“นี่สิพระเอกตัวจริงของประชาชน” คือคำสรรเสริญของโฮสท์มอม(คนที่ดูแลขณะที่ผมไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน) ชาวอเมริกันของผม ที่มีให้กับปีเตอร์ เจนนิงส์ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง หลังจากเธอเห็นปีเตอร์นั่งรายงานข่าวเหตุการณ์อาคารเวิลด์เทรดถล่มมานานกว่าครึ่งวัน เกาะติดความคืบหน้าแบบนาทีต่อนาทีไม่มีหยุดพัก
“This is a real hero” คือประโยคก่อนแปลที่โฮสท์มอมของผมพูด เป็นประโยคสั้นๆที่กระตุ้นต่
อมฝันการมาทำงานข่าวของผม ตั้งแต่ช่วงสมัยวัยรุ่นตอนปลาย ช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาที่ประเทศไทย
ร่วม10ปี หลังจากได้ยินประโยค “This is a real hero” ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ผมไต่ฝันสำเร็จ ด้วยการก้าวเข้ามาทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวอย่างเต็มตัว แต่ก็ยังไม่เคยทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับความหมายของคำว่า “พระเอกตัวจริง” จนกระทั่งผมได้ลงมาทำงานข่าวภาคสนามเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า “พระเอกตัวจริง” มากขึ้น จากการสัมผัสการทำงานข่าวของทีวีเคเบิ้ลท้องถิ่นของโคราช KCTV

ร่วม2สัปดาห์ที่ผมอยู่เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ที่โคราช เช้าตื่นมาผมก็เห็นคนข่าวหน้าตาเดิมๆมานั่งรายงานข่าวอยู่ทางหน้าจอโทรทัศน์ ด้วยสำเนียง-สุ้มเสียงที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นคนท้องถิ่นหลายคน ปักหลักรายงานตั้งแต่ผมตื่น จนผมออกไปทำข่าวกลับมาถึงที่พักก็ยังเห็นหน้าเดิมๆรายงานข่าวอยู่ ผมเห็นผู้ประกาศบางคนของKCTVอยู่ที่หน้าจอติดๆกัน5-6 ชั่วโมงก็มี ทำหน้าที่ทั้งรายงานข่าว ประสานความช่วยเหลือ ให้กำลังใจคนในท้องที่ และเร่งกดดันภาครัฐให้ทำงานหนักขึ้น เพื่อเข้าถึงประชาชนให้ได้มากขึ้น ต้องยกย่องพลังในการทำงานจริงๆ
หนึ่งในคนข่าวของ KCTV ที่ผมเห็นหน้าบ่อยที่สุดคือจันทร์หอม กุลเกษ นักข่าวภาคสนามของสถานี ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนผมก็จะเห็นพี่จันทร์หอมกับช่างภาพคู่ใจเกาะติดสถานการณ์รายงานข่าวอยู่เสมอ ซึ่งพอได้พูดคุยกับพี่จันทร์หอมแล้ว ทำให้ผมได้เข้าใจการทำงานของนักข่าวทีวีท้องถิ่นขึ้นอีกมาก
พี่จันทร์หอมดูจะไม่ค่อยอยากใช้คำว่า “ผู้สื่อข่าว” อธิบายหน้าที่การทำงานของตัวเองทุกวันนี้มากนัก
“พอมาทำงานจริงๆแล้วเราเป็นเหมือนคนในครอบครัวมากกว่า เราเป็นเหมือนตัวแทนของประชาชน เรื่องทุกเรื่องจะเล็กจะใหญ่ ถ้าเราได้ยินปัญหามาเราก็ช่วยเหลือหมด” จันทร์หอมเล่าให้ผมฟังพร้อมนึกทวนความทรงจำ
“ที่ผมประทับใจที่สุดคือตอนที่ผมไปทำข่าว อบต.ท่าลาด อ.ชุมพวง ผมไปเห็นทางผ่านผ่านหมู่บ้านกล้วย ที่ถนนชำรุดทรุดโทรมมาก ผมไปเจอคุณตาท่านหนึ่งท่านได้ขอร้องให้ช่วยเหลือ ผมก็นำเรื่องมาบอกผู้เกี่ยวข้องในจังหวัด หลังจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์ ก็มีงบประมาณไปทำถนนให้กว่า 7 กิโลเมตร ชาวบ้านดีใจมาก มันเป็นเรื่องเล็กๆของเราที่เราทำได้ แต่มันเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านเลย และตอนหลังคุณลุงท่านนี้ก็เขียนจดหมายมาขอบคุณผมด้วย ผมดีใจมาก”
พี่จันทร์หอมบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่อย่างการสร้างถนนตัดเข้าหมู่บ้านเท่านั้น ที่เขาเคยทำข่าวแล้วได้ช่วยเหลือคน เรื่องเล็กๆที่หลายคนมองข้ามเขาก็เช่นกัน
“เรื่องเล็กๆอย่างประกาศหาหมาหาแมว ชาวบ้านเขาก็ร้องเรียนมา เพราะเขาจะรู้สึกเหมือนเราเป็นลูกเป็นหลาน เป็นคนในครอบครัว กิจกรรมพัฒนาชุมชน กิจกรรมวันเด็ก โครงการเกษตรเล็กใหญ่ กระทั่งเรื่องของคนในครอบครัวที่เขาอยากให้เราลงไปทำข่าว เราก็ลงไปทำข่าวหมด แล้วแต่ละข่าวที่เราทำ เราก็ยิ่งได้เจอกับคนดีๆ คนที่ชอบช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ละที่ ที่เราไป เราก็ยิ่งได้รู้จักคนมากขึ้น เหมือนมีญาติมากขึ้นไปอีก”

ช่วงวิกฤติน้ำท่วม โคราชเป็นจังหวัดที่โดดเด่นบนหน้าจอโทรทัศน์ที่สุดจังหวัดหนึ่ง ซึ่งพี่จันทร์หอมบอกว่าก็ชื่นใจที่ฟรีทีวีให้ความสนใจและมีคนให้การช่วยเหลือ บริจาคทั้งเงินและสิ่งของมาเป็นจำนวนมาก แต่พี่จันทร์หอมก็บอกว่า สุดท้ายของบริจาคเหล่านั้นบางส่วนก็ไปไม่ถึงจุดที่ชาวบ้านต้องการจริงๆ
“ของบริจาคส่วนใหญ่ไปลงที่พิมายกับปักธงชัยหมด ทั้งที่ความจริงแล้วโนนสูงกับเฉลิมพระเกียรติก็ต้องการมากๆ แต่มาไม่ค่อยถึง” จันทร์หอมสะท้อนภาพความจริงในพื้นที่ให้ฟัง
“นี่คือข้อได้เปรียบของสถานีข่าวท้องถิ่น คือเราจะเข้าใจสภาพพื้นที่จริงมากกกว่า ซึ่งช่วงหลังทั้งรัฐบาลและกองทัพก็มาขอข้อมูลจากเราไปด้วย” จันทร์หอมเล่าให้ฟัง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการพูดเกินเลย เพราะตลอด2สัปดาห์ที่ผมปักหลักอยู่ที่โคราช ก็จะได้สัมผัสการเข้าถึงชาวบ้านของทีมข่าว KCTV อย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำข่าว และการประสานงานให้การช่วยเหลือ
แต่ความแตกต่างระหว่างการเป็นนักข่าวฟรีทีวีในกรุงเทพ และ นักข่าวท้องถิ่นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
“บางทีการที่เราเป็นนักข่าวท้องถิ่น ทำงานที่ทีวีท้องถิ่นของโคราช แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ที่โคราชด้วยนี่ก็ลำบากนะ” จันทร์หอมเปิดประเด็นข้อเสียเปรียบของการเป็นนักข่าวท้องถิ่น
“คือการที่เราใช้ชีวิตอยู่ที่โคราชตลอดนี่บางทีก็ลำบาก ข่าวบางข่าวที่เราอยากนำเสนอ ถ้ามันไปส่งผลกระทบกับคนใหญ่คนโตในจังหวัดนี่บางทีก็รายงานยาก”
“ปัญหาคืออะไรครับ?” ผมถามแทรก
“คือมันก็ทั้งตัวผมแล้วก็ทั้งสถานีด้วย อย่างตัวผมเนี่ยเวลาเสร็จสิ้นภารกิจรายงานข่าวแล้ว ผมก็ยังเป็นคนโคราชคนหนึ่ง ต้องพึ่งพาทั้งรัฐ ทั้งหน่วยงานต่างๆอยู่ ข่าวบางข่าวถ้าเรารายงานออกไปแล้วไปวิจารณ์เค้ามากๆ แล้วถ้าเค้าไม่พอใจ เราก็ใช้ชีวิตลำบากได้”
ผมคิดเปรียบเทียบแล้วก็จริงอย่างที่พี่จันทร์หอมว่า นักข่าวส่วนกลางอย่างผมได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องมีพันธะผูกพันธ์กับสถานที่ที่ลงไปทำข่าวได้มากนัก ลงไปเห็นอะไรก็รายงาน รายงานเสร็จก็กลับมาอยู่ที่กรุงเทพ แตกต่างจากนักข่าวท้องถิ่นที่ส่วนมากต้องลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่น ทั้งตัวนักข่าวเอง รวมไปถึงครอบครัวด้วย
“แล้วสถานีละครับ?” ผมถามเพิ่ม
พี่จันทร์หอมบอก “ก็คล้ายๆกับนักข่าว ทีวีท้องถิ่นมันก็มีคนสนับสนุน คนอำนวยความสะดวกให้เยอะ ส่วนมากก็ภาครัฐ ไม่ก็คนใหญ่คนโตในบริษัททั้งนั้น ซึ่งข่าวบางข่าวเราก็ต้องคิดหลายรอบหน่อยก่อนรายงานออกไป”
ผมรับฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจพี่จันทร์หอม เพราะกระทั่งทีวีสารพัดสียักษ์ใหญ่ช่องต่างๆก็หนีไม่พ้นปัญหานี้ ที่ดูจะเป็นข้อจำกัดในการทำงานของสื่อมวลชนไทยในหลายส่วน แต่อย่างน้อย2สัปดาห์ที่ผมเกาะติดอยู่ที่โคราช และได้เห็นการทำงานของ KCTV ก็ทำให้ผมเชื่อใจคนข่าวของสถานีท้องถิ่นนี้ได้มาก ว่าท้ายสุดแล้วพวกเขาก็ทุ่มเททำงานข่าวด้วยใจ ไม่บิดเบือน และไม่ทอดทิ้งประชาชน สมกับคำที่พี่จันทร์หอมบอกไว้ “เราเป็นมากกว่าสื่อ เพราะเราคือสมาชิกคนหนึ่งครอบครัว”
และนี่แหละที่ทำให้ผมกล้าเรียกคนทำงานใกล้ชิดประชาชน อย่างพี่จันทร์หอม กุลเกษและทีมข่าว KCTV เหมือนที่คนข่าวระดับโลกอย่างปีเตอร์ เจนนิงส์ทำในช่วงเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดถล่ม คือการรายงานข่าวให้เข้าถึงการช่วยเหลือของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่รายงานข่าวเอาหน้า ไม่ผูกขาดความดี ไม่ยกตนข่มท่าน และไม่เอาการตลาดมาสำคัญกว่าการได้ช่วยคน
ว่าพวกเขานี่แหละ คือ “พระเอกตัวจริง”