I rarely write a non-news stuff on my blog. But today I just want to blog about the retirement of Paul Scholes, my favorite Manchester United player.
If you really know me you will know that I am not a kind of people who use the word "favorite" on things and people I just "like" and this is why I wanna write this blog dedicate to you the number 18 of Manchester United.
Week in and week out, on any given Saturday (or maybe Wednesday - commercial kinda mess up Football lately) I will turn on TV and watch your game - your killer passes, , your dribble, your screaming long shots. Your football is a true beauty yet you always find yourself in a red-mist situation when your tackles are just so awful that it hurt the team but that what makes you so special, all the surprise along the consistency that you have during all these years.
You are wonderful on the pitch and a role-model off the pitch. Your humbleness is what standing off other United legend like Becks or Ronaldo. And your humbleness taught me a lot, it reminds me how to handle all the things I have achieved (if any) that is to keep quiet and keep trying harder and wins more.
You meant so much to me during my childhood. Your long shots made me play a midfielder every time I play football. My favorite number is 18. When I am on Football Manager, the first player I give a coaching contract after retirement is you. You are truly a joy to watch in the field. Your goal against Inter Milan in 1999 pave the way to United's Treble. Your goal against Barcelona in semi-final was magical and it meant even more now after we defeat to Barcelona twice in Final.
Thank you for everything. I rarely regret things but one thing that I will regret forever is how I have never get to watch you play in a competitive game. Just watching your touches of football would be blessed. Thank you for every joys you gave to me. You will be missed. And my son will hear about you.
Aim
George Best on Scholes: “The boy can play”
Pele on Scholes: “If he was playing with me, I would score so many more.”
Ronaldinho on Scholes: “I want to pass like him. Who taught him how to do that?”
Shearer on Scholes: “If you ask footballers to pick out the player they most admire, so many of them will pick Paul Scholes.”
Nasri on Scholes: "Sad to hear Paul Scholes is retiring great player world class player the english zizou"
“Playing with Paul Scholes is like playing with the light on,” Carlos Queiroz
Pep Guardiola : "Out of everyone at Manchester United, I would pick out Scholes - he is the best midfielder of his generation, I would have loved to have played alongside him."
Tony Adams : "I really rate Paul Scholes, because he hasn't got the high profile of many of the Manchester United players, he doesn't get too much attention, but he is one very good player. He is an intelligent player, he works hard and he scores some great goals. He is not flamboyant and is a quiet lad off the pitch but he is a tremendous asset to Manchester United and to England. He has already got my vote as player of the year."
Sir Alex on Scholes (2003): "Everywhere I go the coaches all tell me that Scholsey is the player they admire."
Fergie: "Gary Neville was having a piss one day, 45 yards away by a fence. Scholes sent a long ball and whacked him right in the arse."
Peter Schmeichel :
"People say he is a great player, but you have to define what a great player is, For me, it is a player who has a bottom level that means his worst performance is not noticed.If he is having a bad game, a team-mate might feel Paul Scholes is not quite on his game, but a spectator wouldn't notice. Scholes, of all the players I have played with, has the highest bottom level. His reading of the game is unsurpassed.He has an eye for a pass, for what the play or the game needs at that precise moment, that I have never seen anyone else have. He controls and distributes the play and the game better than anyone I have ever seen."
Joey Barton:
Just heard Paul Scholes has retired, best I've ever played against by a mile. Most technically gifted player in english history. Legend
Phil Neville: Sad day today paul scholes retiring-going to miss watching him play,what an example of how to live ur life, class class act-love him!!
I used to love seeing him receive a ball he had eyes in the back of his head he knew were everyone was on the pitch!
I used to love seeing him charge into tackles-he did that in training too!
Thierry Henry : "I can't understand why Scholes has never won the player of the year award. He should have won it long ago."
Xavi: “He can play the final pass, he can score, he is strong, he never gets knocked off the ball and he doesn’t give possession away. If he had been Spanish then maybe he would have been valued more.”
"I am not a man of many words but I can honestly say that playing football is all I have ever wanted to do and to have had such a long and successful career at Manchester United has been a real honour. This was not a decision that I have taken lightly but I feel now is the right time for me to stop playing. To have been part of the team that helped the club reach that 19th title is a great privilege" .- Paul Scholes retirement statement.
31 พฤษภาคม 2011
เลือกตั้งเขต3 จังหวัดพิจิตร
| Tweet |
|
ทายาททางการเมืองของตระกูลบุญเสรฐ ที่รับช่วงต่อจาก พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ หนึ่งในอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ซึ่งการลงสู้ศึกเลือกตั้งในครั้งนี้ นาวิน บุญเสรฐ ซึ่งเคยได้รับชัยชนะในปี2549 ก็ได้กำลังใจจากกระแสคนเสื้อแดงจังหวัดพิจิตร ที่แห่แหนเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ไม่น้อยดีเทียว
ทายาทตระกูลบุญเสรฐ จะต้องมาเจอศึกหนักกับเจ้าของพื้นที่ที่ต้องสู้มาอย่างยาวนานอย่างตระกูลขจรประศาสน์ ที่รอบนี้ส่งลูกชายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ลงมาท้าชิง ซึ่งดีกรีอดีตส.ส.3สมัยของลูกยอดก็ช่วยให้คุณพ่อพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์อุ่นใจได้มาก ซึ่งศิริวัฒน์ก็มั่นใจว่าไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวัง เพราะตัวเองก็ได้เดินหน้าทำงานในพื้นที่มาตลอด
นี่คืออีกหนึ่งสนามเลือกตั้งที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ระหว่างตระกูลขจรประศาสน์และตระกูลบุญเสรฐ สองตระกูลที่ไม่เคยร่วมลงเรือลำเดียวกันได้เลย ซึ่งครั้งนี้ก็ต้องจับตาว่ากระแสคนเสื้อแดง บวกกับ นโยบายด้านการเกษตรของพรรคเพื่อไทย จะช่วยส่งให้ทายาทตระกูลบุญเสรฐจะสามารถล้มช้างตระกูลขจรประศาสน์ได้หรือไม่
ทายาทตระกูลบุญเสรฐ จะต้องมาเจอศึกหนักกับเจ้าของพื้นที่ที่ต้องสู้มาอย่างยาวนานอย่างตระกูลขจรประศาสน์ ที่รอบนี้ส่งลูกชายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ลงมาท้าชิง ซึ่งดีกรีอดีตส.ส.3สมัยของลูกยอดก็ช่วยให้คุณพ่อพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์อุ่นใจได้มาก ซึ่งศิริวัฒน์ก็มั่นใจว่าไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวัง เพราะตัวเองก็ได้เดินหน้าทำงานในพื้นที่มาตลอด
นี่คืออีกหนึ่งสนามเลือกตั้งที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ระหว่างตระกูลขจรประศาสน์และตระกูลบุญเสรฐ สองตระกูลที่ไม่เคยร่วมลงเรือลำเดียวกันได้เลย ซึ่งครั้งนี้ก็ต้องจับตาว่ากระแสคนเสื้อแดง บวกกับ นโยบายด้านการเกษตรของพรรคเพื่อไทย จะช่วยส่งให้ทายาทตระกูลบุญเสรฐจะสามารถล้มช้างตระกูลขจรประศาสน์ได้หรือไม่
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย: หลังสู้ฟ้า หน้าหาเสียง
| Tweet |
|
ที่เห็นและเป็นอยู่ (เนชั่นสุดสัปดาห์)
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย: หลังสู้ฟ้า หน้าหาเสียง
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ภาพชาวนาใส่ชุมม่อห้อม มือขวาถือป้ายหาเสียง มือซ้ายแบกกล่องพร้อมถุงเงินที่มีแต่เศษเหรียญ เป็นภาพแรกที่เตะตาผมอย่างมาก ในวันรับสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบเขตที่จังหวัดเชียงใหม่ ชาวนากลุ่มนี้ไม่ได้คุ้นหน้าคุ้นตาผมเลยแม้แต่น้อย ทำให้ผมต้องตรงปี่เข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ทำให้รู้ได้ว่าพวกเขาคือผู้สมัครส.ส.เขต4 จังหวัดเชียงใหม่ ที่วันนี้เดินทางมาสมัครพร้อมกับสมาชิกและผู้สมัครในระบบบัญชีรายชื่อ
ผมขอเวลาเข้าไปพูดคุยกับ สิธัญ วงค์ปั๋น หนึ่งในผู้สมัครส.ส.ของพรรค หลังจากที่สื่อช่องต่างๆเข้ามารุมถ่ายภาพสมาชิกพรรคชาวนานั่งนับเศษเหรียญ 1บาท 2บาท 5บาท 10บาท จนครบ 5,000 บาท เพียงพอต่อการเข้าไปสมัครส.ส.เขต4 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งภาพสมาชิกเครือข่ายชาวนานั่งนับเหรียญในช่วงเช้าวันนี้ น่าจะได้รับการเผยแพร่ออกสู่สายตาประชาชนผ่านสื่อทั้งฟรีและไม่ฟรีทีวีไม่มากก็น้อย
วันนี้ขนเหรียญมานั่งนับนี่เป็นการสร้างภาพเปล่า อยากให้เตะตาสื่อ บางคนเขาสงสัยว่าจนจริงเปล่านะ?
“ไม่มีครับ ยืนยันว่าไม่ได้สร้างภาพ เงิน5,000บาทที่เป็นเหรียญล้วนๆนี่พวกเราเก็บสะสมมาจากสมาชิกพรรค200คน ที่เชียงใหม่มีสมาชิก200คน เราก็ค่อยๆเก็บกันมา เก็บช่วงวันประชุมพรรค ที่ประชุมกันทุกสัปดาห์ ให้คนละหนึ่งบาทบ้าง ห้าบาทบ้าง ให้มากให้น้อยเราก็รวบรวมมาสมัครวันนี้”

หลังจากเปลี่ยนกฎ ทำให้ความหวังว่าพรรคจะมีส.ส.อย่างน้อยก็ซัก1คน มีมากขึ้นไหม?
“ใช่ครับ มากขึ้น ความจริงเราไม่ได้หวังไว้แค่คนเดียว ตอนนี้เราดูแล้วสมาชิกเรามีมากขึ้น เครือข่ายเรากว้างขวางขึ้น เราตั้งเป้าไว้ที่500,000เสียง ส.ส.2คน แต่จริงๆเราหวังไว้ลึกๆว่าจะได้ส.ส.5คน มากพอที่จะขอเก้าอี้รัฐมนตรีได้”
กระทรวงไหนดีครับ?
“ก็ดีที่สุดก็ต้องกระทรวงเกษตร”
แล้วส.ส.เขตมีหวังไหม?
“ส.ส.เขตนี่ยากหน่อย ถ้าโดยรวมก็มีหวังอยู่4-5เขต อย่างตัวผมที่เขตสี่จังหวัดเชียงใหม่ก็หวังไว้ลึกๆ แล้วก็อีกหลายๆเขตที่ภาคกลางเราก็หวังไว้นะ”
สองพรรคใหญ่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ต่างก็ออกนโยบายตรงใจเกษตรกร ทางเลือกสองพรรคนี้ยังไม่ดีพอหรอครับ?
“จำนำข้าวอย่างของพรรคเพื่อไทยมันไปติดตรงพ่อค้าคนกลาง เงินไปอยู่ตรงนั้นเยอะ มันมาไม่ถึงชาวนาจริงๆ ส่วนประกันราคาข้าวของประชาธิปัตย์นี่มันติดอยู่ที่ว่าราคาที่เขาประเมินไว้15,000บาท บางทีมันน้อยกว่าต้นทุนที่เราลงไปซะอีก ทำให้สุดท้ายชาวนาก็ยังขาดทุนอยู่มาก”
แล้วพรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทยจะทำอะไรที่แตกต่างไปออก?
“เราอยากผลักดันให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวนาดีขึ้น เพราะชาวนาคืออาชีพที่สำคัญมากในประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย เราอยากผลักดัน ให้แหล่งเงินทุนต้องมีให้พอ เรื่องประกันราคาต้องช่วยเหลือในปีที่ชาวนาขาดทุน ตอบชดเชยต้นทุนทั้งหมด ปีที่ได้กำไรไม้เป็นไร เราอยากผลักดันเรื่องนี้”
พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย คงไม่มีทางได้จัดตั้งรัฐบาล แล้วถึงเวลาถ้าได้ส.ส.เข้ามาจริง 1-2คน หรืออาจจะ4-5คน จะตัดสินใจอย่างไร?
“เราจะขอเข้าร่วมรัฐบาลอย่างแน่นอน เป้าหมายสำคัญที่เราตั้งพรรคมาคือเพื่อให้ชาวนามีสิทธิ์เข้าไปออกเสียงในสภา เข้าไปผลักดันนโยบาย เข้าไปแสดงความคิดเห็น”
ถ้าต้องเลือกระหว่างเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ จะเลือกฟากไหน?
“เพื่อไทย เราดูแล้วว่าพรรคเพื่อไทยมีนโยบายที่เอื้อกับชาวนามากกว่า ดูแลคนจนได้ดีกว่า แต่ถ้าประชาธิปัตย์เข้ามาเราก็รับได้นะ”
วันนี้เดินทางมาสมัครส.ส.ก็ใส่เสื้อม่อห้อม แล้วถ้าเข้าไปเป็นส.ส. เวลาเข้าไปประชุมสภา จะใส่สูทเหมือนผู้แทนคนอื่นได้ไหม?
“ก็ใส่เหมือนเดิมนี่แหละครับ ใส่ชุดม่อห้อม เราเป็นชาวนาเราก็ใส่แบบที่เราออกไปทำนา แต่ก็ไม่รู้ว่าสภาเขาจะว่าหรือเปล่านะ ไม่รู้ว่าจะโดนห้ามหรือเปล่า”
คิดอย่างไรกับการรณรงค์กาไม่เลือกใครของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย?
“น่าเสียดาย อยากให้มองให้รอบๆ ความจริงยังมีพรรคดีๆให้เลือกอีกเยอะ พรรคใหม่ๆ ทางเลือกใหม่ๆ พรรคที่เจตนาดีๆลงมาให้เลือกกัน ถ้าออกไปแล้วกาไม่เลือกใครมันก็น่าเสียดาย พวกเราหาเสียงกันตั้งใจมากๆ ทุนไม่มี สื่อไม่มี แต่ก็ตั้งใจออกหาเสียง คะแนนสองคะแนนก็มีผลกับพรรคเราที่จะได้เข้าไปเป็นส.ส.แล้ว”
เห็นย้ำเรื่องไม่มีเงินบ่อย ยืนยันว่าไม่มีใครอยู่เบื้องหลังพรรค?
“ไม่มี ไม่มี เรามีแต่เครือข่ายสมาชิก ที่เชียงใหม่นี่ผมก็มีสมาชิกอยู่200คน ถ้านับรวมทั้งประเทศก็20,000คน เรื่องคนที่อยู่เบื้องหลัง ความจริงก็เคยมีคนที่จะมาขอสนับสนุนพรรค เสนอเงินมาให้ร้อยล้านพันล้าน แต่เราไปพูดคุยกันแล้ว ว่าถึงพรรคจะลำบากแค่ไหน แต่เราก็จะไม่รับเงินก่อนนั้น”

“ใช่ๆๆ นายทุนคนนี้เขาพูดเลย ว่าเขาเห็นว่าพรรคเราพอมีโอกาสได้เป็นส.ส. ก็ขอเป็นนายทุนแบบลับๆ แล้วพอถึงเวลาก็ส่งนายทุนคนนี้ขึ้นไปเป็นรัฐมนตรี แต่เราไม่เอา เราคุยกันแล้ว เรารับไม่ได้จริงๆ”
นายทุนคนนี้คือใครครับ บอกได้หรือเปล่า?
“บอกไม่ได้จริงๆครับ บอกได้แค่ว่ามีหลายคน”
นี่คือพรรคทางเลือก ที่ไม่รู้จะตอบโจทย์ใครหลายๆคนที่เหนื่อยหน่ายกับทางเลือกเดิมๆ ทางเลือกที่ดูจากแพคเกจภายนอกแล้วแตกต่างจากพรรคการเมืองทั่วไป แล้วหลังจากนี้เราจะได้จับตากันว่าสินค้าข้างในจะแตกต่างหรือไม่ หรือสุดท้ายก็เป็นอีกแค่หนึ่งพรรคการเมืองที่ผ่านมาแล้วผ่านไป เหลือไว้แค่สีสันในวันเปิดตัวในเราประทับใจ
3 กรกฎาคม จะได้รู้ผล แล้วจะได้เริ่มต้นจับตาดูกัน
ข้อมักสงสัย [aday131]
| Tweet |
|
Follow Me
ข้อมักสงสัย นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
มักจะมีคำถามซ้ำๆอยู่หนึ่งชุด ที่ผมต้องคนตอบบนทวิตเตอร์ครับ "นักข่าวนี่เขาหยุดงานวันไหน?" "เวลาออกไปทำข่าวนี่ไปกี่คน?" "ผู้ประกาศข่าวนี่เขาใส่กางเกงขาสั้นจริงๆหรือเปล่า?" "ทำไมต้องบอกด้วยว่าใครถ่ายภาพ ใครซื้อโอเลี้ยงให้?" "เวลารายงานข่าวแล้วมีคนมายืนรายล้อมทำอย่างไง?" เป็นคำถามที่ถามมาบ่อย ทุกเพศ ทุกวัย คาดว่าเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาระหว่างดูรายการข่าว วันนี้ขอโอกาสในการชี้แจงแถลงขัยซะหน่อยครับ
"นักข่าวนี่เขาหยุดงานวันไหน?" แน่นอนนักข่าวย่อมได้หยุดงานครับ แต่ไม่ได้หยุดมากเท่าพนักงานออฟฟิศทั่วไปแน่ๆ เพราะข่าวเกิดขึ้นทุกวัน ดังนั้นจะมหาวันหยุดแค่ไหน ก็ต้องมีพนักงานเดินเข้าไปทำงานตามสถานีข่าวทุกวัน (ความจริงสถานีข่าวนี่มีคนทำงานทุกชั่วโมง ทุกนาทีนะครับ ใครคิดจะแว่บเข้ามาลักเล็กขโมยน้อยที่สำนักข่าว โปรดเปลี่ยนเป้าหมายเสียเถิด) ทำให้นักข่าวและคนข่าวทั้งหลายส่วนมากจะได้หยุดน้อยกว่าพนักงานออฟฟิศครึ่งนึง ยกตัวอย่างง่ายๆว่าสงกรานต์ปีนี้หยุด6วัน นักข่าวก็อาจจะได้หยุดแค่3วัน สลับกันมาทำงานครึ่งๆ ให้มีคนมากพอมาเกาะติดข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุด
"เวลาออกไปทำข่าวนี่ไปกี่คน?" เวลาออกไปทำข่าว หลักๆต้องมีสามคนครับ จะขึ้นเหนือ-ล่องใต้ ข่าวในเมือง ข่าวใหญ่ ข่าวเล็ก ทีมข่าวหนึ่งทีมต้องยืนพื้นไว้ที่สามคน นักข่าว ช่างภาพ และผู้ช่วย นับรวมได้สามคน เชื่อว่าสองตำแหน่งแรกคงไม่ต้องอธิบายให้ยุ่งยาก แต่ตำแหน่งสุดท้าย "ผู้ช่วย" ความจริงคือมีหน้าที่ช่วยเหลือสองคนแรก แต่หลักก็คือมีหน้าที่ขับรถนั่นแล สามคน ทำงานกันลงตัวขาดใครไปก็ทำงานยาก แต่ในบางก็กรณีก็ต้องปรับเปลี่ยนบ้าง เช่นบางครั้งช่างภาพท้องเสีย ลางานด่วน ผู้ช่วยที่แต่เดิมทำหน้าที่ขับรถอย่างเดียว ก็ต้องปรับสภาพขยับมาถ่ายภาพด้วย เลยกลายเป็นคน "ขับถ่าย" ไปในบางครั้งคราว...
"ผู้ประกาศข่าวนี่เขาใส่กางเกงขาสั้นจริงๆหรือเปล่า?" เข้าใจว่าหนังบางเรื่องอาจจะเคยมีภาพผู้ประกาศข่าวหน้าหล่อ ใส่เสื้อเชิ้ต สวมสูทดูภูมิฐานด้านบน แต่พอแพนกล้องมาด้านล่าง จะเห็นผู้ประกาศข่าวท่านนั้น ใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ดูเหมือนกำลังออกไปซื้อโอเลี้ยง กลายเป็นผู้ประกาศข่าวทูโทน สองคนในร่างเดียวไปทันที ซึ่งยืนยันว่าทำงานข่าวมา3ปี เห็นผู้ประกาศมาหลายช่อง ยังไม่เคยเห็นขนาดนั้นครับ จะมีอย่างมากก็ ใส่ข้างล่างข้างบนหล่อหมด แต่ใส่รองเท้าครอคส์ รองเท้าแตะบ้าง แต่จะให้ใส่กางเกงขาสั้นเลยก็เกินไปนิดนึง เกรงใจผู้ประกาศสาวสวยข้างๆนะ ฮ่าๆๆ...
"ทำไมต้องบอกด้วยว่าใครถ่ายภาพ ใครซื้อโอเลี้ยงให้?" "เลียบ แซมกระโทกถ่ายภาพ/ นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ เนชั่นทีวีรายงาน" จริงๆประโยคเรามีแค่นี้ครับ ส่วนใครซื้อโอเลี้ยงให้ดื่ม ใครซื้อข้าวผัดให้กินนี่ ไม่มีครับ เป็นแค่แก๊กตลกที่เอามาแซว ส่วนสาเหตุที่ต้องลงท้ายว่าใครถ่ายภาพ ใครรายงาน ก็เพราะเป็นความรับผิดชอบในรายงานข่าวชิ้นนั้นๆครับ ซึ่งก็เป็นไปตามที่บอก คือ "รับ - ผิด - ชอบ" คือถ้าภาพถ่ายออกมาสวย คนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนถ่ายภาพก็จะได้รับคำชมไป ถ้าผลงานชิ้นเด็ดนี่อาจจะส่งไปถึงรางวัลใหญ่ๆ แต่ถ้าผิดพลาด เช่นปล่อยภาพเยาวชนออกมาแบบไม่เหมาะสม ก็ต้องรับผิดไปหน่า...
"เวลารายงานข่าวแล้วมีคนมายืนรายล้อมทำอย่างไง?" ประจำครับ เรื่องคนมายืนรายล้อมตอนรายงานข่าวเนี่ย คนไทยยังดีนะครับแค่ยืนเฉยๆ บ้างก็ยืนฟัง บ้างก็ยืนออกกล้อง แต่พวกฝรั่งนี่หนักเลยครับ ชอบเล่นกับนักข่าว ผมเคยเจอมาหมดแล้วรายงานข่าวไปมีคนชวนเต้นรำไป ส่วนมากต้องวางเฉยไว้ครับ ควบคุมสติไว้ ยึดเนื้อหาที่จะรายงานไว้เป็นหลัก เพราะส่วนมากเนื้อหาที่เรารายงานก็ไม่ได้ไปสร้างพิษสร้างภัยให้กับใคร แต่บางครั้งในสถานการณ์พิเศษ เช่นในม็อบ ซึ่งเราอาจจะต้องรายงานความจริงบางอย่างที่ไม่ค่อยเป็นที่น่าอภิรมย์แก่ผู้ชุมนุมรอบข้างไว้บ้าง อันนี้แนะนำให้ตั้งจุดรายงานข่าวให้ห่างๆมวลชนไว้ก่อนครับ ของอย่างนี้ กันไว้ดีกว่าแก้ แฮ่ๆ...
ส่วนอีกหลายๆข้อสงสัย นักข่าวนอนตอนไหน นอนกี่ชั่วโมง ทำงานวันละกี่ชั่วโมง รายได้เท่าไหร่ นักข่าวมีแฟนไม่ได้จริงหรือไม่ (เห้ย.. มีได้สิฟระ) พวกนี้หลากหลายครับ ตอบแทนทุกคนไม่ได้ ตอบเฉพาะภาพกว้างๆที่เป็นคล้ายๆกันทุกคน หวังว่าจะช่วยให้หายสงสัยได้บ้างครับ
ข้อมักสงสัย นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
มักจะมีคำถามซ้ำๆอยู่หนึ่งชุด ที่ผมต้องคนตอบบนทวิตเตอร์ครับ "นักข่าวนี่เขาหยุดงานวันไหน?" "เวลาออกไปทำข่าวนี่ไปกี่คน?" "ผู้ประกาศข่าวนี่เขาใส่กางเกงขาสั้นจริงๆหรือเปล่า?" "ทำไมต้องบอกด้วยว่าใครถ่ายภาพ ใครซื้อโอเลี้ยงให้?" "เวลารายงานข่าวแล้วมีคนมายืนรายล้อมทำอย่างไง?" เป็นคำถามที่ถามมาบ่อย ทุกเพศ ทุกวัย คาดว่าเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาระหว่างดูรายการข่าว วันนี้ขอโอกาสในการชี้แจงแถลงขัยซะหน่อยครับ
"นักข่าวนี่เขาหยุดงานวันไหน?" แน่นอนนักข่าวย่อมได้หยุดงานครับ แต่ไม่ได้หยุดมากเท่าพนักงานออฟฟิศทั่วไปแน่ๆ เพราะข่าวเกิดขึ้นทุกวัน ดังนั้นจะมหาวันหยุดแค่ไหน ก็ต้องมีพนักงานเดินเข้าไปทำงานตามสถานีข่าวทุกวัน (ความจริงสถานีข่าวนี่มีคนทำงานทุกชั่วโมง ทุกนาทีนะครับ ใครคิดจะแว่บเข้ามาลักเล็กขโมยน้อยที่สำนักข่าว โปรดเปลี่ยนเป้าหมายเสียเถิด) ทำให้นักข่าวและคนข่าวทั้งหลายส่วนมากจะได้หยุดน้อยกว่าพนักงานออฟฟิศครึ่งนึง ยกตัวอย่างง่ายๆว่าสงกรานต์ปีนี้หยุด6วัน นักข่าวก็อาจจะได้หยุดแค่3วัน สลับกันมาทำงานครึ่งๆ ให้มีคนมากพอมาเกาะติดข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงวันหยุด
"เวลาออกไปทำข่าวนี่ไปกี่คน?" เวลาออกไปทำข่าว หลักๆต้องมีสามคนครับ จะขึ้นเหนือ-ล่องใต้ ข่าวในเมือง ข่าวใหญ่ ข่าวเล็ก ทีมข่าวหนึ่งทีมต้องยืนพื้นไว้ที่สามคน นักข่าว ช่างภาพ และผู้ช่วย นับรวมได้สามคน เชื่อว่าสองตำแหน่งแรกคงไม่ต้องอธิบายให้ยุ่งยาก แต่ตำแหน่งสุดท้าย "ผู้ช่วย" ความจริงคือมีหน้าที่ช่วยเหลือสองคนแรก แต่หลักก็คือมีหน้าที่ขับรถนั่นแล สามคน ทำงานกันลงตัวขาดใครไปก็ทำงานยาก แต่ในบางก็กรณีก็ต้องปรับเปลี่ยนบ้าง เช่นบางครั้งช่างภาพท้องเสีย ลางานด่วน ผู้ช่วยที่แต่เดิมทำหน้าที่ขับรถอย่างเดียว ก็ต้องปรับสภาพขยับมาถ่ายภาพด้วย เลยกลายเป็นคน "ขับถ่าย" ไปในบางครั้งคราว...
"ผู้ประกาศข่าวนี่เขาใส่กางเกงขาสั้นจริงๆหรือเปล่า?" เข้าใจว่าหนังบางเรื่องอาจจะเคยมีภาพผู้ประกาศข่าวหน้าหล่อ ใส่เสื้อเชิ้ต สวมสูทดูภูมิฐานด้านบน แต่พอแพนกล้องมาด้านล่าง จะเห็นผู้ประกาศข่าวท่านนั้น ใส่กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ ดูเหมือนกำลังออกไปซื้อโอเลี้ยง กลายเป็นผู้ประกาศข่าวทูโทน สองคนในร่างเดียวไปทันที ซึ่งยืนยันว่าทำงานข่าวมา3ปี เห็นผู้ประกาศมาหลายช่อง ยังไม่เคยเห็นขนาดนั้นครับ จะมีอย่างมากก็ ใส่ข้างล่างข้างบนหล่อหมด แต่ใส่รองเท้าครอคส์ รองเท้าแตะบ้าง แต่จะให้ใส่กางเกงขาสั้นเลยก็เกินไปนิดนึง เกรงใจผู้ประกาศสาวสวยข้างๆนะ ฮ่าๆๆ...
"ทำไมต้องบอกด้วยว่าใครถ่ายภาพ ใครซื้อโอเลี้ยงให้?" "เลียบ แซมกระโทกถ่ายภาพ/ นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ เนชั่นทีวีรายงาน" จริงๆประโยคเรามีแค่นี้ครับ ส่วนใครซื้อโอเลี้ยงให้ดื่ม ใครซื้อข้าวผัดให้กินนี่ ไม่มีครับ เป็นแค่แก๊กตลกที่เอามาแซว ส่วนสาเหตุที่ต้องลงท้ายว่าใครถ่ายภาพ ใครรายงาน ก็เพราะเป็นความรับผิดชอบในรายงานข่าวชิ้นนั้นๆครับ ซึ่งก็เป็นไปตามที่บอก คือ "รับ - ผิด - ชอบ" คือถ้าภาพถ่ายออกมาสวย คนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนถ่ายภาพก็จะได้รับคำชมไป ถ้าผลงานชิ้นเด็ดนี่อาจจะส่งไปถึงรางวัลใหญ่ๆ แต่ถ้าผิดพลาด เช่นปล่อยภาพเยาวชนออกมาแบบไม่เหมาะสม ก็ต้องรับผิดไปหน่า...
"เวลารายงานข่าวแล้วมีคนมายืนรายล้อมทำอย่างไง?" ประจำครับ เรื่องคนมายืนรายล้อมตอนรายงานข่าวเนี่ย คนไทยยังดีนะครับแค่ยืนเฉยๆ บ้างก็ยืนฟัง บ้างก็ยืนออกกล้อง แต่พวกฝรั่งนี่หนักเลยครับ ชอบเล่นกับนักข่าว ผมเคยเจอมาหมดแล้วรายงานข่าวไปมีคนชวนเต้นรำไป ส่วนมากต้องวางเฉยไว้ครับ ควบคุมสติไว้ ยึดเนื้อหาที่จะรายงานไว้เป็นหลัก เพราะส่วนมากเนื้อหาที่เรารายงานก็ไม่ได้ไปสร้างพิษสร้างภัยให้กับใคร แต่บางครั้งในสถานการณ์พิเศษ เช่นในม็อบ ซึ่งเราอาจจะต้องรายงานความจริงบางอย่างที่ไม่ค่อยเป็นที่น่าอภิรมย์แก่ผู้ชุมนุมรอบข้างไว้บ้าง อันนี้แนะนำให้ตั้งจุดรายงานข่าวให้ห่างๆมวลชนไว้ก่อนครับ ของอย่างนี้ กันไว้ดีกว่าแก้ แฮ่ๆ...
ส่วนอีกหลายๆข้อสงสัย นักข่าวนอนตอนไหน นอนกี่ชั่วโมง ทำงานวันละกี่ชั่วโมง รายได้เท่าไหร่ นักข่าวมีแฟนไม่ได้จริงหรือไม่ (เห้ย.. มีได้สิฟระ) พวกนี้หลากหลายครับ ตอบแทนทุกคนไม่ได้ ตอบเฉพาะภาพกว้างๆที่เป็นคล้ายๆกันทุกคน หวังว่าจะช่วยให้หายสงสัยได้บ้างครับ
Labels:
a day,
follow me,
นภพัฒน์จักษ์
เลือกตั้งเขต1 กำแพงเพชร
| Tweet |
|
กำแพงเพชรเขต1 เดิมเป็นเขตที่คุณหมอปรีชา มุสิกุลยืนพื้นเป็นตัวเลือกจากทางฝั่งพรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ได้มีการปรับทัพให้ลูกชายสุขวิชชาญ มุสิกุลมาลงพื้นที่เขตหนึ่งแทน แล้วปรับให้คุณหมอปรีชาผู้พ่อไปลงที่เขตสอง เพื่อชนกับนายสุรสิทธิ์ วงศ์วิทยานันต์จากพรรคเพื่อไทย ด้วยความหวังว่าประชาธิปัตย์จะสามารถปักธงส.ส.ที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้ถึง3เขตจากทั้งหมด4เขต
สุขวิชชาญ มุสิกุลจากพรรคประชาธิปัตย์
ผลจากการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้สุขวิชชาญ มุสิกุล จะได้ลงท้าชิงเก้าอี้ส.ส.เขต1กับไผ่ ลิกค์ ลูกชายของอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทยนายเรืองวิทย์ ลิกค์ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการแก้ตัวของเขาหลังจากพ่ายแพ้ไปอย่างสูสีมาในการเลือกตั้งปี2550 ซึ่งกระแสทางการเมืองและความขยันในการลงพื้นที่ ทำให้ไผ่ ลิกค์มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนจะสามารถลดช่องว่างไม่ถึงหนึ่งหมื่นคะแนนที่พ่ายแพ้ครั้งที่แล้วได้
ไผ่ ลิกค์จากพรรคเพื่อไทย
จากสี่เขตเลือกตั้งในจังหวัดกำแพงเพชร มีเพียงแค่เขตสี่เขตเดียวที่ทั้งสองพรรคเห็นตรงกันว่าพรรคเพื่อไทยได้เปรียบอยู่เห็นได้ชัด ส่วนอีกสามเขตที่เหลือ ใครจะแพ้ใครจะชนะ คงต้องขึ้นอยู่กับช่วงโค้งสุดท้ายในสามสิบวันที่เหลืออยู่นี้ครับ
สุขวิชชาญ มุสิกุลจากพรรคประชาธิปัตย์
ผลจากการตัดสินใจครั้งนี้ ทำให้สุขวิชชาญ มุสิกุล จะได้ลงท้าชิงเก้าอี้ส.ส.เขต1กับไผ่ ลิกค์ ลูกชายของอดีตส.ส.พรรคไทยรักไทยนายเรืองวิทย์ ลิกค์ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการแก้ตัวของเขาหลังจากพ่ายแพ้ไปอย่างสูสีมาในการเลือกตั้งปี2550 ซึ่งกระแสทางการเมืองและความขยันในการลงพื้นที่ ทำให้ไผ่ ลิกค์มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ตนจะสามารถลดช่องว่างไม่ถึงหนึ่งหมื่นคะแนนที่พ่ายแพ้ครั้งที่แล้วได้
ไผ่ ลิกค์จากพรรคเพื่อไทย
จากสี่เขตเลือกตั้งในจังหวัดกำแพงเพชร มีเพียงแค่เขตสี่เขตเดียวที่ทั้งสองพรรคเห็นตรงกันว่าพรรคเพื่อไทยได้เปรียบอยู่เห็นได้ชัด ส่วนอีกสามเขตที่เหลือ ใครจะแพ้ใครจะชนะ คงต้องขึ้นอยู่กับช่วงโค้งสุดท้ายในสามสิบวันที่เหลืออยู่นี้ครับ
22 พฤษภาคม 2011
พรรคเพื่อไทยปราศรัยหาเสียงที่เชียงใหม่
| Tweet |
|
รวมภาพบรรยากาศ การเดินหาเสียง และการปราศรัยของพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ครับ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรปราศรัย
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อปราศรัย
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรให้สัมภาษณ์
บรรยากาศยิ่งลักษณ์ เดินหาเสียง ที่สันกำแพง และตลาดวโรรส
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรปราศรัย
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อปราศรัย
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรให้สัมภาษณ์
บรรยากาศยิ่งลักษณ์ เดินหาเสียง ที่สันกำแพง และตลาดวโรรส
Labels:
ณัฐวุฒิ,
ยิ่งลักษณ์,
หาเสียง,
เชียงใหม่,
เพื่อไทย
19 พฤษภาคม 2011
ถ่ายทอดสด [aday128]
| Tweet |
|
Follow Me
ถ่ายทอดสดนภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
หนึ่งในสาเหตุที่ผมรักงานข่าวคือห้วงเวลาที่สารเคมีในร่างกายบางอย่างมันหลั่งไหล ในขณะที่กำลังรายงานข่าวแบบสดๆอยู่
ถ่ายทอดสดหนึ่งทีนี่แบกรับความกดดันหลายอย่างนะครับ เอาแค่ช่วงเวลาทุกนาทีที่เรารายงานข่าวไป ค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญานนี่ก็ตกนาทีละเป็นพันแล้ว
จะพูดผิดไหม?
เราพูดตรงกับภาพที่ฉายอยู่ไหม?
สัญญานออกอากาศเป็นอย่างไงบ้าง?
ถ้ารายงานไม่เข้าหูคนแถวนี้เขาจะมาชกหน้าเราไหม? (อันหลังสุดนี่จะคิดตอนรายงานข่าวในม็อบ)
พูดถึงความสดของการรายงานข่าว
ครั้งหนึ่งผมสลับหน้าที่มาเป็นผู้ประกาศข่าว คอยสัมภาษณ์ฝ่ายต่างๆ สลับกับการเล่าข่าวสไตล์ที่เนชั่นถนัด
ข่าวที่เล่า เป็นข่าวจับกุมผู้ต้องหาปั้มแผ่นเถื่อนได้
ทันทีที่เล่าข่าวไปได้ครึ่งเรื่อง โปรดิวเซอร์ก็ตะโกนเข้าหูฟัง "ต่อสายตำรวจได้แล้ว!"
ในรายการเล่าข่าว การต่อสายคุยกับมุมข่าวต่างๆได้ จะช่วยให้ข่าวที่เล่าอยู่นั้นสมบูรณ์แบบขึ้น
"สวัสดีครับ ท่าน พ.ต.อ........." ผมทักทายตำรวจ เพื่อจะปูทางเข้าซักถามประเด็นต่างๆเกียวข่าวนี้
"สรุปว่าของกลางที่จับกุมได้มีอะไรบ้างครับ?" ผมเริ่มต้นซักไซร้รายละเอียด ด้วยความคาดหวังในใจ ว่าคำตอบไม่น่าพ้น คอมพิวเตอร์ แผ่นดีวีดี เงินสด และอื่นๆอีกหลายหลาก
แต่คำตอบที่ได้ กลับแหกโผ เล่นเอาผมงงกลางจอโทรทัศน์
"ของกลางหรอ.. ก็อวัยวะเพศไง!" ท่านตำรวจ ตอบมาเต็มปากเต็มคำ
ผมอึ้งไปหลายวินาที แต่ก็ต้องรวบรวมสติ ซักถามต่อเนื่องไปให้จบ
"อวัยวะเพศมันเกี่ยวข้องอะไรกับคดีนี้นะครับ?"
"เอ้า... ก็ไอ้คนทำมันเป็นผู้ชาย มันก็ไม่ได้ใช้อย่างอื่นช่วย ของกลางก็มีแค่อวัยวะเพศนี่แหละ แต่เราคงไม่ยึดของกลางนี้ไว้นะ!"
ผมยิ่งงงหนัก...
"ผู้ต้องหาใช้อวัยวะเพศในการดำเนินกิจการปั๊มแผ่นเถื่อนเนี่ยนะครับ?"
"คุณ... คดีปั๊มแผ่นต้องตำรวจอีกนายนะครับ ผมไม่ได้รับผิดชอบเรื่องนี้"
"อ้าวแล้วท่านรับผิดชอบคดีไหนครับเนี่ย?"
"คดีข่มขืนครับ!"
สุดท้าย สัมภาษณ์ผิดคดี ปล่อยให้ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้เค้าใช้อวัยวะเพศปั้มแผ่นเถื่อนได้อยู่หลายนาที
ถ่ายทอดสดนภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
หนึ่งในสาเหตุที่ผมรักงานข่าวคือห้วงเวลาที่สารเคมีในร่างกายบางอย่างมันหลั่งไหล ในขณะที่กำลังรายงานข่าวแบบสดๆอยู่
ถ่ายทอดสดหนึ่งทีนี่แบกรับความกดดันหลายอย่างนะครับ เอาแค่ช่วงเวลาทุกนาทีที่เรารายงานข่าวไป ค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญานนี่ก็ตกนาทีละเป็นพันแล้ว
จะพูดผิดไหม?
เราพูดตรงกับภาพที่ฉายอยู่ไหม?
สัญญานออกอากาศเป็นอย่างไงบ้าง?
ถ้ารายงานไม่เข้าหูคนแถวนี้เขาจะมาชกหน้าเราไหม? (อันหลังสุดนี่จะคิดตอนรายงานข่าวในม็อบ)
พูดถึงความสดของการรายงานข่าว
ครั้งหนึ่งผมสลับหน้าที่มาเป็นผู้ประกาศข่าว คอยสัมภาษณ์ฝ่ายต่างๆ สลับกับการเล่าข่าวสไตล์ที่เนชั่นถนัด
ข่าวที่เล่า เป็นข่าวจับกุมผู้ต้องหาปั้มแผ่นเถื่อนได้
ทันทีที่เล่าข่าวไปได้ครึ่งเรื่อง โปรดิวเซอร์ก็ตะโกนเข้าหูฟัง "ต่อสายตำรวจได้แล้ว!"
ในรายการเล่าข่าว การต่อสายคุยกับมุมข่าวต่างๆได้ จะช่วยให้ข่าวที่เล่าอยู่นั้นสมบูรณ์แบบขึ้น
"สวัสดีครับ ท่าน พ.ต.อ........." ผมทักทายตำรวจ เพื่อจะปูทางเข้าซักถามประเด็นต่างๆเกียวข่าวนี้
"สรุปว่าของกลางที่จับกุมได้มีอะไรบ้างครับ?" ผมเริ่มต้นซักไซร้รายละเอียด ด้วยความคาดหวังในใจ ว่าคำตอบไม่น่าพ้น คอมพิวเตอร์ แผ่นดีวีดี เงินสด และอื่นๆอีกหลายหลาก
แต่คำตอบที่ได้ กลับแหกโผ เล่นเอาผมงงกลางจอโทรทัศน์
"ของกลางหรอ.. ก็อวัยวะเพศไง!" ท่านตำรวจ ตอบมาเต็มปากเต็มคำ
ผมอึ้งไปหลายวินาที แต่ก็ต้องรวบรวมสติ ซักถามต่อเนื่องไปให้จบ
"อวัยวะเพศมันเกี่ยวข้องอะไรกับคดีนี้นะครับ?"
"เอ้า... ก็ไอ้คนทำมันเป็นผู้ชาย มันก็ไม่ได้ใช้อย่างอื่นช่วย ของกลางก็มีแค่อวัยวะเพศนี่แหละ แต่เราคงไม่ยึดของกลางนี้ไว้นะ!"
ผมยิ่งงงหนัก...
"ผู้ต้องหาใช้อวัยวะเพศในการดำเนินกิจการปั๊มแผ่นเถื่อนเนี่ยนะครับ?"
"คุณ... คดีปั๊มแผ่นต้องตำรวจอีกนายนะครับ ผมไม่ได้รับผิดชอบเรื่องนี้"
"อ้าวแล้วท่านรับผิดชอบคดีไหนครับเนี่ย?"
"คดีข่มขืนครับ!"
สุดท้าย สัมภาษณ์ผิดคดี ปล่อยให้ผมคิดว่าเดี๋ยวนี้เค้าใช้อวัยวะเพศปั้มแผ่นเถื่อนได้อยู่หลายนาที
Labels:
128,
a day,
ถ่ายทอดสด,
นภพัฒน์จักษ์
18 พฤษภาคม 2011
เลือกตั้งเขตดอนเมือง แทนคุณ - การุณ
| Tweet |
|
บรรยากาศการหาเสียง ของ 'แทนคุณ จิตต์อิสระ' พรรคประชาธิปัตย์ "ตอนนี้โอกาส50-50 และยอมรับว่าบางครั้งก็ถูกโห่บ่้างตอนลงหาเสียง"
คุยกับ 'การุณ โหสกุล' ผู้สมัครส.ส.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย "ปชป.ส่งคนนี้มา ถือว่าดูถูกผมมาก ตอนนี้ผมแค่แข่งกับตัวเอง"
3 กรกฎาคม 2554 จะได้ทราบผลกันครับ
คุยกับ 'การุณ โหสกุล' ผู้สมัครส.ส.เขตดอนเมือง พรรคเพื่อไทย "ปชป.ส่งคนนี้มา ถือว่าดูถูกผมมาก ตอนนี้ผมแค่แข่งกับตัวเอง"
3 กรกฎาคม 2554 จะได้ทราบผลกันครับ
11 พฤษภาคม 2011
กรณี KFC: ฟังเสียง คนที่ถูกบีบออก, พนักงานปัจจุบัน และ ผู้บริหารครับ
| Tweet |
|
จากข่าว "ปลด 3 พนง.เคเอฟซี-พิซซ่า นักสหภาพแรงงานเชื่อหวังทำลายสหภาพฯ" >> http://ow.ly/4RrKy
ไปฟังเสียงสัมภาษณ์ 2 อดีตพนักงานเคเอฟซี ศิวพร สมจิตร และ อภันตรี เจริญศักดิ์ ที่บอกว่าตนถูกบีบให้ลาออกจากบริษัท เพราะเรียกร้องขอให้บริษัทเพิ่มสวัสดิการและเงินเดือนให้ลูกน้อง
เสียงสัมภาษณ์ คุณประธาน ไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผุ้จัดการร้านเคเอฟซี และ คุณแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้บริหารด้านการตลาด ยัม ไทยแลนด์ กรณีที่มีพนักงานออกมากล่าวว่าเคเอฟซีให้รายได้ที่ไม่เป็นธรรม
คุณแววคนีย์ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติม กรณีที่มีคนบอกว่าพนักงานต้องกินเศษไก่ของร้านด้วยว่า
"เคเอฟซีมีมาตรฐานการจัดการอาหารของเราชัดเจนทั่วโลก เพื่อรักษามาตรฐาน และส่งมอบอาหารให้ลูกค้าในสภาพที่สดใหม่และร้อน
เมนูไก่ทอดส่วนใหญ่ เมื่อทอดเสร็จแล้ว เราสามารถเก็บไว้ในตู้ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาความร้อนและคุณภาพอาหาร เป็นเวลาประมาณ 60 ถึง 90 นาที
หลังจากนั้นจะต้องนำไปทิ้ง ไม่สามารถนำมาขายหรือทำอย่างอื่นได้
หลังจากปิดร้าน น้อง ๆ พนักงานจะต้องนับจำนวนอาหารทั้งหมดที่ทิ้ง เพื่อจดบันทึก
พอเช้าวันใหม่ จะมีการตรวจสอบจำนวนอาหารที่ทิ้ง และเมื่อเปรียบเทียบอาหารที่ทอดเสร็จ อาหารที่ขายไป และอาหารที่ทิ้งจะต้องสัมพันธ์กัน
การทำงานขั้นตอนเหล่านี้ ถือเป็นกฎระเบียบของพนักงานที่ร้าน และอยู่ในความรับผิดชอบของผู้จัดการร้าน
ทีมผู้บริหารทุกคน รวมทั้งดิฉัน มีความเชื่อมั่นในตัวผู้จัดการร้านของเราทุกคน ว่าจะยึดมั่นในกฎปฏิบัติข้อนี้อย่างเคร่งครัด
หากผู้ใดละเมิด ถือเป็นความผิดค่ะ"
ความคืบหน้าเป็นอย่างไร จะรายงานให้ทราบเรื่อยๆครับ
ไปฟังเสียงสัมภาษณ์ 2 อดีตพนักงานเคเอฟซี ศิวพร สมจิตร และ อภันตรี เจริญศักดิ์ ที่บอกว่าตนถูกบีบให้ลาออกจากบริษัท เพราะเรียกร้องขอให้บริษัทเพิ่มสวัสดิการและเงินเดือนให้ลูกน้อง
เสียงสัมภาษณ์ คุณประธาน ไชยสิทธิ์ ผู้ช่วยผุ้จัดการร้านเคเอฟซี และ คุณแววคนีย์ อัสโสรัตน์กุล ผู้บริหารด้านการตลาด ยัม ไทยแลนด์ กรณีที่มีพนักงานออกมากล่าวว่าเคเอฟซีให้รายได้ที่ไม่เป็นธรรม
คุณแววคนีย์ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติม กรณีที่มีคนบอกว่าพนักงานต้องกินเศษไก่ของร้านด้วยว่า
"เคเอฟซีมีมาตรฐานการจัดการอาหารของเราชัดเจนทั่วโลก เพื่อรักษามาตรฐาน และส่งมอบอาหารให้ลูกค้าในสภาพที่สดใหม่และร้อน
เมนูไก่ทอดส่วนใหญ่ เมื่อทอดเสร็จแล้ว เราสามารถเก็บไว้ในตู้ที่มีการควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาความร้อนและคุณภาพอาหาร เป็นเวลาประมาณ 60 ถึง 90 นาที
หลังจากนั้นจะต้องนำไปทิ้ง ไม่สามารถนำมาขายหรือทำอย่างอื่นได้
หลังจากปิดร้าน น้อง ๆ พนักงานจะต้องนับจำนวนอาหารทั้งหมดที่ทิ้ง เพื่อจดบันทึก
พอเช้าวันใหม่ จะมีการตรวจสอบจำนวนอาหารที่ทิ้ง และเมื่อเปรียบเทียบอาหารที่ทอดเสร็จ อาหารที่ขายไป และอาหารที่ทิ้งจะต้องสัมพันธ์กัน
การทำงานขั้นตอนเหล่านี้ ถือเป็นกฎระเบียบของพนักงานที่ร้าน และอยู่ในความรับผิดชอบของผู้จัดการร้าน
ทีมผู้บริหารทุกคน รวมทั้งดิฉัน มีความเชื่อมั่นในตัวผู้จัดการร้านของเราทุกคน ว่าจะยึดมั่นในกฎปฏิบัติข้อนี้อย่างเคร่งครัด
หากผู้ใดละเมิด ถือเป็นความผิดค่ะ"
ความคืบหน้าเป็นอย่างไร จะรายงานให้ทราบเรื่อยๆครับ
04 พฤษภาคม 2011
รับผิด-รับชอบ [aday130]
| Tweet |
|
Follow Me
รับผิด-รับชอบ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
คงรู้ดีว่าการทำข่าว เป็นการทำงานที่ต้องทำเป็นทีม แต่สำหรับนักข่าวที่มีบทบาทอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเมื่อเวลาผลงานออกมาดี นักข่าวก็จะได้รับความดีความชอบ มากกว่าคนที่ทำงานเบื้องหลัง อย่างช่างภาพ หรือ ทีมงานคนอื่นๆ
ย้ำอีกครั้ง ว่านั่น...คือในวันที่งานออกมาดี
นักข่าวทุกคนได้รับการปลูกฝังผ่านการทำงาน ว่าเราจะต้องเป็นคนที่ต้องทั้งรับผิดและรับชอบในผลงานแต่ะชิ้นของเราอยู่แล้ว รับผิดและรอบชอบแบบไม่มีเงื่อนไข ที่นี้ไอ้ตอนที่รับชอบนี่ง่ายครับ แต่ตอนที่รับผิดนี่อาจจะยกหน่อย
เหตุการณ์รับผิดของผมมันเป็นเช่นนี้ครับ
ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณปอง-อัญชะลี ไพรีรัก ผ่านทางรายการเปิดหน้าคุย รายการที่ผมรับผิดชอบเอง เอาหละเรื่องราวทางการเมืองของคุณอัญชะลีจะเป็นอย่างไรขอเลี่ยงไว้ก่อน ให้รู้แค่ว่าเธอเคยขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วหลังๆก็ไม่ได้เข้าร่วมแล้ว
ในวันที่สัมภาษณ์ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีครับ ผมและช่างภาพจัดการประคองเทปสัมภาษณ์ที่มีค่ากลับเข้ามาที่ทำงาน เพื่อตัดต่อและลำดับเนื้อหาก่อนออกอากาศ และทิ้งไว้ให้กับทีมงานตัดต่อหลักมารับช่วงต่อไป
อุปสรรคแรกเกิดขึ้น ณ จุดนี้ครับ คนตัดต่อรายการหลักของผมลาป่วยยาว ลาแบบกระทันหัน ไม่ได้เตรียมการไว้ รายการจะออกอากาศวันพรุ่งนี้แล้ว ผมยังหาคนมาตัดต่องานชิ้นนี้ไม่ได้ เพราะทุกคนต้องรับผิดชอบงานของตัวเอง
สุดท้าย ผมไปได้น้องฝึกงานมาตัดต่องานสัมภาษณ์คุณปอง-อัญชะลีให้ แว่บแรกแม้จะยังไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่ แต่พอเห็นแววตาที่ตั้งใจเต็มร้อยว่าอยากลองทำงานแล้ว ผมก็เชื่อมั่นในน้องคนนี้อย่างเต็มตัว
การตัดงานเป็นไปอย่างราบรื่นตามอัตภาพ ทุกอย่างราบรื่นดีเท่าที่ผมและน้องฝึกงานคนนี้จะทำได้ แต่แล้วความผิดพลาดที่อยู่เหนือแผนการณ์ของเราก็เกิดขึ้น ทุกอย่างเริ่มต้นจากลายมือห่วยๆของผมเอง
ระหว่างที่การตัดต่อเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดแล้ว ผมฝากงานสุดท้ายคือการใส่ชื่อของคนที่ปรากฏในรายการให้กับน้องฝึกงาน ด้วยการเขียนชื่อของคนสองคนลงใส่กระดาษ แล้วยื่นให้น้องฝึกงานไว้
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ (พิธีกร)
อัญชะลี ไพรีรัก (แขก)
ปัญหามันมาเกิดที่บรรทัดล่างนี่แหละครับ น้องฝึกงานอ่านลายมือผม จากคำว่า "แขก" เป็นคำว่า "แพรว" แล้วพาลคิดไปว่า "แพรว" เป็นชื่อเล่นของคุณอัญชะลี ไพรีรัก (ซึ่งที่จริงชื่อเล่นว่า "ปอง") แล้วก็เลยใส่ชื่อแขกในรายการตอนออกอากาศ ไปว่า อัญชะลี ไพรีรัก (แพรว)
เสียงสะท้อนแรกจากความผิดพลาดนี้ เกิดขึ้นตลอดเวลาที่รายการตอนนี้ออกอากาศ ผมถูกกระหน่ำถามมาบนทวิตเตอร์ "คุณปองเปลี่ยนชื่อแล้วหรอครับ?" "ชื่อคุณอัญชะลีเขียนผิดเปล่าครับ?" มีแม้กระทั่ง "คุณอัญชะลีเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อแพรว น่ารักดีค่ะ"
คืนนั้นผมต้องรีบแก้ไขมือเป็นระวิง พร้อมส่งอีเมลขออภัยไปหาคุณอัญชะลีแขกร่วมรายการเป็นการด่วน ทำเอาผมวุ่นวายไปพอควร
แต่ความวุ่นวายในค่ำคืนนั้น เทียบไม่ได้กับวันรุ่งขึ้นครับ มีคนโทรมาบอกผม ว่าคุณอัญชะลี ถูกกลุ่มคนที่ไม่ค่อยปลื้มวิจารณ์อย่างหนัก เรื่องที่ว่า "อัญชะลีนี่เพี้ยนใหญ่ เดี๋ยวนี้ทำตัวสวย ลงทุนเปลี่ยนชื่อจากปองเป็นแพรว" โอว.. หาต้นเหตุจากที่อื่นไม่ได้เลยครับ
จากความผิดพลาด ตรงที่ลายมือไก่เขี่ยของผม ที่เขียนคำว่า "แขก" จนน้องฝึกงานอ่านเป็น "แพรว" มาจนถึงการที่แขกในรายการต้องมาถูกด่า ว่าอยากทำสวย ลงทุนเปลี่ยนชื่อเล่น
บางคนว่าผมก็ไม่ได้ทำอะไรผืด บางคนว่าน้ำผึ้งหยดเดียว หรืออะไรก็ตามแต่
แต่กระนั้นเถิดครับ ในฐานะคนเบื้องหน้า ที่เรามักจะรับชอบมาตลอด
เมื่อถึงวาระเช่นนี้ เราก็ต้องยืดอกรับผิดเช่นกัน
รับผิด-รับชอบ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
คงรู้ดีว่าการทำข่าว เป็นการทำงานที่ต้องทำเป็นทีม แต่สำหรับนักข่าวที่มีบทบาทอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเมื่อเวลาผลงานออกมาดี นักข่าวก็จะได้รับความดีความชอบ มากกว่าคนที่ทำงานเบื้องหลัง อย่างช่างภาพ หรือ ทีมงานคนอื่นๆ
ย้ำอีกครั้ง ว่านั่น...คือในวันที่งานออกมาดี
นักข่าวทุกคนได้รับการปลูกฝังผ่านการทำงาน ว่าเราจะต้องเป็นคนที่ต้องทั้งรับผิดและรับชอบในผลงานแต่ะชิ้นของเราอยู่แล้ว รับผิดและรอบชอบแบบไม่มีเงื่อนไข ที่นี้ไอ้ตอนที่รับชอบนี่ง่ายครับ แต่ตอนที่รับผิดนี่อาจจะยกหน่อย
เหตุการณ์รับผิดของผมมันเป็นเช่นนี้ครับ
ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณปอง-อัญชะลี ไพรีรัก ผ่านทางรายการเปิดหน้าคุย รายการที่ผมรับผิดชอบเอง เอาหละเรื่องราวทางการเมืองของคุณอัญชะลีจะเป็นอย่างไรขอเลี่ยงไว้ก่อน ให้รู้แค่ว่าเธอเคยขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แล้วหลังๆก็ไม่ได้เข้าร่วมแล้ว
ในวันที่สัมภาษณ์ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีครับ ผมและช่างภาพจัดการประคองเทปสัมภาษณ์ที่มีค่ากลับเข้ามาที่ทำงาน เพื่อตัดต่อและลำดับเนื้อหาก่อนออกอากาศ และทิ้งไว้ให้กับทีมงานตัดต่อหลักมารับช่วงต่อไป
อุปสรรคแรกเกิดขึ้น ณ จุดนี้ครับ คนตัดต่อรายการหลักของผมลาป่วยยาว ลาแบบกระทันหัน ไม่ได้เตรียมการไว้ รายการจะออกอากาศวันพรุ่งนี้แล้ว ผมยังหาคนมาตัดต่องานชิ้นนี้ไม่ได้ เพราะทุกคนต้องรับผิดชอบงานของตัวเอง
สุดท้าย ผมไปได้น้องฝึกงานมาตัดต่องานสัมภาษณ์คุณปอง-อัญชะลีให้ แว่บแรกแม้จะยังไม่ค่อยวางใจเท่าไหร่ แต่พอเห็นแววตาที่ตั้งใจเต็มร้อยว่าอยากลองทำงานแล้ว ผมก็เชื่อมั่นในน้องคนนี้อย่างเต็มตัว
การตัดงานเป็นไปอย่างราบรื่นตามอัตภาพ ทุกอย่างราบรื่นดีเท่าที่ผมและน้องฝึกงานคนนี้จะทำได้ แต่แล้วความผิดพลาดที่อยู่เหนือแผนการณ์ของเราก็เกิดขึ้น ทุกอย่างเริ่มต้นจากลายมือห่วยๆของผมเอง
ระหว่างที่การตัดต่อเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ไม่น่าจะมีอะไรผิดพลาดแล้ว ผมฝากงานสุดท้ายคือการใส่ชื่อของคนที่ปรากฏในรายการให้กับน้องฝึกงาน ด้วยการเขียนชื่อของคนสองคนลงใส่กระดาษ แล้วยื่นให้น้องฝึกงานไว้
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ (พิธีกร)
อัญชะลี ไพรีรัก (แขก)
ปัญหามันมาเกิดที่บรรทัดล่างนี่แหละครับ น้องฝึกงานอ่านลายมือผม จากคำว่า "แขก" เป็นคำว่า "แพรว" แล้วพาลคิดไปว่า "แพรว" เป็นชื่อเล่นของคุณอัญชะลี ไพรีรัก (ซึ่งที่จริงชื่อเล่นว่า "ปอง") แล้วก็เลยใส่ชื่อแขกในรายการตอนออกอากาศ ไปว่า อัญชะลี ไพรีรัก (แพรว)
เสียงสะท้อนแรกจากความผิดพลาดนี้ เกิดขึ้นตลอดเวลาที่รายการตอนนี้ออกอากาศ ผมถูกกระหน่ำถามมาบนทวิตเตอร์ "คุณปองเปลี่ยนชื่อแล้วหรอครับ?" "ชื่อคุณอัญชะลีเขียนผิดเปล่าครับ?" มีแม้กระทั่ง "คุณอัญชะลีเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อแพรว น่ารักดีค่ะ"
คืนนั้นผมต้องรีบแก้ไขมือเป็นระวิง พร้อมส่งอีเมลขออภัยไปหาคุณอัญชะลีแขกร่วมรายการเป็นการด่วน ทำเอาผมวุ่นวายไปพอควร
แต่ความวุ่นวายในค่ำคืนนั้น เทียบไม่ได้กับวันรุ่งขึ้นครับ มีคนโทรมาบอกผม ว่าคุณอัญชะลี ถูกกลุ่มคนที่ไม่ค่อยปลื้มวิจารณ์อย่างหนัก เรื่องที่ว่า "อัญชะลีนี่เพี้ยนใหญ่ เดี๋ยวนี้ทำตัวสวย ลงทุนเปลี่ยนชื่อจากปองเป็นแพรว" โอว.. หาต้นเหตุจากที่อื่นไม่ได้เลยครับ
จากความผิดพลาด ตรงที่ลายมือไก่เขี่ยของผม ที่เขียนคำว่า "แขก" จนน้องฝึกงานอ่านเป็น "แพรว" มาจนถึงการที่แขกในรายการต้องมาถูกด่า ว่าอยากทำสวย ลงทุนเปลี่ยนชื่อเล่น
บางคนว่าผมก็ไม่ได้ทำอะไรผืด บางคนว่าน้ำผึ้งหยดเดียว หรืออะไรก็ตามแต่
แต่กระนั้นเถิดครับ ในฐานะคนเบื้องหน้า ที่เรามักจะรับชอบมาตลอด
เมื่อถึงวาระเช่นนี้ เราก็ต้องยืดอกรับผิดเช่นกัน
Labels:
a day,
follow me,
นภพัฒน์จักษ์,
ปอง อัญชะลี ไพรีรัก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)