Follow Me [aday132]
เป็นกลาง กลางอะไร?
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
เคยนึกเปรียบว่าการเป็นนักข่าวการเมืองในยุคสมัยนี้ มันรู้สึกเหมือนอะไร นึกๆแล้วก็หาคำตอบไม่ได้ ภาวะที่ต้องรายงานข่าวท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกัน ต่างกันมาก ต่างกันน้อย ต่างแบบคุยกันได้ หรือกระทั่งต่างกันแบบไม่เผาผีกันก็มี การที่ได้มาอยู่ในจุดเชื่อมต่อผู้คน เห็นมุมมองคนนั้น ความเห็นคนนี้ มันก็ดีตรงที่ได้รู้และเข้าใจความเป็นไปของสังคม
นักข่าวอย่างผม หมั่นตรวจสอบความเป็นไปของสังคม ผ่านทวิตเตอร์ ผ่านเฟซบุค ผ่านการลงไปเจอะเจอผู้คนเวลาทำข่าว แต่ในทางกลับกัน บทบาทนักข่าวทุกวันนี้ ก็ถูกตรวจสอบจากสังคมด้วยเช่นกัน
ถูกตรวจสอบผ่านชิ้นงานที่เราเขียน บทความที่เราวิจารณ์ ข่าวที่เรารายงานออกไป ถูกตรวจสอบผ่านคำถามที่เจอะเจอบ่อยๆ "คุณเชียร์พรรคไหน?" "คุณสีอะไร?" "ความเป็นกลางอยู่ตรงไหน?"
นักข่าวภาคสนามอย่างผม ต่อให้คนจะพยายามนิยามสังกัด จัดสี เลือกพรรคให้แค่ไหน แต่ความเป็นจริงแล้ว การได้เลือกข้างทางการเมืองไปนั้น ก็เหมือนกับการผูกมัดตัวเองไว้กับความทุกข์แล้วครึ่งหนึ่ง เพราะการเมืองก็ยังคงเป็นการเมือง การเมืองไม่ใช่ละครหลังข่าว ละครหลังข่าวที่จะมีพระเอกและตัวโกงชัดเจน แต่การเมืองไม่มีพระเอกถาวร และตัวโกงตลอดการ ตัวละครในวัฏจักรการเมือง ล้วนมีถูกมีผิดในคนๆเดียว ในพรรคๆเดียว อาจจะมีบ้างที่บางคนดีมากกว่าเลว เลวมากกว่าดี แต่คลุกคลีการเมืองมา3ปี ก็พอสรุปได้ว่า ไม่มีหรอกประเภทที่ว่าดีใจหาย หรือเลวร้ายเหลือ
"ความเป็นกลาง" ในยุคสมัยนี้ก็ถูกนำมาทบทวนกันแล้วกันอีก
ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะการจับตามองจากผู้เสพสื่อ ต่อสื่อมวลชน ให้ทำการทบทวนการนำเสนอข่าว เพื่อการทำงานอย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้น แต่การวัดความเป็นกลาง ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะการเมืองไทยในยุคนี้ แม้จะสนุกกับโค้ดสี เหลือง แดง ฟ้า ขาว แต่ก็ใช่ว่าเราจะสามารถจับเรียงสีเหล่านั้นมาเป็นสเปคตรัม แล้วเอาตัวเราไปวางอยู่ตรงกลาง ตัวเราตกไปอยู่ตรงสีไหน ก็กลายว่าเราเป็นกลางแล้ว ถ้าง่ายอย่างนั้นก็คงดีสินะครับ
"ความเป็นกลาง" จะยึดความเป็นกลางจากคนไหน คนเขียน คนรายงาน คนข่าว หรือคนอ่าน ถ้าวัดที่คนอ่าน แล้วคำถามคือว่าคนอ่านคนไหน? คนอ่านคนที่1 คนอ่านคนที่2 คนอ่านคนที่3 คนอ่านคนที่4? ศัพท์ที่พวกเราใช้หยอกล้อกันตลอด คือคนข่าวบางคนรายงานได้เป็นกลางมากๆ ไม่ใช่ว่ารายงานดี เป็นธรรมและครอบคลุมนะครับ แต่รายงานได้เป็นกลางแบบ “กลางใจคน” มาก คือรู้ว่าคนอยากได้ยินอะไร ก็รายงานเช่นนั้น เขียนเช่นนั้น ทั้งๆที่เป็นเรื่องเท็จ หรือเป็นความจริงข้างเดียว เป็นกลางแบบนี้ ก็ไม่น่าจะถูกอีก
แล้วไม่เขียนเอาใจคนใดคนหนึ่ง แต่ถ้าจะให้เขียนเอาใจคนทุกคนก็คงไม่ได้ ตกลงต้องทำยังไง? ที่ผมทำมาตลอด คือเขียนเอาใจตัวเองนี่แหละครับ คิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น แต่สำคัญว่าต้องเขียนต้องรายงานผ่านจิตสำนึกที่มีอยู่ ผ่านความรู้ ผ่านประสบการณ์ ผ่านความหวังดีที่มีให้กับสังคม ถ้าลองได้ยึดหลักตรงนี้ไว้จะไม่เหนื่อย ไม่ต้องตามเอาใจสังคมว่าใครเขาคิดอย่างไร ไม่ต้องตามไปนั่งกลางใจใครๆเขา นี่คือหลักที่ผมยึดไว้
มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นก็มองผ่านเลนส์ของเรา ว่าอย่างนี้มันถูกหรือผิด ถ้าผิดนี่ผิดเพราะอะไร ถ้าถูกก็ต้องตอบตัวเองได้ ว่าถูกเพราะอะไร หมั่นตั้งคำถามกับเหตุการณ์นั้นๆ และเขียน-รายงานด้วยจิตสำนึกที่ดี ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของเรา ถ้าทำอย่างนี้ได้ ก็ไม่ต้องไประแวงระวังอะไร ไม่ต้องไปตามเอาใจใคร ยึดหลักของเราไว้ ใครมาชมเราเราก็ไม่ต้องเหลิง เพราะเราไม่ได้เอาใจเขา เราแค่เขียนในสิ่งที่เราคิด หรือถ้าใครมาวิจารณ์ มาต่อว่า ก็ไม่ต้องวิตกเกินไป รับฟังคำวิจารณ์ อันไหนถูกต้องเราก็นำมาปรับใช้ อันไหนผิดเพี้ยนแปลกประหลาดไปก็ไม่ต้องไปเป็นกังวล เพราะเราอธิบายได้ว่าเหตุใดเราถึงคิดแบบนั้น
นี่แหละครับที่ผมยึดเอาไว้ จนผ่านมาได้สามม็อบสี่ม็อบ ใครจะมาใครจะไป พรรคโน้นพรรคนี้ อย่างไร แต่ขอให้เรายึดไว้เท่านี้ เราก็สบายใจ ใครจะว่าอะไรเราว่าเราอยู่ข้างไหนสีไหน เราก็รู้ใจของเราอยู่ ดีกว่าไปนั่งเอาใจคนโน้นคนนี้ มีคนชื่นชอบชื่นชมก็จริง แต่เราจะไล่ตามใจคนอื่นเข้าได้แค่ไหน
แต่ถ้าเรายึดหลักของตัวเองไว้ ตามความรู้สึกนึกคิดที่ดี ด้วยเจตนาที่ดี เราก็จะไม่เหนื่อย ไม่ต้องวิ่งตามกระแสอะไร และเวลาจะผ่านไปแค่ไหน เมื่อมองย้อนกลับมา เราก็จะมั่นใจได้เสมอว่างานทุกชิ้นมาจากความคิดของเรา ที่หวังดีกับสังคม
31 สิงหาคม 2011
17 สิงหาคม 2011
haha....
| Tweet |
|
- Manchester United is the type of student who jokes a lot in class but after exams will always be at the top.
-Arsenal is the type of student who keeps on failing exams but his dad will always tells him "my son am sure next time you will pass"
-Chelsea is that kid who is disillusioned at school and cant achieve much coz a kid whose father is richer has joined the school.
-Liverpool is that kid whose only pride in attending classes is because his grandfather used to be a bright student! xD
via facebook: global devil
-Arsenal is the type of student who keeps on failing exams but his dad will always tells him "my son am sure next time you will pass"
-Chelsea is that kid who is disillusioned at school and cant achieve much coz a kid whose father is richer has joined the school.
-Liverpool is that kid whose only pride in attending classes is because his grandfather used to be a bright student! xD
via facebook: global devil
16 สิงหาคม 2011
สัมภาษณ์นที สรวารี: “มองสนามหลวง เห็นคนสนามหลวง ให้เป็นคน”
| Tweet |
|
ที่เห็นและเป็นอยู่
สัมภาษณ์นที สรวารี: “มองสนามหลวง เห็นคนสนามหลวง ให้เป็นคน”
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
เปิดหน้าคุย ตอน1 ช่วง1
เปิดหน้าคุย ตอน1 ช่วง2
สามทุ่มครึ่งของค่ำคืนวันฝนพรำ วันที่10สิงหาคม ผมเดินสำรวจสนามหลวงหลังปิดปรับปรุงเสร็จสิ้นแล้ว พบเห็นภาพคนเร่ร่อนไม่น้อยที่เข้ามาหลบฝนใต้เต้นท์จัดงานวันแม่แห่งชาติ ก่อนที่จะค่อยๆถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเทศกิจ "เชิญ" ออกทีหละคนสองคน จนไม่มีใครหลงเหลืออยู่ในอาณาเขตบริเวณรั้วท้องสนามหลวง ตรงความประสงค์ของกรุงเทพมหานคร ในการจัดระเบียบ ที่มาพร้อมกฎที่สร้างผลกระทบกับคนที่ใช้ชีวิต "เกี่ยวพัน" กับท้องสนามหลวง คือห้ามขายของ-ห้ามนอนค้าง
ผมได้คุยกับคนเร่ร่อนหลายคนที่ถูก "ไล่" ในค่ำคืนวันนั้น (ไม่รู้จะใช้คำกิริยาไหน เพราะคนสองกลุ่มก็ใช้ไม่เหมือนกัน ฝั่งเจ้าหน้าที่บอก"เชิญ" ฝั่งคนเร่ร่อนบอก"ไล่") ทุกคนสะท้อนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ "ขอแค่ได้มาหลบฝน แค่นี้ก็ให้ไม่ได้ ไล่กันเหมือนหมูเหมือนหมา สมัยทักษิณไม่เคยมีปัญหาอย่างงี้ นอนได้ตลอด" คุณลุงเร่ร่อนคนหนึ่งสะท้อนความรู้สึกออกมา ซึ่งผิดถูกอย่างไร เวลาจะบอกคุณลุงเอง แต่นี่คืออารมณ์จริงๆ ของคนรอบๆท้องสนามหลวง
“นที สรวารี” ทำงานสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน พร้อมอุปกรณ์สารพัดนึก ทั้งชุดปฐมพยาบาล ถัง กระป๋อง กระแป๋ง (เพื่อช่วยคนเร่ร่อนบางส่วนอาบน้ำ) ไปจนถึงถุงยางอนามัย ทำงานใกล้ชิดกับ "คนสนามหลวง" ทั้งคนเร่ร่อน คนขายของ คนที่เคยเร่ร่อนแล้วมาขายของ อดีตนักโทษที่ไม่มีที่ไป ผู้ให้บริการทางเพศ ที่หลายคนเรียกว่า "ผีขนุน" แต่คุณนทีไม่พึงใจที่จะใช้คำนี้มากนัก เพราะคนขายบริการทางเพศ ก็ถือเป็น "คนหนึ่งคน" อยู่ ไม่ได้สูญเสียจิต วิญญานหรือชีวิตไปไหน ที่จะต้องมาถูกเรียกว่า "ผี"
"คนหนึ่งคน" เป็นคำที่สะท้อนทัศนคติในการออกไปทำงานอาสาของคุณนทีได้อย่างมาก
“เราต้องมองเห็นคนเท่ากับคน ไม่ใช่ว่าเห็นคนเท่ากันนะ แค่เห็นคนหนึ่งคนให้เท่ากับคนอีกหนึ่งคน ที่ผ่านมาคนที่สนามหลวง ได้รับโอกาสไม่เท่ากับคนอื่น เพราะเขาไม่เคยได้รับการมองเห็นจากคนในสังคมเลย แต่สุดท้ายความเป็นคนมันเท่ากัน เราอาจจะเข้านอนเปิดแอร์ เขาอาจจะนอนริมคลองหลอด เราอาจจะนอนแช่ในอ่างน้ำ เขาอาจจะอาบน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เขาก็เป็นคนเท่ากับเรา ซึ่งที่ผ่านมาคนไทยไม่ค่อยมองเห็นเขาเป็นคนเท่ากัน แล้วจะได้รับรู้ปัญหาเขาได้อย่างไร”
“คนสนามหลวงไม่ได้รับการมองว่าเป็นคนเหมือนคนอื่นหรอครับ?”
“คนสนามหลวงจะมีคนแตะก็ตอนที่มีปัญหาเกิดขึ้น แล้วมาแตะนี่ไม่ได้แปลว่ามองเห็นว่าเป็นคนเท่ากันนะ แค่เข้ามาแตะ เพราะคนสนามหลวงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา อย่างสองปีที่แล้วตอนที่ทำสนามหลวงครั้งแรกก็มีคนมาแตะ ในมุมที่ว่าต้องหาทางจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะต้องเข้ามาดูแลสนามหลวง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน คนสนามหลวงก็ได้รับการสนใจบ้าง เพราะกำลังถูกจัดการอยู่ แต่ไม่เคยมีใครจะแก้ปัญหาให้เขาจริงๆ”
“การเห็นคนเท่ากับคนมันจะช่วยแก้ปัญหาได้?”
“ใช่ครับ ไม่ใช่แค่ปัญหาสนามหลวง แต่รวมถึงปัญหาสังคมทุกอย่าง ทุกวันนี้เวลาเราเห็นใครนอนป่วยอยู่ข้างถนน เราจะกลัว เราจะมองข้ามไปว่าเขาก็คือคนหนึ่งคน แต่ถ้าเรามองเห็นคนคนนี้เป็นคนหนึ่งคน เป็นคนเท่ากับเรา เท่ากับพี่เรา เท่ากับแม่เรา เราจะเข้าไปช่วย แรกๆอาจจะยังไม่กล้าให้ขึ้นรถพาไปโรงพยาบาล เราก็ช่วยโทรบอกตำรวจก่อน”
“มันสามารถช่วยในภาพรวมของสังคมได้?”
“ถ้าเราทำจากจุดแรกด้วยความเข้าใจก่อน มันก็จะช่วยต่อกันไปได้เป็นทอดๆ ทุกวันนี้ผมยังเห็นคนคุ้ยขยะหาอาหารกินอยู่ แต่ผมก็รู้จักคนที่กินเบอร์เกอร์คำเดียวพอไม่อร่อยก็ขว้างทิ้ง นี่คือตัวสะท้อนว่าสังคมยังไม่เท่าเทียมกัน คนรวยถ้ามองเห็นคนเท่ากับคน ขับรถเจอคนเร่ร่อน ถ้าคิดนำอาหารมาฝากเขา ค่อยๆทำไปทีหละนิด ซักวันหนึ่งเราจะเข้าใจเขา และเขาก็จะเข้มแข็งขึ้น แล้วพอมันทำส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ทุกอย่างมันจะได้รับการแก้ไข เพราะคนจะช่วยเหลือกันโดยปริยาย และทำโดยมีความสุขไปโดยปริยาย”
คุณนทีเล่าวันทุกวันนี้คนเร่ร่อนที่เคยอยู่รอบๆสนามหลวง ก็ยังไม่สามารถหาที่พักพิงถาวรให้กับตัวเองได้ ทำได้แค่ขยับออกไปอยู่ในจุดที่ห่างออกไป ใต้สะพานปิ่นเกล้าบ้าง ใต้สะพานอรุณอัมรินทร์บ้าง หรือเอาเฉพาะจุดที่พูดคุย อย่างสะพานผ่านพิภพธงไชยจุดที่รถเคลื่อนที่ของคุณนทีจอดอยู่ ก็มีคนเร่ร่อนมาหลบพักอาศัยอยู่ไม่น้อย มีทั้งคนเสียสติ ทั้งอดีตนักโทษ รวมถึงคนที่เจ็บป่วยขนาดที่คุณนทียอมรับว่าอีกไม่นานก็เสียชีวิต ซึ่งใช้ชีวิตท่ามกลางความกลิ้นคลุ้งเคล้าของปัสสาวะและอุจจาระ คุณนทีเล่าว่าที่ผ่านมาพยายามร้องขอให้กรุงเทพมหานครนำรถสุขาเคลื่อนที่มาให้ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
การช่วยเหลือคนเร่ร่อนมีตั้งแต่ช่วยอาบน้ำ หลายคนคุณนทีเล่าว่าไม่เคยอาบน้ำมาก่อนทั้งชีวิตจนมาเจออาสาสมัคร ช่วยให้เรียนรู้ในการใช้ชีวิต เช่นให้ฝึกในการซื้อของ โดยเมื่อคนเร่ร่อนมาขอข้าวกิน สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชนของคุณนทีจะให้เงินกับคนเร่ร่อน (ไม่ให้ข้าวโดยตรง เพราะเมื่อไม่มีสมาคมแล้ว คนเร่ร่อนจะได้ปรับตัวเป็น) แรกๆจะให้เงินพอดีกับอาหารที่ซื้อ ต่อไปเมื่อวางใจได้ อาจจะให้เงินไปเกินบ้าง เพื่อฝึกให้ทอนเงิน คิดเงินเป็น ซึ่งคุณนทีบอกว่ามันช่วยฝึกคนเร่ร่อนเหล่านี้ได้ด้วย เพราะบางคนเคยเป็นหัวขโมย เคยเป็นคนที่สังคมแถวสนามหลวงไม่รับ พอได้รับการเรียนรู้แล้วคนก็จะเริ่มรับได้ เป็นที่รักของสังคมจำนวนหนึ่ง
การช่วยเหลือของอาสาสมัครช่วยครบวงจร ช่วยทุกเรื่อง จนถึง “ช่วยตาย” คุณนทีเล่าว่าคนเร่ร่อนหลายๆเจ็บป่วยจนเสียชีวิตที่ท้องสนามหลวง สมาคมก็ช่วยประสานต่อให้ญาติ ถ้าญาติรับคนเร่ร่อนไปก็จบปัญหา แต่ถ้าไม่รับสมาคมก็จะช่วยจัดงานศพให้ ถ้าเป็นชาวพุทธก็ช่วยเผา ถ้าเป็นอิสลามก็ช่วยฝังให้ ซึ่งสมาคมต้องเข้ามาช่วยทำตั้งแต่เรื่องพินัยกรรม เพราะคนเหล่านี้ไม่น้อยที่ไม่มีหลักฐานว่าเป็นคนไทย พอไม่มีหลักฐานบัตรประชาชน คนเร่ร่อนเหล่านี้ก็จะถูกนำตัวไปฝังรวมที่ต่างจังหวัด ผ่านมูลนิธิทั้งปอเต๊กตึ้ง ทั้งร่วมกตัญญู ฝังรวมไว้รอ15-20ปีเป็นอย่างน้อย รอให้มั่นใจว่าเป็นศพไร้ญาติ จึงได้รับการขุดมาเผารวม ซึ่งคุณนทีบอกว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคนไทยได้ ซึ่งการช่วยเหลือทางเอกสารตรงนี้จะแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์คนตายได้ด้วย
คุณนทีอธิบายวิธีการแก้ปัญหาใหญ่ๆของท้องสนามหลวงและคนที่อยู่โดยรอบไว้ด้วย
1. จ้างคนเร่ร่อนให้ช่วยดูแลสนามหลวง - “ผมเคยเสนอให้กรุงเทพมหานครเอาคนเร่ร่อนเข้าไปช่วยทำงานพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ จ้างเขาก็ได้ วันละ250บาท ผมเคยคำนวนแล้ว500วันที่สร้างสนามหลวง ใช้เงิน10ล้านบาทจะจ้างได้80คน ให้คนเหล่านี้เขาได้เติบโตมากับขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของสนามหลวง ซึ่งสุดท้ายเขาจะผูกพันธ์และช่วยดูแลสนามหลวงแห่งใหม่เอง สนามหลวงก็จะมีคนดูแล คนเร่ร่อนเหล่านี้ก็จะค่อยๆเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ”
2. ลดงบประมาณจ้างคนเฝ้าสนามหลวง – “ทุกวันนี้กรุงเทพมหานครเสียเงินจ้างตำรวจเทศกิจให้เข้ามาดูแลสนามหลวงวันละ 30,000 บาท สิ้นเปลืองทำไมกับตรงนี้ คือถ้าทำข้อแรกเราจะได้คนสนามหลวงช่วยดูแลเอง เพราะเขารู้สึกผูกพันธ์กับสนามหลวงแล้ว งบประมาณจ้างเทศกิจและเจ้าหน้าที่วันละสามหมื่น คำนวนแล้วปีละ10ล้านบาท เอาเงินตรงนี้ไปจ้างคนที่มีความสามารถมาช่วยคิดช่วยพัฒนาสนามหลวงดีกว่า เสียเงินปีละ10ล้านเพื่อหาคนมาเฝ้าสนามหญ้าทำไม?”
3. รถรับส่ง – “ทุกวันนี้กรุงเทพมหานครก็จะอ้างว่าหาแล้ว แต่ความจริงวิธีที่กรุงเทพมหานครทำอยู่มันไม่แก้ปัญหาไม่ครบวงจร การไปหาที่อยู่ไกลๆอ่อนนุชบ้าง ดินแดงบ้าง ให้คนเร่ร่อนที่ทำงานอยู่รอบๆสนามหลวง เขาก็ไม่ไปกัน ถ้าจะใหอยู่ที่ตรงนั้นจริงก็ต้องมีรถรับส่งให้เขา ให้เขาสามารถใช้ชีวิตเช่นปกติได้”
4. สื่อสารให้คนเข้าใจคนเร่ร่อนใหม่ – “ทางออกอีกทางคือหาที่อยู่รอบๆท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานครควรเข้าไปทำประพิจารณ์พื้นที่ที่พอจะมองเห็นช่องทางได้ว่าสามารถให้คนเหล่านี้ไปอยู่ได้ แล้วที่สำคัญคือการพูดคุยกับคนในพื้นที่ใหม่ กรุงเทพมหานครห้ามสื่อสารในแนวทางว่าปัญหาที่สนามหลวงเป็นปัญหาอาชญากรรมแบบที่ทำมา เพราะพอไปเสนอเช่นนั้น คนที่พื้นที่ใหม่จะเกรงกลัวทันที เพราะคนเหล่านี้เป็นปัญหาอาชญากรรมเท่ากับว่าเขาเป็นอาชญากรทันที”
5. หาที่อยู่ใหม่รายวัน – “คนเร่ร่อนไม่สามารถเช่าห้องพักรายเดือนได้ ผมเสนอให้ทำเป็นรายวัน วันละ80-100บาทก็ได้ จะช่วยให้คนเหล่านี้มีที่พักพิงได้ง่ายขึ้น”
สนามหลวงก็เป็นพื้นที่ที่มีมิติในทางการเมืองอยู่มาก และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่กรุงเทพมหานครยกมาห้ามคนใช้สนามหลวงเป็นพื้นที่การชุมนุม นที สรวารี มองแบบเป็นธรรมว่าที่ผ่านมาการชุมนุมของคนทั้งสองขั้วก็สร้างปัญหาให้สนามหลวง “คนเสื้อเหลืองตอนนั้นต้องยอมรับว่าคิดว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกับประชาธิปัตย์ พวกเดียวกับกรุงเทพมหานคร เวลาทำอะไรก็ละเลย มาชุมนุมก็คิดว่าเดี๋ยวกรุงเทพมหานครจะเข้ามาทำความสะอาดให้ เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนกัน ช่วยกันได้”
“แล้วเสื้อแดงหละครับ?”
“เสื้อแดงนี่หนักกว่าอีก เพราะมองว่าทั้งรัฐบาลตอนนั้นและกรุงเทพมหานครเป็นพวกประชาธิปัตย์ เลยกลายเป็นพวกฝั่งตรงข้าม แล้วพอมารวมตัวชุมนุมกันมากๆ มีอารมณ์โกรธชังขึ้นไปอีก ทีนี้ก็ไม่ใส่ใจสนามหลวงแล้ว สร้างความเสียหายทั้งๆที่รู้ บางคนตั้งใจทำให้เสียหายด้วย เพราะมองว่าเป็นสมบัติของฝั่งตรงข้าม”
“คุณนทีก็ถูกมองว่าเป็นเสื้อแดงคนนึง?”
ผมถามโดยย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ ที่คุณนที สรวารี ถูกตำรวจ6คนหิ้วปีก ขณะยืนตะโกนเรียกร้องขอสิทธิในการแสดงออก ท่ามกลางกิจกรรม วันอาทิตย์สีแดง ซึ่งต่อมาในเวลาได้รับการปล่อยตัวออกจากโรงพัก โดยถูกปรับไป100บาท เป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในหน้าข่าวช่วงสั้นๆ แต่เป็นภาพจำของใครหลายๆคน
“ผมก็ยอมรับว่าเป็นคนเสื้อแดง แต่ขอเล่าที่มาที่ไปว่าผมไปร่วมชุมนุมช่วงสั้นๆ ว่าไปเพราะมีคนเร่ร่อนที่ผมดูแลอยู่ ถูกยิงเสียชีวิต7ศพ ในฐานะของชายและหญิงไม่ทราบชื่อ”
“เป็นเหตุการณ์ที่พี่อยู่ร่วมด้วย?”
“ใช่ครับ เหตุการณ์นึงเกิดขึ้นที่สามเหลี่ยมดินแดง เหตุเกิดขึ้นกับป้าคนนึง ผมจำได้ว่าตอนนั้นมีคนตะโกนเตือน “อย่าเข้าไปเค้ากำลังยิงกันอยู่” ป้าคนนั้นก็ยังเดินเข้าไป แล้วก็มีคนตะโกนเตือนฝั่งเจ้าหน้าที่ “อย่ายิงๆ ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเสียสติ” ทันทีที่จบประโยคนี้ผู้หญิงคนนี้ถูกยิงร่วงลงและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล นี่คือสาเหตุที่ทำให้ออกไปเรียกร้อง เพราะต้องการออกไปเรียกร้องให้กับคนที่เสียชีวิต”
นี่คือเสียงสะท้อนจากคนหนึ่งคน ที่คลุกคลีกับชีวิตรอบๆท้องสนามหลวง กับความคิดง่ายๆที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องซับซ้อนในการทำความเข้าใจ ในการที่เราจะ “เห็นคนให้เท่ากับคน”
สัมภาษณ์นที สรวารี: “มองสนามหลวง เห็นคนสนามหลวง ให้เป็นคน”
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
เปิดหน้าคุย ตอน1 ช่วง1
เปิดหน้าคุย ตอน1 ช่วง2
สามทุ่มครึ่งของค่ำคืนวันฝนพรำ วันที่10สิงหาคม ผมเดินสำรวจสนามหลวงหลังปิดปรับปรุงเสร็จสิ้นแล้ว พบเห็นภาพคนเร่ร่อนไม่น้อยที่เข้ามาหลบฝนใต้เต้นท์จัดงานวันแม่แห่งชาติ ก่อนที่จะค่อยๆถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเทศกิจ "เชิญ" ออกทีหละคนสองคน จนไม่มีใครหลงเหลืออยู่ในอาณาเขตบริเวณรั้วท้องสนามหลวง ตรงความประสงค์ของกรุงเทพมหานคร ในการจัดระเบียบ ที่มาพร้อมกฎที่สร้างผลกระทบกับคนที่ใช้ชีวิต "เกี่ยวพัน" กับท้องสนามหลวง คือห้ามขายของ-ห้ามนอนค้าง
ผมได้คุยกับคนเร่ร่อนหลายคนที่ถูก "ไล่" ในค่ำคืนวันนั้น (ไม่รู้จะใช้คำกิริยาไหน เพราะคนสองกลุ่มก็ใช้ไม่เหมือนกัน ฝั่งเจ้าหน้าที่บอก"เชิญ" ฝั่งคนเร่ร่อนบอก"ไล่") ทุกคนสะท้อนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ "ขอแค่ได้มาหลบฝน แค่นี้ก็ให้ไม่ได้ ไล่กันเหมือนหมูเหมือนหมา สมัยทักษิณไม่เคยมีปัญหาอย่างงี้ นอนได้ตลอด" คุณลุงเร่ร่อนคนหนึ่งสะท้อนความรู้สึกออกมา ซึ่งผิดถูกอย่างไร เวลาจะบอกคุณลุงเอง แต่นี่คืออารมณ์จริงๆ ของคนรอบๆท้องสนามหลวง
“นที สรวารี” ทำงานสมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน พร้อมอุปกรณ์สารพัดนึก ทั้งชุดปฐมพยาบาล ถัง กระป๋อง กระแป๋ง (เพื่อช่วยคนเร่ร่อนบางส่วนอาบน้ำ) ไปจนถึงถุงยางอนามัย ทำงานใกล้ชิดกับ "คนสนามหลวง" ทั้งคนเร่ร่อน คนขายของ คนที่เคยเร่ร่อนแล้วมาขายของ อดีตนักโทษที่ไม่มีที่ไป ผู้ให้บริการทางเพศ ที่หลายคนเรียกว่า "ผีขนุน" แต่คุณนทีไม่พึงใจที่จะใช้คำนี้มากนัก เพราะคนขายบริการทางเพศ ก็ถือเป็น "คนหนึ่งคน" อยู่ ไม่ได้สูญเสียจิต วิญญานหรือชีวิตไปไหน ที่จะต้องมาถูกเรียกว่า "ผี"
"คนหนึ่งคน" เป็นคำที่สะท้อนทัศนคติในการออกไปทำงานอาสาของคุณนทีได้อย่างมาก
“เราต้องมองเห็นคนเท่ากับคน ไม่ใช่ว่าเห็นคนเท่ากันนะ แค่เห็นคนหนึ่งคนให้เท่ากับคนอีกหนึ่งคน ที่ผ่านมาคนที่สนามหลวง ได้รับโอกาสไม่เท่ากับคนอื่น เพราะเขาไม่เคยได้รับการมองเห็นจากคนในสังคมเลย แต่สุดท้ายความเป็นคนมันเท่ากัน เราอาจจะเข้านอนเปิดแอร์ เขาอาจจะนอนริมคลองหลอด เราอาจจะนอนแช่ในอ่างน้ำ เขาอาจจะอาบน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แต่เขาก็เป็นคนเท่ากับเรา ซึ่งที่ผ่านมาคนไทยไม่ค่อยมองเห็นเขาเป็นคนเท่ากัน แล้วจะได้รับรู้ปัญหาเขาได้อย่างไร”
“คนสนามหลวงไม่ได้รับการมองว่าเป็นคนเหมือนคนอื่นหรอครับ?”
“คนสนามหลวงจะมีคนแตะก็ตอนที่มีปัญหาเกิดขึ้น แล้วมาแตะนี่ไม่ได้แปลว่ามองเห็นว่าเป็นคนเท่ากันนะ แค่เข้ามาแตะ เพราะคนสนามหลวงถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา อย่างสองปีที่แล้วตอนที่ทำสนามหลวงครั้งแรกก็มีคนมาแตะ ในมุมที่ว่าต้องหาทางจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะต้องเข้ามาดูแลสนามหลวง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน คนสนามหลวงก็ได้รับการสนใจบ้าง เพราะกำลังถูกจัดการอยู่ แต่ไม่เคยมีใครจะแก้ปัญหาให้เขาจริงๆ”
“การเห็นคนเท่ากับคนมันจะช่วยแก้ปัญหาได้?”
“ใช่ครับ ไม่ใช่แค่ปัญหาสนามหลวง แต่รวมถึงปัญหาสังคมทุกอย่าง ทุกวันนี้เวลาเราเห็นใครนอนป่วยอยู่ข้างถนน เราจะกลัว เราจะมองข้ามไปว่าเขาก็คือคนหนึ่งคน แต่ถ้าเรามองเห็นคนคนนี้เป็นคนหนึ่งคน เป็นคนเท่ากับเรา เท่ากับพี่เรา เท่ากับแม่เรา เราจะเข้าไปช่วย แรกๆอาจจะยังไม่กล้าให้ขึ้นรถพาไปโรงพยาบาล เราก็ช่วยโทรบอกตำรวจก่อน”
“มันสามารถช่วยในภาพรวมของสังคมได้?”
“ถ้าเราทำจากจุดแรกด้วยความเข้าใจก่อน มันก็จะช่วยต่อกันไปได้เป็นทอดๆ ทุกวันนี้ผมยังเห็นคนคุ้ยขยะหาอาหารกินอยู่ แต่ผมก็รู้จักคนที่กินเบอร์เกอร์คำเดียวพอไม่อร่อยก็ขว้างทิ้ง นี่คือตัวสะท้อนว่าสังคมยังไม่เท่าเทียมกัน คนรวยถ้ามองเห็นคนเท่ากับคน ขับรถเจอคนเร่ร่อน ถ้าคิดนำอาหารมาฝากเขา ค่อยๆทำไปทีหละนิด ซักวันหนึ่งเราจะเข้าใจเขา และเขาก็จะเข้มแข็งขึ้น แล้วพอมันทำส่งต่อกันไปเรื่อยๆ ทุกอย่างมันจะได้รับการแก้ไข เพราะคนจะช่วยเหลือกันโดยปริยาย และทำโดยมีความสุขไปโดยปริยาย”
คุณนทีเล่าวันทุกวันนี้คนเร่ร่อนที่เคยอยู่รอบๆสนามหลวง ก็ยังไม่สามารถหาที่พักพิงถาวรให้กับตัวเองได้ ทำได้แค่ขยับออกไปอยู่ในจุดที่ห่างออกไป ใต้สะพานปิ่นเกล้าบ้าง ใต้สะพานอรุณอัมรินทร์บ้าง หรือเอาเฉพาะจุดที่พูดคุย อย่างสะพานผ่านพิภพธงไชยจุดที่รถเคลื่อนที่ของคุณนทีจอดอยู่ ก็มีคนเร่ร่อนมาหลบพักอาศัยอยู่ไม่น้อย มีทั้งคนเสียสติ ทั้งอดีตนักโทษ รวมถึงคนที่เจ็บป่วยขนาดที่คุณนทียอมรับว่าอีกไม่นานก็เสียชีวิต ซึ่งใช้ชีวิตท่ามกลางความกลิ้นคลุ้งเคล้าของปัสสาวะและอุจจาระ คุณนทีเล่าว่าที่ผ่านมาพยายามร้องขอให้กรุงเทพมหานครนำรถสุขาเคลื่อนที่มาให้ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ
การช่วยเหลือคนเร่ร่อนมีตั้งแต่ช่วยอาบน้ำ หลายคนคุณนทีเล่าว่าไม่เคยอาบน้ำมาก่อนทั้งชีวิตจนมาเจออาสาสมัคร ช่วยให้เรียนรู้ในการใช้ชีวิต เช่นให้ฝึกในการซื้อของ โดยเมื่อคนเร่ร่อนมาขอข้าวกิน สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชนของคุณนทีจะให้เงินกับคนเร่ร่อน (ไม่ให้ข้าวโดยตรง เพราะเมื่อไม่มีสมาคมแล้ว คนเร่ร่อนจะได้ปรับตัวเป็น) แรกๆจะให้เงินพอดีกับอาหารที่ซื้อ ต่อไปเมื่อวางใจได้ อาจจะให้เงินไปเกินบ้าง เพื่อฝึกให้ทอนเงิน คิดเงินเป็น ซึ่งคุณนทีบอกว่ามันช่วยฝึกคนเร่ร่อนเหล่านี้ได้ด้วย เพราะบางคนเคยเป็นหัวขโมย เคยเป็นคนที่สังคมแถวสนามหลวงไม่รับ พอได้รับการเรียนรู้แล้วคนก็จะเริ่มรับได้ เป็นที่รักของสังคมจำนวนหนึ่ง
การช่วยเหลือของอาสาสมัครช่วยครบวงจร ช่วยทุกเรื่อง จนถึง “ช่วยตาย” คุณนทีเล่าว่าคนเร่ร่อนหลายๆเจ็บป่วยจนเสียชีวิตที่ท้องสนามหลวง สมาคมก็ช่วยประสานต่อให้ญาติ ถ้าญาติรับคนเร่ร่อนไปก็จบปัญหา แต่ถ้าไม่รับสมาคมก็จะช่วยจัดงานศพให้ ถ้าเป็นชาวพุทธก็ช่วยเผา ถ้าเป็นอิสลามก็ช่วยฝังให้ ซึ่งสมาคมต้องเข้ามาช่วยทำตั้งแต่เรื่องพินัยกรรม เพราะคนเหล่านี้ไม่น้อยที่ไม่มีหลักฐานว่าเป็นคนไทย พอไม่มีหลักฐานบัตรประชาชน คนเร่ร่อนเหล่านี้ก็จะถูกนำตัวไปฝังรวมที่ต่างจังหวัด ผ่านมูลนิธิทั้งปอเต๊กตึ้ง ทั้งร่วมกตัญญู ฝังรวมไว้รอ15-20ปีเป็นอย่างน้อย รอให้มั่นใจว่าเป็นศพไร้ญาติ จึงได้รับการขุดมาเผารวม ซึ่งคุณนทีบอกว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับคนไทยได้ ซึ่งการช่วยเหลือทางเอกสารตรงนี้จะแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์คนตายได้ด้วย
คุณนทีอธิบายวิธีการแก้ปัญหาใหญ่ๆของท้องสนามหลวงและคนที่อยู่โดยรอบไว้ด้วย
1. จ้างคนเร่ร่อนให้ช่วยดูแลสนามหลวง - “ผมเคยเสนอให้กรุงเทพมหานครเอาคนเร่ร่อนเข้าไปช่วยทำงานพัฒนาปรับปรุงพื้นที่ จ้างเขาก็ได้ วันละ250บาท ผมเคยคำนวนแล้ว500วันที่สร้างสนามหลวง ใช้เงิน10ล้านบาทจะจ้างได้80คน ให้คนเหล่านี้เขาได้เติบโตมากับขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงของสนามหลวง ซึ่งสุดท้ายเขาจะผูกพันธ์และช่วยดูแลสนามหลวงแห่งใหม่เอง สนามหลวงก็จะมีคนดูแล คนเร่ร่อนเหล่านี้ก็จะค่อยๆเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ”
2. ลดงบประมาณจ้างคนเฝ้าสนามหลวง – “ทุกวันนี้กรุงเทพมหานครเสียเงินจ้างตำรวจเทศกิจให้เข้ามาดูแลสนามหลวงวันละ 30,000 บาท สิ้นเปลืองทำไมกับตรงนี้ คือถ้าทำข้อแรกเราจะได้คนสนามหลวงช่วยดูแลเอง เพราะเขารู้สึกผูกพันธ์กับสนามหลวงแล้ว งบประมาณจ้างเทศกิจและเจ้าหน้าที่วันละสามหมื่น คำนวนแล้วปีละ10ล้านบาท เอาเงินตรงนี้ไปจ้างคนที่มีความสามารถมาช่วยคิดช่วยพัฒนาสนามหลวงดีกว่า เสียเงินปีละ10ล้านเพื่อหาคนมาเฝ้าสนามหญ้าทำไม?”
3. รถรับส่ง – “ทุกวันนี้กรุงเทพมหานครก็จะอ้างว่าหาแล้ว แต่ความจริงวิธีที่กรุงเทพมหานครทำอยู่มันไม่แก้ปัญหาไม่ครบวงจร การไปหาที่อยู่ไกลๆอ่อนนุชบ้าง ดินแดงบ้าง ให้คนเร่ร่อนที่ทำงานอยู่รอบๆสนามหลวง เขาก็ไม่ไปกัน ถ้าจะใหอยู่ที่ตรงนั้นจริงก็ต้องมีรถรับส่งให้เขา ให้เขาสามารถใช้ชีวิตเช่นปกติได้”
4. สื่อสารให้คนเข้าใจคนเร่ร่อนใหม่ – “ทางออกอีกทางคือหาที่อยู่รอบๆท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานครควรเข้าไปทำประพิจารณ์พื้นที่ที่พอจะมองเห็นช่องทางได้ว่าสามารถให้คนเหล่านี้ไปอยู่ได้ แล้วที่สำคัญคือการพูดคุยกับคนในพื้นที่ใหม่ กรุงเทพมหานครห้ามสื่อสารในแนวทางว่าปัญหาที่สนามหลวงเป็นปัญหาอาชญากรรมแบบที่ทำมา เพราะพอไปเสนอเช่นนั้น คนที่พื้นที่ใหม่จะเกรงกลัวทันที เพราะคนเหล่านี้เป็นปัญหาอาชญากรรมเท่ากับว่าเขาเป็นอาชญากรทันที”
5. หาที่อยู่ใหม่รายวัน – “คนเร่ร่อนไม่สามารถเช่าห้องพักรายเดือนได้ ผมเสนอให้ทำเป็นรายวัน วันละ80-100บาทก็ได้ จะช่วยให้คนเหล่านี้มีที่พักพิงได้ง่ายขึ้น”
สนามหลวงก็เป็นพื้นที่ที่มีมิติในทางการเมืองอยู่มาก และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่กรุงเทพมหานครยกมาห้ามคนใช้สนามหลวงเป็นพื้นที่การชุมนุม นที สรวารี มองแบบเป็นธรรมว่าที่ผ่านมาการชุมนุมของคนทั้งสองขั้วก็สร้างปัญหาให้สนามหลวง “คนเสื้อเหลืองตอนนั้นต้องยอมรับว่าคิดว่าตัวเองเป็นพวกเดียวกับประชาธิปัตย์ พวกเดียวกับกรุงเทพมหานคร เวลาทำอะไรก็ละเลย มาชุมนุมก็คิดว่าเดี๋ยวกรุงเทพมหานครจะเข้ามาทำความสะอาดให้ เพราะคิดว่าเป็นเพื่อนกัน ช่วยกันได้”
“แล้วเสื้อแดงหละครับ?”
“เสื้อแดงนี่หนักกว่าอีก เพราะมองว่าทั้งรัฐบาลตอนนั้นและกรุงเทพมหานครเป็นพวกประชาธิปัตย์ เลยกลายเป็นพวกฝั่งตรงข้าม แล้วพอมารวมตัวชุมนุมกันมากๆ มีอารมณ์โกรธชังขึ้นไปอีก ทีนี้ก็ไม่ใส่ใจสนามหลวงแล้ว สร้างความเสียหายทั้งๆที่รู้ บางคนตั้งใจทำให้เสียหายด้วย เพราะมองว่าเป็นสมบัติของฝั่งตรงข้าม”
“คุณนทีก็ถูกมองว่าเป็นเสื้อแดงคนนึง?”
ผมถามโดยย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ราชประสงค์ ที่คุณนที สรวารี ถูกตำรวจ6คนหิ้วปีก ขณะยืนตะโกนเรียกร้องขอสิทธิในการแสดงออก ท่ามกลางกิจกรรม วันอาทิตย์สีแดง ซึ่งต่อมาในเวลาได้รับการปล่อยตัวออกจากโรงพัก โดยถูกปรับไป100บาท เป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในหน้าข่าวช่วงสั้นๆ แต่เป็นภาพจำของใครหลายๆคน
“ผมก็ยอมรับว่าเป็นคนเสื้อแดง แต่ขอเล่าที่มาที่ไปว่าผมไปร่วมชุมนุมช่วงสั้นๆ ว่าไปเพราะมีคนเร่ร่อนที่ผมดูแลอยู่ ถูกยิงเสียชีวิต7ศพ ในฐานะของชายและหญิงไม่ทราบชื่อ”
“เป็นเหตุการณ์ที่พี่อยู่ร่วมด้วย?”
“ใช่ครับ เหตุการณ์นึงเกิดขึ้นที่สามเหลี่ยมดินแดง เหตุเกิดขึ้นกับป้าคนนึง ผมจำได้ว่าตอนนั้นมีคนตะโกนเตือน “อย่าเข้าไปเค้ากำลังยิงกันอยู่” ป้าคนนั้นก็ยังเดินเข้าไป แล้วก็มีคนตะโกนเตือนฝั่งเจ้าหน้าที่ “อย่ายิงๆ ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนเสียสติ” ทันทีที่จบประโยคนี้ผู้หญิงคนนี้ถูกยิงร่วงลงและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล นี่คือสาเหตุที่ทำให้ออกไปเรียกร้อง เพราะต้องการออกไปเรียกร้องให้กับคนที่เสียชีวิต”
นี่คือเสียงสะท้อนจากคนหนึ่งคน ที่คลุกคลีกับชีวิตรอบๆท้องสนามหลวง กับความคิดง่ายๆที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องซับซ้อนในการทำความเข้าใจ ในการที่เราจะ “เห็นคนให้เท่ากับคน”
Labels:
ที่เห็นและเป็นอยู่,
นที สรวารี,
สนามหลวง,
เนชั่นสุดสัปดาห์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)