25 มกราคม 2011

มุมเบาๆของคนข่าว [aday124]

มุมเบาๆของคนข่าวนภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
(บทความนี้ ตีพิมพ์ใน a day magazine เล่ม 124 หน้าปก Fat Radio ชวนอุดหนุนนะครับ)

เป็นนักข่าวนี่สนุกดีนะครับ ขนาดการเมืองเรื่องที่ดูเครียดๆ ก็มีเรื่องราวให้ชวนยิ้มครับ
นึกภาพดงสัมภาษณ์นักการเมืองที่มีไมโครโฟนรอบตัวอยู่
ช่วงสายๆวันหนึ่ง กับบรรยากาศการสัมภาษณ์ที่ดูเดิมๆ
รัฐมนตรีท่านหนึ่งเดินมาโพสในตำแหน่งพร้อมสัมภาษณ์ - รัฐมนตรีพร้อม
นักข่าวพร้อมปากกา-สมุดจดอยู่ในมือ พร้อมจดข่าว และซักถาม - นักข่าวพร้อม
ช่างภาพ อยู่ห่างไป2เมตร ตั้งขากล้อง กดเรคคอร์ด - ช่างภาพพร้อม
ผู้ช่วย ถือไมโครโฟนจ่อปากรัฐมนตรี เกือบทุกสำนักพร้อม

แต่มีอยู่คนหนึ่ง - ไม่พร้อม
ขัดข้องทางเทคนิคประการใดไม่ทราบ ผู้ช่วยคนนี้มีปัญหากับไมโครโฟนอยู่ (นึกภาพซัก2-3ปีก่อนไมโครโฟนไร้สายยังไม่เป็นที่นิยมมากเท่าทุกวันนี้ ทีมข่าวส่วนใหญ่ก็จะยังใช้ไมโครโฟนแบบมีสายอยู่) ปรากฏว่าเสียงไม่เข้า รัฐมนตรีเริ่มพูดไปแล้วหลายประเด็นข่าว เสียงก็ยังไม่มา

“ไมค์เป็นไร!” ช่างภาพเริ่มตระโกนกดดันผู้ช่วย
ผู้ช่วยได้แต่กุลีกุจอ ดึงสายไมโครโฟน จับหมุนซ้ายหมุนขวา หามุมหาเหลี่ยมที่จะทำให้ไมโครโฟนใช้การได้ทันท่วงที ก่อนที่ท่านรัฐมนตรีจะสัมภาษณ์จบ

“เร็วๆดิพี่ ใช้ได้ยัง??” นักข่าวเริ่มส่งคำถามกดดันผู้ช่วย
ผู้ช่วยยิ่งแบกรับความกดดันหนักขึ้น ก็ยิ่งกระชากสายไมโครโฟนแรงขึ้น จนนักข่าวหลายคนเริ่มถูกชักจููงความสนใจ จากรัฐมนตรีมาที่ผู้ช่วยที่ยังแก้ปัญหาไมโครโฟนไม่ได้

ทันใดนั้น

“ปั้ก!!” เสียงกระแทกไมโครโฟนเข้าของแข็ง หลังผู้ช่วยคนนี้ดึงสายไมโครโฟนแรงไป จนกระแทกเข้าริมฝีปากของท่านรัฐมนตรีเข้าอย่างจัง!
ทันใดนั้น นักข่าวก็วงแตก ผู้ช่วยเข้าไปขอโทษขอโพยท่านรัฐมนตรี แต่ส่วนใหญ่วงแตกเพราะกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เกิดมาเพิ่งเคยพบเห็น สัมภาษณ์ไปๆมาๆไมค์กระแทกปากแหล่งข่าวเสียได้...

รัฐมนตรีคนนั้นไม่โกรธครับ แต่ได้ข่าวว่าหลังจากวันนั้น พี่ผู้ช่วยคนนี้ ตื่นเช้าขึ้น เช็คสายไมโครโฟนก่อนไปทำงานทุกเช้า

การเมืองเรื่องเครียดๆ แต่นักการเมืองหลายคนอารมณ์ดีนะครับมีเรื่องนักการเมืองอารมณ์ดีมาเล่าหนึ่งเรื่อง

นึกฉากรุมสัมภาษณ์นักการเมืองเหมือนเดิม
คราวนี้ นักการเมืองพร้อม นักข่าวพร้อม ช่างภาพพร้อม ผู้ช่วยก็พร้อม
แต่คราวนี้โฟกัสมาที่นักข่าว กับภาพสมุดโน๊ตบนมือซ้าย ปากกาจดข่าวบนมือขวา หูฟังแหล่งข่าวไป มือขวาจดเนื้อหาการสัมภาษณ์ไป
ในแวดวงนักข่าวจะรู้ดีว่าสไตล์การจดของนักข่าวแต่ละคนจะแตกต่างกันไป
บางคนฟังยาวๆแล้วจดทีเดียว พวกชั่วโมงบินสูงๆนี่ฟังรวดเดียวไม่จดเลย แต่สรุปเนื้อหาได้หมดก็มี
แต่ถ้าเป็นนักข่าวรุ่นใหม่นี่ มิหาญกล้าทำเช่นนั้นครับ ประเด็นเล็กประเด็นใหญ่ พวกเรา “จดยิก!”

แต่มีนักข่าวอยู่หนึ่งคน “จดยิก” เป็นพิเศษ ประเภทว่าไม่มีตกหล่นซักคำพูดจดยิก-จดรัว ไม่สนใจคนรอบข้าง
เหตุการณ์มาไคลแม็กซ์ตรงที่น้องนักข่าวคนนี้ ดันมาเจอพี่นักการเมืองอารมณ์ดีเข้า

ระหว่างสัมภาษณ์ พี่นักการเมืองคนนี้ เริ่มหันมาสนใจน้องนักข่าวที่กำลัง “จดยิก”
หันมามองสองรอบสามรอบ น้องนักข่าวคนนี้ไม่เคยแหงนหน้ามามองพี่นักการเมืองเลยซักครั้ง ก้มหน้าก้มตา “จดอย่างเดียว”

ผ่านไปหลายประเด็น พี่นักการเมืองอารมณ์ดีคนนี้เริ่มยิ้ม แล้วหันมาสนใจน้องนักข่าวคนนี้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่น้องนักข่าวก็ยังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ พี่นักการเมืองจะพูดมาก-พูดน้อย พูดประเด็นไหน ก็ไม่เคยหันหน้ามามอง น้องนักข่าวแก “จดยิก อย่างเดียว”
พอมาถึงคำถามท้ายๆ พี่นักการเมืองชักทนไม่ไหว ชะลอสปีดการพูดลง พร้อมเอื้อมมือไปสะกิดน้องนักข่าวคนนั้น
น้องนักข่าวตกใจหันมามอง
พี่นักการเมืองยิ้มแป้นบอก “ไอ้น้อง จดช้าๆหน่อย พี่พูดไม่ทัน!”
วงแตกอีกรอบ คราวนี้ฮาทั้งวง
เว้นก็แค่สองคน

พี่นักการเมืองเดินยิ้ม อารมณ์ดี ขึ้นรถจากไป
ปล่อยให้น้องนักข่าวสงสัย “นี่ชั้นทำอะไรผิดเปล่านี่?”

เขียนเล่าทั้งนี้ เพื่อให้รู้ว่า ตามข่าวอย่าเครียดครับ มุมเบาๆที่ไม่ได้เสนอไปยังมีอีกเยอะ :)

19 มกราคม 2011

แถลงการณ์ของวีระ จากเพรย์ซาร์

วันนี้เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติได้เข้าเยี่ยมนายวีระ สมความคิดที่เรือนจำเพรย์ซาร์ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา นายวีระจึงฝากแถลงออกมาผ่านทางนายการุณ ใสงามทั้งหมด4ข้อ
1. ยืนยันว่าขณะโดนจับกุม นายวีระและคนไทยทั้ง7 ยังอยู่ในเขตแดนประเทศไทย
2. ศาลกัมพูชาไม่มีสิทธิ์เข้ามาตัดสินคดีนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
3. นายวีระยืนหยัดจะต่อสู้จนหยดสุดท้าย ไม่หวั่นว่าจะต้องถูกจำคุกนานแค่ไหน
4. ขอบคุณคนไทยที่คอยเป็นกำลังใจมาให้กันตลอด



คุณณัฐพร โตประยูร ทนายของเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ มีคำอธิบายทางด้านกฎหมายด้วยครับ

18 มกราคม 2011

คำชี้แจงกรณี7คนไทย โดยทูตประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย

บ่ายวันนี้นายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนไทยเข้าไปซักถาม ความคืบหน้ากรณี7คนไทย นำมารายงานต่อ เพราะเห็นว่าน่าจะช่วยตอบหลายๆข้อสงสัยได้

(ต่อไปนี้จะใช้ตัวย่อว่า ถาม แปลว่าคำถามจากสื่อมวลชน และ ตอบ แปลว่า คำตอบจากท่านทูตประศาสน์)

ถาม: เงื่อนไขของศาลของ4คนไทยเป็นอย่างไรบ้าง?
ตอบ: เท่าที่ทราบตอนนี้ก็เหมือน 2 คนแรก คือห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และ มาศาลตามหมายนัด

ถาม: แล้วตอนนี้ทั้ง6คน (คนที่ได้รับประกันตัวแล้ว) จะอยู่ที่ไหน?
ตอบ: ทั้ง6คน สมัครใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านพักทีทางสถานทูตจัดไว้ให้ (บ้านพักในสถานทูต) ผมได้ชี้แจงแล้วว่าสามารถเดินทางออกไปข้างนอกได้ แต่ทั้ง6คนยืนยันจะใช้ชีวิตอยู่ในนี้ไปก่อน ขนาดซื้อของให้ฝากให้คนอื่นไปซื้อเลย

ถาม: สภาพร่างกาย-จิตใจของทั้ง6คนเป็นอย่างไรบ้าง?
ตอบ: สภาพจิตใจทุกคนดีหมด โดยเฉพาะหลังจากได้รับการประกันตัวแล้ว ส่วนทางร่างกาย คุณแซมดินเป็นไข้หวัดเล็กน้อย ส่วนคุณพนิชก็มีอาการแพ้แมลงในเรือนจำเพรย์ซาร์ (ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเหา) ซึ่งไม่ได้เป็นเฉพาะแค่ที่ศรีษะแต่เป็นตามร่างกายด้วย ซึ่งก็ต้องโกนหัว แต่ก็กำลังรักษาอยู่ และคุณนฤมลมีโรคไทรอยด์ ซึ่งเราก็ได้ตรวจสอบแล้ว ส่วนอีก3คนไทยแข็งแรงสมบูรณ์ดี

ถาม: มีโอกาสที่สื่อจะได้พูดคุยกับคุณพนิชหรือไม่?
ตอบ: คุณพนิชเป็นคนยืนยันเองว่าไม่ต้องการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน เนื่องจากไม่ต้องการสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมต่อศาล

ถาม: คุณพนิชได้ฝากอะไรมาบ้างไหมครับ?

ตอบ: ท่านฝากความรู้สึกมา คือหนึ่ง ท่านเดินทางมาครั้งนี้เพื่อดูพื้นที่ตามที่ประชาชนร้องเรียนมา ไม่ได้มีเจตนาใดใดทั้งสิ้นในการรุกล้ำเขตแดนของกัมพูชาแต่อย่างใด ข้อที่สอง ท่านเป็นคนทียอมรับในระบบศาลของประเทศ เคารพกระบวนการยุติธรรมของทุกประเทศที่ท่านไปอยู่ รวมทั้งประเทศกัมพูชาด้วย ข้อที่สามคือท่านไม่มีความตั้งใจเลยที่จะทำให้กระทบความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

ถาม: นายวีระไม่ได้รับประกันตัวคนเดียว ศาลได้ชี้แจงว่าอย่างไร?
ตอบ: ศาลชี้แจงว่าสาเหตุที่นายวีระไม่ได้ประกันตัวเพราะไม่ต้องการให้เกิดความวุ่นวายต่อสาธารณะชน และรักษาความปลอดภัยของจำเลย ซึ่งผมจะไม่ไปตั้งคำถามกับคำสั่งศาล ถ้าไม่พอใจก็ควรยื่นอุทธรณ์ตามขั้นตอนกฎหมาย

ถาม: (ส่วนของคุณวีระ)จะยื่นอุทธรณ์ต่อหรือไม่?
ตอบ: กำหนดเวลาต้องทำภายใน15วัน ซึ่งไม่แน่ใจในข้อกฎหมายด้วยซ้ำว่าทำได้หรือเปล่า บางครั้งระหว่างการพิจารณาแบบนี้ก็ห้ามยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฏีกาด้วยซ้ำ ซึ่งระหว่างนี้ทนายความก็กำลังศึกษาข้อกฎหมายอยู่ ซึ่งถ้าจะทำต้องทำภายใน15วัน

ถาม: ช่วงที่ทั้ง7คนถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำเป็นอย่างไรบ้าง?
ตอบ: ท่านรมว.กษิตก็ขอมาแล้วว่าให้เราดูแลกรณี7คนไทยนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งเราก็ช่วยประสานให้สามารถส่งอาหารจากข้างนอกเข้าไปได้ ซึ่งปกติทำไม่ได้ และกรณีการเข้าเยี่ยมของญาติๆ ปกติก็ทำไม่ได้ถ้ายังอยู่ในการพิจารณาคดี แต่ครั้งนี้ทางศาลก็ให้เข้าเยี่ยมได้

วีระไม่ได้ประกันคนเดียว!

รวบรวมภาพบรรยากาศที่ศาลอุทธรณ์ตั้งแต่เช้ามาให้ดูครับ

ช่วงเช้าสื่อยังคงคาดการณ์ไว้สองทาง ประกัน5คนไทยทั้งหมด หรือได้ประกันแค่3คน เว้นคุณวีระและราตรี เนื่องจากมีคดีภัยความมั่นคงของกัมพูชาอยู่ด้วย



07.05น.

ทั้ง5คนไทยเดินทางมาถึงเวลา


07.10น. คุณวีระ พูดกับผมก่อนเดินเข้าห้องพิจารณา ว่ายังไม่แน่ใจว่าจะได้ประกันตัวหรือไม่


07.35น. คุณวีระ ยืนยันว่าจะสู้เต็มที่ ระหว่างพักเข้าห้องน้ำ ท่าทีอ่อนโยนลงกว่า2สัปดาห์ที่ผ่านมา


08.35น. ผลคนไทยได้ประกันตัว 4 คน ยกเว้นคุณวีระ สมความคิด ซึ่งหลังได้ทราบผม คุณวีระมีท่าทีไม่พอใจชัดเจน บอก "ผมไม่ได้ประกันตัวคนเดียว ผมจะสู้เต็มที่ ผมจะสู้ให้ถึงฎีกา"

ถึงตอนนี้ยังไม่มีคำยืนยันจากศาล ว่าอะไรคือสาเหตุที่วีระไม่ได้รับประกันตัวอยู่เพียงคนเดียว นักข่าวพยายามถามทางศาล เพราะถ้าว่าด้วยทางคดีแล้วนางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ก็โดนเรื่องการจารกรรมข้อมูลเช่นเดียวกัน ถ้านายวีระโดน นางราตรีก็น่าจะโดนด้วย หรืออาจเพราะนายวีระโดนโทษรุกล้ำดินแดนเป็นรอบที่3แล้ว ทำให้ต้องโทษหนักกว่าคนอื่น?

ต้องติดตามความชัดเจน หลังจากนี้ครับ

17 มกราคม 2011

เปิดหน้าคุย ทรงกลด บางยี่ขัน

เปิดหน้าคุย
สัมภาษณ์พี่ก้อง- ทรงกลด บางยี่ขัน
บรรณาธิการบริหารคนที่3ของ a day magazine, นักสิ่งแวดล้อม, ผู้เขียนหนังสือเรื่องสองเงาในเกาหลี หนังสือซึ่งเป็นแรกบรรดาลให้กับภาพยนตร์ที่ทำเงินมากที่สุดในปี 2552 กวนมึนโฮ

ช่วงแรก: คุยเรื่องสิ่งแวดล้อมครับ ที่มาที่ไปของการรักสิ่งแลดล้อม, ทำไมถึงรักสิ่งแวดล้อม, กรณีสุขุมวิท35 และ เขาใหญ่




ช่วงสอง: คุยเรื่องสองเงาในเกาหลี, กวนมึนโฮ, ใครคือพิณ?, บทบาทการเป็นบรรณาธิการนิตยสาร a day magazine คนที่3



ชอบไม่ชอบยังไง ยินดีรับฟังคำติ-ชมครับ รายการยังใหม่ ต้องปรับปรุงอีกมาก :D

15 มกราคม 2011

7วันพนมเปญ (ภาคหนึ่ง)

(ที่เห็นและเป็นอยู่)
7คนไทยในเพรย์ซาร์ 7วันในพนมเปญ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

(บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 14 มกราคม 2554 - ช่วยอุดหนุนด้วยครับ)

หมายข่าวให้ผมเดินทางมาที่กรุงพนมเปญ เกาะติดรายงานข่าวการถูกจับกุมของ7คนไทยแบบฉุกละหุกกระทันหันครับ รวดเร็วขนาดที่ว่ายังหยุดปีใหม่ไม่ครบวัน แต่ไม่ใช่ปัญหา ข่าวมาตอนปีใหม่ นักข่าวก็พร้อมทำงานตอนปีใหม่


ภารกิจข่าวรอบนี้ดูท่าจะหนักหนากว่าทุกครั้ง เพราะเจ้านายสั่งให้เดินทางมาคนเดียวครับ ไม่มีช่างภาพ ไม่มีผู้ช่วย ไปเองคนเดียว แบกกล้องไปตัว ทำได้แค่ไหน ก็ส่งข่าวมาแค่นั้น แต่ขออย่างเดียวคือเอาให้มั่นใจว่าทำให้ได้ดีที่สุด การเดินทางมาทำข่าวในประเทศที่พูดคนละภาษากับเรา แถมต้องเดินทางมาแบบโดดเดี่ยวคนเดียวนี่ มันก็เหงาเอาการครับ ผมเลยตัดสินใจเขียนบันทึกประจำวันไว้ เผื่อจะช่วยคลายเหงาได้บ้าง


อังคารที่ 4 มกราคม 2554
เดินทางมาถึงสนามบินนานานชาติกรุงพนมเปญราวห้าโมงเย็น ประหลาดใจกับความเจริญที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในเวลาเพียงแค่หนึ่งปีหลังจากที่ผมเยือนพนมเปญครั้งก่อน (หนึ่งปีที่แล้ว ได้มาทำข่าวการเยือนพนมเปญของคุณทักษิณ ชินวัตร) ถนนหนทางดูสะอาดตาขึ้น อาคารสมัยใหม่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ทั้งฟิตเนสเซ็นเตอร์ ร้านชาบู ร้านสุกี้ยักษใหญ่ กระทั่งไอสตูดิโอของศาสดาสตีฟ จ็อบส์ก็มีแล้ว
หลายอย่างที่เปลี่ยนไป แต่หลายสิ่งก็ยังเหมือนเดิม คนพนมเปญยังขับรถไร้ระเบียบวินัยอยู่วันยันค่ำ ขอทานตามท้องถนนไม่มีท่าทีจะลดลง คนพิการ-เด็กๆ เดินขอเงินตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำ

ในวันแรก เดิมวางแผนในใจว่าจะไปถ่ายทำข่าวที่เพรย์ซาร์ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ไป เพราะโชเฟอร์ห้าม บอกไม่แนะนำให้ไปเพรย์ซาร์ดึกๆดื่นๆ เพราะจะอันตรายมาก ผมเชื่อแต่โดยดี เปิดหน้ารายงานข่าวในตัวเมืองพนมเปญ แล้วกลับเข้าที่พักอย่างสงบ


พุธที่ 5 มกราคม 2554
เริ่มต้นรวบรวมข้อมูลทำข่าว และปฏิบัติการทำหน้าที่นักข่าวMoJo (ย่อมาจาก Mobile Journalist ตามที่คุณสุทธิชัย หยุ่นบัญญัติไว้ให้) อย่างเต็มตัว เช้าเดินทางไปพบกับพี่สม ไชยานักข่าวกัมพูชาที่พูดภาษาไทยคล่องปรื๋อ แถมเป็นที่เคารพรักของน้องๆนักข่าวไทย สืบทราบว่าวันพรุ่งนี้จะมีการไต่สวน7คนไทย รวมทั้งนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และ นายวีระ สมความคิด ที่ศาลกรุงพนมเปญตั้งแต่8โมงเช้า ตั้งเวลาทำงานใหญ่ได้เลย สำหรับพรุ่งนี้
วันนี้ทั้งวันที่เหลือ ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรมากมายนัก ไปซื้อหนังสือพิมพ์เขมรมาอ่าน2-3เล่ม หัวหลักๆอย่าง The Cambodia Daily , พนมเปญโพสท์ และ เกาะสันติภาพ เดลี่ (2หัวหลังนี่ภาษากัมพูชาครับ ให้โชเฟอร์ช่วยแปลให้) ทำให้รู้ว่าข่าวความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเป็นข่าวเด่นที่สุดในรอบ2-3วันหลังนี้ แต่มิติข่าวจะมุ่งไปที่สถานการณ์ตามแนวชายแดนมากกว่าเรื่องของรูปคดี7คนไทย เพราะคนกัมพูชาเข็ดแล้วกับการทสงคราม การปะทะ แถมยังเป็นห่วงภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอีก ส่วนเรื่องคดีนั้นสื่อไม่ได้แตะมาเท่าไหร่ เพราะเรื่องไปถึงชั้นศาลแล้ว

วันนี้เป็นวันแรกที่ทำข่าวแบบ MoJo ของแท้ครับ ถือกล้องเอง ถ่ายเอง รายงานเอง ดีที่หยิบ iPhone4 ติดมือมาด้วย เลยใช้งานง่ายหน่อย แต่ก็มีบางครั้งที่ขอให้โชเฟอร์มาช่วยถ่ายภาพให้ เพราะอยากได้ภาพมุมกว้างจริงๆ พอถ่ายเสร็จโชเฟอร์บอกแค่ว่าอย่าไปวางใจคนเขมรคนอื่นให้มาถ่ายให้นะ รู้ตัวอีกทีมันโกยแน่บ เอาโทรศัพท์ไปขายต่อแน่ๆ


พฤหัส 6 มกราคม 2554

ตื่นตั้งแต่ตีสาม ต้อนรับวันสำคัญกับภารกิจเกาะติดทำข่าว และเดินทางไปถึงศาลตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เฝ้ารอการไต่สวนของศาลให้เสร็จสิ้น

ระหว่างเฝ้ารอการไต่สวนของศาล ผมไปแวะที่ร้านโทรศัพท์มือถือ เพื่อไขข้อข้องใจหลังเห็นป้ายโฆษณาสัญญานโทรศัพท์3G ทั่วกรุงพนมเปญว่ามันมีจริงหรือเปล่า? ทันทีที่ผมใส่ซิมการ์ดกัมพูชาอันใหม่เข้าไปในโทรศัพท์ของผม เป็นครั้งแรกที่ผมได้ใช้สัญญาน3G ปรากฎว่าผมเสพติดเจ้าสัญญาน3Gนี่หนึบหนับ เพราะมันทำให้ผมสามารถส่งภาพข่าวได้แบบนาทีต่อนาที! และมันแจ๋วมากเวลาที่เราสามารถนำภาพที่เกิดขึ้นสดๆนาทีนี้ ไปออกอากาศทางทีวีได้ล่วงหลังไปไม่ถึง5นาทีเท่านั้น

จากร้านโทรศัพท์ผมกลับมาประจำการที่ศาลกรุงพนมเปญ กำหนด5โมงคือเป้าหมายที่พวกเรามองเอาไว้ หลังนักข่าวกัมพูชาทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าศาลพนมเปญไม่เคยทำงานเกินเวลา ปรากฎว่าหลังจากเวลาล่วงเลยมากว่าชั่วโมง กองทัพนักข่าวทั้งไทย ทั้งกัมพูชา ได้รับคำยืนยันว่าศาลจะไต่สวนให้ครบทุกคน ซึ่งอาจจะกินเวลาไปจนถึง2-3ทุ่ม
เร็วกว่าที่คาด 19.15น. คือเวลาที่ผมเห็นทั้ง5คนอีกครั้ง คราวนี้ก็ยังคงเป็นคุณพนิชที่เดินเท้านำทางออกมาก่อนเช่นเคย

“ขอบคุณที่ให้กำลังใจครับ” คือประโยคสั้นจากคุณพนิช ในสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก หนวดเคราเฟิ้ม เป็นคำพูดที่คงฝากไปให้กับสาวกประชาธิปัตย์ และพี่น้องชาวไทยหลายคนที่เป็นกำลังใจให้คุณพนิชิอยู่ หรืออาจจะฝากไปให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ในนัยยะอื่นๆด้วยก็ได้

“พวกเค้าพยายามยัดข้อกล่าวหาพวกเรา” ผมได้ยินประโยคนี้จากคุณวีระ เป็นประโยคที่ช่างให้อารมณ์แตกต่างจากของคุณพนิชสิ้นเชิง

ทั้งสองคนมีเวลาไม่ถึง 15 วินาที ในการพูดอะไรซักหนึ่งประโยค ฝากมากับสื่อเพื่อเผยแพร่ให้กับประชาชนคนไทย และนั่นก็คือสองประโยคที่ว่า
ผมจัดการส่งภ
าพบรรยากาศข่าวด้วยระบบ 3G นำไปใช้ออกอากาศได้รวดเร็วทันใจ


ศุกร์ 7 มกราคม 2554
Victory over Genocide Day คือชื่อเป็นภาษาอังกฤษของวันหยุด วันที่7ของชาวกัมพูชา วันที่ประกาศชัยชนะเหนือการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ เป็นการประกาศชัยชนะที่แสนเจ็บช้ำสำหรับชาวเขมร วันนี้ผมแวะไปที่ทุ่งสังหาร บรรยากาศวันนี้คึกคักด้วยเด็กๆและเยาวชน ที่มาศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การสังหารบรรพบุรุษของพวกเขา โดยกองทัพเขมรแดง

การฆ่าล้างเผ่าพันธ์และดูจะเป็นความคิดที่ตกยุค ล้าสมัย และคงไม่มีชาติใดนำกลับมาใช้อีกแล้ว คนกัมพูชาเลยสามารถก้าวข้ามความกลัวตรงนั้นมาได้บ้าง แต่ภาวะกังวลสงครามก็ยังคงมีอยู่ ที่ผมประหลาดใจคือการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติตามแนวตะเข็บชายแดนรอบนี้ กลับสร้างความกังวลให้กับคนกัมพูชาไม่น้อย มีหลายคนที่ผมได้พูดคุย ที่ย้ำบ่อยๆว่า “ไม่เอานะ สงคราม!” คือถึงจุดนี้ประชาชนคนกัมพูชาจริงๆเข็ดกับสงครามไป และไม่อยากมีการปะทะกันอีกแล้ว บางคนที่ไม่ได้เกรงกลัวสงครามขนาดกังวลเรื่องการสังหาร ก็กลัวเรื่องภาพลักษณ์ทางการท่องเที่ยวด้วย

เสาร์ 8 มกราคม 2554
เสาร์ที่สองของเดือนมกรา ในประเทศไทยคือวันเด็กแห่งชาติ แต่ที่กัมพูชาวันนี้ก็เป็นเพียงแค่วันเสาร์อีกวันหนึ่ง แต่เอาหละไหนๆก็เป็นวันเด็กแห่งชาติไทยแล้ว ผมก็ขอไปพูดคุยกับเด็กเขมรซักหน่อย
เด็กๆที่ผมเลือกพูดคุยด้วย เป็นเด็กตามสถานที่ท่องเที่ยว อย่างเช่น พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติกัมพูชา หรือ พระราชวังที่พนมเปญ ซึ่งเด็กทุกคนแถวนี้ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพตัวเองทั้งนั้น ส่วนมากตั้งใจเอาน้ำมาขายบ้าง หากำไลทองขายบ้าง แต่สินค้าเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ต้องการของนักท่องเที่ยว ทำให้สุดท้าย เด็กๆก็ต้องมาขอเงินจากบรรดานักท่องเที่ยว แบบไม่ต้องมีอะไรตอบแทน ซึ่งแลดูจะเป็นหนทางการหาเลี้ยงชีพ ที่ได้ผลที่สุดสำหรับพวกเขา ณ นาทีนี้

ในวันธรรมดาเด็กๆจะได้เงินเฉลี่ยวันละ $1 หรือประมาณ 30บาท ถ้ากินแบบประหยัดๆก็ได้แค่มื้อเดียว แต่ถ้าแบ่งไปซื้อขนมปังก็อาจจะได้ซัก2มือ แต่ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ อาจจะได้เป็น $2 หรือในวันหยุด ก็อาจจะได้เต็มที่ก็ $5 เด็กๆได้เงินมาเท่าไหร่ก็ต้องเก็บไว้ เผื่อวันที่ไม่มีตังค์ บางคนกลับบ้านไปก็ถูกพ่อแม่ชักเงินที่หามาทั้งวันเก็บไว้อีก เด็กหญิงคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า แม่ของเธอบังคับให้มาขอทานที่พิพิธภัณฑ์ โดยที่ตัวแม่นั่งอยู่ที่บ้านไม่ทำอะไร ซึ่งผมก็โทษตัวของคุณแม่แค่ครึ่งเดียวนะ อีกครึ่งเดียวเผื่อใจไว้ให้ เพราะที่พนมเปญนี่หาอาชีพได้ไม่ได้ง่ายเลยจริง

ปัญหาเยาวชนเป็นเรื่องใหญ่ของกัมพูชา เด็ก24,000คน ยังไม่มีบ้านและต้องกิน-นอนตามท้องถนน แต่ความจริงปัญหาเยาวชนก็เป็นแค่หนึ่งในตัวสะท้อนปัญหาของเศรษฐกิจของพนมเปญนั่นแล เพราะเอาเข้าจริงๆแล้วไม่ใช่แค่เยาวชนหรอกที่ต้องมาขอทานตามท้องถนน คนเฒ่าคนแก่ คนโตแล้วก็มาขอทานอยู่ไม่น้อย


อาทิตย์ 9 มกราคม 2554
เงียบงันตลอดเช้ายันเที่ยง จนตกบ่ายก็มาคึกคักกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ
การุณ ใสงาม และ มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ คือสองแกนนำที่เดินทางมาที่กัมพูชารอบนี้ ด้วยจุดยืนที่แน่วแน่ ว่าคนไทยทั้ง7คนที่ถูกจับ ไม่ได้ก้าวข้ามเขตแดนมาที่ฝั่งกัมพูชา ซึ่งเป็นความเห็นที่ต้องหาหลักฐานเอกสารตั้งโตๆมายัน เพราะตอนนี้สื่อเขมร กระทั่งสื่อไทยหลายคน ปักใจเชื่อไปแล้วว่า7คนไทยข้ามเขตแดนมาฝั่งกัมพูชาแล้วจริง

อย่าว่าแต่สื่อเลย รมว.กษิต ภิรมย์ หรือกระทั่ง นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ออกมาให้ความเห็นเช่นนั้น
เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ วางแผนจะเข้าช่วยเหลือ7คนไทยในเรือนจำเพรย์ซาร์ ซึ่งตอนนี้ยังดูมืดมนในหนทาง แถมยังไม่มีคำยืนยันว่า7คนไทยในเรือนจำเขาต้องการความช่วยเหลือจากเครือข่ายนี้หรือเปล่า แต่เครือข่ายยืนยันกระบวนการเคลื่อนไหวด้วยใจ เป็นหน้าที่ของประชาชน หลายคนกระซิบบอกผม ว่าบินมารอบนี้หมดเงินเป็นแสนๆ แต่ก็ยอมทำด้วยหัวใจที่รักเพื่อนรักฝูง


จันทร์ 10 มกราคม 2554
ได้คุยกับหนึ่งในเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ สารภี บุญประตูชัย จับอารมณ์ได้ว่าตอนนี้เครือข่าย กำลังขุ่นเคืองคน3-4คนเป็นอย่างมาก เปล่าครับ 3-4คนนี้ไม่ใช่นายกฮุนเซ็นแห่งกัมพูชา ไม่ใช่ทหารที่จับ7คนไทยมา แต่เป็น นายกอภิสิทธิ์, รมว.กษิต, เลขาชวนนท์ และ คู่แค้นคนใหม่ ทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ
หลังความล้มเหลวในการพูดคุยกับทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ เพื่อขอเข้าพบ 7คนไทยในกรุงพนมเปญ เครือข่ายสะท้อนความผิดหวังออกมาดังๆ ว่าทูตไทยนี่แหละ เป็นต้นตอของปัญหาทุกๆอย่าง เพราะไม่เคยให้ความจริงใจในการช่วยเหลือคนไทย ถึงกับตั้งฉายาให้ ว่าน่าจะเป็น “ทูตเขมร” เสียมากกว่า
ตามที่คุณสารภีว่า การเดินทางมาครั้งนี้ก็เหมือนรู้อยู่แก่ใจว่าจะให้ประสบผลสำเร็จในเรื่องการช่วยเหลือ7คนไทย ดูจะเป็นไปได้ยาก แต่ที่สำเร็จไปแล้วคือการหาต้นตอของปัญหา ว่าอะไรกันหนอ ที่ทำให้ขั้นตอนการดำเนินการต่างของไทย ดูจะเพลี่ยงพล้ำให้กับฝั่งกัมพูชาไปซะหมด ซึ่งรอบนี้เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ชี้นิ้วไปที่ทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ

ตกเย็นวันนี้ ได้รับคำยืนยัน ว่าโรสออน และเพชร วิชาก้า 2 ทนาย ที่รัฐบาลไทยจ้างมาให้ว่าความให้7คนไทย ได้ทำการยื่นประกันแล้ว ขั้นตอนหลังจากนี้ ต้องรออย่างน้อยอีก5วันถึงจะทราบความเคลื่อนไหว และผลการตัดสินใจ ทั้งในเรื่องการประตัว และคำตัดสินในข้อหาต่าง ซึ่งดูจากรูปการณ์แล้ว ทั้งคุณวีระ คุณพนิช และคนไทยทั้ง7คน คงต้องใช้ชีวิตอยู่ที่เรือนจำเพรย์ซาร์อีกไม่น้อยทีเดียว

ที่ว่าเช่นนั้น เพราะรอบนี้นายกฮุนเซ็น บุคคลที่ประชาชนคนไทยไม่ได้ให้ความสำคัญกับคำพูดเท่าไหร่ แต่ในกัมพูชาเขาคือผู้นำประเทศที่ทรงอิทธิพล นายกฮุนเซ็นคนนี้ออกท่าทีไม่ตอบรับการเจรจาในทุกช่องทาง ไม่เปิดรับการแทรกแซงไม่ว่าจะเป็นจากใครหน้าไหน ซึ่งกรณีเดียวที่ผมคิดเปรียบเทียบไป คือการจับกุมตัวนายศิวรักษ์ ชุติพงศ์เมื่อปลายปี2552 ซึ่งรอบนั้นก็เป็นที่ประจักษ์กันดีว่ามีกำลังภายในจากคนไกลที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร
แต่สุดท้าย แม้จะมีกำลังภายในมาช่วยเหลือ นายศิวรักษ์ก็ต้องนอนอยู่ในเรือนจำเพรย์ซาร์นี้นานกว่าเดือน
ส่วน7คนไทยนี้ที่ดูจะไม่มีกำลังภายในอะไรมาช่วยเหลือได้ แถมดูจะมีแต่แรงต้านซะอีก เห็นทีแล้วคดีคงไม่ปิดง่ายๆ บันทึกจากพนมเปญของผมคงได้มีอีกหลายรอบเป็นแน่แท้


04 มกราคม 2011

กำหนดวันนัดไต่สวน7คนไทยที่กรุงพนมเปญ

ตลอดวันนี้ทั้งวันยังไม่มีการออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาครับ แต่มีรายงานกำหนดวันที่จะมีการไต่สวนมาถึงสื่อมวลชนทั้งของกัมพูชาและของไทย โดยคาดว่าจะมีการไต่สวน7คนไทย ในวันพฤหัสบดีที่ 6 มกราคม 2554 นี้

จากรายงานที่ได้มา ศาลสูงสุดของประเทศกัมพูชาจะไต่สวนผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง7คน ในข้อหารุกล้ำเขตของแดนกัมพูชา และข้อหาการละเมิดกฎอัยการศึก ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย2วันในการไต่สวน คือวันที่ 6-7 มกราคม สาเหตุที่ต้องใช้เวลานานเพราะต้องพิจารณาเอกสารและต้องมีการไต่สวนไล่เรียงเป็นรายบุคคลไป ซึ่งข้อมูลชุดนี้ก็สอดคล้องกับการออกมาให้ความเห็นโดย เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต ที่ออกมายืนยันว่าได้รับการประสานงานจากทางกัมพูชาเรื่องของวันที่จะทำการไต่สวนแล้วเช่นกัน (อย่างไรก็ตาม วันนัดไต่สวนอาจจะถูกเลื่อนออกไปได้ตามขั้นตอนของศาล)

ถึงนาทีนี้ผมยังไม่ได้รับรายงานเพิ่มเติมจาก7คนไทย ที่อยู่ที่เรือนจำเพรย์ซอร์ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงพนมเปญราวๆ20กิโลเมตร สอบถามจากชาวกัมพูชาที่ติดตามสถานการณ์ ส่วนมากจะไม่ค่อยกังวลเรื่องของรูปคดีที่กรุงพนมเปญนัก เนื่องจากได้ส่งเรื่องถึงขั้นตอนของศาลแล้ว ส่วนมากจะเป็นห่วงสถานการณ์ตามแนวตะเข็บชายแดนที่จังหวัดสระแก้วมากกว่า เนื่องจากกังวลเรื่องของการปะทะกัน ซึ่งก็ปรากฎให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ที่จะเน้นรายงานข่าวสถานการณ์ตามแนวชายแดนมากกว่าเรื่องของรูปคดี อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือสื่อของกัมพูชาจะเรียกกลุ่มผู้ชุมนุมที่จังหวัดสระแก้วว่ากลุ่มเสื้อเหลือง โดยไม่มีแยกว่าเป็นพันธมิตร หรือกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ แต่อย่างใด โดยในรายงานระบุว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองมารวมตัวอยู่ประมาณ300คน มีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์เป็นแกนนำ

บรรยากาศภาพรวมที่กรุงพนมเปญ ณ นาทีนี้คนกัมพูชาให้ความสนใจกับข่าวความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากยังอยู่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวอยู่ และคนกัมพูชาก็อยากที่จะตักตวงรายได้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็ทำให้พวกเขากังวลและไม่เห็นด้วย ถ้าจะมีการปะทะกันตามแนวชายแดน ส่วนประชาชนที่สนใจข่าวสารก็สามารถติดตามอ่านข่าวได้จากหนังสือพิมพ์ที่นำเสนอข่าวนี้ในทุกฉบับ รวมไปถึงหนังสือพิมพ์จากประเทศไทยทั้ง Bangkok Post และ The Nation

(ภาพประกอบจะมาแปะอีกที ขอไปทานข้าวก่อน)

03 มกราคม 2011

กึ่งฝันกึ่งตื่น [aday123]

a day magazine 123 (Social Enterprise)
Follow Me

กึ่งฝันกึ่งตื่นนภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

อะเดย์ครบรอบ10ปีแล้วครับ

10ปีที่แล้วผมซื้ออะเดย์ทุกเล่ม อ่านอะเดย์มากกว่าตำราเรียน สมัยนั้นวัยรุ่นปากน้ำโพนครสวรรค์รู้จักอะเดย์กันไม่มากหรอกครับ แต่ถ้าได้ลองถืออะเดย์ไปไหนมาไหนไม่ต้องกลัวว่าจะอายเพื่อน พอใครเห็นผมถือหนังสือปกเท่ห์ๆ ก็มักจะเอ่ยปากขอพลิกเนื้อหาในเล่มดู พอเค้าหยิบไปพลิกอ่านดู โอ้โห เขาจะมองมาที่เราด้วยสายตาที่เลื่อมใสในความแจ่มจ้าบของเรา

ผมซื้ออะเดย์ตั้งแต่เล่มปก 'เฉลียงอยู่บำรุง' ครับ ไม่ได้ซื้อตั้งแต่เล่มแรกสุด เพราะสมัยนั้นเรายังเป็นเด็กมัธยม ยังหาเงินเองไม่ได้ จะซื้อหนังสือแต่ละเล่มต้องเฟ้นหาอันที่มีคุณภาพจริงๆ แต่หลังจากอะเดย์เล่ม 'เฉลียงอยู่บำรุง' เป็นต้นมา ผมก็ไม่คาดละเว้นจากการติดตามนิตยสารเล่มนี้ ที่มีแนวคิดและวัฒนธรรมที่เป็นตัวของตัวเองชัดเจน

10ปีที่แล้ว ผมอายุ16ปีครับ วัยกำลังมองโลกแบบกึ่งจริงกึ่งฝัน ถึงวันนี้ให้มองย้อนกลับไปก็ยังแยกไม่ออกเหมือนกันว่าอันไหนที่เราฝันอยู่ อันไหนที่เป็นเรื่องจริง เพราะมันปนเปไปด้วยความสุข-ความทุกข์ - ความสุดโต่งของอารมณ์ในวัยพายุบุแคม เป็นวัยที่เราไม่ต้องคิดถึงวันพรุ่งนี้มากนัก เพราะ วันหนึ่งวันนี้ สำคัญที่สุด และสำคัญอย่างยิ่งยวดที่เราควรจะฉวยวันเวลาของหนึ่งวันเดียวกันที่เรามี ให้ควรค่ากับพลังงานและความคิดสร้างสรรค์ที่แสนจะทรงพลังอย่างแรงของเรา

แน่นอนครับ ผมเชื่อใครหลายๆคนโตมาพร้อมกับขอบเขตบางอย่างที่คนอื่นสร้างไว้ เป็นข้อจำกัดที่มันล้อมกรอบพลังของวัยที่เป็นแสงสดใสในสังคมของพวกเราทุกคน ยกตัวอย่างง่ายๆว่าสมัยที่ผมเป็นนักเรียน การทำกิจกรรมเป็นสิ่งที่ผมโปรดปรานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเล่นกีฬา ออกค่าย หรือ กิจกรรมทางวิชาการก็เอา ขอให้ได้ทำอะไรนอกห้องเรียนเป็นพอ แต่แน่นอนว่าพลังงานไร้ขีดจำกัดของวัยรุ่นมักจะถูกตีกรอบด้วยการศึกษาในห้องเรียน ซึ่งสมัยนั้นผมก็ได้อะเดย์นี่แหละครับ เป็นเพื่อนคู่วันเวลา ยามที่ผมอยากหลบจากโลกแห่งความจริงมาอยู่ในโลกแห่งความฝันบ้าง (แปลง่ายๆว่าแอบอ่านอะเดย์ในเวลาเรียน) จนบางทีผมอดไม่ได้ที่ถลำตัวไปอยู่ในโลกแห่งความฝันของหนึ่งวันเดียวกันแบบอะเดย์ในขั้นที่ลึกลงไป จนเมื่อกลับมาโลกแห่งความจริง ก็แทบจะหาโทเท็มเพื่อทบทวนภาพที่เห็นอยู่ไม่ได้

แต่อาการถลำลึก ลงไปอยู่ในห้วงฝันของอะเดย์ ไม่มีพิษภัยครับ ไม่ได้ไปจารกรรมความคิดของใคร นอกจากจารกรรมความไร้ซึ่งแรงบรรดาลใจของตัวเอง ในแต่ละวันที่ผมเติบโตมาพร้อมกับอะเดย์ ผมถูกหล่อเลี้ยงด้วยแรงบรรดาลใจรอบด้าน เริ่มต้นตั้งแต่การที่อะเดย์สอนให้คิดบวกในทุกๆเรื่อง ไปจนถึงรายละเอียดเล็กๆน้อยอย่างปากกาที่เราใช้ถ่ายทอดความฝันเราออกมา เป็นช่วงวันเวลาที่เมื่อฝันก็มีแรงบรรดาลใจ เป็นวัยที่อะเดย์เติมเชื้อไฟไปในแต่ละวันของผม จนได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบ Seize the day หรือฉกฉวยวันเวลาที่มีค่า จนเมื่อเราตื่นมาจากความฝัน ตื่นมาจากวัยพายุบุแคมนั้น มันก็ได้ช่วยหล่อหลอมให้เราเป็นเราอย่างที่เป็นอยู่ในวันนี้

10ปีผ่านมา อาการกึ่งฝันกึ่งตื่น เริ่มคลี่คลายลงครับ ผมเริ่มแยกแยะออกได้มากขึ้นว่าอันไหนกำลังฝัน อันไหนกำลังตื่น แต่ที่สำคัญคือผมโชคดีครับที่แม้แยกแยะความฝันออกจากความจริงออกมาได้แล้ว ผมกลับตื่นมาพบว่า ผมกำลังใช้ชีวิตอยู่ในความฝันอยู่ อย่างที่คุณผู้อ่านกำลังจับจ้องมาที่ตัวหนังสือของผมกับอะเดย์เล่มนี้ เล่มที่ผ่านพ้น10ปีหลังจากอะเดย์เล่มแรกที่ผมได้บรรจงอ่านในทุกตัวอักษร จนมาถึงอะเดย์เล่มนี้ที่ผมได้มาบรรยายตัวอักษรให้ทุกคนได้จับจ้องมองอ่านกัน

เขียนเรื่องความฝันของตัวเอง ไม่ได้อยากมาทำให้อิจฉาครับ แค่อยากจะเป็นสักขีพยานให้กับคำบรรดาลใจที่แฝงอยู่ในหนังสือเล่มนี้

ว่ามันสามารถสร้างฝันที่พวกท่านมีอยู่ให้เป็นจริงได้ ว่าในช่วงเวลาที่พวกคุณได้อ่านตัวหนังสือผมตอนนี้ ถ้ามีปัญหา หรือ อุปสรรคอะไร จงหาแรงบรรดาลใจจากสิ่งรอบข้างครับ เมื่อหาเจอก็เก็บมันไว้ หมดไฟก็เอาออกมาใช้ ใช้ชีวิตแต่ละวันแบบที่มีแรงบรรดาลใจเหล่านี้เสมอๆ มันจะช่วยให้คุณก้าวผ่านนาทีที่ยากๆ ชั่วโมงที่ยากๆ และ แน่นอนในหนึ่งวันเดียวกันที่พวกเราทุกคนมี แม้ว่าหนึ่งวันเดียวกันของคุณอาจจะยากๆเย็นๆซักหน่อย แต่ผมบอกคุณตรงนี้เลยครับ ว่าคุณจะผ่านมันมาได้ ด้วยแรงบรรดาลใจที่เป็นบวก

ปล. ขออภัยชิ้นแรกกับอะเดย์อาจฟังดูเหมือน “สอนน้อง” ไปหน่อย ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นกับท่านผู้อ่าน แต่ขอผมเขียนไปให้กับบรรดาคนในวัยใฝ่วัยฝัน หรือ ถ้าพ้นวัยมาแล้วแต่หัวใจยังเต็มไปด้วยพลงใฝ่พลังฝันอยู่ ผมก็ไม่เกี่ยงครับ
Related Posts with Thumbnails