ที่เห็นและเป็นอยู่
อาจารย์เชฟหมี ครัวกากๆ แต่หัวใจไม่กาก
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
“รายการอาหารรายการแรกของพวกเรา ทำอาหารกากๆ โดยคนกากๆ สถานที่กากๆ พูดจากากๆ หวังว่าจะเป็นที่ชื่นชมนะครับ”
ข้างบนนั้นคือคำจำกัดความจากเชฟหมี เจ้าของรายการครัวกากๆ เป็นรายการทำกับข้าวที่เน้นความเสมือนจริง ไม่ลงทุนอะไรเพิ่มเติมเพราะใช้สภาพความเป็นจริงที่มีอยู่แล้วในห้องครัว แต่กลับกลายเป็นรายการได้รับความนิยมยิ่งกว่ารายการทำกับข้าวทั่วๆไป ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความกากๆ สมจริง ไม่ต้องปรับเพิ่มเสริมแต่งมากมายนี่แหละ ที่เข้าไปสัมผัสถึงจริตปุถุชนธรรมดา ไม่ได้ทานไข่ปลาคาเวียร์ทุกวันเหมือนที่รายการทำกับข้าวทั่วไปพยายามยัดเยียดทำให้เราดูอยู่เสมอๆ
“มนุษย์ทำกับข้าวได้ทุกที่ มนุษย์แดกได้ทุกที่”
“ร้อน ไอ้เหี้ย! ควันขี้น!”
“น้ำมันหอย จริงๆไม่ใช่น้ำมัน แต่มันคือซอสหอยน้ำมันเหี้ยอะไร ไม่เคยน้ำมันซักหยด”
“ทำกับข้าวจะไปยากอะไร สองอย่างจำไว้ สำหรับคนทำกับข้าว หนึ่งต้องอย่ากลัวร้อน สองอย่ากลัวมีด”
นี่คือตัวอย่างประโยคกากๆที่เชฟหมีใช้ระหว่างปรุงแต่งเมนูกากๆในแต่ละเทป ยังไม่นับพฤติกรรมกากๆ (ตามที่เชฟหมีบอก) ทั้งเอาลูกบิดประตูตำพริกแทนครก ทั้งการเอาดอกไม้มาทอดกิน
แต่ท่ามกลางประโยคกากๆ พฤติกรรมกากๆเหล่านั้น ผมกลับมาสะดุดหนึ่งประโยคระหว่างที่เชฟหมีกำลังยกกระทะเพื่อมาทำข้าวผัดอเมริกันในช่วงตอนแรกของรายการ
“คนสมัยนี้ เราดูง่ายๆดูที่กระทะครับ สมัยก่อนอยู่กันครอบครัวใหญ่ กระทะใบบัวเลี้ยงทีเป็นสิบคน เดี๋ยวนี้อยู่คนเดียว กระทะเล็กนิดเดียว นิสัยใจคอของคนก็เลยคับแคบลง”
ชื่อจริงของเชฟหมีคือ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง ปัจจุบันเป็นอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เชฟหมีบอกผมว่าสาเหตุที่เขาลุกขึ้นมาทำรายการครัวกากๆ เพียงแค่นึกสนุก ตั้งใจจะทำรายการทำกับข้าวสนุกๆเพื่อแบ่งปันกันดูกับเพื่อนในหมู่คณะ แต่พอได้โหลดลง YouTube ทำให้คนที่เข้ามาดูรายการก็เปิดกว้าง จากที่ตั้งใจเล่นสนุกกันแค่วงเพื่อน ก็ปลายบานจนมีคนหลั่งไหลเข้ามาดูกว่าหกแสนคนจนถึงวันนี้
“กดดันครับ ยอมรับว่ากดดัน คนก็เข้ามาร้องขออะไรหลายอย่างที่เรากดดัน บ้างก็ถามว่าเมื่อไหร่จะทำรายการตอนใหม่ บ้างก็มาขอให้เราทำตัวกากๆให้ดู ซึ่งเราก็ยังทำงานหลักเป็นอาจารย์อยู่ ไม่ได้ทำรายการนี้เป็นอาชีพ ส่วนไอ้เรื่องมีคนมาขอให้ทำตัวกากๆนี่เราก็ต้องอธิบายว่า ที่ผมกากๆในรายการนั่นเป็นเพราะผมอยู่กับเพื่อน แต่ถ้าจะให้ผมไปกากๆใส่คนที่ไม่รู้จักกันมันก็ทำไม่ได้หรอก” เชฟหมีอธิบาย ชีวิตหลังครัวกากๆ
เมื่อลองมาคิดดูอีกทีแล้ว เราทุกคนก็จะมีเพื่อนบุคลิกกากๆ สบายๆ น่าคบหาแบบเชฟหมีนี้สักคนหนึ่งอยู่แล้ว และเพือนคนนั้นมักจะซ่อนมีเด็ดบางอย่างไว้ข้างใน ที่สวนทางกับสิ่งที่แสดงออกมาข้างนอก ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับเชฟหมีเลย
“ปรุงชีวิตให้มีความหมาย ปรุงชีวิตอร่อย คำว่ามีอร่อยของผมนี่ ไม่ได้ถึงว่าต้องมีความสุขในชีวิตตลอดเวลานะ เพราะอาหารที่อร่อยมันก็ต้องมีทุกรสทุกชาติ ชีวิตก็เหมือนกัน มันต้องมีทุกความรู้สึกเข้ามาในชีวิต สุข ทุกข์ เศร้า เข้ามาได้หมด แต่เราก็ต้องปรุงความรู้สึกเหล่านั้นให้มันอร่อย ถ้าทุกข์มากไปก็ต้องหาทางออก ถ้าสุขเกินไปก็ต้องหาทางตัด” เชฟหมีให้คำแนะนำง่ายๆ ในการใช้ชีวิตให้มีความสุข ตามแบบฉบับของผู้เชี่ยวชาญในปรัชญาอินเดีย และศาสนาฮินดู ระดับผู้ชนะในรายการแฟนพันธ์แท้ตำนานเทพเจ้า
“ศาสนาจะช่วยวางกรอบให้ชีวิตได้ คือผมไม่ได้บอกว่าทุกคนจะต้องนับถือศาสนานะครับ แต่สำหรับผมศาสนามันสอนผมได้ พอมีอะไรมากระทบผมแรงๆ ศาสนาจะช่วยเป็นที่ยึดเหนี่ยวให้ผมได้” เชฟหมีบอกผม
“ผมว่าข้อคิดอินเดีย ที่เป็นประโยชน์มากๆ คืออยู่ให้ง่าย และ คิดให้สูง คืออยู่ให้มันง่ายๆ กินง่ายๆ นอนง่ายๆ ไม่ต้องไปแสวงหาความวิจิตร วิลิิศมาหราอะไรต่างๆเข้ามาประกอบชีวิต แต่ผมจะพยายามคิดให้เยอะ คิดให้สูงไว้ มองอะไรต้องมองให้รอบด้าน มองให้ลึกซึ้ง และอ่อนโยนกับชีวิต และข้อสำคัญสำหรับตัวผม คือหาครูที่ดีในชีวิตให้เจอซักคนนึง และเมื่อเราหาครูที่ดีในชีวิตได้ซักคนแล้ว เวลาเราหลงทาง เราจะหาทางกลับมาได้เสมอ”
“ลองพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมทุกวันนี้ มีอะไรที่เชฟหมีว่ามันยังปรุงรสชาติได้ไม่ค่อยอร่อยบ้าง?” ผมถาม
เชฟหมีในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยยกเรื่องการศึกษาขึ้นมาพูด
“คือทุกวันนี้มันจะมีระบบการประกันคุณภาพ การทำ TQF เพื่อวัดมาตรฐานการศึกษา แต่ผมว่ามันมีปัญหามาก เพราะเค้ามองข้ามความหลากหลายในรายวิชา ซึ่งผมไม่เข้าใจว่านักบริหารการศึกษาเค้ามองว่าเป้าหมายของการศึกษาคืออะไรกันแน่? คือเวลาผมมองนักศึกษา ผมก็เห็นเค้าเป็นคนหนึ่งคน เค้าคือลูกศิษย์ของเรา แต่เวลาผมได้ยินคำว่า เรามาผลิตนักศึกษาเพื่อป้อนเป็นตลาดแรงงานแล้วผมแสลงใจ ไม่ใช่ว่าผมกระแดะ ดีดดิ้งนะ แต่เราต้องไม่ลืมว่าเค้าเป็นคน เราไม่ได้กำลังผลิตเครื่องจักรเพื่อออกไปทำงาน แล้วผมว่านักการศึกษาต้องคิดเรื่องนี้ มากกว่าจะวางแผนปั๊มๆๆๆนักศึกษาออกมาให้เหมือนกันหมด คือเราต้องมองเค้าเป้นมนุษย์ ไม่ใช่มองเค้าเป็นฟันเฟืองเป็นเครื่องจักร”
“หมดหวังกับระบบการศึกษาไทยแล้ว?” ผมถาม
“ยังครับๆ อาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ของผมบอกว่า เมื่อมันตกต่ำที่สุด มันก็เหมือนสปริงที่ดึงมาต่ำสุด มันจะต่ำไปกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ในที่สุดวันนึงมันก็จะดีขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ท้อใจ ผมก็จะพยายามทำเท่าที่จะทำได้” อาจารย์เชฟหมีตบปากรับคำผมไว้
0 comments:
แสดงความคิดเห็น