29 มีนาคม 2011

แผ่นดินไหวพม่า: จุดติดลบ ในวันที่ความหวังแทบเป็นศูนย์

ที่เห็นและเป็นอยู่
แผ่นดินไหวพม่า: จุดติดลบ ในวันที่ความหวังแทบเป็นศูนย์
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

อาจจะด้วยเพราะบทเรียนจากเหตุพายุไซโคลนนาร์กิซ หรืออาจจะด้วยเพราะการสิ้นสุดยุคสมัยรัฐบาลทหาร(ด้วยฉากหน้า)ก็ตาม แต่วันนี้รัฐบาลพม่าได้เปิดทางให้สื่อมวลชนสามารถเข้าไปทำข่าวได้้มากกว่าเดิมบ้าง แต่ท้ายสุดแล้วพม่าก็ยังเป็นพม่าอยู่ และการเข้าไปที่จุดเกิดเหตุของผมในครั้งนี้ก็ไม่ง่ายนัก

การเข้าประเทศพม่าในฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แถบท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง สามารถเดินทางเข้าทางอ.แม่สาย จ.เชียงราย วันแรกที่ผมเดินทางไปถึงก็เข้าสู่ช่วงพลบค่ำแล้ว จึงทำได้แค่สำรวจความเสียหายรอบๆอ.แม่สาย ซึ่งคืนแรกที่ผมเดินทางไปถึงเป็นคืนวันศุกร์ ที่ปกติจะเป็นคืนที่คร่าคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว ทั้งที่นิยมมาซื้อของ ทั้งที่นิยมมาเข้าบ่อนเล่นพนัน แต่คืนวันศุกร์ที่25มีนาคม 24ชั่วโมงหลังจากเหตุแผ่นดินไหวนี้ กลับเงียบเชียบ ราวกับเป็นเมืองร้างไปในพริบตา

วันรุ่งขึ้นผมไปสำรวจร่องรอยถนนแตกร้าว ที่บ้านป่าซางงาม ถนนที่แตกร้าวนี้ กินระยะทางกว่า300เมตร ชาวบ้านคนท้องถิ่นยังแลดูแตกตื่น แม้เหตุการณ์จะผ่านมากว่า36ชั่วโมงแล้ว ลุงคนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่าคืนที่แผ่นดินไหว พอหมดระลอกแรกไป ตัวเองก็เดินออกมาเก็บรถไถ ปรากฎว่าเงยหน้ามาเห็นน้ำพุพุ่งพรวดพราดขึ้นมาจากจุดที่เกิดรอบแยก น้ำพุพุ่งด้วยความสูงกว่า8เมตร ลุงบอกว่าทำนามา40ปี ไม่เคยเห็นอะไรอย่างนี้มาก่อน และตอนนี้ก็ยังระแวงระวัง กลัวจะเกิดแผ่นดินไหวอีกรอบ ลุงบอกผมด้วยว่าแม้ลุงจะไม่ได้เป็นเจ้าของอาคารสูงใหญ่ให้กังวลใจเหมือนคนกลางเมือง แต่ชาวนาอย่างลุงนี่จะใกล้ชิดธรรมชาติ ตะวันตกดินเร็วไปไม่กี่นาทีก็ต้องคิดแล้วว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น รอบนี้ขนาดว่าถนนแตก โลกร้าว ท้องนาแยก มีน้ำพุพุ่งมากลางท้องไร่ มันก็อดกังวลใจไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่คนไทยก็ยังคงความเป็นคนแบบไทยๆอยู่ไม่น้อย เพราะนอกจากลุงและชาวบ้านไม่กี่สิบครัวเรือนที่อยู่ใกล้จุดถนนแตกร้าวนี้แล้ว ชาวบ้านที่อยู่ห่างไกลออกไปหน่อยก็ไม่ได้ดูจะฉุกคิดถึงสัญญานเตือนจากธรรมชาติรอบนี้นัก ส่วนมากก็แวะมาถ่ายรูปกับที่เกิดเหตุ โดยเฉพาะจุดยอดนิยมคือร่องรอยถนนแตกร้าวแล้วก็กลับไป ส่วนน้อยที่ดีหน่อย ก็อาจจะได้เข้าไปถามสารทุกข์สุขดิบของบ้านที่ใกล้แผ่นดินไหว และอาจจะได้เก็บอะไรกลับไปคิดบ้างไม่มากก็น้อย ว่านี่คือสัญญานภัยธรรมชาติที่ขยับเข้ามาใกล้มนุษย์ทุกคนแล้ว

ตกบ่าย ได้เวลาผมเดินทางเข้าประเทศพม่าด้วยใจที่เต็มไปด้วยความกังวล กับข้อปฏิบัติสองสามข้อที่ผมต้องปฏิบัติตัว คือห้ามแสดงท่าทีชัดเจนว่าผมเป็นนักข่าว ซึ่งนั่นแปลว่ากล้องที่ใช้ถ่ายข่าว ที่มีขนาดและรูปลักษณ์โดดเด่นก็อดเอาเข้าไปเช่นเดียวกัน (งานนี้จึงต้องพึ่งกล้องจากโทรศัพท์ล้วนๆ) อีกหนึ่งกฎข้อสำคัญคือเมื่อมีใครมาถาม ผมต้องบอกไปว่า “มาช่วยบริจาคของครับ มากับบ้านแถวท่าขี้เหล็ก” เป็นคำนัดแนะจากน้องฟาง ล่ามชาวไทย-พม่า ที่ครอบครัวที่ท่าขี้เหล็กของเธอมีงานแต่งงานวันนั้นพอดี เลยอยากเอาของไปบริจาคคนที่ได้รับผลกระทบ

ฟางเป็นสาวน้อยวัย21ปี เชื้อชาติไทยและถือบัตรประชาชนไทย แต่จากการพูดคุยสั้นๆพอจับใจความได้ว่าเธอก็มีสัญชาติพม่าอยู่ด้วย ฟางพูดได้3ภาษาไทย, จีน, พม่า สองอันแรกอย่างคล่องแคล่ว ส่วนภาษาพม่าก็สามารถสื่อสารได้รู้เรื่อง ฟางเล่าให้ผมฟังระหว่างการเดินทาง ว่าประวัติของผู้ที่อาศัยในรัฐฉาน รัฐที่เป็นศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวนี้ก็มีที่มาที่ไปที่น่าศึกษาไม่น้อย เอาแค่เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยอย่างเรื่องภาษาก็น่าติดตามแล้ว ฟางยกตัวอย่างทันทีที่เรานั่งรถผ่านป้ายเข้าเมือง “ล่าเสี้ยว” ซึ่งเป็นภาษาของชาวไต (คำที่คนไทใหญ่ในรัฐฉานเรียกตัวเอง) “ล่าเสี้ยว” แปลว่า “เมืองซึ่งอยู่ตรงข้ามภูเขาที่มีเหยี่ยวมากมาย” แต่เมื่อคำว่า “ล่าเสี้ยว” ถูกแปลมาเป็นภาษาพม่าตามป้ายข้างทางที่เขียนไว้ จะอ่านว่า “หล่าโชว์” ซึ่งแปลตรงไปตรงมาได้ว่า “การแสดงของลา” ความหมายที่สวยงามของชื่อเดิมก็สูญหายไปทันที

นั่นคือเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ที่แสดงถึงความแตกต่างของคนพม่าที่เดิมเป็นคนไทยใหญ่ ที่อยู่ในสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ซึ่งความแตกต่างตรงนี้ คนรัฐฉานที่ได้รับผลกระทบหลายคน ก็ให้ความเห็นด้วยว่าทำให้พวกเขาไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือจากรัฐบาลพม่าซักเท่าไหร่

ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเป๊ะๆ จากท่าขี้เหล็กผมก็เดินทางมาถึงจุดที่เกิดแผ่นดินไหว จับใจความได้ว่าแถบนั้นคือเมืองที่ชื่อว่าเมืองปั่น แต่ในภาษาข่าวก็จะเรียกรวมๆว่าแถบท่าขี้เหล็ก-เชียงตุง ภาพที่เห็นคือรอยแตกของถนน ที่ทวีคูณความรุนแรงจากที่ผมเห็นในช่วงเช้า ที่บ้านป่าซางงามจังหวัดเชียงรายอย่างน้อยก็5เท่า ทั้งความกว้างและความลึก รอยแยกที่ผมเห็นบางจุดกว้างไม่น้อยกว่า2เมตร ส่วนความลึกนั้นผมให้พี่เลียบ แซมกระโทกช่างภาพเนชั่นทีวีลงไปวัดระดับ ปรากฎว่าแทบมิดหัว เท่ากับว่าน่าจะลึกไม่น้อยกว่าหนึ่งเมตรครึ่ง รถหลายคันวิ่งไม่ระวังก็มาตกอยู่ตามรอยแตกนี้ พอรถตกรอยแตกทีก็จะได้เห็นน้ำอกน้ำใจของชาวบ้านปั่น ที่จะกรูกันเข้ามากว่า20คนช่วยยกรถให้พ้นจากหลุมลึกทันที

ถัดจากถนนก็เป็นสะพาน สะพานเส้นหลักของหมู่บ้านนี้พังทลายลง เท่าที่ชาวบ้านจะแก้ไขสถานการณ์ได้ตอนนี้คือเอากระสอบทรายมาว่ากองไว้ ถมรอยแตกที่กินความลึกกว่าหนึ่งเมตร พอให้รถสัญจรขนส่งคน-อาหารเข้าออกเมืองให้ได้ก่อน โดยที่ไม่มีใครยืนยันได้ว่าสะพานนี้จะถล่มลงมาหรือไม่

ข้ามสะพานมาก็เป็นชุมชนครับ คำนวนคร่าวๆผมเดินผ่านบ้าน (หรือที่เคยเรียกว่าบ้าน) กว่า50หลัง ครึ่งหนึ่งในนั้นพังทลายลงมาไม่เหลือสภาพเดิม อีกครึ่งหนึ่งกึ่งพังกึ่งอยู่ แต่ร้อยทั้งร้อยได้รับผลกระทบหมด หลายคนชี้ที่นอนชั่วคราวข้างถนนให้ดูว่าต้องนอนบนพื้นไปก่อน เพราะบ้านไม่เหลือสภาพเดิม บ้านที่พอคงสภาพเดิมไว้ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปนอน เพราะไม่รู้จะถล่มซ้ำลงมาตอนไหน

ชาวบ้านแถวนั้นหลายคนชี้ให้ผมมาทำข่าวที่ร้านค้าร้านหนึ่ง ซึ่งความจริงผมมองไม่ออกแล้วว่าเป็นร้านค้า เข้าใจแค่ว่าเป็นอาคารชุดหนึ่งชั้น เจ้าของร้านเล่าให้ผมฟังว่าเดิมตึกนี้สูงสามชั้น แต่ตอนนี้เหลือชั้นเดียวอย่างที่ผมเห็น เพราะชั้นหนึ่งถล่มลงไปกองอยู่ใต้ดิน ส่วนชั้นสามสร้างด้วยไม้ ทำใหถล่มลงมาเหลือเค้าโครงเดิม เจ้าของบ้านเล่าให้ฟังตอนนี้ก็ต้องตั้งสติ และเดินหน้าสร้างบ้านหลังนี้กลับมาใหม่ โดยไม่หวังที่จะบูรณะหลังเก่า ระหว่างเล่าให้ฟังคุณลุงก็มีสีหน้าเศร้าสลดกระทันหัน ลุงชี้นิ้วให้ผมเดินไปที่หน้าบ้าน ภาพที่ผมเห็นคือพิธีสวดศพ เจ้าของเล่าว่านี่คือศพของเจ้าของร้านค้าสามชั้นร้านนี้ เป็นคุณแม่ของเขา คุณลุงเล่าคุณแม่เสียชีวิตเพราะหลังแผ่นดินไหว คุณแม่พยายามเรียกทุกคนออกจากบ้านจนลืมเอาชีวิตตัวเองให้รอด เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากและไม่มีสัญญานเตือนภัยมาก่อน ถึงตอนนี้ ที่คุณลุงจะทำได้ดีที่สุดในการตอบแทนคุณแม่คือการสวดศพนี้ สวดศพให้กับคุณแม่ที่หน้าบ้านที่คุณแม่สร้าง บ้านที่ไม่เหลือสภาพเดิมแล้วก็ตาม

กรณีของคุณลุงร้านแค่เป็นแค่หนึ่งในร้อยของชาวพม่าที่ต้องประสบกับชะตากรรมซ้ำซ้อน อย่างกรณีนี้คือเสียทั้งร้านค้าและเสียทั้งแม่ ส่วนคนอื่นๆก็มีบ้างที่เสียทั้งลูกและบ้านในเวลาเดียวกัน ที่หน้าตกใจคือหลายคนยังมีรอยยิ้มให้ผมเวลาที่ผมไปสัมภาษณ์พูดคุย โดยเฉพาะทุกครั้งที่ผมถามคำภามว่า “แล้วคาดหวังความช่วยเหลืออะไรจากภาครัฐ?” หลายคนจะยิ้ม หัวเราะ และแสดงออกมาชัดเจนว่าช่างเป็นคำถามที่น่าขบขันดีแท้ คุณลุงคนหนึ่งบอกผมว่า “จะไปคาดหวังอะไรจากเขา ตอนนี้ช่วยตัวเองไปก่อน ทำอะไรได้ก็ทำ?” คุณป้าอีกคนไม่ได้ตอบคำถามนี้ และทำท่าทีเหมือนจะไม่รู้จักคำว่า “การช่วยเหลือจากภาครัฐ” เลยด้วยซ้ำ

ว่ากันอย่างเป็นธรรม ระหว่างลงพื้นที่ผมก็เห็นทหารอยู่บ้าง กองทัพทหารพม่าส่งกำลังพล341มาปลูกเต้นท์นับจำนวนได้กว่า50หลังที่สนามฟุตบอล ห่างจากชุมชนที่ล่มสลายไปซัก200เมตร แน่นอนว่าทุกเต้นท์ถูกจับจองไว้หมดแล้ว ผมเข้าไปดูใกล้ๆก็เห็นภาพหลายคนต้มมาม่า มาม่าที่ได้รับจากสิ่งของที่บริจาคที่มากองรวมกันอยู่ที่จุดของกองทัพ341นี้ ซึ่งชาวบ้านก็เล่าว่าตอนนี้ได้กินมาม่าซักวันละหนึ่งมื้อก็ดีเหลือหลายแล้ว ส่วนพลทหารทั้งหลาย ที่ผมเห็นก็เดินกันขวักไขว่ บ้างก็ช่วยส่งต่อของบริจาค บ้างก็แบกปืนเดินไปเดินมาอยู่อย่างนั้น บ้างก็คอยตามไล่เตือนนักข่าวที่ถือกล้องใหญ่ๆมา

กรณีแผ่นดินไหวพม่าครั้งนี้ทำให้ผมเห็นถึงความสำคัญของการทำงานสื่อมวลชนในช่วงวิกฤติอย่างเห็นได้ชัด
“เห็นเขาว่าทีวีพม่าไม่ค่อยมีข่าวแผ่นดินไหวจริงไหม?” ผมถามฟาง
“ไม่ค่อยมีค่ะ แต่อย่างบ้านฟางก็ไม่ได้ดูทีวีพม่ามานานแล้ว ถ้าอยากดูข่าวจริงๆก็ดูของประเทศไทย ไม่ก็ประเทศจีนไปเลย” ฟางตอบ
“อ้าว แล้วบ้านหลังอื่นเค้าดูทีวีของไทยกับจีนได้หรอ?” ผมถามเพิ่ม
“ถ้าแถบท่าขี้เหล็กอย่างบ้านฟางก็ดูได้เกือบหมดค่ะ แต่ถ้าในย่างกุ้งก็ไม่ค่อยได้ดูกัน” ฟางตอบ และเป็นคำตอบที่ช่วยให้ผมต่อจิ๊กซอว์ได้ว่าเพราะอะไรของบริจาคจึงเดินทางมาจากเมืองอื่นๆน้อย จะมีก็แต่ท่าขี้เหล็กกับแม่สายนี่แหละ เพราะได้ดูภาพความเสียหายจากทีวีของไทยและจีน ส่วนเมืองอื่นๆที่เปิดทีวีพม่าดู คงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรุนแรงของแผ่นดินไหวครั้งนี้มันสาหัสแค่ไหน

นอกจากสาเหตุเรื่องของสื่อแล้ว อุปสรรคในการช่วยเหลือระหว่างประชาชนต่อประชาชนด้วยกันก็ยังมีเรื่องทางกายภาพอีก ด้วยเพราะเมืองใหญ่ๆของพม่าแต่ละเมือง (เมืองที่คนมีเงินพอจะช่วยเหลือคนอื่นได้) จะอยู่ห่างไกลกันมาก และถนนหนทางในพม่าก็ไม่ได้เรียบหรูสี่เลนเหมือนประเทศไทย การเดินทางขนส่งของบริจาคก็ทำได้ยากเย็นนัก ยิ่งบวกด้วยภาวะปากท้อง ที่ค่อนประเทศยังอยู่ในภาวะปากกัดตีนถีบ ไม่มีเวลามาคิดเรื่องช่วยเหลือคนอื่นเท่าไหร่ด้วย พอเป็นคำอธิบายตอกย้ำท่าทีของชาวรัฐฉานได้ดี ว่าทำไมพวกเขาถึงขบขันกับคำถามว่า “ตอนนี้หวังว่าจะให้ใครมาช่วยเหลือ?” เพราะมองไปแล้วก็มืดแปดด้าน ทั้งทหาร รัฐบาล สื่อมวลชน หรือแม้กระทั่งประชาชนด้วยกันเอง

หนึ่งชั่วโมงเต็มระหว่างเดินทางกลับท่าขี้เหล็ก ผมใช้เวลาในการซักถามฟางถึงอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เข้าใจ คำถามส่วนใหญ่ฟางตอบไม่ได้ ก็ต้องหันไปถามจากคุณแม่ของฟางแล้วแปลให้ผมฟังต่ออีกครั้ง จับคำตอบได้ว่าผมไม่ต้องประหลาดใจไปหรอกกับท่าทีของคนรัฐฉานที่ไม่ได้ฝากความหวังอะไรกับทหารและคนของรัฐ เพราะนับถอยหลังไป4-5ปีที่แล้ว ทหารก็ยังรีดไถเงินทองจากภาษีราษฎรอยู่ บางรายที่ซวยหน่อยถึงขั้นโดนเรียกเวนคืนที่ดินด้วยซ้ำ ยังไม่นับแรงงานที่ต้องไปทำงานให้ทหารแบบไม่ได้ค่าแรง เหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงบาดแผลระหว่างไทยใหญ่กับพม่าดั้งเดิม ที่แม้จะผ่านพ้นมาถึงยุคนี้แล้วก็ยังไม่แปรเปลี่ยนไปมากนัก

โดยที่คุณแม่ของน้องฟางก็ยังหามุมบวกจากเรื่องที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ว่าบางทีทั้งคนไทยใหญ่ คนพม่า คนในเมือง คนบ้านนอก ทหาร ผู้นำ ราษฎร ประชาชน ทุกมวลเหล่าอาจจะได้ฉุกคิดขึ้นมาได้เสียที ว่าบางทีศัตรูหมายเลขหนึ่งของมนุษย์เช่นพวกเขา แท้จริงแล้วก็คือภัยธรรมชาติ เป็นศัตรูที่แม้ในยามที่พวกเขารวมใจกันต่อสู้ก็ยังยากที่เอาชนะได้ เผื่อจะได้ฉุกคิดขึ้นได้บ้าง ว่าท้ายสุดแล้ว ปมขัดแย้ง อำนาจ และการเมือง ล้วนเป็นมายาทั้งสิ้น

0 comments:

แสดงความคิดเห็น

Related Posts with Thumbnails