28 กุมภาพันธ์ 2011

สัมภาษณ์ สิริสกุล ใสยเกื้อ

ที่เห็นและเป็นอยู่
สัมภาษณ์สิริสกุล ใสยเกื้อ: เบื้องหลังแกนนำนปช.
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

สิริสกุล ใสยเกื้อ เดินทางมาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ กับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในวันแรกหลังจากได้รับอิสระในฐานะแกนนำนปช. ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับทั้งสองคน ทั้งกับคนที่ถูกควบคุมตัวมาตลอด9เดือน และ คนที่ต้องแบกรับภาระคุณแม่และภรรยาของแกนนำคนสำคัญของนปช.

"เมื่อคืนคุณจตุพรมาอยู่ที่บ้านถึงตีห้า นั่งคุยกับคุณณัฐวุฒิ ตามประสาคนไม่เคยได้อยู่ด้วยกันนาน" สิริสกุลเล่าด้วยเสียงแห่งความสุข

"กว่าจะนอนก็เช้าแล้ว ลูกชายเข้าไปปลุก ตอนแรกไปปลุกก็ยังไม่ตื่น ไม่รู้ตัว" แก้มเล่าถึงวันแรกพี่เต้นสามีของเธอนอกเรือนจำ ด้วยท่าทีที่คล่องแคล่ว

ครั้งแรกสุดที่ผมเห็นคุณสิริสกุล ใสยเกื้อ คือตอนที่แกนนำนปช.ยังถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี ด้วยสันชาตญานผู้สื่อข่าว ผมพยายามเข้่าไปสอบถามความเป็นไป ซึ่งท่าทีของสิริสกุล ณ วันนั้น ดูอึดอัด แลดูไม่ต้องการจะเป็นจุดสนใจของสื่อมวลชนมากนัก แต่ถึงวันนี้ หลังผ่านช่วงเวลา9เดือน ที่เธอต้องก้าวขึ้นมารับบทบาทผู้นำครอบครัวและกระบอกเสียงของคุณณัฐวุฒิแบบชั่วคราว ได้สร้างความแกร่งกล้าให้ สิริสกุล ใสยเกื้อ ไม่น้อย

"ทุกวันนี้แก้มก็แข็งแกร่งขึ้น กล้าพูด-กล้าคุยกับสื่อมวลชน 9เดือนที่ผ่านมามันสอนให้เราเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นเยอะมาก หลายอย่างเมื่อก่อนเราจะไม่กล้าทำ แต่9เดือนที่ผ่านมาเราเจอมาครบ”

สิริสกุล เงียบไปซักพักแล้วพูดต่อ
“อย่างเมื่อวาน(วันที่เฝ้ารอคำตัดสินของศาล เรื่องประกันตัวชั่วคราว) ถ้าผลออกมาว่าไม่ได้ประกัน ก็ไม่ได้ประกัน เราก็ไม่เสียใจแล้ว เราชินแล้ว เราก็จะสู้ต่อไป เราเจอมาหนักกว่านี้เยอะ แก้มเคยทำใจขนาดว่าวันนึงคุณณัฐวุฒิต้องตายมาแล้ว" สิริสกุลเล่าให้ผมฟัง

"ช่วงเวลาที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง?" ผมถาม
"แก้มก็พยายามมาเยี่ยมพี่เต้นทุกวัน ตอนที่ไปเยี่ยมก็ได้พูดคุยกัน ซึ่งแก้มว่าแก้มเป็นคนที่ได้รับกำลังใจมากกว่าเสียอีก เพราะเราแบกรับภาระหลายอย่าง พอได้ไปเจอ ได้ไปเล่าให้พี่เต้นฟัง เค้าก็จะให้กำลังใจกลับมา"

"ช่วงเวลาที่หนักหนาที่สุด คือตอนไหน?" ผมถาม
"จำได้คืนหนึ่ง เราเป็นไข้หวัดสองพันเก้า แก้มกลัวมาก เพราะแก้มก็ไมรู้ว่าหวัดสองพันเก้านี่มันร้ายแรงยังไงมั่ง หมอบอกว่าต้องให้แก้มนอนโรงพยาบาล แก้มนอนไม่ได้ ลูกสองคนอยู่ที่บ้าน คนนึง3เดือน คนนึงยังไม่ถึงสามปี จะให้แก้มนอนโรงพยาบาลได้ไง"

"แล้วทำยังไงครับ?" ผมถามแทรก
"สุดท้ายหมอก็ให้กลับไปนอนที่บ้าน แต่เราทรมานมาก ทรมานเหมือนจะตาย แล้วเราก็ทรมานที่ไม่ได้ไปดูลูก ลูกนอนอยู่ห้องข้าง จะไปหาก็ไม่ได้เพราะหมอจับแยก แต่ก็ยังดีกว่าทิ้งลูกไว้ที่บ้าน แล้วเรนอนโรงพยาบาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเราไม่ไหวแน่ๆ"

สิริสกุล ใสยเกื้อเล่าถึงภาพประทับใจวันแรก หลังจากที่สามีของเธอได้ออกมาใช้ชีวิตตามปกติ เล่าไปถึงตอนที่คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อเข้าไปพูดคุย ทักทาย โอบกอด ชาดอาภรณ์ ใสยเกื้อ ลูกสาววัย9เดือน ที่เพิ่งคลอดตอน9วันก่อนที่คุณณัฐวุฒิจะถูกควบคุมตัว ทำให้ถึงวันนี้น้องชาดอาภรณ์หรือน้องตราตรึงยังจำหน้าของคุณพ่อไม่ได้่
"เมื่อวานนี้แก้มเห็นพี่เต้นร้องไห้เป็นครั้งแรก คือตั้งแต่รู้จักกันมา แทบจะไม่เคยเห็นน้ำตาของพี่เต้น แต่เมื่อวานได้เห็นเป็นครั้งแรก แล้วพี่เต้นร้องไห้เยอะมากๆ พี่เต้นเอาเท้าของน้องตราตรึงมาจูบ แล้วก็ขอโทษ แก้มรู้สึกได้เลยว่าพี่เต้นคงรู้สึกผิดจริงๆ รู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำหน้าที่คุณพ่ออย่างเต็มที่ตลอด9เดือนที่ผ่านมา"

นอกจากน้องคนเล็กอย่างน้องตราตรึงแล้ว ด.ช.นปก(นะ-ปก) ใสยเกื้อ ผู้ซึ่งถือกำเนิดในช่วงที่คุณณัฐวุฒิเริ่มนำขบวนชุมนุมในนามแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) หรือว่าน้องช้างน้อยก็เคยฝันถึงคุณพ่อ ว่าคุณพ่อได้รับการปล่อยตัวแล้ว ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับ สิริสกุล ใสยเกื้อ ไม่น้อย
"มีเช้าวันหนึ่ง ช้างน้อยเค้าก็วิ่งมาหาแก้ม บอกว่าให้อุ้มตราตรึงลงไปหาคุณพ่อ คุณพ่อมาบ้านแล้ว ลงมารออยู่ข้างล่าง ซึ่งแก้มก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ก็พยายามบอกเค้า แต่เค้าก็ไม่ค่อยเชื่อ"

แม้จะรู้ดีว่าลูกทั้งสองจะคิดถึงคุณพ่อแค่ไหน แต่ตลอด9เดือน แก้มไม่เคยพาลูกทั้งสองไปเยี่ยมคุณพ่อที่เรือนจำเลย เพราะยังไม่รู้จะให้คำตอบกับลูกยังไง กับภาพที่ลูกทั้งสองต้องเห็น
"คือตัวของน้องตราตรึง เราไม่พาไปเพราะกลัวว่าลูกจะไปติดเชื้อโรค เพราะน้องเขายังเด็กอยู่มาก แต่ส่วนของช้างน้อยนี่โตหน่อยแล้ว แต่ก็ไม่กล้าพาไป เพราะแก้มไม่รู้จะให้คำตอบยังไง เพราะไปแล้วภาพที่เห็นก็ไม่ปกติ มาเจอกันก็ไม่ได้อยู่ด้วยกัน มีกระจกกั้น ต้องคุยผ่านโทรศัพท์ มันไม่ใช่สภาพปกติ แก้มไม่รู้จะอธิบายลูกยังไง เลยยังไม่พาไป"

“เจอเหตุการณ์หนักๆอย่างนี้ เคยคิดขอให้คุณณัฐวุฒิเลิกเป็นแกนนำ หรือลดความดุเดือดในบทบาทไหม?”
"ไม่เลยค่ะ เราให้เค้าทำงานเต็มที่ คือแก้มคิดถึงประชาชนคนเสื้อแดงบ่อยๆ วันนี้แก้มได้อยู่กับสามีแก้มแล้ว ลูกแก้มได้เจอพ่อแล้ว แต่ยังมีคนเสื้อแดงอีกมาก ที่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว แล้วแก้มก็ต้องคิดถึงหัวอกของสามี ของลูกๆของแนวร่วมนปช.เหล่านี้ด้วย แก้มเลยไม่เคยคิดเรื่องให้คุณณัฐวุฒิเลิก ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงไม่เคยทิ้งคุณณัฐวุฒิ แล้วจะให้คุณณัฐวุฒิทิ้งแกนนำได้อย่างไร?"

บทบาทและสิ่งที่แกนนำนปช.กระทำยังคงถูกสงสัยถึงความชอบธรรมจากสังคมอยู่ แต่9เดือนแห่งความยากลำบาก ในฐานะภรรยาของแกนนำผู้ชุมนุมทางการเมือง ได้สร้างอีกหนึ่งคนเสื้อแดง ที่ไม่ว่าสังคมจะมองว่าเป็นเรื่องผิดหรือถูก แต่ท้ายที่สุดแล้ว ถึงวันนี้สิริสกุล ใสยเกื้อ ก็ได้เติบโต และก้าวขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งคนเสื้อแดงที่แข็งแกร่งแล้ว ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่สามีของเธอณัฐวุฒิ ใสยเกื้อถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ

ตามคำปราศรัยที่ณัฐวุฒิได้กล่าวไว้เสมอ "ตัดไปหนึ่ง ก็ถือกำเนิดขึ้นมาได้อีกหนึ่ง" (หรืออาจจะเป็นสิบเป็นร้อยด้วยซ้ำ)

27 กุมภาพันธ์ 2011

ยุวะประชาธิปัตย์: คนรุ่นใหม่ ในพรรคเก่า

ที่เห็นและเป็นอยู่
ยุวะประชาธิปัตย์: คนรุ่นใหม่ ในพรรคเก่า


พรรคประชาธิปัตย์ อุ่นเครื่องตีกลองเลือกตั้งใหญ่กลางปีนี้ ด้วยโครงการรุ่นใหม่อนาคตไทย (Future Thai Leaders) เน้นคัดเลือกคนรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน35ปี โฆษณาไว้ว่าผู้ที่ผ่านการคัดเลือก จะได้โอกาสในการเป็นว่าที่ผู้สมัครส.ส. ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ซึ่งถ้าทำได้จริงตามที่โฆษณาไว้ จะถือเป็นมิติใหม่ๆของการเมืองไทย ที่พรรคการเมืองใหญ่มีกระบวนการสรรหาผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เปิดกว้าง ให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองได้
 
ถ้าทำได้... ขอย้ำ ว่า "ถ้าทำตามที่โฆษณาได้" ... โครงการนี้จะเป็นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้พิสูจน์ตัวเอง ว่าไม่ได้ยึดติดแต่กลับกลุ่มคนเดิมๆ นามสกุลเดิมๆ คอนเนกชั่นเดิมๆ แต่เปิดโอกาสให้ตาสีตาสา ที่ไม่ได้มีโอกาสร่ำเรียนอ็อกซ์ฟอร์ดหรือเคมบริดจ์ ไม่ได้มีสวนยางหลายพันไร่ ไม่ได้เป็นหลานชายท่านนายก ได้เข้ามาพิสูจน์ตัวเองทางการเมืองบ้าง พิสูจน์ความสามารถด้วยตัวเอง เอาเถอะ จะเน้นความสามารถตรงเรื่องการโอภาปราศรัย ตามสไตล์พรรคพูดคล่องก็เอาเถิด ขอให้ได้ชื่อว่ามีความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งก็ถือว่าสอบผ่านแล้ว
 
"ถ้าทำตามที่โฆษณาได้" ปรากฏการณ์การณ์คัดเลือกครั้งนี้ จะเป็นตัวอย่างของกระบวนสรรหาบุคลากรที่จะเข้ามาทำงานด้านการเมือง งานที่ถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมาตลอด ซึ่งจะเป็นการพิสูจน์ได้อย่างแท้จริง ว่าประชาชนสามารถเข้าร่วมทางการเมืองได้อย่างเต็มตัว และทำอะไรได้มากกว่าแค่บ่น (ในอีกทางนึงคือสามารถแก้ต่าง คนที่ได้แต่บ่นด้วย เวลาที่คนพูดว่า "ไม่รู้จะเข้าร่วมทางการเมืองได้อย่างไร") แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้ อยู่ภายใต้เงื่อนไข ที่ว่า "ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ทำตามที่โฆษณาได้" และเปิดให้กระบวนการคัดเลือกเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ไม่ได้เป็นการ "จัดตั้ง" ในกระบวนการ "สรรหา" อยู่แล้ว เพราะถ้าทำเช่นนั้นจริง ก็ไม่ต่างอะไรกับการจัดฉากเลย
 
ถ้าตัดเรื่องการ "จัดตั้ง" ในกระบวนการ "สรรหา" ไป ภาพของโครงการนี้ ก็จะเป็นภาพที่สวยหรู เป็นภาพความฝันที่ประชาธิปัตย์วางเอาไว้ แต่ก็อาจจะไม่ต่างจากภาพฝันที่ไม่ต่างจากนโยบายบริหารประเทศ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ที่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง เมื่อถึงเวลามาสัมผัสกับความเป็นจริง
 
โครงการเยาวชนของพรรคประชาธิปัตย์มีมานานแล้วในนามยุวประชาธิปัตย์ ผมเคยสัมผัสกับบางส่วนของโครงการ ในนาม Democrat Party Youth Action ที่แม้จะออกแบบกิจกรรมให้เรียนรู้อย่างดีที่สุดแล้ว ด้วยการเปิดโอกาสให้ได้สัมผัสกับนักการเมืองหัวแถวของพรรค และได้เรียนรู้การเมืองอย่างใกล้ชิด แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่คือกระบวนการคัดเลือกคนรุ่นใหม่ ที่หลายครั้งติดหล่มเส้นสายผู้ใหญ่ในพรรค จากที่จะเป็นโอกาสในการคัดเลือกช้างเผือก ที่มีไม่น้อย ได้แต่นั่งฝันนอนฝันอยู่กลางป่าทุกวี่วัน ในการเข้ามาทำงานกับพรรคการเมืองใหญ่ แต่สุดท้าย คนที่ได้เข้าร่วมโครงการกลับเป็นลูกหลานคนใหญ่โตของพรรค ที่หลายคนไม่ได้อยากเข้ามาร่วมโครงการด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องทำเพราะโดนไฟลท์บังคับ และสุดท้ายก็ได้แค่อีกหนึ่งยุวประชาธิปัตย์ ที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพเข้ามาทำงานด้านการเมือง แต่กลับมีแค่หนึ่งบรรทัดสวยหรูในใบสมัครงาน
 
หลักฐาน อาการด้อยประสิทธิภาพของยุวประชาธิปัตย์ ที่เห็นชัดเจนล่าสุด คือในภาวะวิกฤติบ้านเมือง อย่างเช่นช่วงน้ำท่วมปลายปี 2553 คนรุ่นใหม่เหล่านั้นหายไปไหนหมด? ยุวประชาธิปัตย์ที่ผลิดอกออกผลมากว่าสิบรุ่น นับหัวแล้วไม่น้อยกว่าร้อยคน แต่รัฐบาลกลับขาดบุคลากรมาทำงานให้ สะท้อนให้เห็นตั้งแต่ระดับนโยบายของพรรค ที่วนเวียนมือขวามาทำงานให้นายก ที่ตลอด2-3ปีที่ผ่านมาไม่เคยพ้นชื่อ กอร์ปศักดิ์ สภาวะสุ หรือ อภิรักษ์ โกษะโยธิน
 
เมื่อมาถึงระดับปฏิบัติงาน ที่คนรุ่นใหม่หลายร้อยหัวจากยุวประชาธิปัตย์น่าจะเข้ามามีบทบาท ช่วยลงมือทำงานให้เป็นรูปเป็นร่างให้สมกับภาพฝันที่วางไว้ แต่สุดท้ายกลับต้องไปเรียกใช้บริการหน่วยงานอิสระ ทั้ง Change Fusion ทั้ง Thai Flood และไม่เคยได้ใช้ศักยภาพของคนรุ่นใหม่จากโครงการยุวประชาธิปัตย์ได้อย่างเต็มที่เลย ทั้งด้วยเหตุว่าพรรคไม่เคยยื่นมือไป และตัวเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ผ่านโครงการเองก็ไม่ได้มีใจที่จะทำให้พรรค
 
ข้าพเจ้า ในฐานะคนรุ่นกลางเก่ากลางใหม่ กล้ายืนยันว่าทุกวันนี้ คำถามที่โลดแล่นอยู่ในหัวสมองของคนรุ่นใหม่ในไทยหลายคน คือ "เราจะทำอะไรให้กับประเทศได้บ้าง?" กล้ายืนยันจากการได้มีโอกาสลงไปสัมผัส พูดคุย กับคนรุ่นใหม่ กลุ่มแล้ว กลุ่มเล่า เอาแบบที่ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำ แบบที่ไม่ต้องติดตามข่าวสารการเมืองเป็นประจำ เอาแค่คนรุ่นใหม่ที่เดินถนน บ่นปัญหาบ้านเมืองบนเฟซบุคนี่แหละ มีมากมายหลายคณานัก แต่ประชาธิปัตย์กลับไม่เคยคว้าคนเหล่านี้มาร่วมงานด้วยได้ หรือถ้าคว้ามาได้ก็กลืนหายไปกับระบอบประชาธิปัตย์ ที่ทุกอย่างต้องผ่านระบบ ที่บางระบบก็ดี แต่บางระบบนี่ก็เชื่องช้า และเต็มไปด้วยการเมืองภายในพรรค
 
เป็นเรื่องดีที่พรรคการเมืองเปิดโครงการเยาวชน กระตุ้นและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ เข้าถึงการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือกระทั่งพรรคเติ้ง พรรคเนวิน หรือพรรคชูวิทย์ ก็ตาม เพราะไม่ว่าระบบพรรคการเมืองจะดีหรือเลวแค่ไหน แต่นี่ก็คือระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาร่วมมือทางการเมือง ที่เรามีอยู่แล้วในตอนนี้
 
และแม้ว่าในอีกทางหนึ่งฏ้ต้องชื่นชมพรรคประชาธิปัตย์ที่ก้าวนำหน้ากว่าพรรคไหนๆไปหลายขุม ในเรื่องการให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการเมือง และถือว่าเป็นพรรคที่ถือความได้เปรียบ ในการพยายามเชข้ามาพิชิตใจคนรุ่นใหม่ ที่ในความจริงแล้วเป็นขุมกำลังทางการเมืองที่สำคัญมากในหลายๆประเทศ
 
แต่ถึงตอนนี้ ประชาธิปัตย์ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย ในการผลิดอกออกผลให้เห็นภาพชัดเจนนัก การคัดเฟ้นคนรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการต่างๆของพรรค สุดท้ายผลอาจจะกลายเป็นการกักตุนช้างเผือกกลัดมันทั้งหลาย ให้กลายเป็นไม้แก่ๆที่ไม่ได้ใช้จินตนาการและพลังสร้างสรรค์ เพราะปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปกับการผูกติดกับพรรคการเมืองที่เก่าแก่พรรคนี้ เท่านั้นเอง

04 กุมภาพันธ์ 2011

เมื่อฉันกำลังจะออกสื่อ ตอนแรก [aday125]

เมื่อ “ฉันกำลังจะออกสื่อ”นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
(บทความนี้ ตีพิมพ์ในนิตยสาร a day เล่ม 125 ช่วยอุดหนุนด้วยนะครับ)

บางครั้งผมจะรู้สึกเหมือนกับว่า เวลาคนถูกนักข่าวมาขอสัมภาษณ์ อารมณ์จะเหมือนตอนกับที่แกะซองขนมแล้วเจอรางวัลแจ็กพ็อตชิ้นเล็กๆ อาจจะได้รางวัลเป็นถ้วยกาแฟซักถ้วย หรืออย่างเก่งก็หม้อหุงข้าวเล็กๆซักอัน แต่ไม่ถึงขนาดได้รางวัลใหญ่โตเช่นตั๋วเครื่องบินไป-กลับเกาหลี หรือ รถยุโรปคันงามซักคัน
อารมณ์ของคนที่ถูกนักข่าวสัมภาษณ์ มักจะคละคุ้งด้วยหลากหลายอารมณ์ ทั้งวิตกกังวล เสื้อผ้าหน้าผมฉันพร้อมไหม แต่ส่วนมากจะตื่นเต้นดีใจ พร้อมอวดญาติโกโหติกา ว่า วันนี้ “ฉันจะได้ออกทีวีนะ!”

ประสบการณ์การถูกนักข่าวสัมภาษณ์ สำหรับประชาชนคนเดินถนนโดนทั่วไป ไม่มีตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีธุรกิจใหญ่โต นี่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ เงินก็ซื้อไม่ได้ ส่วนมากก็มาพร้อมกับดวงล้วนๆ ยืนยันจากปากของนักข่าวที่เคยเดินไล่ขอสัมภาษณ์คนมาเป็นพันๆ
แต่ถึงไม่ใช่เรื่องง่ายก็ใช่ว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับตัวคุณครับ และถึงจะไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่ แต่ผมว่าไอ้ความรู้สึก “ฉันได้ออกทีวี!” คงไม่ได้เกิดขึ้นทุกวันหรอก ผมเลยขอเสนอตัวเป็นเทรนเนอร์ให้ เตรียมก่อนต้องออกไปเจอสื่อ

1. ไม่ต้องพูดแบบนักการเมือง
เวลานักข่าว ลงไปขอสัมภาษณ์ประชาชนบนท้องเดินถนน นั่นเป็นเพราว่าเขาต้องการฟังเสียงของ “ประชาชน” บางคนเวลาตอบคำถามจะเกร็งมาก เพราะไปติดภาพว่าฉันต้องพูดเก่งเหมือนคนในทีวี ซึ่งส่วนมากคือ “นักการเมือง” ทีนี้พอตอบคำถามไปหน่อยจะเกิดอาการ “อุ้ย พูดไม่ดีเลย ขอใหม่ได้ไหมคะ” ทั้งที่ความจริง การพูดไม่ดี-ไม่คล่อง แต่ตอบกลับมาอย่างเป็นธรรมชาติ นั่นแหละคือสิ่งที่นักข่าวต้องการ เพราะมันสะท้อนอารมณ์ออกมาอย่างแท้จริง มีครั้งหนึ่ง ผมไปสัมภาษณ์ประชาชนที่ไม่พูดอะไรซักคำ แต่คนถูกสัมภาษณ์ทำหน้า “เซ็งโลก” กับคำถามที่ผมถามเรื่องการประชุมรัฐสภา แค่นี้มันก็สะท้อนอะไรๆออกมาได้มากกว่าคำพูดที่สวยหรูแล้ว

2. อย่่าลืมประเด็นหลัก
นิสัยคนไทยเนี่ยน่ารักครับ อย่างเวลาเจอนักข่าว ก็จะตื่นเต้น ทั้งด้วยเพราะได้เจอนักข่าวที่โปรดปราน และทั้งด้วยสาเหตุเดิมครับ “จะได้ออกทีวี” แต่อาการตื่นเต้น-ดีใจของหลายๆคน เวลาเจอนักข่าวสัมภาษณ์นี่ไม่ธรรมดาครับ บางคนนี่ถึงขั้นหลงลืมประเด็นหลักที่จะมาให้สัมภาษณ์ เช่นบางครั้งไปทำรายงานเรื่องความยากจน ตอนชวนคุยก่อนจะรู้ว่าเราเป็นนักข่าวก็ตอบแบบตรงไปตรงมา ยากจน ลำบาก มากน้อยแค่ไหนก็ตอบตามสภาพที่เป็นจริง บางคนไม่มีปัญหาก็บอกไม่มีปัญหา

แต่ความจริงเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปทันทีที่คนสัมภาษณ์รู้ว่า กำลังคุยกับนักข่าว และจะเปลี่ยนสภาพจากหน้ามือเป็นหลังมือทันทีเมื่อเห็นกล้องและไมโครโฟน เพราะหลายคนจะเกิดอาการ “ฉันกำลังต้องออกทีวี!” อาการหน้าจอกับตัวจริงเป็นคนละแบบนี่มีหลายแบบ บางคนพอจะได้ออกทีวีแล้วตื่นเต้นดีใจ เช่น ปัญหาความยากจนที่จะพูด ก็ลืมไปหมด ความทุกข์ยากที่มีก็วางทิ้งไว้ก่อน เพราะนาทีนี้ “ฉันจะได้ออกทีวี” แล้ว แต่ก็มีหลายคนที่เป็นตรงกันข้าม เพราะตอนชวนคุยแบบยังไม่ออกทีวีนี่ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่พอรู้ว่าจะได้ออกสื่อแล้วก็แปรสภาพเป็นนักร้องเรียน ไหนๆก็ได้ออกทีวีทั้งที ก็พรั่งพรูปัญหาร้อยพันของทั้งญาติสนิทมิตรสหาย ของเพื่อนบ้านร้านรวง กะว่าออกทีวีรอบนี้จะได้แก้ปัญหาได้ทั้งอบต. ซึ่งความจริงแบบหลังเนี่ยนักข่าวชอบนะครับ เพราะจะได้เสียงสัมภาษณ์แบบมันส์ๆ โดนๆ พูดทั้งทีเอาให้ครบ เอาให้แรง เอาให้มันส์ แต่มันจะตรงกับสภาพความเป็นจริงแค่ไหน คงต้องเอามาตรวจทานดูอีกทีครับ

3. ตอบให้สั้น รายงานข่าวสั้นๆที่นักข่าวทำ ส่วนมากมีเวลาให้อย่างมากไม่เกิน4นาทีครึ่งครับ หักลบกับการรายละเอียดข่าว ไหนจะต้องใส่ชื่อช่างภาพ ชื่อนักข่าว (ชื่อคนที่ไปซื้อโอเลี้ยงนี่ไม่ต้องนะครับ) เวลาที่มีเหลือให้การปล่อยเสียงสัมภาษณ์ก็มีน้อยนิด และปัญหาเรื่องของเวลานี่ไม่มี “สองมาตรฐาน” ครับ เพราะไม่ว่าจะเป็นเสียงของนายกรัฐมนตรี หรือ เสียงของประชาชนคนเดินดินล้วนไม่พ้นชะตากรรมที่ต้องถูกตัดให้สั้นลงทั้งสิ้น
สิ่งหนึ่งที่นักข่าวจะเบื่อที่สุด ก็คือเสียงสัมภาษณ์ที่พูดยาวๆ ไม่มีเว้นวรรค จับประเด็นไม่ได้ โทนเสียงน่าเบื่อ ไม่แสดงอารมณ์ ไม่รู้ว่าจะพูดจบตอนไหน ใส่รายละเอียดเยอะเกินไป พอเจออย่างนี้ทีไร ตอนเอามาตัดต่อนักข่าวจะเผชิญกับสภาพจำยอม ที่ต้องตัดเสียงสัมภาษณ์นั้นออก

เพราะฉะนั้น พยายามตอบให้สั้นๆ ได้ใจความ คิดท่อนฮุคเจ๋งๆ 30-45วินาที เท่านี้พอครับ รับรองโดนใจนักข่าว โดนใจคนทางบ้าน การได้ออกทีวีของคุณจะเก๋กู้ดไปอีกนาน

เมื่อฉันกำลังจะออกสื่อ 2 [aday126]

เมื่อ “ฉันกำลังจะออกสื่อ” (ตอน2)
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ทำงานข่าวภาคสนามมาแค่2ปีกว่า แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่ได้เจอะเจอเรื่องราวสนุกๆจากการได้ลงไปสัมผัสพูดคุยกับผู้คนหลากหลายแบบครับ ยิ่งความที่เราเป็นคนข่าว เนื้อหาที่เราจะลงไปชวนใครๆตามท้องถนนพูดคุย เพื่อนำไปสู่การสัมภาษณ์จึงมักเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นประเด็นที่ท้าทายผู้ตอบ ผมมีเหตการณ์สนุกๆฝากให้กับทุกท่าน เผื่อวันไหนมีโอกาสที่จะได้ออกสื่อ จะได้รู้เท่าทัน แก้ไขสถานการณ์ได้

4. พูดหลังกล้องง่ายกว่า
ที่ผมเจอบ่อยมากคือพวกที่กล้าเล่าแต่ไม่ค่อยกล้าให้สัมภาษณ์ ทั้งๆที่ความจริงการให้สัมภาษณ์ออกความเห็นกับนักข่าวก็ไม่น่าจะไปสร้างปัญหาอะไรให้กับชีวิต เท่าที่ผมทำงานมา2ปีกว่าก็ยังไม่เคยเกิดกรณีปัญหาบานปลายใหญ่โตจากการให้สัมภาษณ์ของประชาชน แต่หลายคนอาจจะดูข่าวพวกขู่กรรโชก หรือข่าวคุกคามสื่อมากไป แล้วพาลไม่กล้าพูดออกกล้องไปซะดื้อๆ อย่างครั้งหนึ่งผมไปสัมภาษณ์คุณลุงเรื่องปัญหาสุดคลาสสิคอย่างเรื่องรถติด
ผมถามก่อนถ่ายทำ “ลุงคิดยังไงกับปัญหาการจราจร?”
ลุงตอบนอกรอบ “โอ้โห ไม่ไหวแฮะ รัฐบาลไม่ทำอะไรเลย กรุงเทพเองก็แย่ แถมยังจะสร้างไอ้ BRT เข้ามาอีก ก็ยิ่งแย่ใหญ่ ไม่ไหวๆ” เรียกว่าจัดชุดใหญ่ถูกใจคนสัมภาษณ์อย่างมาก คราวนี้น่าจะเจอของจริง สะท้อนปัญหารถติดจากประชาชนได้
แต่แล้วเมื่อเดินกล้อง ไมค์เปิดเท่านั้นแหละ
ผมถามอีกครั้ง (คราวนี้เดินกล้องแล้ว) “ลุงคิดยังไงกับปัญหาการจราจร?”
ลุงตอบในรอบ “ก็ดีนะ เห็นกรุงเทพเค้าก็ทำงาน สร้างรถไฟฟ้าไปก็หลายเส้นแล้ว ก็ช่วยได้เยอะ ดีกว่าเมื่อก่อนอีก...”
“เอ๊ะลุง นี่มันพูดคนละแบบกับเมื่อกี้เลยนะ” ผมแทรกก่อนที่ลุงจะพูดจบ
“โถ่..หลานเอ้ย ไม่เอาอะ ใครจะไปกล้าด่ารัฐบาล เดี๋ยวโดนเค้าว่าเอา ยิ่งลุงมีญาติทำงานในกระทรวงด้วย ออกทีวีไป เดี๋ยวเค้าจะโกรธ มันจะไม่ดี”
จบกัน หน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ระหว่างก่อนกับหลังเดินกล้อง กลายเป็นการสัมภาษณ์ที่เอาไปใช้จริงไม่ได้ ทั้งๆที่ปัญหาอย่างเรื่องรถติด การจราจรนี่บ่นกันทั้งบ้านทั้งเมืองครับ บ่นกันเป็นล้านๆคน ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่แหม ถ้าจะให้บ่นต่อหน้ากล้องนี่มันก็ต้องอาศัยความกล้าหาญมากขึ้นอีกระดับ ผมเข้าใจครับ

5. กล้าออกความเห็น แต่ติดอยู่ตรงที่จะถ่ายภาพ
กลุ่มนี้น่าเห็นใจครับ เพราะมีปัญหาจริงๆ ผมเคยไปขอสัมภาษณ์ป้าคนนึงเรื่องการเมือง ตอนชวนคุยก่อนถ่ายทำก็พูดจาดีมีหลักการณ์หมด เข้าใจการเมืองยิ่งกว่านักข่าวซะอีก ผมกะว่าถ้าได้สัมภาษณ์จากป้าคนนี้แล้วละก็คงแจ๋วดีแท้ จึงเรียกช่างภาพมาเตรียมเดินกล้องขอสัมภาษณ์
แต่ทันทีที่กล้องมาถึงหน้าของป้าคนนี้ ป้ากลับเดินหนีครับ กุลีกุจอบอก “อย่าถ่ายนะๆ!”
พอผมถามว่า “ทำไมละป้า? เมื่อกี้ชวนคุยเห็นพูดเอาๆ”
ป้าหยุดเดินหันมาบอกผม “ถ่ายไม่ได้นะ ป้าหลบเจ้าหนี้อยู่!”
ป้าด... คือป้าแกหนะไม่กลัวที่จะออกความเห็นครับ แต่ถ้าถ่ายทำสัมภาษณ์ไป กล้องมันก็จะเก็บรายละเอียดหมด ว่าป้ามาขายของอยู่ตลาดไหน แล้วแหม... ออกทีวีใครจะดูมั่งก็ไม่รู้ ถ้าเกิดแจ็คพ็อต เจ้าหนี้เปิดดูข่าวที่ป้าให้สัมภาษณ์อยู่หละคงแย่แน่ งานเข้าคุณป้าแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวกันเลยทีเดียว
กรณีไม่กล้าพูดต่อหน้ากล้อง นอกจาก “หลบเจ้าหนี้อยู่” แล้วยังมีอีกหลายสถานการณ์จำเป็นนะครับ ทั้ง
“หนีเมียมาเที่ยว เขาไม่รู้ว่าอยู่กรุงเทพ”
“แม่ไม่รู้ว่าหนูช่วยงานอาสา หนูหลบแม่มาอยู่อะพี่”
“พี่คะ หนูโดดเรียนพิเศษมาคะ อย่าให้ออกทีวีเลยนะคะ”
ทั้งหมดล้วนเป็นพวกกล้าให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นทั้งนั้นครับ แต่ไม่กล้าออกทีวีเพราะกลัวงานจะเข้าได้ถ้าคู่กรณีมาเห็นเข้า เมื่อเจอปัญหาแบบนี้ส่วนมากผมก็จะไม่ตื้อละครับ เพราะแม้จะเชื่อว่าโอกาสที่เจ้าหนี้, เจ้านาย, แม่ และเมีย จะดูรายงานข่าวแล้วตามมาเอาเรื่องจะน้อยมาก แต่เอาเถอะ ปล่อยให้ทุกคนได้นอนหลับฝันดี ไม่มีอะไรมารบกวนจิตใจดีกว่า
(ตอนนี้เป็นตอนต่อจาก เมื่อฉันกำลังออกสื่อตอนแรก ในเล่ม125 ใครยังไม่ได้ซื้อ แล้วอยากอ่านข้อ1-3ต้องไปตามหาซื้อกันเอาเองแล้วหละ)

พระอาทิตย์ไม่ตก [aday127]

Follow Me (a day magazine 127)
พระอาทิตย์ไม่ตกนภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ประสบการณ์ไปทำข่าวต่างประเทศนี่มีค่ามากสำหรับนักข่าว
ใครจะเป็นอย่างไงไม่รู้ แต่ผมชอบมากเวลาได้ไปทำข่าวต่างประเทศ ขอเถอะ ไม่ต้องประเทศหรู อย่างญี่ปุ่น อเมริกา หรือสวิสเซอร์แลนด์หรอก กัมพูชา พม่า เฮติ ประเทศเหล่านี้ ขอแค่ว่าได้ไป ล้วนมีเป็นโอกาสที่ทำให้เราลับคมฝีมือได้มาก

เดิมการทำข่าวต้องแข่งกับเวลาอยู่แล้ว พอไปทำข่าวต่างประเทศนี่มีปัจจัยเพิ่มเติมขึ้นมามากมาย ท้าทายไมโครโฟนเสียจริงๆ ทั้งเรื่องภาษา อาหาร สัญญานโทรศัพท์ ปรับค่าเงิน ปรับเวลา หาหัวปลั้กหน้าตาประหลาดๆ เช็คอินโรงแรม หาอินเตอร์เน็ทความเร็วสูงๆไว้ส่งภาพข่าวให้ทันออกอากาศ เดินทางให้หลงก็ไม่ได้เพราะเดี๋ยวตกข่าว

สารพัดความท้าทายที่ผมมักจะอาศัยความเป็นเด็กซน และ หน้าไม่ค่อยค่อยอายมาตั้งแต่เด็ก แก้ปัญหาไปทีละเปราะสองเปราะ

ปัญหาภาษา ยังไงเราก็ยึดเอาภาษาอังกฤษนี่แหละ เดี๋ยวก็มีคนมาช่วยเราได้
ปัญหาของกิน อาศัยว่าได้เรียนนศท.(นักศึกษาวิชาทหาร ยุคผมเขาไม่เรียกรด.แล้ว) เลยฝึกให้เป็นคนกินง่ายๆ
ปัญหาเดินทาง เดี๋ยวนี้เค้ามี Google Map แล้ว ใครเค้าง้อไกด์เที่ยวกัน

ปัญหาสารพัดที่เคยเจอ ผมมั่นใจว่าแก้ได้หมด
แต่แล้ว ผมก็ได้มาเจอปัญหาที่แก้ด้วยตัวเองไม่ตก ครั้งนั้นผมไปทำข่าวที่กัมพูชา
เป็นปัญหาที่ผมเรียกว่าปัญหา "พระอาทิตย์ไม่ตก"

เรื่องของเรื่องคือช่วงนี้ผมมีรายการที่ต้องผลิตรายงานไปออกอากาศตอน 22.15น. ช่อง5 ชื่อ "จับประเด็นข่าวร้อน" (เอ๊ะนี่มัน tie-in ชัดๆนี่หนอ)
หลังรายการออกอากาศมาได้หนึ่งเดือน โปรดิวเซอร์มีนโยบายใหม่ ว่าเวลาเปิดหน้ารายงานข่าว (ตอนที่เห็นหน้านักข่าวนั่นแหละครับ เขาเรียกในวงการว่าเปิดหน้า) จะต้องเปิดหน้าตอนมืดๆ เพราะรายการออกกลางดึก ถ้าเปิดหน้าตอนบ่ายๆ สายๆ แล้วมาออกตอนดึก อารมณ์มันจะไม่ได้

ที่นี้ปัญหามันมาเกิดในค่่ำวันหนึ่ง ตอนที่ผมอยู่ในกัมพูชา

โปรดิวเซอร์ย้ำมาหาผมเหมือนเดิม "เอม เปิดหน้าตอนมืดๆนะ!"
"ได้ครับ" ผมตอบกลับไป เวลาตอนนั้นน่าจะซักประมาณหกโมงเย็น (เวลาที่ไทยและกัมพูชาเท่ากัน)

ผ่านไปครึ่งช่วงโมง "เอม เมื่อไหร่เอ็งจะส่งไฟล์เปิดหน้ามาให้พี่! ต้องส่งมาก่อนหนึ่งทุ่มนะ เดี๋ยวตัดต่อไม่ทัน!" (แหนะ... มีเร่ง)
"รอแป้บนะครับพี่ ที่นี่ยังไม่มืดเลย เดี๋ยวไม่ได้เปิดหน้าตอนมืดอย่างที่พี่สั่ง" ผมตอบกลับไป ด้วยความเคารพ

ผ่านไปอีก15นาที "เอม เอมต้องส่งภาพเปิดหน้ามาแล้วเดี๋ยวใช้ไม่ทัน!"
ผมมองขึ้นไปบนฟ้า ยังไม่มืด... "พี่มันยังไม่มืดเลย งั้นผมเปิดหน้าไปแบบสว่างๆหน่อยนะ"
"ไม่ได้เอม ต้องเปิดหน้ามาตอนมืด" "อ้าวงั้นพี่รอหน่อยนะ" "ไม่ได้เอมต้องส่งมาเลย" "อ้าวแต่มันยังไม่มืด" "เฮ้ย ไม่มืดได้ไงที่ไทยยังมืดแล้วเลย" “ฮ่วย! แล้วผมจะไปรู้ได้ไงว่าทำไมที่นี่มันยังไม่มืด! เป็นนักข่าว ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์! (อันนี้คิดในใจครับ)”
บทสนทนากินเวลาไปอีกกว่า 5 นาที ฟ้าที่พนมเปญก็ยังไม่มืด ผมเริ่มตัดพ้อกับท้องฟ้า "ทำไมเอ็งไม่มืดให้ข้าซักที"

สรุปวันนั้น ผมดึงเวลาได้อีก 15 นาที ฟ้ามืดลงบ้าง แต่ยังไม่สุด แต่ก็ต้องเปิดหน้า และส่งรายงานชิ้นนั้นไป
แต่ก็ทำให้ผมรู้ว่า ปัญหาบางปัญหา ต่อให้เราคล่องและเก๋าแค่ไหน เราก็อาจจะแก้ไม่ได้
อย่างเช่นปัญหา "พระอาทิตย์ไม่ตก" นี่แหละครับ

03 กุมภาพันธ์ 2011

สัมภาษณ์ "สม ไชยา" คนเล่าข่าวกัมพูชา

คุยกับคนเล่าข่าวเขมร "สม ไชยา"
บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ในคอลัมน์ที่เห็นและเป็นอยู่

กว่า16วันที่ผมมาเกาะติดทำข่าวทีกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา การติดต่อหาข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ แหล่งข่าวสำคัญที่สุดคือคนข่าวกัมพูชา ที่น่าไว้วางใจกว่าคนจากภาครัฐของเขมร และ เข้าถึงได้ง่ายกว่าภาครัฐไทย

สม ไชยา ทำงานข่าวกับสถานี CTN (Cambodia Television Network) มานานกว่าสิบปี ปัจจุบันดำเนินรายการเล่าข่าว สไตล์เดียวกับที่เป็นที่นิยมในประเทศไทย จัดรายการทุกวัน ตั้งแต่เจ็ดโมงจนถึงเก้าโมงเช้า ความรู้ความเข้าใจต่อประเทศไทย หลังผ่านประสบการณ์ 5 ปีในเมืองไทย ด้วยการไต่เต้าตั้งแต่เป็นพนักงานขับรถ จนได้ทำงานกับหน่วยพัฒนาเคลื่อนที่ การเข้าใจทั้งภาษาและความเป็นไปทางการเมืองของประเทศไทย ทำให้ สม ไชยา กลายเป็นผู้ประกาศหลัก ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์ วิพากษ์ ประเด็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา มาตลอด

“ทางกัมพูชาต้องการใช้ MOU2543 เพราะเป็นส่วนที่ทั้งสองประเทศตกลงกันแล้ว ซึ่งตอนนี้เราก็ได้แต่นั่งรอรัฐสภาฝั่งไทย ที่จะต้องคุยให้จบ”

สม ไชยาบอกว่าถ้าลองได้ไปถามคนเขมร ว่าปราสาทพระวิหารเป็นของใคร มั่นใจว่าคำตอบร้อยทั้งร้อยจะต้องบอกว่าเป็นของกัมพูชา
“ถ้าถามคนกัมพูชาจริงๆ ร้อยทั้งร้อยพูดเหมือนกันหมดอยู่แล้ว ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร แต่ถ้าฝั่งไทยก็มีหลักฐานว่าเป็นของไทยบางส่วน ก็ว่ากันไปตามแบบที่เราเจรจากันไว้ แต่ไม่อยากให้เอามาเป็นข้อทะเลาะเบาะแว้งกัน อะไรทำได้ตอนนี้ก็ทำ อะไรยังทำไม่ได้ ก็ต้องคุยกันต่อไป”

“อาจจะต้อง คุยกันอีกนานนะ กัมพูชาจะยอมหรือ?” ผมถามแทรก
“ถ้าต้องคุยกันนานก็คุยกันไป อาจจะไม่สิ้นสุดที่ยุคนี้หรอก ผมอาจจะตายไปก่อน ก็ปล่อยให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานคุยกันไป – เจรจากันไป”

“แล้วตอนนี้ทำอย่างไรก่อนได้?” ผมถามมุมมองการแก้ปัญหาระยะสั้น
“ทำไมไม่เอาแบบเมื่อก่อนนี้? ฝ่ายไทยก็ได้ประโยชน์ ฝ่ายกัมพูชาก็ได้ประโยชน์ ฝั่งเขมรเก็บค่าตั๋วเข้าชมพระวิหาร ฝ่ายไทยก็ได้ค่ารถทัวร์ ค่าโรงแรม มันได้กันหมด แล้วคนที่ได้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ก็ประชาชนของทั้ง2ประเทศนี่แหละ ทำไมไม่เอาแบบวันนั้น นึกย้อนไปแล้วเสียดาย”

สม ไชยา ตั้งคำถามว่าทำไมประเทศไทยถึงไม่ใช้จุดแข็งของตัวเองให้เป็นประโยชน์ ทั้งเรื่องประสบการณ์ และ ความรู้เรื่องการท่องเที่ยว
“ถึงวันนี้ มันแทบไม่มีแล้วไอ้คำว่าพรมแดนเนี่ย การถกเถียงเรื่องส่วนไหนของประเทศอะไร มันก็คงจะถกเถียงไปทั้งชีวิต แต่ทำไมเราไม่สร้างบรรยากาศให้มันดีหละ ทำให้มันได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประเทศไทยก็เชี่ยวชาญเรื่องการท่องเที่ยว ลองว่าถ้าได้เปิดให้คนมาเที่ยวปราสาทพระวิหารได้ ใครจะเป็นเจ้าของก็เถอะ ผมเชื่อว่าคนฝั่งไทยได้อะไรเยอะกว่าฝั่งเขมรเยอะ โรงแรมไทยก็สร้างเก่งกว่าสวยกว่า อาหารการกิน อะไรหลายอย่าง คนไทยก็จะได้ประโยชน์ทั้งนั้น”

“แล้วฝั่งกัมพูชายอมหรือ?” ผมถาม
“ยอมสิ! ทำไมจะไม่ยอมเล่า ไทยได้เยอะ ก็ไม่ได้แปลว่ากัมพูชาจะเสีย ไทยทำได้เยอะเท่าไหร่ กัมพูชาก็ได้ประโยชน์ด้วย แต่ดูตอนนี้สิ อดทั้งคู่ ทั้งไทย ทั้งเขมร มัวแต่มาตั้งแง่กัน สุดท้ายมีใครได้อะไรไหม?” สม ไชยาตั้งคำถาม

“ถึงนาทีนี้มันต้องมองไปข้างหน้า อีกไม่กี่ปีอาเซียนเราก็จะเป็นประเทศเดียวกันหมดแล้ว มันคงไร้พรมแดน เหมือนยุโรปไปเลย ถึงเวลาตอนนั้นใครดีใครได้ ใครเก่งก็ได้ประโยชน์ มันไม่ได้มาจำกัดอยู่กับตรงเรื่องแผนที่นี่หรอก เราต้องคำนึงเรื่องของสันติภาพไว้ก่อน
หลังจากนั้นเราก็ได้ประโยชน์ทั้สองฝ่าย”

“ปล่อยตัว5คนไป คนเขมรยอมไหม?” ผมชวนคุยเรื่องคดีความ7คนไทย
“ยอมสิ ก็เขาก็ยอมรับในศาล ให้ความร่วมมือทุกอย่าง พูดจริงๆเราไม่อยากเก็บไว้หรอก เก็บไว้นานก็ยิ่งมีปัญหา แต่กับวีระ สมความคิดนี่อีกเรื่องนะ คนนี้นี่ที่กัมพูชามองว่าเป็นตัวแสบ ใครๆก็เห็นอยู่ว่าชอบมาป้วนเปี้ยนแถวๆชายแดน แล้วก็มาโดนคดีโจรกรรมข้อมูลอีก”

“ได้ยินว่าคนเขมรนิยมทักษิณมากกว่าอภิสิทธิ์?” ผมถามคำถามสุดท้ายเป็นของแถม
“อันนี้จริง คือต้องยอมรับว่าคุณทักษิณเก่งมากๆในเรื่องเศรษฐกิจ แล้วที่กัมพูชาเนี่ยเราเสียคนเก่งๆเรื่องเศรษฐกิจไปเยอะมากสมัยเขมรแดง แล้วพอประเทศไทยขับไสไล่ส่งคุณทักษิณ เราก็เลยอยากต้อนรับ คนที่นี่เลยรักคุณทักษิณมากกว่า แต่กับคุณอภิสิทธิ์นี่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกลียดชังนะ คนเขมรหลายคนก็ชอบ ตรงที่เค้าหล่อดี แต่คนที่นี่ชอบคนเก่งเรื่องเศรษฐกิจ มากกว่าคนหล่อหนะ”


หมายเหตุ: สม ไชยา นี่คือคนเดียวกับคนข่าวที่วิจารณ์รัฐบาลไทยในคลิปที่แพร่หลายไปหลายๆที่นี่แหละครับ

บทสัมภาษณ์ไพร ศรีพันธ์

ผมได้สัมภาษณ์ Secretary of State's Spokesperson ของกัมพูชา นายไพร ศรีพันธ์ ในวันที่2กุมภาพันธ์2553 เวลา16.40-17.00 เนื้อหาในวิดีโอเป็นส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ ฉบับเต็มอ่านได้ข้างล่างครับ


ถาม: การตัดสินจำคุกนายวีระ สมความคิด8ปี ถือว่าหนักเกินไปไหม?
ตอบ: ผมไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นในเรื่องนี้มากนัก เพราะเป็นคำตัดสินของศาล แต่ศาลทุกประเทศมีหน้าที่ตัดสินตามพยานหลักฐานที่มี โดยไม่นำเอาเรื่องของอารมณ์มาเกี่ยวข้อง และศาลชั้นต้นกรุงพนมเปญก็ทำเช่นนั้น ทุกอย่างเป็นไปตามหลักนิติธรรม

ถาม: การถูกควบคุมตัวของนายวีระ สมความคิดและนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ในเรือนจำเพรย์ซอว์ จะทำให้สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชาแย่ลงแค่ไหน?
ตอบ: ไม่เลย ไม่ทำให้แย่ลงเลย ทำไมถึงต้องเป็นอย่างนั้น? ทุกประเทศมีนักโทษชาวต่างชาติอยู่เต็มไปหมด คนเขมรติดคุกไทยหลายคน เราก็ไม่เคยทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ในไทยก็มีนักโทษชาวต่างชาติอยู่มากมาย ชาวอเมริกันติดคุกไทย ไม่ได้แปลว่าไทยจะต้องไปรบกับอเมริกาซะหน่อย คำตัดสินของศาลที่เกิดขึ้น ถือเป็นเรื่องรายบุคคล ไม่ได้ส่งผลต่อเนื่องไปเรื่องระหว่างสองประเทศ

ถาม: แล้วทางออกตอนนี้มีอะไรบ้าง? ขอพระราชทานอภัยโทษ?
ตอบ: ก็เป็นไปได้ ความจริงระบบยุติธรรมของกัมพูชาก็มีศาลชั้นที่สูงกว่าศาลชั้นต้น ซึ่งนายวีระก็สามารถยื่นอุทธรณ์ในศาลชั้นที่สูงขึ้นไปได้

ถาม: ประเด็นที่ร้อนแรงอยู่ในประเทศไทยเรื่องวัดแก้วคีรีสวาระ ล่าสุดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขอให้มีการลดธงกัมพูชาลง ทางนี้มีความเห็นอย่างไรบ้าง?
ตอบ: เราเสียใจมากกับคำพูดของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่บอกให้กัมพูชาลดธงลง ทุกประเทศต้องแสดงความเคารพให้แก่กันและกัน ยิ่งประเทศเพื่อนบ้านยิ่งต้องระมัดระวังในการออกความเห็นมากขึ้น คุณอภิสิทธิ์ไม่ควรมาออกความเห็นที่แทรกแซงประเทศเพื่อนบ้าน และมันเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก ในการเอาเรื่องของประเทศเพื่อนบ้านมาเล่นการเมืองกันในประเทศของคุณ

ถาม: กัมพูชามองว่าวัดแก้วคีรีสวาระเป็นของกัมพูชา?
ตอบ: แน่นอน มันชัดเจนอยู่แล้ว เราต้องยึดตามสิ่งไทย - กัมพูชาได้พูดคุยและตกลงร่วมกัน ซึ่งก็คืนแผนที่ภาคผนวก1 ปี1908 ซึ่งรัฐบาลไทยก็เซ็นสัญญานั้นด้วย และกัมพูชาก็มีสิทธิ์ในการปักธงชาติของเรา เหนือผืนแผ่นดินที่เป็นสมบัติของเรา

ถาม: แล้วถ้านายกอภิสิทธิ์ โทรมาขอเป็นพิเศษ ว่าให้ปลดธงลงก่อน ลดกระแสความรุนแรงทางการเมืองหละ?
ตอบ: ไม่ยอม เราไปทำอย่างนั้นไม่ได้ เราต้องไม่เอาอารมณ์มาอยู่เหนือหลักการณ์ หลายครั้งที่คนฝั่งไทยดูถูกเขมร เราก็อดทนมาตลอด โทรทัศน์ของนายสนธิ พูดจาดูถูกผู้นำของกัมพูชา เราก็ไม่เคยโทรไปหาคุณอภิสิทธิ์ให้จัดการกับคุณสนธิ เราถือว่านั่นเป็นเรื่องภายในที่คุณควรจัดการกันเอง และรัฐบาลไทยก็ควรเรื่องของวัดแก้วคีรีสวาระ เป็นเรื่องภายในประเทศกัมพูชาที่คนกัมพูชาจัดการเองได้

ถาม: ข่าวที่กัมพูชาพยายามเปรียบเทียบสถานการณ์การจับกุมคนตามแนวชายแดนบ่อยๆ ดูเหมือนคนที่นี่จะคิดเปรียบเทียบบ้าง?
ตอบ: แน่นอน ในปี2522มีคนกัมพูชาหลายคน ที่ถูกทหารยิงเสียชีวิตตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บางคนถูกเผาทั้งเป็น ผมไม่รู้ว่าทหารในประเทศคุณนับถือศาสนาพุทธประเภทไหนถึงได้มีจิตใจที่โหดร้ายนัก และการใช้วิถีทางสังหารเช่นนั้น ผมว่าทหารไทยขี้ขลาดมาก และพวกเขาทำอย่างนั้นไม่ใช่แค่กับคนกัมพูชา แต่กับคนพม่าด้วยเช่นกัน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศที่พูดมาตลอดว่าเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ เป็นประเทศที่จิตใจดีงามนับถือศาสพุทธถึงได้ทำอะไรที่ป่าเถื่อนเช่นนี้

ถาม: วันนี้พนมเปญโพสท์ มีภาพรถถังของกองทัพกัมพูชา เขียนอธิบายว่ากำลังจะมุ่งหน้าไปยังชายแดนไทย-กัมพูชา แปลว่ากัมพูชาก็เริ่มเตรียมกำลังทหารไว้แล้ว?
ตอบ: ไม่มีทาง รัฐบาลกัมพูชาไม่มีนโยบายที่จะใช้กำลังทางการทหารเข้าจัดการกับปัญหานี้ สื่อก็คือสื่อ ภาพในหน้าหนังสือพิมพ์มีการบิดเบือนกันเยอะ กัมพูชาไม่สนับสนุนการใช้กำลังและความรุนแรง เพราะเราไม่อยากให้มีคนตายด้วยเรื่องปราสาทพระวิหาร ถ้ามีคนบาดเจ็บล้มตายจริงแล้วมันจะดีตรงไหน? แล้วถ้าไปถามกองทัพของกัมพูชา ก็จะตอบเหมือนกัน ว่ากองทัพกัมพูชาก็ไม่ต้องการความรุนแรง

ถาม: ในฐานะโฆษกคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลกัมพูชา คุณมองปัญหาเรื่องปราสาทพระวิหารอย่างไร?
ตอบ: ผมไม่เข้าใจว่าประเทศไทยจะมาหมกมุ่นกับปราสาทเขาพระวิหารทำไมมากมาย? ผมไม่อยากพูดซ้ำๆว่าปราสาทนั้นเป็นของใคร แล้วประเทศไทยจะมาทวงคืนทำไม มันไปเพิ่มGDPของคุณตรงไหน? พวกคุณก็พูดตลอดว่ากัมพูชาเป็นประเทศเล็กๆ แล้วคุณจะมาเสียเวลาอะไรกับประเทศนี้มากมาย? เราไปเพิ่มมูลค่าอะไรให้ประเทศคุณนัก? ทำไมประเทศของคุณต้องมาแบ่งแยกกันด้วยเรื่องเล็กๆอย่างประเทศกัมพูชา? ผมต้องขอโทษที่ใช้คำพูดตรงๆ แต่ผมว่า ประเทศไทยควรทำอะไรที่ฉลาดกว่านี้นะ

ถาม: นายกฮุนเซ็นเคยให้ความเห็นในเรื่องนี้กับคุณอย่างไรบ้าง?
ตอบ: นายกฮุนเซ็นพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด คุณรู้ไหม ที่ผ่านนายกฮุนเซ็น มีคำสั่งไม่ให้รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่รัฐของกัมพูชาใช้คำว่า "บุกรุก (invade)" เวลาที่มีคนเข้ามาป้วนเปี้ยนตามแนวชายแดนและปราสาทพระวิหาร ที่นายกสั่งการมาเช่นนี้เพราะมันเป็นเรื่องของมารยาท เราต้องการรักษาหน้าของประเทศไทยที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านไว้ แล้วการใช้คำว่า "บุกรุก" กลับไปก็ยิ่งจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ถาม: ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาตลอดช่วงเวลาที่คุณทำงานมา คุณมองว่าเป็นอย่างไร?
ตอบ: เรามองประเทศไทยเป็นประเทศเพื่อนบ้าน แต่ถ้าสิ่งไหนที่คนไทยทำผิด เราก็ต้องดำเนินไปตามขั้นตอน เราไม่สนว่าเป็นแดงหรือเหลือง เราแค่แยกว่าใครผิดใครถูก ถ้าไม่ทำอะไรผิด คนกัมพูชาก็ต้อนรับคนไทยทุกคน เราเป็นเพื่อนบ้านกัน เราเป็นพี่น้องกัน เราไม่แบ่งแยกสีระหว่างสองประเทศ คุณมาทำข่าวที่พนมเปญ เคยมีใครจะมาฆ่าคุณไหม? ก็ไม่มี ทุกคนต้อนรับคุณเป็นอย่างดี

ถาม: คาดหวังอะไรหลังจากนี้?
ตอบ: ถึงวันนี้เราต้องมองไปข้างหน้า มองไปที่ปี 2555 ปีที่อาเซียนจะเป็นประเทศเดียวกันทั้งหมด ความจริงประเทศไทยและกัมพูชาเราน่าจะร่วมมือกันจับมือกันทำงานได้มากกว่านี้ เรานับถือศาสนาเดียวกัน คือศาสนาพุทธ เราก็น่าจะพูดคุยกันรู้เรื่อง เพราะทุกวันนี้เราไม่ควรมาทะเลาะกันอีกแล้ว เราควรมองไปข้างหน้า ไทยกับกัมพูชาไม่ได้แข่งขันกันเองแล้ว เป็นอาเซียนกับภูมิภาคอื่นๆที่แข่งขันกันอยู่
Related Posts with Thumbnails