27 กรกฎาคม 2011

สัมภาษณ์หัวหน้าชัยวัฒน์: ถอดบทเรียนแก่งกระจาน

ที่เห็นและเป็นอยู่
ถอดบทเรียนแก่งกระจาน
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์



หัวหน้ากรมอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้ที่นำเจ้าหน้าที่กรมอุทยานกว่า100ชีวิต เดินหน้าภารกิจลำเลียง14ศพที่ สลับสับเปลี่ยนทำงาน บางคนอยู่ท่ามกลางสภาพเมฆครึ้ม หมอกจัด นานกว่า10วัน เป็นผู้นำที่แตกต่างจากองค์กรทหาร เพราะทำงานหนักกว่าลูกน้อง รับผิดชอบงานจริง ลงลุยพื้นที่จริง บรรยากาศวันที่หัวหน้าชัยวัฒน์เดินทางกลับมาที่อุทยานจึงเต็มไปด้วยความชื่นมื่น ลูกน้องมายืนรอต้อนรับ หัวหน้าชัยวัฒน์ตะโกนแซวลูกน้องกลับไปว่า “เป็นไง คิดว่าได้เปลี่ยนหัวหน้าแล้วใช่ไหม?” ลูกน้องได้แต่หัวเราะกลับมา

10วัน เหนื่อยไหมครับ?
มันไม่มีคำว่าเหนื่อยอยู่แล้ว เพราะถึงแรงหมด มันก็ต้องทำ ภารกิจที่ผมมีคือเป็นผู้นำให้กับลูกน้อง คอยให้กำลังใจเขา เราจะแสดงอาการเหนื่อยไม่ได้และเราก็เชื่อตลอดว่า9คนยังรอดชีวิตอยู่ สองสิ่งนี้ช่วยให้เราทำงาน ถ้าเหนื่อยก็ต้องทำต่อไป

อุปสรรคใหญ่ที่สุดคืออะไรครับ?
ฝนตก หมอกลง ลมแรง พอเจอสามปัจจัยนี้มันทำให้เกิดปัญหา เพราะเราก่อไฟไม่ได้ พอเราก็ไฟไม่ได้ทั้งๆที่ตัวเราเปียกไปหมด
แล้วเจอปัญหาเรื่องของแมลงด้วย สิบวันเราอยู่กับเห็บ อยู่กับตัวลิ้น ตัวคุ่น พวกนี้มีอยู่เต็มป่า คือหน้าที่งานที่เราต้องทำก็หนักอยู่แล้ว แล้วมาเจอสภาพต่างๆพวกนี้ มันเลยเพิ่มความลำบากมากขึ้นด้วย

ได้นอนบ้างไหมครับเนี่ย?
แทบไม่ได้นอนเลย มันเปียก มันนอนไม่ได้ แล้วพอก่อไฟไม่ได้ ปัญหามันบานปลายไปหมด เพราะเสื้อผ้าเราที่เปียกฝนมา มันเอาไปผึ่งให้แห้งไม่ได้ ลองนึกดูสิ เอาแบบไม่ต้องนอนป่าก็ได้ ให้นอนที่บ้านสบายๆนี่แหละ แต่เสื้อผ้าเปียกหมดนะ มันนอนไม่หลับหรอก พวกเราได้นอนกันไม่เกิน3ชั่วโมงได้

สิบวันที่ผ่าน มีเหตุการณ์ไหนที่น่าประทับใจ และไม่น่าเชื่อบ้างครับ?
ตอนที่เราเจอศพแล้วเราต้องแบกกลับไปที่เนิน1100 ผมได้ยกมือขอไว้ ซึ่งมันมีเหตุการณ์ไม่น่าเชื่อ คือตอนขาออกมาเราใช้เวลาเดินเท้า5ชั่วโมง แล้วตอนขากลับเราเหลือเวลาแค่4ชั่วโมง แล้วเราต้องแบกศพกลับด้วย คือถ้าไปเส้นทางเดิมนี่เราไปไม่ทันเฮลิคอปเตอร์ ไม่ทันฟ้าเปิดแน่ๆ ผมเลยยกมือขอให้เขาช่วยผมนำทางหน่อย ปรากฏว่าขากลับ มีอะไรซักอย่างพาให้เราเดินไปอีกเส้นทางหนึ่ง เดินตะลุยไปเรื่อย เจอป่าทึบกว่าอีก ต้องถางที่มากกว่าขามาอีก แต่ปรากฏว่าใช้เวลาเพียงแค่3ชั่วโมง มาถึงทันเฮลิคอปเตอร์ ทำให้เราส่ง2ศพออกมาก่อนได้ทัน
มันเลยกลายเป็นปาฎิหาริย์ในหัวใจ เหมือนว่ามีใครซักคนนำเรา เราไม่ได้นำเค้า ผมเลยเชื่อลึกๆว่านี่แหละ พี่ตะวันนำทางผมอยู่ เชื่อว่าพี่ตะวันคงอยากกลับบ้าน รู้ว่ามีคนรออยู่

พูดถึงศพ 10คืนที่ผ่านมา ก็ต้องนอนเฝ้าศพด้วย?
ใช่ครับ เรากับศพใช้ชีวิตคู่กันตลอดอยู่แล้ว นั่งก็นั่งด้วยกัน เดินก็เดินด้วยกัน เราอยู่กับผู้เสียชีวิตตลอด ไม่ว่าจะเป็น5ศพของฮิวอี้ หรือ9ศพของแบล็คฮอว์ค

ในใจคิดอย่างไรเวลาเห็นศพครับ?
ทุกคนสลดใจ ผมเองก็สลดใจ ยอมรับด้วยว่าตาแดงๆเหมือนน้ำตาจะไหลด้วย ที่ทำให้น้ำตาจะไหลเพราะผมคิดถึงครอบครัวเขา เพราะครอบครัวเขาก็หวังว่าผู้ที่อยู่ในเครื่องบินอาจจะรอด ทุกคนมีความหวังในใจตลอด ว่าเขาจะรอด เขาจะรอด

เข้าไปเป็นกลุ่มแรกที่เห็น?
ผมชุดแรกครับ ตอนที่เห็นศพก็คิดทันทีว่าเขาไม่น่าจะทรมาน แรงปะทะของแบล็คฮอว์คที่ปะทะกับต้นไม้ แล้วดูที่ร่างก็ไม่น่าจะต้องดิ้นรนอะไร ดูแล้วผู้เสียชีวิตคงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะความเร็วตอนตกมีมากและสภาพตอนบินหมอกลงจัดมากๆ ผู้โดยสารคงไม่เห็นอะไรมาก ได้ยินเสียงเปรี้ยงแรกก็คงหมดสติไปก่อนแล้ว ตอนผมเห็นทุกคนนอนนิ่งอยู่กับที่ ที่เราทำคือพยายามเก็บกอบกู้มาให้ได้เร็วที่สุด

นอกจากความหวังที่ประชาชนส่งให้ผู้โดยสาร ประชาชนก็เอาใจช่วยทีมลำเลียงเช่นกัน หัวหน้าได้รับทราบบ้างไหมครับ?
ทราบครับ คือผมรายงานมาที่แก่งกระจาน ว่าตอนนี้อากาศเย็นนะ ไม่นานผมก็ได้เสื้อผ้าเสื้อกันหนาว ที่เขาบอกว่าได้มาจากการบริจาค ซึ่งตรงนี้ทีมลำเลียงก็ได้ใช้ทั้งเสื้อที่ใส่คลายหนาว และได้กำลังใจด้วย ข้างในเราก็รู้ได้ว่ามีคนให้กำลังใจมานะ

ได้ยินข่าวจากในป่าว่าอย่างไรบ้างครับ?
จะมีคนวิทยุมาบอกตลอด ว่ามีคนเป็นห่วงนะ ขอให้ทำงานโดยปลอดภัย ดูแลตัวเอง ดูแลสุขภาพ ขอให้ทำภารกิจให้สำเร็จลุล่วงได้ดี จะมีคนบอกมาทางวิทยุตลอด แล้วผมก็จะบอกทีมงานต่อ

ในช่วงสิบวันที่หัวหน้าไปอยู่ในป่า หลายคนถกเถียงกันมากว่าเฮลิคอปเตอร์ตก3ลำนี่เพราะอะไร? สภาพอากาศมันแย่ขนาดนั้นเลยหรือว่ามีสาเหตุอื่น?
อากาศแย่มากครับ แย่ที่สุดในชีวิตของผม ง่ายๆว่ามองไปแค่ซัก100เมตร เฮลิคอปเตอร์จอดอยู่นี่ผมไม่เห็นเลย มันขาวไปหมด มีแต่หมอก สภาพเหมือนคุณนั่งอยู่ในห้องแล้วคุณจุดธูปประมาณซักพันดอก มันมองอะไรไม่เห็นเลย

มีคนพูดถึงเรื่องการปะทะกับชนกลุ่มน้อย?
ไม่มีครับ ผมว่าเราเลิกพูดถึงการปะทะกับชนกลุ่มน้อยได้เลย เพราะมันมีหลายเหตุผลมาสนับสนุน อย่างถ้ามีการปะทะผมต้องได้ยินแล้ว เพราะฐานที่ผมอยู่ ห่างไปไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร เรื่องการยิงกันการปะทะกัน ผมอยากขอร้องด้วยว่าสื่อไม่ควรจะไปพูดถึงแล้ว เหตุสองครั้งแรกมาจากสภาพอากาศโดยตรง ครั้งที่สามนี่เพราะตัวเฮลิคอปเตอร์ ยืนยันได้ว่าไม่มีการปะทะแน่นอน เพราะอย่างชนกลุ่มนี้ที่มีบางคนมาให้ข่าว ตอนหลังนี่เขาก็ช่วยเราเต็มที่ เดินเข้าป่าไปหาศพกับเรา เจอหน้าผมเขาก็เข้ามากอดให้กำลังใจ ถ้าเฮลิคอปเตอร์เกิดจากการปะทะกันยังกิน ผมว่าผมคงไม่รอด เพราะเจอพวกเขาเขาก็คงยิงผมตายไปหมดแล้วเหมือนกัน
อีกอย่างคือที่มีคนมาพูดตามทีวี ผมบอกเลยก็ได้ว่าทีวีไทย มีคนมาให้สัมภาษณ์ว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากการปะทะกัน ผมบอกเลยก็ได้ว่าบุคคลคนนี้เสียประโยชน์จากการค้ายาเสพติด เขาเคยเป็นคนที่มาควบคุมกะหร่างในผืนป่าให้ช่วยขนยาเสพติดให้เขาออกจากผืนป่านี้ คนคนนี้แหละที่เป็นภับคุกคามของประเทศ คนคนนี้แหละที่ผมหมายตาไว้ว่า ผมจะไม่ให้เขาเข้ามาเหยียบผืนป่าแก่งกระจานอีก คนคนนี้ทำลายประเทศชาติ และผมขอฝากไว้ตรงนี้เลยว่าเขาคงเจอกับผม

คนนี้นี่คือรู้ตัวชัดเจนเลย หรือว่าเป็นกลุ่มคนครับ?
คนคนนี้คนเดียว คนคนนี้คนเดียว หลังจากที่เขาเข้าป่าไม่ได้เพราะมีปัญหากับผมปลูกกัญชา เขาก็พยายามจะสร้างกระแส คนคนนี้แย่ที่สุด แย่กว่าคนพม่า แย่กว่าชนกลุ่มน้อย

เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันคงจะไร้ค่าถ้าเราไม่ได้นำมาเรียนรู้อะไรเลย หัวหน้าแนะนำประชาชนเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติ ดูแลป่าเขาอย่างไรดีครับ?
ผมขอให้คนเมืองคิดทบทวน อย่างการล่าสัตว์ที่คนในป่า ชนกลุ่มน้อย บุกรุกเข้ามาในป่า นี่ก็เกิดจากคนเมือง เพราะพอมีคนอยากได้งาช้าง ก็สั่งเข้ามาคนในป่าก็บุกรุกแถ้วถางหางาช้างมาให้ได้ ซึ่งความจริงถ้าไม่มีคนสั่ง ชนกลุ่มน้อยเขาก็ไม่รู้จะหางาช้างไปทำไม
ผมขอฝากไว้ ไม่กิน ไม่ล่า ไม่ซื้อ ถ้าคนไทยไม่ทำแล้ว คนบุกรุกป่ามันก็จะมีน้อยลงไป เอาแค่สองอย่างก่อนเลยก็ได้ หยุดกินเนื้อสัตว์ป่า แล้วก็สะสมงาช้าง ขอให้ท่านหยุดไว้ ป่าแห่งนี้จะได้กลับมาสมบูรณ์ สัตว์ป่าจะได้กลับมาอยู่อย่างสมบูรณ์

สำหรับคำถามว่า “เหตุเฮลิคอปเตอร์ตก3ลำในรอบ8วัน เป็นเพราะอะไร?” นอกจากเรื่องสภาพอากาศเป็นสาเหตุหลัก แต่ความที่เหตุเกิดบ่อยขนาดนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุอื่นมาเสริมเกี่ยวข้อง ผมจี้ถามหัวหน้าชัยวัฒน์ ก็ยังยืนยันว่าไม่ขอวิจารณ์ ผมถามจี้ไปถึงคำแนะนำที่มีให้กับกองทัพ หัวหน้าชัยวัฒน์บอกว่าภารกิจทุกอย่างทหารและเจ้าหน้าที่อุทยานร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มที่ตลอด ซึ่งเป็นแนวทางคำตอบเดียวกับรองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์พืช ธีรภัทร ประยูรสิทธิ ที่เมื่อผมถามถึงการทำงานของรัฐบาลก็ขอไม่พูดและไม่วิจารณ์
ซึ่งแม้ว่าผู้ใหญ่ทั้งสองท่านจะปัด ไม่ขอแสดงความเห็น และพูดทางบวกทางเดียวกับทหารมาตลอด แต่ตลอดการทำงานข่าวที่แก่งกระจานกว่า7วัน ผมได้ยินและพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของอุทยานแก่งกระจาน ที่มีเสียงวิจารณ์การตัดสินใจหลายๆอย่างของทหาร ที่นำไปสู่ความผิดพลาดซ้ำซ้อน

หนึ่งในนักบินที่นำเฮลิคอปเตอร์กระทรวงเกษตร ยกตัวขึ้นบินไม่ต่ำกว่า20ครั้ง ในรอบ10วัน ให้ความเห็นในฐานะคนที่ควบคุมเฮลิคอปเตอร์ไว้ว่า “ปกตินักบินจะต้องมีอำนาจในการตัดสินใจ ถ้าสภาพไม่พร้อมก็ไม่ยกเครื่องขึ้น ถึงยกเครื่องขึ้นแล้วไปเจออากาศปิด ก็ไม่ควรจะนำเครื่องลง นักบินจะต้องตัดสินใจเอง ห้ามตามใจผู้โดยสาร แต่ภารกิจครั้งที่สองที่เกิดอุบัติเหตุ ผู้โดยสารของนักบินในส่วนของทหาร เขาแบกคำสั่งของผู้บังคับบัญชาไปด้วยหรือเปล่า ผมไม่รู้เหมือนกัน”

เป็นคำพูดที่พูดผ่านสื่อ ที่พอสะท้อนถึงสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้เห็นภาพชัดเจน เป็นข้อสังเกตุ ข้อวิจารณ์ที่หาได้น้อยนักจากทั้งสองหน่วยงาน แต่มีค่ายิ่งนัก ในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเศร้าสลด ซ้ำอีกครั้ง

เอเชียอัพเดท

ที่เห็นและเป็นอยู่
เอเชียอัพเดท
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ผลเลือกตั้ง จำนวนส.ส.265คนของพรรคเพื่อไทย ชัดเจนว่ามีผลทางบวกมาจากแนวร่วมคนเสื้อแดงมาก แต่อีกหนึ่งส่วนที่หลายคนวิเคราะห์ไว้ ว่าทีวีดาวเทียมอย่างเอเชียอัพเดท ก็เป็นหนึ่งในองค์ประกอบ ที่ช่วยส่งต่อข้อมูลและปลูกฝังความเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทย

เห็นชัดแบบว่าเอเชียอัพเดทกับนปช.เป็นเนื้อเดียวกันอยู่ เอาแค่เรื่องที่ตั้ง ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว ที่เดียวกับศูนย์อำนวยการแนวร่วมเพื่อประชาธิปไตยแห่งชาติ ก็ทำให้สององค์กรนี้ดูเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเอเชียอัพเดทและนปช. ก็เป็นจุดที่ทั้งสองฝ่ายไม่เคยปฏิเสธ และบอกว่าไม่จำเป็นต้องปฏิเสธ

กระทั่งคนที่ผมได้สัมภาษณ์ ก็สะท้อนความเป็นปึกแผ่นของเอเชียอัพเดท-นปช.มากขึ้นไปอีก เพราะเป็นบุคคลที่เคยขึ้นปราศรัยที่เวทีเสื้อแดงอยู่สม่ำเสมอ กับอดีตรัฐมนตรี4สมัย อดิศร เพียงเกษ ที่ปัจจุบันมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่าประธานสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดท ที่ยอมรับว่ากระแสเอเชียอัพเดทที่มีคนติดตามอยู่มาก ปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะได้ฐานสนับสนุนจากคนเสื้อแดง การนำคนเสื้อแดง ทั้งแกนนำและสมาชิกแต่ละคนมาเข้าร่วมรายการ ส่วนหนึ่งเป็นการตลาดในการขยายฐานคนดูของสถานี 

"เอเชียอัพเดทกับคนเสื้อแดงเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วกับพรรคเพื่อไทยหละครับ?" 
"ไม่เกี่ยวกัน เอเชียอัพเดทไม่ได้เป็นของพรรคเพื่อไทย เราไม่ตกเป็นของพรรคการเมืองไหนทั้งสิ้น เราเป็นสถานีโทรทัศน์เพื่อประชาธิปไตย เจ้าของของเราคือคนเสื้อแดงเท่านั้น"

"แต่ก็เห็นหน้าคนจากพรรคเพื่อไทยมาออกทีวีเยอะ?"
"เราทำหน้าที่สื่อที่ต้องการเสนอความหลากหลาย สมัยประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลคนประชาธิปัตย์ได้ไปออกช่อง11กันหมดแล้ว เยอะแยะไปหมด เราก็เลยเปิดพื้นที่ให้คนพรรคเพื่อไทยออกมารายการของเราบ้าง เป็นการทำหน้าที่สื่อ ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน บนหน้าจอเอเชียอัพเดทเลยหน้าคนจากพรรคเพื่อไทยเยอะหน่อย เพราะเราต้องการบาลานซ์"

"อย่างนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาล เอเชียอัพเดทก็จะเปิดโอกาสให้ประชาธิปัตย์มาออกมากขึ้น?"
"แน่นอน เราไม่เคยห้าม ผมเชิญตรงนี้เลยก็ได้ คุณวิทยา แก้วภราดัย คุณชำนิ ศักดิเศรษฐ์ พวกนี้เพื่อนผมทั้งนั้น เชิญมาได้เลย หรือคุณอภิสิทธิ์ ถ้าไม่ลำบากผมขอเรียนเชิญผ่านทางนี้เลย เราเปิดกว้างต้อนรับตลอดอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราก็ปล่อยเสียงสัมภาษณ์คุณอภิสิทธิ์ตลอด ขัดใจแฟนๆหน่อยแต่เราก็อยากให้คนเสื้อแดงได้ฟังรัฐบาลบ้าง จะวิจารณ์ยังไงก็ว่ากันทีหลัง"

"เคยแค่ปล่อยเสียงสัมภาษณ์ แต่ไม่เคยชวนมาออกรายการ?" ผมถามย้ำเพื่อได้ยินความจริงใจ
"ก็อย่างที่บอก ที่ผ่านมาเขาเป็นรัฐบาล เขาก็ออกช่อง11ตลอดอยู่แล้ว นี่ยังไม่นับสื่อทหาร สื่อฟรีทีวี เราก็อยากนำเสนอฝั่งเพื่อไทยบ้าง ให้มันบาลานซ์ แต่ตอนนี้เราก็ขอเชิญคุณอภิสิทธิ์มาร่วมรายการทางเอเชียอัพเดท"

"คุณอภิสิทธิ์จะกล้ามาหรือ แถวๆสถานีเสื้อแดงทั้งนั้นเลยนะ?"
"เราไปหาเลยก็ได้ เรายกกล้องไปสัมภาษณ์ถึงพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ ไม่มีปัญหา"

"ปฎิเสธชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย หลายคนสงสัยว่าเอาเงินจากไหนมาทำช่องนี้ มาจากเพื่อไทยหรือเปล่า?"
"ผมเป็นรัฐมนตรีมา4สมัย ทำไมแค่ทำทีวีช่องเดียวผมจะทำไม่ได้? ทำงานการเมืองมาเป็นสิบๆปี ผมก็มีคนรู้จัก คนที่พร้อมสนับสนุนแนวทางแนวคิดของเรา เราก็หาเงินมาได้"

"คนที่สนับสนุนนี่ใช่คุณทักษิณไหม?"
"ขอยืนยันตรงนี้เลยว่าไม่มี คุณทักษิณและครอบครัวชินวัตรไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับรายการของเรา เราอาจจะสนับสนุนแนวทางทางการเมืองของคุณทักษิณบ้าง แต่ไม่ใช่เพราะเรารับเงินมาอย่างแน่นอน"

เรื่องเงินสนับสนุน คุณอดิศรเล่าเพิ่มด้วยว่าความจริงเอเชียอัพเดทมีคนอยากเข้าร่วมให้การสนับสนุนอีกเยอะมาก แต่ไม่กล้า เพราะถ้าโลโก้สินค้าไหนลองได้ผูกติดกับเสื้อแดงแล้วมันอาจจะดูไม่ดี
"คือต้องเข้าใจว่าการเมืองกับธุรกิจมันยังไปด้วยกันไม่ได้ทั้งหมด หลายคนได้แต่มากระซิบว่าอยากช่วยแต่เขาไม่กล้า แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว พอเพื่อไทยเป็นรัฐบาล คราวนี้คนก็มาช่วยสบายใจขึ้น" คุณอดิศรพูดปนเสียงหัวเราะ

"การเลือกตั้งที่ผ่านมา คนไม่น้อย มองว่าเอเชียอัพเดทมีส่วนช่วยให้พรรคเพื่อไทยชนะ?"
"ก็เราก็สนับสนุนแนวคิดระบอบประชาธิปไตย แล้วก็ไม่ปฎิเสธว่าเรามองว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่ดำเนินตามแนวทางประชาธิปไตยมาตลอด แต่เราก็ระมัดระวังและเล่นตามกติกา ช่วงเลือกตั้งเราก็ระวังมาก ไปย้อนดูได้ 3เดือนก่อนเลือกตั้ง เราไม่เคยเอาผู้สมัครมาออกอากาศเลย อาจจะมีนักวิชาการ หรือมากสุดก็นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์มาบ้าง แค่นั้น"

คุณอดิิศรวิเคราะห์ต่อ
“แต่ความจริงผลเลือกตั้งครั้งนี้ สาเหตุหลักอยู่ที่ตัวรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์นั่นแหละ คุณมีอำนาจทำงานมา2ปีกว่า แต่บริหารได้ไม่ดีพอ ลองเปรียบเทียบดูสิ ตอนสมัยคุณทักษิณเป็นรัฐบาล4ปี ส.ส.ได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ คือเลือกตั้งรอบนี้คุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้โดดเด่นเฉียบคมอะไรขนาดนั้น แต่คุณอภิสิทธิ์ด้อยเอง ด้อยลงไปมาก แล้วพอการเมืองมันมีทางเลือกแค่สองทาง ทางนึงด้อยลงไปมาก อีกทางก็โดดเด่นขึ้นมา เป็นเรื่องธรรมดา”

"แต่เอเชียอัพเดทมีผลกับคนจำนวนไม่น้อยนะครับ" ผมเล่าหลังจากได้ลงไปสัมผัสพื้นที่ภาคเหนือ ทั้งลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย ที่มักจะเห็นคนจำนวนไม่น้อยที่เปิดเอเชียอัพเดทดู
"แน่นอน ผมก็เคยไปลงพื้นที่ ภาคอีสาน ภาคเหนือนี่เปิดเอเชียอัพเดทกันหมด ส่วนมากเปิดทั้งวันด้วยซ้ำ คือพวกฟรีทีวีอะไรนี้สมัยนี้เค้าไม่ดูกันแล้ว เค้าก้าวข้ามไปหมดแล้ว เค้ามีช่องดาวเทียมดู แต่ก็ไม่ได้บอกว่าคนเสื้อแดงทั่วประเทศต้องดูแต่เอเชียอัพเดทนะ ไปดูช่องอื่นบ้าง เนชั่นก็ดูเยอะ เอเอสทีวีหลังๆคนเสื้อแดงก็ดูเยอะ ยิ่งหลังๆเอเอสทีวีมาด่าอภิสิทธิ์ด้วย โอ้โห คนเสื้อแดงยิ่งชอบ ความจริงเอเอสทีวีนี่ด่าอภิสิทธิ์มากกว่าเอเชียอัพเดทอีกนะ ถ้าดูจริงๆเราไม่กล้าไปวิจารณ์อะไรมากมายหรอก เราก็เกรงใจรัฐบาลเขาอยู่ กลัวเขาจะมาปิดอีกรอบ"

พูดถึงการปิดตัวของสื่อเสื้อแดง ก่อนจะมาเป็นเอเชียอัพเดท ทีวีเสื้อแดงถูกปิดตัวมาแล้วสองครั้ง ภายใต้ชื่อดีสเตชั่นและพีทีวี ซึ่งคุณอดิศรก็ๆได้พาเดินดูจุดที่เคยถูกรัฐบาลยึดทรัพย์สิน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผมได้พูดคุยกับพนักงานเอเชียอัพเดทด้วย

"ตอนที่ถูกปิด เป็นอย่างไรบ้าง พนักงานเสียใจกันไหม?"
"เสียใจสิ ร้องไห้กันทั้งนั้น"

"ร้องไห้เพราะอะไรครับ กลัวหรืออย่างไร?"
"ไม่หรอก เสียใจเพราะมันผูกพันธ์ เรื่องกลัวนี่ไม่มีหรอก พวกที่อยู่ด้วยกันมาถึงขนาดนี้นี่จิตใจเขากล้าหาญมาก ตอนโดนยึดเขาก็สู้ทุกคน แต่ที่ร้องไห้เพราะมันผูกพันธ์ มันเหมือนถูกบุกมาทุบหม้อข้าว ถ้าเนชั่นโดนปิดคุณจะรู้สึกอย่างไงหละ? ก็เหมือนกันแหละ มันก็ต้องร้องไห้ คนเราทำงานมาด้วยกันมันก็ผูกพันธ์ ทั้งกับเพื่อนร่วมงาน กับเจ้านาย กับอุปกรณ์ที่โดนยึดไปมันยังผูกพันธ์เลย"

จนถึงวันนี้ บรรยากาศความสะพรึงกลัวของคนเอเชียอัพเดทก็ยังมีอยู่บ้าง เดิมผมมีแผนจะสัมภาษณ์ผู้อำนวยการสถานี แต่เมื่อรู้ว่าจะต้องออกโทรทัศน์ด้วย คุณวรุฒก็เลยต้องขอยกเลิกการสัมภาษณ์ไว้ เพราะยังไม่พร้อมที่จะให้คนได้เห็นหน้าของคนที่ทำงานเบื้องหลังให้กับสถานี ซึ่งก็เกิดขึ้นกับหลายๆพนักงาน ที่เมื่อผมเข้าไปขอสัมภาษณ์ ก็จะมีบรรยากาศความไม่วางใจ ถามไถ่อย่างละเอียดว่ามาจากที่ไหนอยู่บ้าง ซึ่งสุดท้ายเมื่อชี้แจงไปแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร

"เสียใจแล้วเคยคิดทบทวนไหมกับข้อกล่าวหาที่โดน ทั้งทางสังคม ทั้งทางกฎหมาย เรื่องปลุกปั่น ยั่วยุต่างๆ"
"เราเป็นสื่อ เราไปยั่วยุตอนไหน เราก็ทำหน้าที่สื่อของเรา ไมไ่ด้มีเจตนายั่วยุ..."

"อย่างตอนถ่ายทอดสดเวทีคนเสื้อแดง เนื้อหาที่ปราศรัยบนเวทีก็มีที่รุนแรงดุเดือดไปบ้าง"
"ก็มีบ้าง อันนี้เราก็ต้องเข้าใจ เวลาคนไปปราศรัยบนเวทีมันก็มีอารมณ์พาไปบ้าง.."

"ก็น่าจะกรองได้บ้าง แต่ก็ปล่อยให้ออกอากาศ?"
"เราถ่ายทอดสดมันก็กรองยากแล้ว แล้วเราก็ทำหน้าที่สื่อ เสนอความจริงแบบที่มันเป็น แกนนำพูดอะไร แกนนำทำอะไรเราก็นำเสนอให้ดูตลอด ให้คนได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง"

"แล้วอย่างSMSหรือคนที่มาร่วมรายการหละครับ บางทีก็วิจารณ์ฝ่ายตรงข้าม ใช้คำพูดรุนแรงนะ"
"อันนี้ก็ยอมรับว่ามีบ้างที่เราควบคุมไม่ได้ แต่ทั้งหมดมันก็แค่ช่องทางให้ผู้ชมทางบ้านได้ระบายออกมาทั้งนั้น ความจริงคนที่ดูทีวีดาวเทียมสมัยนี้เค้าคิดกันได้เองแล้วนะ คือเค้าดูเอเชียอัพเดทก็ไม่ได้แปลว่าเค้าจะเชื่อทุกอย่าง เค้าก็เลือกดู บางอย่างฟังแล้วเค้าก็ไม่เชื่อก็มี แต่ไอ้เรื่องคำพูดรุนแรงอะไรนี่เราก็พยายามลดๆลงไปแล้ว ลองมอนิเตอร์ดูได้ คำหยาบคายแทบไม่มี"

"มั่นใจว่าเอเชียอัพเดทไม่ได้เป็นส่วนที่ทำให้คนแตกแยกทางการเมืองมากขึ้น? ทำไมไม่มองว่านี่ก็เป็นโอกาสในการสร้างความสมานฉันท์"
"คือต้องเข้าใจก่อนว่าจะคนเสื้อแดง หรือไม่แดงเนี่ย เวลาเขาเกลียดคุณอภิสิทธิ์นี่เขาเกลียดมาก่อนดูทีวีนะ เขาไม่พอใจการทำงานมาก่อนแล้ว ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องการเมือง เขาเลยหันหน้ามาดูช่องเรา เราไม่ได้ไปทำให้เขารู้สึกเกลียดชังมากขึ้น"

คำยืนยันหลายอย่างจากคุณอดิศร เพียงเกษทำให้ผมมองว่าแนวทางการนำเสนอของเอเชียอัพเดทคงจะเป็นเหมือน2-3ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีความหวังว่าจะเปิดโอกาสให้พรรคขั้วตรงข้ามได้มาออกโทรทัศน์ ให้คนเสื้อแดงได้รับฟังแนวคิดจากฝั่งตรงข้ามบ้าง ตามที่คุณอดิศรคุยเอาไว้ ว่าเอเชียอัพเดทสนับสนุนให้ประชาชนได้ยินเสียงทั้งสองทาง

เพราะถึงวันนี้ วันที่พรรคเพื่อไทยและแนวร่วมมวลชนเสื้อแดงกลับมาเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ ที่แม้หลายๆกรณี คนจะไม่ได้ตั้งความหวังเอาไว้ก็ตาม แต่ผมก็คาดหวังว่าแนวร่วมเสื้อแดงอย่างเอเชียอัพเดท จะกล้าทำอะไรมากกว่าที่หลายๆคนคาดหวังได้บ้าง เพื่อยกมาตรฐานสื่อเลือกข้าง ว่าสามารถทำหน้าที่ช่วยนำพาประเทศชาติก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างแท้จริง

01 กรกฎาคม 2011

ก็ยังดี

ก็ยังดี
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนท์
(เขียนวันที่24มิถุนายน2554)

ตอนฟังประโยคไม้ตายของอภิสิทธิ์
"ถึงเวลาที่ต้องเลือก ไม่เพื่อไทยก็ประชาธิปัตย์"
"ถึงเวลาที่ต้องเลือก ว่าเราจะปกครองกันแบบไหน"
ประโยคพวกนี้ กระตุ้นอารมณ์มวลชนรุนแรงและชัดเจน พาลคิดเป็นห่วงถึงสภาพบ้านเมืองแบบแตกแยกว่าจะมีมากขึ้น แบบมึงไม่อยู่กับกู แปลว่ามึงเป็นศัตรูของกู

นั่นเป็นอารมณ์หลังจากออกมาจากเวที

แต่พอได้ขึ้นไปบนรถไฟฟ้า ราวๆสี่ทุ่มครึ่ง ซึ่งส่วนมากคนบนBTSเป็นกองเชียร์ประชาธิปัตย์ ก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง เพราะได้ยินคำพูดประมาณว่า
"ประโยคนั้นคุณอภิสิทธิ์พูดแรงไป"
"สุเทพไม่น่าพูดอย่างนั้นเลย"

ได้ยินแล้วก็ค่อยคลายความกังวลไปได้บ้าง ว่าคนไทยยังมีสติอยู่มาก แยกแยะออกว่าอะไรคือแก่น อะไรคือสีสันของการเมือง

นึกย้อนไปแล้วฝั่งเพื่อไทยก็ไม่ต่างกันนัก คนเสื้อแดง เสื้อดำ เสื้อขาว เวลาฟังปราศรัยก็เป่าปาก โห่ฮา ไปตามคำพูดของแกนนำและผู้ปราศรัยบนเวที ไม่ว่าจะเป็นเฉลิมหรือณัฐวุฒิก็ตาม แต่พอออกมาจากเวที ก็คลายอารมณ์ร้อนแรง กลับมาใช้ชีวิตแบบเดิมในสังคม

ความจริงจะให้เครดิตกองเชียร์ที่มีสติอย่างเดียวก็ไม่ได้ แกนนำและผู้ปราศรัยเองก็ควรได้รับคำชมด้วย ทำข่าวเวทีปราศรัยมาหลายที่ ได้ยินมาจากหลายเวที หลายพรรค ประโยคที่ได้ยินเสมอๆจากทุกเวทีคือ

"จะสีไหน ก็คนไทยเหมือนกัน"

ถ้าลงไปในรายละเอียด อย่างณัฐวุฒิ ใสยเกื้อที่ใครๆว่าแรง ก็พูดประมาณว่า "ความจริงหัวใจของคนไทยก็ไม่ได้เต้น ยิ่งลักษณ์ๆๆๆ กันทุกคนหรอก คนไทยคิดต่างกัน เราก็คนไทยเหมือนกัน เราก็อยู่ร่วมกันได้" (ปราศรัยที่วงเวียนใหญ่ จำวันที่ไม่ได้ ขี้เกียจค้น)

หรือในฝั่งของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถ้าบทจะควักมีดโกนมากรีดก็คมกริบ ก็พูดประมาณว่า "พี่น้องคนเสื้อแดงก็มาชุมนุมกันด้วยความเชื่อของพวกเขา" หรือ "จะสีไหนก็ขอให้ได้มีสิทธิ์ในการแสดงความเห็นของตัวเอง"

ประโยคพวกนี้แม้จะได้ยินไม่บ่อยนัก แต่ก็ซ่อนไว้อยู่ในทุกการปราศรัย ซึ่งมาคิดแล้วว่าก็ยังดีที่แกนนำระดับนี้ยังมีสติ
ถ้าหลังวิกฤติใหม่ๆผมได้ยินประโยคไม่สร้างสรรค์บ่อยๆ
ประเภทที่ว่า "ถ้าไม่คิดเช่นนี้ ไม่ใช่คนไทย ก็ออกไปจากประเทศนี้ซะ"
ประเภทที่ว่า "ไอ้ฆาตกร มันฆ่าเราแล้ว เราต้องฆ่ามันกลับ"
ได้ยินครับ ได้ยินจริงๆ ได้ยินบ่อยด้วย

เป็นประโยคร้อนๆที่พอมาเจอน้ำอุ่นๆจากแกนนำ ที่ถึงจะยังคงปราศรัยมุ่งทำร้ายแกนนำฝั่งตรงข้ามอยู่
แต่ก็ยังดี... ที่ไม่ปราศรัยมุ่งให้ประชาชนทำร้ายประชาชนกันเอง
ก็ยังดี... ที่ไม่ใช้ประโยคที่ไม่สร้างสรรค์พวกนั้น
ก็ยังดี... ที่กองเชียร์ที่มีสติยังคอยเตือนกองเชียร์ที่ทะลุจุดเดือดในบางอารมณ์
ก็ยังดี... ที่แกนนำเหลือพื้นที่ให้คนไทยได้มีภูมิต้านทานในการเมืองไทยบ้าง

ก็ยังดีครับ ก็ยังดี...
Related Posts with Thumbnails