29 มีนาคม 2011

แผ่นดินไหวพม่า: จุดติดลบ ในวันที่ความหวังแทบเป็นศูนย์

ที่เห็นและเป็นอยู่
แผ่นดินไหวพม่า: จุดติดลบ ในวันที่ความหวังแทบเป็นศูนย์
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

อาจจะด้วยเพราะบทเรียนจากเหตุพายุไซโคลนนาร์กิซ หรืออาจจะด้วยเพราะการสิ้นสุดยุคสมัยรัฐบาลทหาร(ด้วยฉากหน้า)ก็ตาม แต่วันนี้รัฐบาลพม่าได้เปิดทางให้สื่อมวลชนสามารถเข้าไปทำข่าวได้้มากกว่าเดิมบ้าง แต่ท้ายสุดแล้วพม่าก็ยังเป็นพม่าอยู่ และการเข้าไปที่จุดเกิดเหตุของผมในครั้งนี้ก็ไม่ง่ายนัก

การเข้าประเทศพม่าในฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง สามารถเดินทางเข้าทางอ.แม่สาย จ.เชียงราย วันแรกที่ผมเดินทางไปถึงก็เข้าสู่ช่วงพลบค่ำแล้ว จึงทำได้แค่สำรวจความเสียหายรอบๆอ.แม่สาย ซึ่งคืนแรกที่ผมเดินทางไปถึงเป็นคืนวันศุกร์ ที่ปกติจะเป็นคืนที่คร่าคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งที่นิยมมาซื้อของ ทั้งที่นิยมมาเข้าบ่อนเล่นพนัน แต่คืนวันศุกร์ที่25มีนาคม 24ชั่วโมงหลังจากเหตุแผ่นดินไหวนี้ กลับเงียบเชียบ ราวกับเป็นเมืองร้างไปในพริบตา

วันรุ่งขึ้นผมไปสำรวจร่องรอยถนนแตกร้าว ที่บ้านป่าซางงาม ถนนที่แตกร้าวนี้ กินระยะทางกว่า300เมตร ชาวบ้านคนท้องถิ่นยังแลดูแตกตื่น แม้เหตุการณ์จะผ่านมากว่า36ชั่วโมงแล้ว ลุงคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่าคืนที่แผ่นดินไหว พอหมดระลอกแรกไป ตัวเองก็เดินออกมาเก็บรถไถ ปรากฎว่าเงยหน้ามาเห็นน้ำพุพุ่งพรวดพราดขึ้นมาจากจุดที่เกิดรอบแยก น้ำพุพุ่งด้วยความสูงกว่า8เมตร ลุงบอกว่าทำนามา40ปี ไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน และตอนนี้ก็ยังระแวงระวัง กลัวจะเกิดแผ่นดินไหวอีกรอบ ลุงบอกผมด้วยว่าแม้ลุงจะไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารสูงใหญ่ให้กังวลใจเหมือนคนกลางเมือง แต่ชาวนาอย่างลุงนี่จะใกล้ชิดธรรมชาติ ตะวันตกดินเร็วไปไม่กี่นาทีก็ต้องคิดแล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น รอบนี้ขนาดว่าถนนแตก โลกร้าว ท้องนาแยก มีน้ำพุพุ่งมากลางท้องไร่ มันก็อดกังวลใจไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่คนไทยก็ยังคงความเป็นคนแบบไทยๆอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากลุงและชาวบ้านไม่กี่สิบครัวเรือนที่อยู่ใกล้จุดถนนแตกร้าวนี้แล้ว ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปหน่อยก็ไม่ได้ดูจะฉุกคิดถึงสัญญานเตือนจากธรรมชาติรอบนี้นัก ส่วนมากก็แวะมาถ่ายรูปกับที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะจุดยอดนิยมคือร่องรอยถนนแตกร้าวแล้วก็กลับไป ส่วนน้อยที่ดีหน่อย ก็อาจจะได้เข้าไปถามสารทุกข์สุขดิบของบ้านที่ใกล้แผ่นดินไหว และอาจจะได้เก็บอะไรกลับไปคิดบ้างไม่มากก็น้อย ว่านี่คือสัญญานภัยธรรมชาติที่ขยับเข้ามาใกล้มนุษย์ทุกคนแล้ว

ตกบ่าย ได้เวลาผมเดินทางเข้าประเทศพม่าด้วยใจที่เต็มไปด้วยความกังวล กับข้อปฏิบัติสองสามข้อที่ผมต้องปฏิบัติตัว คือห้ามแสดงท่าทีชัดเจนว่าผมเป็นนักข่าว ซึ่งนั่นแปลว่ากล้องที่ใช้ถ่ายข่าว ที่มีขนาดและรูปลักษณ์โดดเด่นก็อดเอาเข้าไปเช่นเดียวกัน (งานนี้จึงต้องพึ่งกล้องจากโทรศัพท์ล้วนๆ) อีกหนึ่งกฎข้อสำคัญคือเมื่อมีใครมาถาม ผมต้องบอกไปว่า “มาช่วยบริจาคของครับ มากับบ้านแถวท่าขี้เหล็ก” เป็นคำนัดแนะจากน้องฟาง ล่ามชาวไทย-พม่า ที่ครอบครัวที่ท่าขี้เหล็กของเธอมีงานแต่งงานวันนั้นพอดี เลยอยากเอาของไปบริจาคคนที่ได้รับผลกระทบ

ฟางเป็นสาวน้อยวัย21ปี เชื้อชาติไทยและถือบัตรประชาชนไทย แต่จากการพูดคุยสั้นๆพอจับใจความได้ว่าเธอก็มีสัญชาติพม่าอยู่ด้วย ฟางพูดได้3ภาษาไทย, จีน, พม่า สองอันแรกอย่างคล่องแคล่ว ส่วนภาษาพม่าก็สามารถสื่อสารได้รู้เรื่อง ฟางเล่าให้ผมฟังระหว่างการเดินทาง ว่าประวัติของผู้ที่อาศัยในรัฐฉาน รัฐที่เป็นศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวนี้ก็มีที่มาที่ไปที่น่าศึกษาไม่น้อย เอาแค่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอย่างเรื่องภาษาก็น่าติดตามแล้ว ฟางยกตัวอย่างทันทีที่เรานั่งรถผ่านป้ายเข้าเมือง “ล่าเสี้ยว” ซึ่งเป็นภาษาของชาวไต (คำที่คนไทใหญ่ในรัฐฉานเรียกตัวเอง) “ล่าเสี้ยว” แปลว่า “เมืองซึ่งอยู่ตรงข้ามภูเขาที่มีเหยี่ยวมากมาย” แต่เมื่อคำว่า “ล่าเสี้ยว” ถูกแปลมาเป็นภาษาพม่าตามป้ายข้างทางที่เขียนไว้ จะอ่านว่า “หล่าโชว์” ซึ่งแปลตรงไปตรงมาได้ว่า “การแสดงของลา” ความหมายที่สวยงามของชื่อเดิมก็สูญหายไปทันที

นั่นคือเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ที่แสดงถึงความแตกต่างของคนพม่าที่เดิมเป็นคนไทยใหญ่ ที่อยู่ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ซึ่งความแตกต่างตรงนี้ คนรัฐฉานที่ได้รับผลกระทบหลายคน ก็ให้ความเห็นด้วยว่าทำให้พวกเขาไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือจากรัฐบาลพม่าซักเท่าไหร่

ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเป๊ะๆ จากท่าขี้เหล็กผมก็เดินทางมาถึงจุดที่เกิดแผ่นดินไหว จับใจความได้ว่าแถบนั้นคือเมืองที่ชื่อว่าเมืองปั่น แต่ในภาษาข่าวก็จะเรียกรวมๆว่าแถบท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง ภาพที่เห็นคือรอยแตกของถนน ที่ทวีคูณความรุนแรงจากที่ผมเห็นในช่วงเช้า ที่บ้านป่าซางงามจังหวัดเชียงรายอย่างน้อยก็5เท่า ทั้งความกว้างและความลึก รอยแยกที่ผมเห็นบางจุดกว้างไม่น้อยกว่า2เมตร ส่วนความลึกนั้นผมให้พี่เลียบ แซมกระโทกช่างภาพเนชั่นทีวีลงไปวัดระดับ ปรากฎว่าแทบมิดหัว เท่ากับว่าน่าจะลึกไม่น้อยกว่าหนึ่งเมตรครึ่ง รถหลายคันวิ่งไม่ระวังก็มาตกอยู่ตามรอยแตกนี้ พอรถตกรอยแตกทีก็จะได้เห็นน้ำอกน้ำใจของชาวบ้านปั่น ที่จะกรูกันเข้ามากว่า20คนช่วยยกรถให้พ้นจากหลุมลึกทันที

ถัดจากถนนก็เป็นสะพาน สะพานเส้นหลักของหมู่บ้านนี้พังทลายลง เท่าที่ชาวบ้านจะแก้ไขสถานการณ์ได้ตอนนี้คือเอากระสอบทรายมาว่ากองไว้ ถมรอยแตกที่กินความลึกกว่าหนึ่งเมตร พอให้รถสัญจรขนส่งคน-อาหารเข้าออกเมืองให้ได้ก่อน โดยที่ไม่มีใครยืนยันได้ว่าสะพานนี้จะถล่มลงมาหรือไม่

ข้ามสะพานมาก็เป็นชุมชนครับ คำนวนคร่าวๆผมเดินผ่านบ้าน (หรือที่เคยเรียกว่าบ้าน) กว่า50หลัง ครึ่งหนึ่งในนั้นพังทลายลงมาไม่เหลือสภาพเดิม อีกครึ่งหนึ่งกึ่งพังกึ่งอยู่ แต่ร้อยทั้งร้อยได้รับผลกระทบหมด หลายคนชี้ที่นอนชั่วคราวข้างถนนให้ดูว่าต้องนอนบนพื้นไปก่อน เพราะบ้านไม่เหลือสภาพเดิม บ้านที่พอคงสภาพเดิมไว้ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปนอน เพราะไม่รู้จะถล่มซ้ำลงมาตอนไหน

ชาวบ้านแถวนั้นหลายคนชี้ให้ผมมาทำข่าวที่ร้านค้าร้านหนึ่ง ซึ่งความจริงผมมองไม่ออกแล้วว่าเป็นร้านค้า เข้าใจแค่ว่าเป็นอาคารชุดหนึ่งชั้น เจ้าของร้านเล่าให้ผมฟังว่าเดิมตึกนี้สูงสามชั้น แต่ตอนนี้เหลือชั้นเดียวอย่างที่ผมเห็น เพราะชั้นหนึ่งถล่มลงไปกองอยู่ใต้ดิน ส่วนชั้นสามสร้างด้วยไม้ ทำใหถล่มลงมาเหลือเค้าโครงเดิม เจ้าของบ้านเล่าให้ฟังตอนนี้ก็ต้องตั้งสติ และเดินหน้าสร้างบ้านหลังนี้กลับมาใหม่ โดยไม่หวังที่จะบูรณะหลังเก่า ระหว่างเล่าให้ฟังคุณลุงก็มีสีหน้าเศร้าสลดกระทันหัน ลุงชี้นิ้วให้ผมเดินไปที่หน้าบ้าน ภาพที่ผมเห็นคือพิธีสวดศพ เจ้าของเล่าว่านี่คือศพของเจ้าของร้านค้าสามชั้นร้านนี้ เป็นคุณแม่ของเขา คุณลุงเล่าคุณแม่เสียชีวิตเพราะหลังแผ่นดินไหว คุณแม่พยายามเรียกทุกคนออกจากบ้านจนลืมเอาชีวิตตัวเองให้รอด เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากและไม่มีสัญญานเตือนภัยมาก่อน ถึงตอนนี้ ที่คุณลุงจะทำได้ดีที่สุดในการตอบแทนคุณแม่คือการสวดศพนี้ สวดศพให้กับคุณแม่ที่หน้าบ้านที่คุณแม่สร้าง บ้านที่ไม่เหลือสภาพเดิมแล้วก็ตาม

กรณีของคุณลุงร้านแค่เป็นแค่หนึ่งในร้อยของชาวพม่าที่ต้องประสบกับชะตากรรมซ้ำซ้อน อย่างกรณีนี้คือเสียทั้งร้านค้าและเสียทั้งแม่ ส่วนคนอื่นๆก็มีบ้างที่เสียทั้งลูกและบ้านในเวลาเดียวกัน ที่หน้าตกใจคือหลายคนยังมีรอยยิ้มให้ผมเวลาที่ผมไปสัมภาษณ์พูดคุย โดยเฉพาะทุกครั้งที่ผมถามคำภามว่า “แล้วคาดหวังความช่วยเหลืออะไรจากภาครัฐ?” หลายคนจะยิ้ม หัวเราะ และแสดงออกมาชัดเจนว่าช่างเป็นคำถามที่น่าขบขันดีแท้ คุณลุงคนหนึ่งบอกผมว่า “จะไปคาดหวังอะไรจากเขา ตอนนี้ช่วยตัวเองไปก่อน ทำอะไรได้ก็ทำ?” คุณป้าอีกคนไม่ได้ตอบคำถามนี้ และทำท่าทีเหมือนจะไม่รู้จักคำว่า “การช่วยเหลือจากภาครัฐ” เลยด้วยซ้ำ

ว่ากันอย่างเป็นธรรม ระหว่างลงพื้นที่ผมก็เห็นทหารอยู่บ้าง กองทัพทหารพม่าส่งกำลังพล341มาปลูกเต้นท์นับจำนวนได้กว่า50หลังที่สนามฟุตบอล ห่างจากชุมชนที่ล่มสลายไปซัก200เมตร แน่นอนว่าทุกเต้นท์ถูกจับจองไว้หมดแล้ว ผมเข้าไปดูใกล้ๆก็เห็นภาพหลายคนต้มมาม่า มาม่าที่ได้รับจากสิ่งของที่บริจาคที่มากองรวมกันอยู่ที่จุดของกองทัพ341นี้ ซึ่งชาวบ้านก็เล่าว่าตอนนี้ได้กินมาม่าซักวันละหนึ่งมื้อก็ดีเหลือหลายแล้ว ส่วนพลทหารทั้งหลาย ที่ผมเห็นก็เดินกันขวักไขว่ บ้างก็ช่วยส่งต่อของบริจาค บ้างก็แบกปืนเดินไปเดินมาอยู่อย่างนั้น บ้างก็คอยตามไล่เตือนนักข่าวที่ถือกล้องใหญ่ๆมา

กรณีแผ่นดินไหวพม่าครั้งนี้ทำให้ผมเห็นถึงความสำคัญของการทำงานสื่อมวลชนในช่วงวิกฤติอย่างเห็นได้ชัด
“เห็นเขาว่าทีวีพม่าไม่ค่อยมีข่าวแผ่นดินไหวจริงไหม?” ผมถามฟาง
“ไม่ค่อยมีค่ะ แต่อย่างบ้านฟางก็ไม่ได้ดูทีวีพม่ามานานแล้ว ถ้าอยากดูข่าวจริงๆก็ดูของประเทศไทย ไม่ก็ประเทศจีนไปเลย” ฟางตอบ
“อ้าว แล้วบ้านหลังอื่นเค้าดูทีวีของไทยกับจีนได้หรอ?” ผมถามเพิ่ม
“ถ้าแถบท่าขี้เหล็กอย่างบ้านฟางก็ดูได้เกือบหมดค่ะ แต่ถ้าในย่างกุ้งก็ไม่ค่อยได้ดูกัน” ฟางตอบ และเป็นคำตอบที่ช่วยให้ผมต่อจิ๊กซอว์ได้ว่าเพราะอะไรของบริจาคจึงเดินทางมาจากเมืองอื่นๆน้อย จะมีก็แต่ท่าขี้เหล็กกับแม่สายนี่แหละ เพราะได้ดูภาพความเสียหายจากทีวีของไทยและจีน ส่วนเมืองอื่นๆที่เปิดทีวีพม่าดู คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้มันสาหัสแค่ไหน

นอกจากสาเหตุเรื่องของสื่อแล้ว อุปสรรคในการช่วยเหลือระหว่างประชาชนต่อประชาชนด้วยกันก็ยังมีเรื่องทางกายภาพอีก ด้วยเพราะเมืองใหญ่ๆของพม่าแต่ละเมือง (เมืองที่คนมีเงินพอจะช่วยเหลือคนอื่นได้) จะอยู่ห่างไกลกันมาก และถนนหนทางในพม่าก็ไม่ได้เรียบหรูสี่เลนเหมือนประเทศไทย การเดินทางขนส่งของบริจาคก็ทำได้ยากเย็นนัก ยิ่งบวกด้วยภาวะปากท้อง ที่ค่อนประเทศยังอยู่ในภาวะปากกัดตีนถีบ ไม่มีเวลามาคิดเรื่องช่วยเหลือคนอื่นเท่าไหร่ด้วย พอเป็นคำอธิบายตอกย้ำท่าทีของชาวรัฐฉานได้ดี ว่าทำไมพวกเขาถึงขบขันกับคำถามว่า “ตอนนี้หวังว่าจะให้ใครมาช่วยเหลือ?” เพราะมองไปแล้วก็มืดแปดด้าน ทั้งทหาร รัฐบาล สื่อมวลชน หรือแม้กระทั่งประชาชนด้วยกันเอง

หนึ่งชั่วโมงเต็มระหว่างเดินทางกลับท่าขี้เหล็ก ผมใช้เวลาในการซักถามฟางถึงอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เข้าใจ คำถามส่วนใหญ่ฟางตอบไม่ได้ ก็ต้องหันไปถามจากคุณแม่ของฟางแล้วแปลให้ผมฟังต่ออีกครั้ง จับคำตอบได้ว่าผมไม่ต้องประหลาดใจไปหรอกกับท่าทีของคนรัฐฉานที่ไม่ได้ฝากความหวังอะไรกับทหารและคนของรัฐ เพราะนับถอยหลังไป4-5ปีที่แล้ว ทหารก็ยังรีดไถเงินทองจากภาษีราษฎรอยู่ บางรายที่ซวยหน่อยถึงขั้นโดนเรียกเวนคืนที่ดินด้วยซ้ำ ยังไม่นับแรงงานที่ต้องไปทำงานให้ทหารแบบไม่ได้ค่าแรง เหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงบาดแผลระหว่างไทยใหญ่กับพม่าดั้งเดิม ที่แม้จะผ่านพ้นมาถึงยุคนี้แล้วก็ยังไม่แปรเปลี่ยนไปมากนัก

โดยที่คุณแม่ของน้องฟางก็ยังหามุมบวกจากเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ว่าบางทีทั้งคนไทยใหญ่ คนพม่า คนในเมือง คนบ้านนอก ทหาร ผู้นำ ราษฎร ประชาชน ทุกมวลเหล่าอาจจะได้ฉุกคิดขึ้นมาได้เสียที ว่าบางทีศัตรูหมายเลขหนึ่งของมนุษย์เช่นพวกเขา แท้จริงแล้วก็คือภัยธรรมชาติ เป็นศัตรูที่แม้ในยามที่พวกเขารวมใจกันต่อสู้ก็ยังยากที่เอาชนะได้ เผื่อจะได้ฉุกคิดขึ้นได้บ้าง ว่าท้ายสุดแล้ว ปมขัดแย้ง อำนาจ และการเมือง ล้วนเป็นมายาทั้งสิ้น

25 มีนาคม 2011

ครัวกากๆ หัวใจหล่อๆ

ที่เห็นและเป็นอยู่
อาจารย์เชฟหมี ครัวกากๆ แต่หัวใจไม่กาก
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

“รายการอาหารรายการแรกของพวกเรา ทำอาหารกากๆ โดยคนกากๆ สถานที่กากๆ พูดจากากๆ หวังว่าจะเป็นที่ชื่นชมนะครับ”

ข้างบนนั้นคือคำจำกัดความจากเชฟหมี เจ้าของรายการครัวกากๆ เป็นรายการทำกับข้าวที่เน้นความเสมือนจริง ไม่ลงทุนอะไรเพิ่มเติมเพราะใช้สภาพความเป็นจริงที่มีอยู่แล้วในห้องครัว แต่กลับกลายเป็นรายการได้รับความนิยมยิ่งกว่ารายการทำกับข้าวทั่วๆไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความกากๆ สมจริง ไม่ต้องปรับเพิ่มเสริมแต่งมากมายนี่แหละ ที่เข้าไปสัมผัสถึงจริตปุถุชนธรรมดา ไม่ได้ทานไข่ปลาคาเวียร์ทุกวันเหมือนที่รายการทำกับข้าวทั่วไปพยายามยัดเยียดทำให้เราดูอยู่เสมอๆ

“มนุษย์ทำกับข้าวได้ทุกที่ มนุษย์แดกได้ทุกที่”
“ร้อน ไอ้เหี้ย! ควันขี้น!”
“น้ำมันหอย จริงๆไม่ใช่น้ำมัน แต่มันคือซอสหอยน้ำมันเหี้ยอะไร ไม่เคยน้ำมันซักหยด”
“ทำกับข้าวจะไปยากอะไร สองอย่างจำไว้ สำหรับคนทำกับข้าว หนึ่งต้องอย่ากลัวร้อน สองอย่ากลัวมีด”

นี่คือตัวอย่างประโยคกากๆที่เชฟหมีใช้ระหว่างปรุงแต่งเมนูกากๆในแต่ละเทป ยังไม่นับพฤติกรรมกากๆ (ตามที่เชฟหมีบอก) ทั้งเอาลูกบิดประตูตำพริกแทนครก ทั้งการเอาดอกไม้มาทอดกิน

แต่ท่ามกลางประโยคกากๆ พฤติกรรมกากๆเหล่านั้น ผมกลับมาสะดุดหนึ่งประโยคระหว่างที่เชฟหมีกำลังยกกระทะเพื่อมาทำข้าวผัดอเมริกันในช่วงตอนแรกของรายการ

“คนสมัยนี้ เราดูง่ายๆดูที่กระทะครับ สมัยก่อนอยู่กันครอบครัวใหญ่ กระทะใบบัวเลี้ยงทีเป็นสิบคน เดี๋ยวนี้อยู่คนเดียว กระทะเล็กนิดเดียว นิสัยใจคอของคนก็เลยคับแคบลง”

ชื่อจริงของเชฟหมีคือ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เชฟหมีบอกผมว่าสาเหตุที่เขาลุกขึ้นมาทำรายการครัวกากๆ เพียงแค่นึกสนุก ตั้งใจจะทำรายการทำกับข้าวสนุกๆเพื่อแบ่งปันกันดูกับเพื่อนในหมู่คณะ แต่พอได้โหลดลง YouTube ทำให้คนที่เข้ามาดูรายการก็เปิดกว้าง จากที่ตั้งใจเล่นสนุกกันแค่วงเพื่อน ก็ปลายบานจนมีคนหลั่งไหลเข้ามาดูกว่าหกแสนคนจนถึงวันนี้

“กดดันครับ ยอมรับว่ากดดัน คนก็เข้ามาร้องขออะไรหลายอย่างที่เรากดดัน บ้างก็ถามว่าเมื่อไหร่จะทำรายการตอนใหม่ บ้างก็มาขอให้เราทำตัวกากๆให้ดู ซึ่งเราก็ยังทำงานหลักเป็นอาจารย์อยู่ ไม่ได้ทำรายการนี้เป็นอาชีพ ส่วนไอ้เรื่องมีคนมาขอให้ทำตัวกากๆนี่เราก็ต้องอธิบายว่า ที่ผมกากๆในรายการนั่นเป็นเพราะผมอยู่กับเพื่อน แต่ถ้าจะให้ผมไปกากๆใส่คนที่ไม่รู้จักกันมันก็ทำไม่ได้หรอก” เชฟหมีอธิบาย ชีวิตหลังครัวกากๆ

เมื่อลองมาคิดดูอีกทีแล้ว เราทุกคนก็จะมีเพื่อนบุคลิกกากๆ สบายๆ น่าคบหาแบบเชฟหมีนี้สักคนหนึ่งอยู่แล้ว และเพือนคนนั้นมักจะซ่อนมีเด็ดบางอย่างไว้ข้างใน ที่สวนทางกับสิ่งที่แสดงออกมาข้างนอก ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเชฟหมีเลย

“ปรุงชีวิตให้มีความหมาย ปรุงชีวิตอร่อย คำว่ามีอร่อยของผมนี่ ไม่ได้ถึงว่าต้องมีความสุขในชีวิตตลอดเวลานะ เพราะอาหารที่อร่อยมันก็ต้องมีทุกรสทุกชาติ ชีวิตก็เหมือนกัน มันต้องมีทุกความรู้สึกเข้ามาในชีวิต สุข ทุกข์ เศร้า เข้ามาได้หมด แต่เราก็ต้องปรุงความรู้สึกเหล่านั้นให้มันอร่อย ถ้าทุกข์มากไปก็ต้องหาทางออก ถ้าสุขเกินไปก็ต้องหาทางตัด” เชฟหมีให้คำแนะนำง่ายๆ ในการใช้ชีวิตให้มีความสุข ตามแบบฉบับของผู้เชี่ยวชาญในปรัชญาอินเดีย และศาสนาฮินดู ระดับผู้ชนะในรายการแฟนพันธ์แท้ตำนานเทพเจ้า

“ศาสนาจะช่วยวางกรอบให้ชีวิตได้ คือผมไม่ได้บอกว่าทุกคนจะต้องนับถือศาสนานะครับ แต่สำหรับผมศาสนามันสอนผมได้ พอมีอะไรมากระทบผมแรงๆ ศาสนาจะช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้ผมได้” เชฟหมีบอกผม

“ผมว่าข้อคิดอินเดีย ที่เป็นประโยชน์มากๆ คืออยู่ให้ง่าย และ คิดให้สูง คืออยู่ให้มันง่ายๆ กินง่ายๆ นอนง่ายๆ ไม่ต้องไปแสวงหาความวิจิตร วิลิิศมาหราอะไรต่างๆเข้ามาประกอบชีวิต แต่ผมจะพยายามคิดให้เยอะ คิดให้สูงไว้ มองอะไรต้องมองให้รอบด้าน มองให้ลึกซึ้ง และอ่อนโยนกับชีวิต และข้อสำคัญสำหรับตัวผม คือหาครูที่ดีในชีวิตให้เจอซักคนนึง และเมื่อเราหาครูที่ดีในชีวิตได้ซักคนแล้ว เวลาเราหลงทาง เราจะหาทางกลับมาได้เสมอ”

“ลองพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ มีอะไรที่เชฟหมีว่ามันยังปรุงรสชาติได้ไม่ค่อยอร่อยบ้าง?” ผมถาม

เชฟหมีในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยยกเรื่องการศึกษาขึ้นมาพูด
“คือทุกวันนี้มันจะมีระบบการประกันคุณภาพ การทำ TQF เพื่อวัดมาตรฐานการศึกษา แต่ผมว่ามันมีปัญหามาก เพราะเค้ามองข้ามความหลากหลายในรายวิชา ซึ่งผมไม่เข้าใจว่านักบริหารการศึกษาเค้ามองว่าเป้าหมายของการศึกษาคืออะไรกันแน่? คือเวลาผมมองนักศึกษา ผมก็เห็นเค้าเป็นคนหนึ่งคน เค้าคือลูกศิษย์ของเรา แต่เวลาผมได้ยินคำว่า เรามาผลิตนักศึกษาเพื่อป้อนเป็นตลาดแรงงานแล้วผมแสลงใจ ไม่ใช่ว่าผมกระแดะ ดีดดิ้งนะ แต่เราต้องไม่ลืมว่าเค้าเป็นคน เราไม่ได้กำลังผลิตเครื่องจักรเพื่อออกไปทำงาน แล้วผมว่านักการศึกษาต้องคิดเรื่องนี้ มากกว่าจะวางแผนปั๊มๆๆๆนักศึกษาออกมาให้เหมือนกันหมด คือเราต้องมองเค้าเป้นมนุษย์ ไม่ใช่มองเค้าเป็นฟันเฟืองเป็นเครื่องจักร”

“หมดหวังกับระบบการศึกษาไทยแล้ว?” ผมถาม

“ยังครับๆ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ของผมบอกว่า เมื่อมันตกต่ำที่สุด มันก็เหมือนสปริงที่ดึงมาต่ำสุด มันจะต่ำไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ในที่สุดวันนึงมันก็จะดีขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ท้อใจ ผมก็จะพยายามทำเท่าที่จะทำได้” อาจารย์เชฟหมีตบปากรับคำผมไว้

15 มีนาคม 2011

From Bangkok with Love

ชวนส่งกำลังใจไปให้ญี่ปุ่นครับ ใครมีภาพสวยๆ ส่งไปที่ tochka.jp@gmail.com ได้ครับ ตัวอย่างภาพข้างล่างนี้ เดี๋ยวทีมงานที่เป็นชาวญี่ปุ่นจะรวบรวมตัดต่อให้เข้ากับเพลงข้างล่าง และส่งต่อไปให้ชาวญี่ปุ่นครับ




คำแปลเพลง きみでいて ぶじでいて เป็นภาษาไทย

กำลังเป็นห่วงอยู่นะ โลกนี้กำลังเป็นห่วงเธออยู่นะ
กำลังตามหาชื่อของเธออยู่นะ
อยู่ด้วยกันนะ โลกนี้ก็ยังอยู่กับเธอ
กำลังจะไปหาชีวิตของเธอ
จะกอดร่างกายและหัวใจของเธอไว้เพื่อไม่ให้เธอหวาดกลัว
จนกว่าจะพบกัน ขอให้เป็นเธออยู่
ขอให้เธอปลอดภัย



ดูภาพของ Bangkok Pikapika ทั้งหมดได้ที่นี่ครับ
http://www.facebook.com/album.php?aid=2119425&id=1227485187&fbid=1965199649478
Related Posts with Thumbnails