วย เพราะที่นี่เคเบิ้ลช่องต่างๆก็มาเปิดเยอะ เราก็ปล่อยให้เป็นอิสระ ให้คนได้รับชมกันอย่างเสรี" สม ไชยา ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสื่อเล่าให้ผมฟัง

ตลอดช่วงการพูดคุยกับสม ไชยาผมเห็นถึงแววตาแห่งความภาคภูมิใจในการได้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับคนกัมพูชาและเจ้าหน้าที่ ซึ่งนักฟุตบอลคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสได้ลงสนามได้อธิบายสั้นๆว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็น "Historical Event" ของกัมพูชา ที่คนที่มีส่วนร่วมจะยินดีปรีดาและภูมิใจเป็นอย่างมาก

และที่สำคัญมันยังสะท้อนภาพออกทางสื่อในวันรุ่งขึ้น ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ไทย-กัมพูชา ฮุนเซ็น-ทักษิณ คนเสื้อแดง-คนเขมร ได้เป็นอย่างดีด้วย กับภาพคนไทยชูป้าย "We Love Hun Sen" ที่ปรากฎบนหน้าสื่อขายดีอย่างหนังสือพิมพ์เกาะสันติภาพเดลี่

เป็นภาพที่ปรากฎบนหน้าข่าว ทั้งในกัมพูชา และสายตาชาวโลก



3. ในค่ำคืนการเลี้ยงฉลอง


เสียงเพลงวันเพ็ญเดือนสิบสองดังมาจากแกรนด์บอลรูมของโรงแรมแคมโบเดียน่า
ท่วงทำนองคุ้นหู ช่วยให้ผมจำเพลงนี้ได้ แม้ว่าสำเนียงการร้องของนักร้องชาวเขมรจะแตกต่างไปจากสำเนียงของคนไทยไปบ้าง
แต่ความตั้งใจในการเอนเตอร์เทนผู้ฟังของเธอมีเต็มที่ 

หลุดจากเวทีมา ผมเห็นแกนนำเสื้อแดงที่คุ้นหน้าจากเวทีราชประสงค์ครบทุกคน ทั้งณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, จตุพร พรหมพันธ์, หมอเหวง โตจิราการ, ก่อแก้ว พิกุลทอง และแกนนำรายย่อย ทั้งแรมโบ้อีสาน, จ่าประสิทธิ์, เจ๋ง ดอกจิก กำลังรำวงไปกับเพลงวันเพ็ญเดือนสิบสองกันอย่างสนุกสนาน

เผลอแว้บเดียวก็ได้เห็นพี่เต้น-ณัฐวุฒิรินไวน์ให้กับภรรยาแก้ม-สิริสกุลดื่ม แบบไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นประเด็นบนเฟซบุคเหมือนคราก่อน
อีกทางก็ได้เห็นอ.ธิดา โตจิราการ ประธานนปช.ที่เดินทางมาพร้อมกับหมอเหวง รำวงอยู่กลางฟลอร์

เป็นภาพแกนนำแดง “เกือบครบหน้า” ที่เคยพบเจอที่เวทีราชประสงค์ คึกครื้นคลุกเคล้าความสัมพันธ์กับกัมพูชา ที่ต้องรับขับสู้อย่างเต็มที่

ที่ต้องบอกว่า “เกือบครบหน้า” เพราะแกนนำแดงที่หลายคนจับตาอยากเจออยู่ อย่างกี้ร์-อริสมันต์ พงษ์เรืองรองกลับไม่ได้ปรากฎที่ฟลอร์เต้นรำของโรงแรมแคมโบเดียน่า สถานที่สังสรรค์ตามที่นัดหมายกันไว้กับสื่อ

แต่ “พี่กี้ร์-สไปเดอร์มันต์” กลับไปโผล่อยู่อีกหนึ่งโรงแรม แบบไม่มีใครทราบ ไม่มีใครเห็น โดยเฉพาะสื่อ
จะมีที่รู้ก็เพียงแค่คนเสื้อแดงวงใน 
ที่กว่าจะรู้ว่าแกนนำกี้ร์อยู่ที่ไหนก็ตกค่ำ
กว่าจะเดินทางไปหาก็เหลือเวลาให้พบปะถ่ายรูปน้อยเหลือเกิน

ยิ่งกับขบวนนักข่าวยิ่งแล้วใหญ่ งานนี้เรียกว่าตกแทบยกชุด
จะมีก็ทีมสำนักข่าวเนชั่น ที่ไหวตัวทัน ได้เข้าไปพูดคุยกับสไปเดอร์มันต์ 
จนรอบนี้ได้เรื่องแหกด่าน พรางตัว หลบกระสุนแสนนัดกลับมาฝากให้อ่านกัน


4. ในวันสัมภาษณ์จักรภพ


อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง คือแกนนำที่ผมไม่ได้เจอ
จักรภพ เพ็ญแข คือแกนนำที่ผมได้พบเจอ

เดิมทีผู้จัดงานเสวนาของจักรภพปิดช่องทางที่ผมจะได้สัมภาษณ์อย่างเด็ดขาด
ย้ำว่าห้ามเข้างานเสวนา ห้ามถ่ายรูป
พูดคุยได้ แต่ยังไม่ให้สัมภาษณ์

จนผมได้เจอตัวกับพี่เอก-จักรภพ จึงเอ่ยปากขอสัมภาษณ์กันโต้งๆตรงนั้น 
ต่อหน้าทีมงานที่ห้ามผมมาตลอดนั่นเลย
“สัมภาษณ์ออกเนชั่นหรอ? ได้นะๆ แต่ขออย่าถ่ายให้พี่ดูอ้วนละกัน” จักรภพ เพ็ญแข ตอบรับให้สัมภาษณ์แบบสบายอารมณ์ ผมตบปากรับคำว่าจะถ่ายไม่ให้คุณจักรภพดูอ้วน


การสัมภาษณ์จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างกระทันหัน ต่อหน้าทีมรักษาความปลอดภัยและทีมงานของคุณจักรภพไม่น้อยกว่า6คน

“ช่วงนี้ผมก็เป็นผู้ลี้ภัยจากกระบวนการยุติธรรมไทย ต้องการที่จะมาเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของคนในโลก เพื่อจะมองกลับมาที่ประเทศไทยว่า มีปัญหาอะไรบ้างที่ต้องแก้ ขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้พี่น้องคนไทย คิดหาทางแก้ไขปัญหาด้วยกันเอง เพราะฉะนั้นช่วงนี้ ก็ถือเป็นผู้สังเกตการณ์จากภายนอก” คุณจักรภพอธิบายตำแหน่งและหน้าที่ที่ตัวเองทำอยู่ในขณะนี้ พร้อมเล่าถึงภารกิจที่ทำอยู่ในช่วงนี้ เช่นการออกเยี่ยมเยียน อธิบายแนวความคิด รับฟังแนวความเห็น ติดต่อสานสัมพันธ์ คนเสื้อแดงที่มีอยู่ในทั่วโลก ซึ่งจักรภพยืนยันว่า “เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมายมหาศาล”

“ฟังดูแล้วน่าจะต้องเดินทางบ่อย มีที่ไหนที่อยู่ประจำไหมครับ หลายคนบอกว่ากัมพูชานี่แหละ?” ผมถาม
“หลายที่ครับ อย่างกัมพูชาก็เป็นที่หนึ่งที่เดินทางเข้าออกเป็นระยะๆ คือการต่อสู้แบบเรามันอยู่ที่ไหนนานไม่ได้หรอกครับ มันหนักใจเจ้าของประเทศเขา ถึงแม้ว่าเขาจะสนับสนุนเราทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมีมารยาท ไม่สร้างปัญหาให้กับใครเขา ถึงแม้เขาจะไม่ได้แสดงกิริยาว่ารังเกียจใดๆ แต่เราก็ต้องรู้สึกก่อน ก่อนที่เขาจะแสดงท่าที” จักรภพพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา

“ชนชั้นนำในประเทศไทย มีแนวคิดดูถูกเพื่อนบ้าน ดูถูกกัมพูชา ดูถูกพม่า ดูถูกเวียดนาม ดูถูกลาว ซึ่งแนวความคิดพวกนี้ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องเขตแดน เรื่องโบราณปราสาทต่างๆ จึงเป็นปัญหาไปหมด” จักรภพเล่า พร้อมเล่าด้วยว่าสมเด็จฮุนเซ็น เคยบอกว่า “ทุกครั้งที่มีรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย จะไม่เคยต้องมีปัญหาระหว่างประเทศ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลอำมาตย์ จะสร้างปัญหาเสมอๆ”

“กับคุณทักษิณคุณจักรภพได้พูดคุยเรื่องอะไรบ้าง?” ผมต้องเปลี่ยนประเด็นอย่างรวดเร็ว เพราะมีเวลาสัมภาษณ์จำกัด
“ต้องบอกก่อนว่าไม่ได้เจอบ่อยครับ แต่ถ้าได้เจอก็จะให้กำลังใจท่าน เพราะท่านมีภาระทางการเมืองต้องทำอยู่เยอะ ขณะเดียวกัน แต่ที่ทราบคือช่วงเวลาที่ผ่านไป ก็ทำให้คนเข้าใจท่านทักษิณมากขึ้นเยอะ ดีกว่าที่ผ่านมามาก แต่ขณะเดียวกันเราต้องทำให้ความรักที่คนมีต่อท่านทักษิณ เป็นความรักที่สร้างสรรค์ ที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น เพราะเราไม่ต้องการจะสร้างลัทธิคลั่งหรือบูชาบทคนขึ้นมาแทนที่กัน เราควรจะก้าวข้ามจากเกมเด็กไปสู่เกมผู้ใหญ่ ด้วยการที่ทำให้คนทั้งหลายในบ้างเมืองเกิดความเคารพนับถือ วันแมนวันโหวต เคารพในสิทธิทางการเมืองของกันและกัน และจากนั้นเราจะสามารถที่จะสร้างระบอบการปกครองที่มันยอมรับนับถือทุกคนได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นการที่คุณทักษิณได้รับความนิยมนั้นก็ดี แต่ยังไม่สำคัญเท่ากับการนำความนิยมนั้นไปสร้างระบอบประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง” คุณจักรภอธิบายยาว ตามสไตล์ที่คุ้นตา

“เมื่อซักครู่คุณจักรภพก็บอกเองว่าคุณทักษิณมีภารกิจทางการเมืองเยอะ ซึ่งแม้กระทั่งคนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยเองบางคนก็ติงว่าคุณทักษิณเข้ามามีบทบาทกับรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์มากไปหรือเปล่า คุณจักรภพคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?” ผมถาม
“ผมว่าคุณทักษิณไม่ได้อยากยุ่งกับการเมือง แต่ท่านอยากยุ่งกับประชาชน เพราะฉะนั้นเวลาท่านเดินทางไปที่ไหน มวลชนเขาก็อยากไปหาท่าน แล้วท่านก็คงไม่ปฎิเสธการที่จะได้พบปะพูดคุย แลกเปลี่ยนความเห็นกันตามประสาคนที่รักระบอบประชาธิปไตย ตรงนี้คงไม่ใช่การเมือง ส่วนของรัฐบาลในตอนนี้ ผมคิดว่าทุกๆรัฐบาลที่ผ่านมา จะต้องได้รับอิทธิพลในทางใดทางหนึ่ง จากคนไทยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอยู่แล้ว เราต้องมองว่ารัฐบาลเป็นร่างทรงทางประชาธิปไตย ที่สามารถเปิดโอกาสให้คนร่วมแสดงความเห็นได้ ซึ่งผมก็มองว่าเราก็ไม่ควรไปตัดคุณทักษิณออกจากโอกาสในการรับฟังความเห็น เพียงแต่รัฐบาลประชาธิปไตยต้องรับฟังความเห็นคนอื่นๆด้วย” คุณจักรภพตอบ

“ผมอยู่ที่เมืองไทยตลอด คุณจักรภพจะคล้ายกับคุณทักษิณอยู่อย่าง ตรงที่แม้จะมีคนรัก แต่ก็มีคนไม่ชอบอยู่มาก คุณจักรภพมองเรื่องนี้อย่างไร” ผมถาม
“ขอบคุณที่ถามเรื่องนี้ ผมคิดว่าคนที่ไม่ชอบผม ไม่เห็นด้วยกับผมเนี่ย คือกลุ่มเป้าหมายต่อไปที่ผมจะต้องไปอธิบายให้เขาฟัง คนที่รักกันมันไม่ต้องคุยกันเยอะแล้ว เพราะเข้าใจกันอยู่แล้ว แต่ในกลุ่มคนที่ไม่เข้าใจนี่ต้องคุยเยอะ และมันคืองานด้านประชาธิปไตย เพราะความเห็นที่ไม่ตรงกันถือเป็นสรณะทางประชาธิปไตย ผมเลยไม่ถือว่าความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันเป็นปัญหา และมิหนำซ้ำ ความคิดที่ยังมีคนไม่เข้าใจเรามันกลับเป็นเหมือนเชื้อเพลิงให้ผม ทำให้เครื่องยนต์ผมทำงาน ทำให้ผมมีกำลังใจให้ลุกขึ้นทุกวัน เพื่อไปอธิบายโน้มน้าวให้เข้าใจความคิดผมให้ได้ แต่ก็ให้สิทธิ์ทุกคนว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ” คุณจักรภพตอบ

“คุณจักรภพกลับบ้านครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ครับ?” ผมเปลี่ยนมาถามเรื่องชีวิตส่วนตัวบ้าง
“ผมออกมาจากเมืองไทย หลังวันสงกรานต์มี2552แล้วไม่ได้กลับไปเลย ความจริงผมจะดอดกลับเมืองไทยก็ได้ หลายคนก็บอกเหมือนกันให้แอบกลับไปเป็นกำลังใจแก่มวลชน แต่ผมตอบไปว่าการที่ผมอยู่ข้างนอกประเทศของผม มันเป็นการแสดงความเชื่อของตัวเอง ซึ่งผมต้องการให้เป็นทางเลือกของมวลชนด้วย ว่าการอยู่นอกประเทศ หมายถึงการอยู่นอกพื้นที่อำนาจ ของกลุ่มบุคคลที่ผมว่าเป็นปัญหาของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นการอยู่ข้างนอก จะเป็นการเตรียมความคิดทั้งในส่วนมวลชนและตนเอง ผมเลยบอกกับพ่อแม่พี่น้องและญาติมิตรทุกคน ว่าเชื่อใจผมเถอะ การที่ผมไปอยู่ข้างนอก เพราะผมต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ ในมิติที่ประเทศต้องการ แต่ผมคนเดียวมันเปลี่ยนแปลงประเทศไม่ได้หรอก ถ้าคนส่วนใหญ่ในประเทศเขาไม่อยากเปลี่ยน ก็เปลี่ยนไม่ได้ ไม่มีใครเขาจะชักจูงคน68ล้านคนได้ แต่ประเด็นคือถ้าไม่มีใครทำทางเลือกอื่นไว้เลย สังคมจะอยู่ในสภาพที่ไม่มีตัวเลือก สิ่งที่ผมทำวันนี้คือการสร้างตัวเลือก สังคมจะเลือกทางที่ผมสร้างเอาไว้หรือไม่นั้น ถือเป็นสิทธิ์ของประชาชน” คุณจักรภพอธิบายถึงจุดยืนที่ยังอยู่นอกประเทศไทย

“เพราะฉะนั้นก็ยังไม่มีแผนกลับประเทศ” ผมถามหวังทอนบรรยากาศที่เริ่มตึงเครียด
“ยังไม่มีการจองตั๋วใดใดทั้งสิ้นครับ” คุณจักรภพยืนยัน

“คิดถึงบ้านไหมครับช่วงนี้?” ผมถามคำถามสุดท้าย
“คิดถึงครับ แต่การคิดถึงบ้านเป็นเรื่องส่วนตัว แต่การดำรงจุดยืนทางการเมืองเป็นเรื่องส่วนรวม จึงต้องเอาเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน” คุณจักรภพตอบปิดท้าย และก่อนที่เราจะร่ำลากันคุณจักรภพหันมาบอกกับผมอีกคำ 
“ฝากบอกที่โน่นด้วย ว่าให้ค่อยๆปรับตัวพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น ค่อยๆปรับตัวไปพร้อมๆกัน”


5. ในวันเดินทางกลับ


“เสียดาย น่าจะตายๆไปซะคนพวกนี้” คือประโยคบนหน้าจอทวิตเตอร์ของผม ที่ไหลผ่านมาให้เห็นไม่ต่ำกว่า10ครั้ง หลังจากที่ผมได้รายงานข่าวอุบัติเหตุรถทัวร์คนเสื้อแดง ชนกับรถยนต์ที่เมืองบากองใกล้กับเสียมราฐ

เป็นประโยครุนแรง ที่มาพร้อมกับความเกรี้ยวกราด
“ยังรายงานข่าวคนพวกนี้อยู่อีกหรอ จะunfollowแล้วนะ” อีกหนึ่งประโยคที่ไหลมาให้อ่าน ซึ่งผู้เขียนหมายถึงการรายงานข่าวคนเสื้อแดงที่ผมทำมาตลอด3วัน
“ต้องรายงานครับ คนเสื้อแดงก็คนไทยครับ เกิดอุบัติเหตุต่างแดน จุดที่ผมอยู่ด้วยผมก็ต้องรายงานครับ” ผมตอบกลับไป

อุบัติเหตุที่ว่า จบลงด้วยการที่คนเสื้อแดงได้รับบาดเจ็บ7ราย และต้องพักรักษาตัวอยู่ที่เสียมราฐต่อ
เป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับทัวร์เสื้อแดงคนละกลุ่มกับที่ผมเดินทางมาพนมเปญด้วย

แต่ในนาทีแรกที่ผมทราบข่าว ผมตกใจไม่น้อยเพราะมีรายงานถึงคนเสียชีวิต และยังไม่ยืนยันได้ว่าเป็นทัวร์เสื้อแดงกลุ่มไหน
แน่นอนว่าแวบแรก ผมคิดว่าใช่กลุ่มทัวร์เดียวกับผมหรือเปล่า?
คนเสื้อแดงที่ร่วมเดินทาง ร่วมทานอาหาร ร่วมนอนค้างที่โรงแรมเดียวกันมานานกว่า48ชั่วโมงหรือเปล่า ที่เสียชีวิตไปกับอุบัติเหตุ นั้นคือความคิดแวบแรกที่ผ่านเข้ามาในสมอง

แม้ว่าผมจะไม่ได้ผูกพันธ์ สนิทสนมมากนัก และบางครั้งออกจากอึดอัดกับบางพฤติกรรมของคนเสื้อแดงกลุ่มนี้ ที่อาจจะเข้าไม่ได้กับแนวความคิดของผมบางอย่าง

แต่ทันทีที่ได้ยินข่าวอุบัติเหตุ ผมยอมรับว่าผมใจหาย ใจหายทันที
และรีบตรวจสอบข่าว พร้อมความหวังว่าข่าวที่ได้รับมาตอนแรกจะผิดพลาด
จะไม่มีคนเสื้อแดงเสียชีวิตจริงๆ

จนสุดท้ายได้รับคำยืนยันจากโรงแรมอังกอร์ซิตี้ที่คนเสื้อแดงกลุ่มนี้พัก
ว่าไม่มีคนเสียชีวิต
จนทำให้ผมโล่งใจไปบ้าง ว่าคนที่ผมจ้องหน้าจ้องตาพูดคุยอยู่เมื่อวาน ไม่มีใครได้รับอันตราย

ผมจึงมุ่งหน้าเดินทางกลับมาด้วยหลากหลายประสบการณ์และความคิด ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติ เรื่องความเป็นไปของแกนนำ ความคิดของฮุนเซ็น ชีวิตของคนเสื้อแดง ที่เรื่องราวต่างๆแม้จะมีความซับซ้อน และหลายอย่างก็ยังไม่น่าจะไว้วางใจได้

แต่นาทีต้องยอมรับว่าสำหรับผม 
การทำข่าวยิงกันในสนามฟุตบอลกระชับมิตร นั้นดีกว่าการทำข่าวยิงกันตามแนวชายแดนอยู่มากโขนะครับ


ส่วนเรื่องๆอื่นๆหลังจากนี้ ค่อยมาติดตามกัน

คนสู้น้ำ ที่ปากน้ำโพ


ที่เห็นและเป็นอยู่
คนสู้น้ำ ที่ปากน้ำโพ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ณ วันที่เขียนบทความนี้ (20 กันยายน 2554) เขตเทศบาลนครนครสวรรค์เป็นเขตเมืองเขตเดียว ในจังหวัดแถบภาคเหนือตอนล่าง ที่ยังอยู่รอดปลอดภัยจากน้ำท่วม

เรียกว่ารอด อย่างที่หลายคนไม่กล้าที่จะคาดคิด

เพราะด้วยกระแสน้ำที่รุนแรง รวดเร็ว แถมด้วยปริมาณน้ำที่มามากเป็นประวัติการณ์ อย่างที่ได้เห็นในจังหวัดรอบข้าง ทั้งชัยนาท อุทัยธานี พิษณุโลก รวมถึงนครสวรรค์ในหลายๆอำเภอด้วย

เขตเทศบาลนครสวรรค์หรือที่รู้จักว่าปากน้ำโพ แม้จะได้ประโยชน์จากการเป็นชุมชนที่อยู่ติดกับต้นแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ในทางกลับกัน ก็ต้องเผชิญกับสภาพน้ำท่วมมาอย่างต่อเนื่อง เอาเฉพาะที่ผุ้เขียนเกิดมาก็ตั้งแต่ปี 2538, 2543, 2549 ที่ระดับสูงจนท่วมเข้าเมือง เขตเศรษฐกิจเป็นอัมพาต ถนนแทบใช้การไม่ได้ โรงเรียนจำต้องปิด หลายคนนอนบ้านไม่ได้ และเกือบทั้งหมดต้องมาเจอกับสภาพสูญเสียทรัพย์สิน ไม่มากก็น้อย

"ความจริงนายกมีประสบการณ์สู้น้ำท่วมนี้มาตั้งแต่ปี 2523 แล้วนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ เล่าย้อนประสบการณ์ หลังจากผมถามไปว่านายกสู้ภัยน้ำท่วมมาตั้งแต่ปี2538เลยหรือเปล่า

"ผมเคยมีโอกาสช่วยงานคุณพ่อตั้งแต่สมัย2523 เรียกว่าเรียนจบจากเมืองนอกก็มาช่วยทันทีที่กลับมานครสวรรค์เลย" นายกจิตตเกษมณ์หรือ "นายกตูบ" ที่หลายคนคุ้นปากเล่าให้ฟัง ย้อนความไปถึงสมัยสำเร็จการศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยงานคุณพ่อ ถาวร นิโรจน์ นายกเทศบาลนครสวรรค์คนก่อน ก่อนที่ตัวเองจะมาสืบต่อตำแหน่งนี้ต่อ

ความจริงภาระการดูแลปัญหาน้ำท่วมนี้บางทีก็เหมือนความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใกล้ตัว
คือหลายคนมักจะหลงลืมถึงความสำคัญของภัยน้ำท่วม จนกระทั่งมันเกิดภัยพิบัติต่อหน้า แต่ก็ยังมีคนที่เห็นความสำคัญของการดูแลภัยน้ำท่วมนี้มากพอ พอที่ทำให้นายกตูบชนะเลือกตั้ง กลับมาเป็นนายกเทศมนตรีได้หลายสมัย (แม้บางสมัยจะสูสีมากก็ตาม) แบบที่ปฎิเสธไม่ได้ว่าประสบการณ์การทำงานเรื่องน้ำท่วมนี้แหละ ที่เป็นหนึ่งในตัวเรียกคะแนนเสียงได้มาก มากพอที่จะกลบกระแสต่อต้านคนตระกูลนิโรจน์-นิโรจน์ธนรัฐ ให้มามีอำนาจในเทศบาล ด้วยเหตุผลว่าสืบต่ออำนาจมายาวนานกว่า40ปีแล้ว ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่ายาวนานเกินไปหรือไม่?

"น้ำมันจะมาทุกๆ5ปี สังเกตดูได้ 2538, 2542, 2549 มันจะมีวัฎจักรของมัน แต่ถือว่าช่วงหลังๆมานี่มาถี่มากขึ้น เราต้องรับมือแทบทุกปี" นายกตูบเล่าให้เห็นภาพการรับมือน้ำท่วมครั้งนี้ ซึ่งกระทั่งคนปากน้ำโพอย่างผม บางทีก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาได้หลั่งไหลมาทุกปี สาเหตุหนึ่งเพราะไม่ได้เข้ามาสัมผัสการทำงานรับมือน้ำท่วมแบบใกล้ชิด กระทั่งได้มาตามทำข่าวน้ำท่วมครั้งนี้

"หินคลุกเราจะใช้ในเมือง ส่วนหินผุถ้าเอาไปใช้ในเมืองมันจะสกปรก ไม่เหมาะที่จะใช้ในเมือง หินผุคือหินลูกรัง ส่วนหินคลุกคือหินที่ขนาดเล็กกว่า มันจะจับตัวหลังตีบนถนน มันจะจับตัวแน่นเลย ซึ่งส่วนมากจะใช้ในตลาด เพราะมันไม่สกปรก แต่ก็ต้องใช้งบเยอะนายกตูบอธิบายถ่ายทอดความรู้การป้องกันภัยน้ำท่วม

เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์สู้ภัยน้ำท่วมที่มากว่า30ปี
เป็นความรู้ในเชิงปฎิบัติการที่มีอยู่ในตัวนายกเทศมนตรี 
เป็นความรู้ที่มีมากกว่าผู้ปฎิบัติงานหลายคน มากพอที่ทำให้พนักงานเทศบาลรับฟังและทำตาม ซึ่งเป็นภาพที่เห็นในไม่บ่อยในการเมืองระดับประเทศ ที่ผู้ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่จะมีความรู้ในเชิงปฏิบัติการมาก มากพอที่จะสั่งการคนทำงาน (ส่วนมากจะเห็นแบบที่ต้องมีที่ปรึกษาคอยบอกบทอยู่ตลอด)

รายละเอียดปลีกย่อยอย่างเรื่องหินคลุก-หินผุ เป็นเพียงแค่หนึ่งในรายละเอียดปลีกย่อยของมาตรการรับน้ำท่วมเท่านั้น เทศบาลนครนครสวรรค์วางแผนรับมือกับน้ำแบบระยะยาวมาตลอด และที่เป็นปัจจัยหลักในการรับมือน้ำท่วมครั้งนี้คือสถานีสูบน้ำ8สถานี ที่วางกระจายอยู่ตามจุดชุมชนต่าง ทั้งที่อาคารเงินทุนหลักทรัพย์เจ้าพระยา ธ.กรุงไทย หรือ จุดใหญ่ที่สะพานเดชาติวงศ์ ซึ่งสถานีสูบน้ำเหล่านี้เมื่อวางระบบได้อย่างถาวรแล้วก็ช่วยร่นแรง ร่นเวลาในการทำงานวางเครื่องสูบน้ำขนาดเล็กแบบที่เคยทำมาในอดีตได้มาก

"สถานีสูบน้ำ บ่อนึงมีสองตัว เผื่อว่าไฟฟ้าใช้การไม่ได้หนึ่งตัวก็ยังทำงานได้อยู่ สถานีสูบน้ำมีทั้งส่วนของกรมโยธาของเทศบาลและบ่อสูบของบ่อบำบัดน้ำเสีย ที่หน้าที่หลักคือกำจัดน้ำเสีย แต่ในภาวะน้ำหลากก็มาช่วยทำหน้าที่สูบน้ำด้วย" นายกตูบอธิบายเรื่องของสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม

"แต่ละสถานีสูบน้ำลงทุนเยอะไหมครับ?" ผมถาม
"ของกรมโยธาลงทุนไปทั้งหมด110ล้านบาท อันนี้เฉพาะของเทศบาล4สถานี" นายกตูบเล่าเพิ่ม ก่อนจะอธิบายว่าการลงทุนทำสถานีสูบน้ำดูเหมือนใช้เงินลงทุนเยอะ แต่คุ้มค่ามาก เพราะถ้าไม่มีสถานีสูบ เทศบาลก็ต้องดำเนินมาตรการดูแลน้ำท่วมแบบชั่วคราว ซึ่งต้องเสียงบปีละหลัก20-30ล้านอยู่แล้วในการสรรหากระสอบ หินดินทราย และ เครื่องสูบน้ำ ซึ่งมาตรการชั่วคราวนี้ลงแรงไปก็ได้ใช้งานแค่ปีเดียว

"ความผิดพลาดที่ผ่านมาคือเวลาเราเอากระสอบทรายมาลง เราจะเอาดินมาถมก่อน ซึ่งฐานที่เป็นดินมันอ่อนเกินไป ทำให้กระสอบทรายที่มีน้ำหนักเยอะไปกดจนฐานข้างล่างมันพัง น้ำมันก็ไหลผ่านเขื่อนที่เราตั้งใจสร้างไว้" ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้เทศบาลผลักดันโครงการก่อสร้างเส้นทางเดินรถเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาสายใหม่ ซึ่งคาดว่าสิ้นสุดปี2554ถ้าภัยพิบัติต่างๆคลายตัวลงก็น่าจะสร้างได้แล้วเสร็จทุกโครงการ เป็นถนนสายใหม่ ยาวมาตั้งแต่บริเวณศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ มาถึงตลาดสดริมน้ำที่ป้อมหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่านอกจากประโยชน์ในการใช้เป็นฐานป้องกันน้ำท่วมแล้ว ยังจะเป็นประโยชน์ในทางเศรษฐกิจด้วย

นอกจากโครงการเส้นทางเดินรถสายใหม่แล้ว ช่วงภาวะน้ำท่วม นายกเล็กแห่งเทศบาลนครนครสวรรค์ จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ มีโอกาสได้เสนอแนวนโยบายเร่งด่วนให้กับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในการตรวจเยี่ยมน้ำท่วมด้วย

ข้อเสนอเร่งด่วน คือการของบ80ล้านบาทในการพัฒนาเขื่อนตามแนวตลาดสดริมน้ำไปจนถึงป้อมหนึ่ง ระยะทางยาวหนึ่งกิโลเมตร ในการขยายฟุตปาทออกไป6เมตร และเพิ่มความสูงของเขื่อนสูงขึ้นอีกหนึ่งเมตรรวมเป็นสี่เมตร เพื่อคงสภาพตลาดให้เป็นที่ท่องเที่ยวได้ตลอด แม้ในภาวะที่ต้องเจอกับน้ำหลาก ซึ่งในปัจจุบันแม่เทศบาลจะกั้นน้ำไว้อยู่ แต่ต้องใช้พื้นที่ในการป้องกันน้ำท่วมมาก ทำให้พ่อค้าแม่ขายที่ตลาดริมน้ำจำเป็นต้องระหกระเหินหาทำเลตั้งร้านขายของ-ขายอาหารกันใหม่ทุกครั้งที่เจอกับภาวะน้ำหลาก

แน่นอนว่าการรับมือกับภัยธรรมชาติขนาดใหญ่เช่นนี้ ไม่สามารถทำได้คนเดียว

4คืนที่ผมปักหลักรายงานข่าว น้ำท่วมที่ปากน้ำโพ ภาพที่เห็นจนชินตาคืออาสาสมัครทั้งเยาวชนและประชาชนที่มาช่วยคนละไม้คนละมือในการทำงานสู้น้ำ
เรียกว่างานนี้น้ำกับคนสู้กันตัวต่อตัว
กำลังที่อาสาสมัครแต่ละคนมี ที่ทำได้ดีที่สุดคือการจัดการกับกระสอบทราย ทั้งเอาทรายใส่ถุง ทั้งขนย้าย ส่งถุงทราย จัดวางเรียงป้องกันกระแสน้ำ

อาสาสมัครเยาวชนส่วนมากเป็นนักกีฬาจากโรงเรียนกีฬาจังหวัดนครสวรรค์นั่นแหละ น้องๆเหล่านี้บอกกับผมแบบซื่อๆว่า
มาช่วยก็สนุกดีครับ ถ้าไม่มาช่วยก็นอนอยู่หอเฉยๆ มาอยู่นี่เหนื่อยหน่อยแต่ก็สนุก แถมได้ฟิตร่างกายก่อนไปแข่งกีฬาด้วย
น้องๆเหล่านี้ทำงานอาสาสมัคร

แต่เป็นอาสาสมัครที่ชั่วโมงทำงานมากกว่าคนทำงานประจำหลายคนครับ

เริ่มงานกะแรก9โมงเช้าถึงเที่ยง กะที่สองบ่ายสามถึงงานเสร็จ ซึ่งกว่างานจะเสร็จนี่ไม่เคยเร็วกว่าสองทุ่มครับ อย่างคืนที่ผมไปสัมผัสการทำงานนี่ทำจนถึงเที่ยงคืน แต่ก็ส่งเสียงเจี้ยวจ้าวทำงานกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะตากแดด-ตากฝนแค่ไหน

หันซ้ายหันขวา ถามถึงผู้ที่ดูแลน้องๆอาสาสมัครเหล่านี้ ก็ไปเจอดร.ภิญโญ นิโรจน์ ประธานสโมสรฟุตบอลจังหวะนครสวรรค์อีก ใช่ครับชื่อ-นามสกุลคุ้นๆ ดร.ภิญโญเป็นอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยนายกชวน หลีกภัย เป็นพี่ชายของนายกตูบ-จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นี่แหละ

ซึ่งภาพการทำงานแบบนี้ทำให้บางกลุ่มบางก้อนตั้งก่อคำครหา ว่าจะให้ตระกูลนิโรจน์-นิโรจน์ธนรัฐครองเมืองปากน้ำโพไปอีกนานแค่ไหน?

แต่มองอีกทางก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าการทำงานที่ใกล้ชิดกันของคนในตระกูล ก็สามารถเดินงานให้รวดเร็วมากขึ้น เฉกเช่นที่ประจักษ์ในการทำงานรับมือภาวะน้ำท่วมครั้งนี้ ที่เรียกว่าทำงานได้ใจชาวบ้านร้านตลาด จนมีการส่งกำลังใจผ่านสื่อทั้งเก่า-สื่อใหม่ ทั้งป้ายผ้าและเสียงเชียร์ทางโซเชียลมีเดียอยู่เสมอๆ 

เรียกว่าเป็นโอกาสในวิกฤติที่นายกตูบได้โอกาสในการพิสูจน์ฝีมือที่ผ่านการกลั่นกรองประสบการณ์หลายปี แล้วให้ประชาชนชาวเทศบาลนครนครสวรรค์ ได้ตัดสินในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีที่กำลังจะมาถึงนี้ ด้วยตัวเอง

21 กันยายน 2011

ตัณหาข่าว [aday129]


Follow Me
ตัณหาข่าว
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

เคยเห็นในหนัง เจอร์รี่ บรัคไฮเมอร์ไหมครับ? เวลาที่เมืองกำลังถล่ม แล้วทุกคนรีบขับรถหนีออกจากบ้้าน จนรถติดต่อกันยาวเหยียดจนแทบจะเกยกัน แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งใจกล้า ขับรถสวนทางทุกคน กลับเข้าไปในเมือง เพื่อช่วยแม่ เพื่อกลับไปหาภรรยา เพื่อกลับไปเอาอุปกรณ์ชิ้นเดียวที่จะช่วยโลกนี้ไว้ได้ เคยเห็นภาพเหล่านั้นไหมครับ? ที่เอาภาพเหล่านั้นมาย้อนให้ฟัง เพราะผมรู้สึกว่าอารมณ์ของคนข่าวนี่ไม่ต่างจากคนที่ขับรถสวนทางเหล่านั้นเลย

ไล่สถานที่มาตั้งแต่ ราชประสงค์กลางปีที่แล้ว ชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงต้นปี มาจนถึง อียิปต์ ลิเบีย และ ญี่ปุ่น ที่เหล่านี้แม้บนภาพข่าวจะดูน่ากลัว และเต็มไปด้วยความอันตราย แต่สถานที่เหล่านี้ ถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้ว มันก็เหมือนกับสวรรค์ของคนข่าวดีๆนั่นเอง

ตอนมาทำข่าวใหม่ๆ รุ่นพี่ของผมเคยพูดดักทางเอาไว้ ว่าวันหนึ่งผมจะเสพติดกับการทำข่าว แรกๆผมยังนึกภาพไม่ออก จนได้มาสัมผัสความรู้สึกการได้เข้าไปล้วงความจริงและเอาออกมาให้ประชาชนรู้ ความรู้สึกที่เราได้เข้าไปถึงบ้านของชาวบ้านที่โดนน้ำท่วม บ้านหลังที่อยู่ท้ายสุด บ้านที่ไม่มีใครคิดจะเดินเข้าไปหา ไปเอาภาพข่าวความลำบากของชีวิตเขาออกมา แล้วพอมีคนเห็น ความช่วยเหลือก็หลั่งไหลเข้ามาที่บ้านหลังนั้น ให้ตายสิ มันเป็นความรู้สึกที่เสพจนติดเป็นบ้า

อาการเสพติดนี้ ส่วนมากแล้วจะส่งผลดีครับ เพราะมันเหมือนแรงผลักดัน ให้เรามีแรงทำงานมากขึ้น บางข่าวที่เรารู้สึก "พอ" กับรายละเอียดที่มีแล้ว เราก็จะใส่แรงผลักดันพิเศษนี้ลงไปอีกนิดอีกหน่อย จนงานของเราเสร็จสมบูรณ์ได้ ข้อดีอีกทางคือแรงผลักดันเหล่านี้แหละ ที่ช่วยขจัดความกลัวของเราได้ดียิ่ง ทำให้เรากล้าขับรถฝ่าฝูงชน เข้าไปในที่ที่คนอื่นอยากจะออกใจจะขาด ได้อยู่ตลอดเวลา

แต่บางครั้งมันก็ผลร้ายนะครับไอ้เจ้า "ตัณหาข่าว" เนี่ย เพราะแน่นอนว่าในสถานีข่าวแต่ละช่อง ก็จะมีการหมุนเวียนนักข่าว สลับสับเปลี่ยนกันออกไปทำข่าวตามความถนัดและตามวาระที่เหมาะสม จะให้นักข่าวคนเดียวทำทุกข่าวก็คงไม่รู้จะไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน หรือจะให้นักข่าวคนเดียวทำทุกข่าวที่สำคัญๆก็ดูจะไม่ยุติธรรมกับคนอื่นๆมากนัก

พอถึงจังหวะที่เกิดข่าวใหญ่ๆ แล้วผมอดเป็นคนแบกรับภารกิจทำข่าวใหญ่ๆแต่ละที่นี่แหละครับ มันช่างทรมานเหลือหลาย คล้ายกับรักฟุตบอลที่เมื่อถึงนัดสำคัญๆแล้วผู้จัดการทีมไม่เปิดโอกาสให้ลงสนาม มันจะเกิดคำถามมากมายในสมอง "เอ๊ะนี่เราทำอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า?" "เราผิดพลาดตรงไหนทำไมไม่บอก?" หรือกระทั่งตีโพยตีพาย "ทำไมโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเสียเลย" คำถามเหล่านี้ แม้อาจจะฟังดูเหมือนคิดเข้าข้างตัวเองไปบ้าง แต่หนีได้ยาก ที่จะไม่ให้มันเข้ามารุมเร้าในหัวของคนที่มีข่าวอยู่ทุกลมหายใจ

ที่ทำได้คือมองภาพกว้างๆไว้ครับ คิดถึงสาเหตุว่าอะไรทำให้เราถึงอยากลงไปในภาคสนาม เราอยากลงไปเพราะเราต้องการเป็นศูนย์กลางของข่าว เพื่อที่จะสร้างชื่อสร้างเสียงเพื่อส่วนตัวของเรา? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ปล่อยวางและทำใจได้ยากครับ แต่ถ้าเราถอยมาซัก2-3ก้าว ก็จะนึกได้เองว่าที่เราอยากลงไปในสนามข่าว เพราะต้องการเอาความจริงมานำเสนอ และลงไปด้วยหวังว่าเราจะได้ช่วยเหลือคน ถ้าเป็นเพราะสาเหตุหลังแล้วก็จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้นเยอะ

เพราะถึงเราไม่ได้ลงไปทำหน้าที่เหล่านั้นในสนามข่าว แต่ก็กำลังมีคนบ้าข่าวอีกคน ที่กำลังทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่อยู่

กึ่งกลางกึ่งรากหญ้า


กึ่งกลางกึ่งรากหญ้า
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ถึงรัฐบาล (ทุกรัฐบาล),
เธอเห็นเราเป็นอะไรในสายตา?

ประชานิยมทุกยุคทุกสมัย เคยตกถึงท้องเราบ้างไหม? อิอิ

เช็คช่วยชาติสมัยปชป. - เงินเดือนเราก็สูงไป
แก่เกินไป - ที่จะได้แท็บเล็ต 
แต่เด็กไป - ที่จะได้เบี้ยยังชีพ

นโยบายเอาใจรากหญ้า อย่างค่าแรง300บาท - เราก็ไม่ได้
เอาใจชนชั้นกลาอย่างบ้านหลังแรก รถคันแรก - เราก็ยังไม่มีปัญหาซื้อ (แล้วดันบังคับว่าต้องเป็นมือหนึ่งอีก.. ดูซิ)

มาดูเรื่องสายอาชีพ... 
นักข่าวอย่างเรา - อดได้บัตรเครดิตชาวนา
เบี้ยอสม.ก็อด - เพราะดันไม่ได้ไปอาสาสมัครทำอะไรกับเขา 
แถมไม่มีปัญญาเปิดบริษัท - อดได้ลดภาษีนิติบุคคลอีก

ที่เคยได้อย่างเดียว เห็นจะหนีไม่พ้น "บัตรประชาชนสำรอง" 
ใบยาวๆสีเหลือง - ซึ่งไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะประชานิยมเปล่า..

คือถ้าให้เหมาะกับชนชั้น "กึ่งกลางกึ่งรากหญ้า" อย่างผม 
น่าจะมี แอร์เครื่องแรก ตู้เย็นหลังแรก 
ถึงจะได้รับประโยชน์เต็มๆหน่อย

ทั้งหมดนี้ ผมคิดได้แล้ว ว่าผม คงเป็นแรงผลักดันสำคัญของประเทศ ที่รัฐมองว่าเข้มแข็งมากพอที่ไม่ต้องยื่นมือช่วยเหลือใดใด

ผมจะตั้งใจทำงาน ผ่อนภาษีให้ท่านๆต่อไปนะครับ 
รักนะ
จูบุๆ

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ราษฎรชนชั้นไหน? ยังไม่รู้...
(กึ่งกลางกึ่งรากหญ้ากระมัง)

01 กันยายน 2011

บันทึกเลือกตั้งสภานักศึกษาธรรมศาสตร์


ที่เห็นและเป็นอยู่
บันทึกเลือกตั้งสภานักศึกษาธรรมศาสตร์
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

25 สิงหาคม มีการเลือกสมาชิกสภาธรรมศาสตร์ ซึ่งปีนี้ได้รับความสนใจจากนักศึกษาผู้มีสิทธิ์ออกเสียงมากขึ้น และ ได้รับการจับตาคนนอกรั้วธรรมศาสตร์ด้วยเช่นกัน ด้วยทั้งเพราะความต้องการอยากเห็นธรรมศาสตร์มีสภานักศึกษาที่ดี ด้วยเพราะความตื่นตัวทางการเมืองจากสนามใหญ่ และด้วยสีสันจากการหาเสียง

สีสันแรกผมพาไปรู้จักพรรค "เพื่อไทยเพื่อธรรม"

สรพงษ์ ลัดสวน สมาชิกพรรคเพื่อไทยเพื่อธรรม บอกว่าการที่พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมมีโลโก้และชื่อพรรคที่สอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
สรพงษ์เรียนอยู่คณะรัฐศาสตร์ชั้นปีที่4 เล่าแทนหัวหน้าพรรคว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมทุกคนเชื่อมั่นและยึดถือในอุดมการณ์ของพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอด การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาแทบทุกคนก็กากบาทให้พรรคเพื่อไทย สรพงษ์ยืนยันกับผมถึงความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยของสมาชิกในพรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมว่า
"เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาพวกเราก็เลือกเพื่อไทยทุกคนครับ"


สรพงษ์บอกว่าสิ่งสำคัญที่เพื่อไทยเพื่อธรรมยึดมาจากเพื่อไทย คือแนวความคิดความเป็นประชาธิปไตย แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง เพื่อไทยเพื่อธรรม กับ เพื่อไทย น่าจะเป็นเรื่องของ "นโยบาย"

เพื่อไทยเน้นนโยบายทางเศรษฐกิจ ปากท้องเป็นหลัก แต่เพื่อไทยเพื่อธรรมเน้นเรื่องแนวความคิดทางการเมือง
“เพื่อไทยเพื่อธรรมมองว่ายุคนี้ธรรมศาสตร์เข้าไปร่วมมือกับการเมืองระดับประเทศน้อยลงไปมาก อย่างเช่นกับสนนท. บทบาทธรรมศาสตร์แทบจะไม่มี เราอยากเข้าไปสร้างความรู้และประสานความร่วมมือเพื่อให้นักศึกษาเข้าไปมีส่วนร่วมให้มากกว่านี้”
นั่นคือนโยบายแรกที่สรพงษ์บอกกับผม

“มองว่าทุกวันนี้ ธรรมศาสตร์มีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยกว่าก่อน?”
ผมถาม
“ใช่ครับ ทุกวันนี้เวลามีใครพูดถึงธรรมศาสตร์กับการเมือง ก็จะบอกว่าชื่อเสียงที่ธรรมศาสตร์มีทุกวันนี้ก็เพราะกินบุญเก่า ซึ่งผมแสลงใจ และอยากเข้ามาหาบุญใหม่ให้ธรรมศาสตร์”

สรพงษ์บอกผมว่าการตั้งชื่อที่ยึดตามแนวพรรคการเมืองระดับประเทศแบบนี้ มีทั้งผลได้และผลเสีย



แน่นอนว่าชื่อพรรคที่โดดเด่นบวกกับสีสันที่ติดตาทำให้คนจำชื่อพรรคง่าย และที่แน่ๆก็อาจจะดึงดูดคะแนนเสียง "คนเสื้อแดง" "คนเพื่อไทย" "คนรักทักษิณ" ในธรรมศาสตร์ได้บ้าง แต่สรพงษ์ก็ยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
"ในธรรมศาสตร์คนจะชอบพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าเพื่อไทยอยู่แล้ว ผลการเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคมก็ชัดเจนว่าเขตเลือกตั้งในธรรมศาสตร์รังสิต คนก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า"
ผลเลือกตั้งอาจจะพิสูจน์ได้ยาก แต่ที่ได้รับผลกระทบชัดเจนคือ "ป้ายหาเสียง"
พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมเป็นพรรคเดียวที่ "ป้ายหาเสียง" ถูก "ทำลาย"

สรพงษ์เล่าว่าป้ายของพรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมโดน "ทำลาย" ไปทั้งสิ้น 6 ป้าย
"ทำลาย" เหมือนที่พรรคการเมืองระดับประเทศโดน บ้างก็โดนข่วน บ้างก็โดนขีด
แต่ที่ต่างจากพรรคการเมืองระหว่างประเทศคือท่าทางอาการตอบสนองหลังจากมีเหตุป้ายหาเสียงถูกทำลาย

การเมืองระดับประเทศ หลังโดนทำลายป้าย นักการเมืองจะออกมาโจมตี "ฝั่งตรงข้าม"
ถ้าป้ายเพื่อไทยพัง ประชาธิปัตย์ก็จะโดนโจมตี
ถ้าป้ายประชาธิปัตย์พัง เพื่อไทยก็โดนโจมตี

แต่ที่ธรรมศาสตร์นั้นแตกต่างไป
ทันทีที่ "ป้้ายหาเสียง" ถูก "ทำลาย" พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมไม่ได้ชี้นิ้วไปที่พรรคธรรมจักร พรรคคอนเซอร์เวทีฟ หรือพรรคไหนๆที่ร่วมการแข่งขันในสนามเลือกตั้ง แต่กลับแสดงความกังวลออกมาชัดเจน กังวลว่าใครในธรรมศาสตร์แสดงท่าทีเช่นนี้ กังวลว่าความเข้าใจทางการเมืองของใครบางคนในธรรมศาสตร์ยังมีไม่มากพอ โดยไม่มีความกังวลว่าพรรคคู่แข่งจะเป็นคนทำ

ในทางกลับกัน
ทันทีที่ "ป้ายหาเสียง" ถูก "ทำลาย" พรรคคู่แข่งอื่นๆก็ไม่ได้แสดงอาการทับถม "เพื่อไทยเพื่อธรรม" ไม่มีการแสดงท่าทีชี้นิ้วใส่ ว่าเพื่อไทยเพื่อธรรมเป็นพรรคที่สังคมรังเกียจ แต่สิ่งที่พรรคคู่แข่งทุกพรรคทำ คือแสดงความเห็นใจ เห็นใจที่พรรคคู่แข่งถูกตัดแข้งขาอย่างไม่เป็นธรรม เห็นใจที่มีคนคิดไม่ดีในแวดวงธรรมศาสตร์

นี่คงจะเป็นความเหมือนในความแตกต่างระหว่างการเมืองสนามใหญ่ กับ การเมืองในรั้วมหาวิทยาลัย

พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย-คู่แข่งในสนามเลือกตั้ง แต่พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย ที่แสดงความกังวลว่าการที่ตั้งชื่อ “พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรม” และพรรคอื่นๆที่อิงกระแสการเมืองระดับประเทศ อาจทำให้ถูกหาผลประโยชน์จากผู้ไม่หวังดีได้ แต่พรรคเพื่อไทยเพื่อธรรมก็ยืนหยัดในการก่อตั้งพรรคนี้ ด้วยเหตุผลข้อเดียว
“ธรรมศาสตร์ เสรีภาพทุกตารางนิ้ว”
เป็นเหตุผลที่สมาชิกพรรคนำไปชี้แจงกับผู้บริหารมหาวิทยาลัย
จนได้ก่อตั้งพรรคนี้เพื่อลงสนามเลือกตั้งสภานักศึกษาธรรมศาสตร์

ถัดจาก "เพื่อไทยเพื่อธรรม" ผมพาไปรู้จัก "คอนเซอร์เวทีฟ"
ชื่อก็บ่งบอกแนวทางความคิดชัดเจนอยู่ ยิ่งมาเจอป้ายหาเสียงยิ่งชัดเจนใหญ่
"คอนเซอร์เวทีฟ" เลือก "สีฟ้า" เป้นสีของพรรค
มีโลโก้เป็นรูป "อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย" ที่ถูกล้อมโดย "รวงข้าว"
คอนเซอร์เวทีฟมีสโลแกนหลักว่า "เดินหน้าธรรมศาสตร์ ด้วยนโยบายเพื่อนักศึกษา" พร้อมสัญลักษณ์ forward เหมือนพรรคประชาธิปัตย์
ป้ายหาเสียงอีกหนึ่งป้ายของ "คอนเซอร์เวทีฟ" เขียนคำว่า "Together We Vote" พร้อมตัวอักษร สัญลักษณ์คล้ายป้าย "Together We Can" กลุ่มรณรงค์ทำความสะอาดหลังเหตุ 19 พฤษภา 2553 กลุ่มที่ผู้เชี่ยวชาญการเมืองหลายคนมองว่าเป็นฐานเสียงเดียวกับ "ประชาธิปัตย์"
เรื่องของป้าย "Together We Vote" นี้ กฤษดาย้ำกับผมว่าไม่ได้เจตนาเลือกเพราะให้พ้องกับประชาธิปัตย์ แต่เลียนแบบมาใช้เพียงเพราะ
"ลงสีและออกแบบสวยดี"


กฤษดาที่ผมพูดถึงคือ “กฤษดา ปี้บ้านท่า” หัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ กฤษดาเป็นเด็กใต้จากจังหวัด "สุราษฎร์ธานี"
กฤษดาบอกผมว่าสมาชิกพรรคส่วนใหญ่จะเป็นเด็กใต้ แต่ก็เปิดรับคนทุกภาคมาเข้าร่วมสร้างสรรค์พรรค กฤษดาบอกผมว่าตัวเขาเองก็เชื่อในแนวทางการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด และการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาก็กาเบอร์10ให้ประชาธิปัตย์เช่นกัน

นโยบายของพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ก็น่าจะเรียกได้ว่าอนุรักษ์นิยมสมชื่อ
กฤษดาย้ำกับผมว่าท่ามกลางกระแสความต้องการที่จะเห็นความ "เปลี่ยนแปลง" แต่สิ่งเดิมๆที่ธรรมศาสตร์ทำมา หลายอย่างน่ารักษาเอาไว้เช่นการรักษาธรรมเนียมการรับเพื่อนใหม่ ไปจนถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมในธรรมศาสตร์ให้ดี

และมีบางอย่างที่กฤษดาได้นำเสนอสิ่งใหม่ๆที่ธรรมศาสตร์ไม่เคยทำ
"ผมอยากให้มีการจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลทั้งวันแม่ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ธรรมศาสตร์ไม่เคยทำ แต่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญในการที่เราจะแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์" คือสิ่งใหม่ๆที่หัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟอยากให้เกิดขึ้นในธรรมศาสตร์

การเลียนแบบพรรคการเมืองไม่ได้มีแค่พรรคจากสองขั้วอำนาจใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีพรรคทางเลือกอีกด้วย กับชื่อ “พรรครักษ์โดม” อาจจะไม่เชื่อมโยงกับแนวทางทางการเมืองกับพรรคการเมืองระดับประเทศโดยตรง แต่สโลแกน “ขอเป็นฝ่ายค้าน ค้านเพื่อเคียงข้างนักศึกษา” ของพรรค น่าจะชวนให้หลายคนนึกไปถึง “พรรครักประเทศไทย” ของชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ได้อย่างทันที

“สมเกียรติ สมคำ” หัวหน้าพรรครักษ์โดมยืนยันเจตนารมย์การเข้ามาเป็นฝ่าย ค้านรูปแบบทางการเมืองของธรรมศาสตร์ที่แท้จริงแล้วไม่ได้มี “ฝ่ายค้าน” หรือ “ฝ่ายรัฐบาล” แต่คำว่า “ค้าน” ของพรรครักษ์โดมคือการค้านในสิ่งที่สมเกียรติมองว่าไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม อะไรที่ไม่ดีต้องกล้า “ค้าน”

ค้านองค์การนักศึกษา ถ้าเห็นว่าทำงานไม่เหมาะสม
ค้านผู้บริหารมหาวิทยาลัย เมื่อมองว่าบริหารงานเป็นธรรมกับนักศึกษา

“ค้าน” เช่นค้านโครงการทำทางวันเวย์ที่วิทยาเขตรังสิต ที่สมเกียรติเสนอว่าจะต้องทำประชาพิจารณ์ เพราะมีนักศึกษาไม่เห็นด้วย

สมเกียรติบอกผมว่า “พรรครักษ์โดม” ไม่ได้จะเข้ามา “ค้าน” อย่างเดียว แต่ก็พร้อมเสนอความคิดใหม่เพื่อพัฒนาชีวิตของนักศึกษาธรรมศาสตร์ด้วย เช่นการติดไฟตามคัฟเวอร์เวย์ (ทางเดินรอบมหาวิทยาลัย) ที่มักมีจุดที่ไฟดับใช้การไม่ได้ และจะส่งผลอันตรายกับนักศึกษาผู้พิการ

อย่างไรก็ตาม พรรคที่ได้คะแนนนิยมสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งนี้ หาใช่สามพรรคที่อิงกระแสการเมืองระดับประเทศ แต่เป็นพรรคเก่าแก่ที่อยู่มานานอย่าง “พรรคธรรมจักร”
“ศิริพงศ์ อริยสุนทร” หัวหน้าพรรคธรรมจักรบอกว่าถือเป็นครั้งแรกที่เห็นเพื่อนนักศึกษาลงสนามเลือกตั้งสภานักศึกษาธรรมศาสตร์ ด้วยกระแสตั้งพรรคอิงพรรคการเมืองสนามใหญ่มากขนาดนี้ แต่พรรคธรรมจักรก็ยืนยันการทำงานในรูปแบบเดิม แบบที่พรรคธรรมจักรทำมาตั้งแต่สมัยปี2517-2519 คือ “เลือกทำปัญหาที่นักศึกษาเจอ และทำมันให้เป็นผลสำเร็จ”

ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วพรรคธรรมจักรรับปากว่าหาคอมพิวเตอร์มือสอง ส่งไปให้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์วิทยาเขตรังสิต และเมื่อได้รับเลือกตั้งมา พรรคธรรมจักรก็ทำจนเป็นผลสำเร็จ

การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เช่นกัน พรรคธรรมจักรก็รับปากว่าจะจัดหาคอมพิวเตอร์ให้กับชุมนุม-ชมรมต่างๆ เพื่อนำไปใช้งานจัดการในแต่ละชุมนุม และอีกหลายๆนโยบายที่เจาะจงแก้ปัญหาแต่ละอย่างที่นักศึกษาธรรมศาสตร์ต้องมาเจอ

และการเลือกตั้งในวันที่ 25 สิงหาคม ก็มีนักศึกษาที่เชื่อมั่นในแนวทาง “เลือกทำปัญหาที่นักศึกษาเจอ และทำมันให้เป็นผลสำเร็จ” และเลือก “พรรคธรรมจักร” มาถึงครึ่งหนึ่ง






Related Posts with Thumbnails