30 พฤศจิกายน 2010

กรณีตัดต้นไม้ใหญ่ สุขุมวิท35

เกร็ดต่างๆ เกี่ยวกับกรณีการตัดต้นไม้ใหญ่ในซอยสุขุมวิท35

- ตอนนี้ก็มีการล้มต้นไม้ใหญ่หลายต้น ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553) ที่บริเวณซอยสุขุมวิท 35 ลึกเข้าไปจากปากซอยประมาณ 200 เมตร


- จากคำบอกเล่า พื้นที่ตรงนี้เป็นของ ดร.ประสาน ภิรัช บุรี ที่เคยรับปากกับกลุ่ม Big Trees ว่าจะประสานงานเพื่อหาทางเคลื่อนย้ายต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ไปปลูกไว้ที่อื่นแล้ว


- กลุ่ม Big Trees เข้าใจดีว่าเจ้าของพื้นที่ มีสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในการตัดต้นไม้และปรับปรุงสภาพพื้นที่ แต่การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้ เพื่อขอความเห็นใจจากเจ้าของพื้นที่ ให้พยายามหาทางออกที่สามารถรักษาชีวิตของต้นไม้ไว้ และเจ้าของพื้นที่ก็ยังสามารถปรับปรุงสภาพพื้นที่ของตัวเองเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจต่อไปในภายภาคหน้าได้


- กลุ่ม Big Trees ได้ดำเนินการหาทางออกไว้ หลังมีคนบริจาคเงินสมทบไว้เป็นค่าใช้จ่ายในล้อมต้นไม้ เพื่อไปปลูกต่อที่อื่น (ได้ยินว่าน่าจะทำยอดได้ถึงล้านบาทแล้ว) ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าของพื้นที่ก็รับปาก แต่ถึงวันนี้กลับมีการดำเนินการตัดต้นไม้อยู่


- ที่ผ่านมากลุ่ม Big Trees พยายามย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาในการโจมตีเจ้าของพื้นที่ ไม่ได้อยากมาชี้นิ้วด่าใคร แต่ร้องขอให้มีการทำงานร่วมกัน เพื่อหาทางออกให้กับปัญหานี้ เพราะเข้าใจว่าทุกคนล้วนรักต้นไม้ และอยากรักษาธรรมชาติเหมือนกัน

- วันนี้นายบัณฑิต วินิจฉัยกุล ผู้อำนวยการเขตวัฒนา ได้ลงพื้นที่สำรวจด้วยตัวเอง และยืนยันว่าได้ประสานงานกับทางดร.ประสาน ภิรัช บุรี เจ้าของพื้นที่แล้ว ว่าจะมีการย้ายต้นไม้ใหญ่ไปในพื้นที่ที่เหมาะสม และก็พร้อมเป็นหน่วยงานรับต้นไม้ใหญ่บางส่วน ไปลงในสวนสาธารณะของกรุงเทพมหานคร


- แต่สภาพความเป็นจริงที่ในวินาทีที่ ผอ.เขตวัฒนา บอกว่าเจ้าของพื้นที่ก็เป็นคนรักต้นไม้ แต่ต้นไม้ก็ยังถูกตัดลงอย่างต่อเนื่อง (12.00น. 30 พฤศจิกายน)


- ซึ่งทางผู้อำนวยการเขตวัฒนาก็ชี้แจงว่าเป็นการตัดต้นไม้เล็กเพื่อแผ้วทางรักษาต้นไม้ใหญ่ และขอเวลาอีก2-3วันก็น่าจะเห็นความเคลื่อนไหวจากเจ้าของพื้นที่อย่างชัดเจน



- ความกังวล(ของผม) คืออีก2-3วันตามที่ ผอ.เขตวัฒนาบอก จะมีความเปลี่ยนแปลง จะมีการระงับการตัด ต้นไม้แล้วหรือยัง? แล้วทางกลับกัน ถ้าไม่มีการระงับตัด แต่ยังมีการตัดอย่างต่อเนื่อง ก็เท่ากับว่าต้นไม้ก็จะค่อยๆถูกทำลายไปจนหมด?


ความเห็นหลายอย่างของทางกลุ่ม Big Trees ที่ให้ไว้น่าสนใจหลายจุดครับ


"ที่เราพยายามทำ คือให้รู้ว่าต้นไม้เป็นสมบัติของทุกคน ที่แม้ว่ารากมันอาจจะอยู่บนพื้นดิน พื้นที่ของใครซักคน แต่อากาศที่ต้นไม้ช่วยกรองมันเป็นของทุกคน" โจ้-วชิรา รุธิรกนก


หมายเหตุ: รายงานทางโทรทัศน์ จะเอามาลงในบล็อก อย่างช้าวันพรุ่งนี้ตอนเช้าครับ


29 พฤศจิกายน 2010

ยุบ-ไม่ยุบ พรรคประชาธิปัตย์?

ผู้ร้อง: นายทะเบียนพรรคการเมือง (อภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต.)
ผู้ถูกร้อง: พรรคประชาธิปัตย์
ผู้วินิจฉัย: ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

คดี: นายทะเบียนพรรคการเมือง บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ใช้จ่ายเงินกอง และ จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับที่ยื่นความจริงต่อ กกต.

เรื่องราว: กกต.บอกว่าประชาธิปัตย์ไม่ได้เอาเงินจากกกต.ไปทำป้ายฟิวเจอร์บอร์ดเพื่อการหาเสียง ในช่วงการเลือกตั้งปี2548 แต่ไปรับเงิน23ล้านบาทจากทีพีไอ โดยทำป้ายเสร็จแล้วก่อนได้รับเงินจากกกต.ด้วยซ้ำ (ข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/baan-nork/2010/11/29/entry-2 โดย @jin_nation)

ซึ่งศาลจะวินิจฉัย3ข้อ
1. ขอให้ยุบพรรค
2. แบนจากการเมือง5ปี
3. ตัดสิทธิ์การเป็นกรรมการบริหารพรรค 5 ปี

ยุบ-ไม่ยุบ? ประเด็นที่เกียวข้อง
1. กระบวนการยื่นของกกต.ถูกต้องหรือไม่ ประชาธิปัตย์บอกว่ามีแรงกดดันจากการชุมนุมของ
คนเสื้อแดงเมื่อช่วงเดือนเมษายน
2. ใช้รัฐธรรมนูญไหนมาประกอบการตัดสิน เพราะเรื่องเกิดปี2547 ซึ่งอาจต้องใช้รธน.ปี2541 ซึ่งจะตัดสิทธิ์เฉพาะนายทะเบียนพรรค แต่ถ้าเป็นรธน.2550 ก็ต้องตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด
3. ถ้ายุบพรรค กรรมการบริหารจะถูกตัดสิทธิ์หรือไม่? (ประเด็นที่5 ที่ศาลจะวินิจฉัย)
4. ตัดสินตามข้อกฏหมายที่ประชาธิปัตย์พยายามย้ำมาตลอดว่าไม่ผิด

ข้อมูลเพิ่มเติม
กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกี่ยวพันช่วงเวลามี2ชุด

1. เมษา46-กุมภา48
มีนายบัญญัติ บรรทัดฐานเป็นหัวหน้าพรรค และกรรมการรวม49คน
มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในตะแหน่งรองหัวหน้าพรรครวมอยู่ด้วย

2. มีนาคม48
มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเป็นหัวหน้าพรรค และกรรมการรวม49คน
มีนายกรณ์ จาติกวานิช, นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และ นายอภิรักษ์ โกษะโยธินอยู่ด้วย

หมายเหตุ: กรรมการทั้งสองชุดไม่มีชื่อของนายชวน หลีกภัย ที่ดำรงตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์มาตลอด

ประเด็นอื่นๆ
กรณีการถอนตัวของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 คนก่อนหน้านี้

ได้แก่
1. จรูญ อินทจาร (ให้เหตุผลว่า ตนได้มีการฟ้องหมิ่นประมาทไว้)
2. เฉลิมพล เอกอุรุ (เพราะมีนามสกุลเดียวกันกับประพร เอกอุรุ, อาภาภร เอกอุรุ, สมศักดิ์ เอกอุรุ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งทำให้ดูคลางแคลงใจ)
3. วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ (เป็นผู้ได้รับมอบหมาย ให้ทนายความไปยื่นฟ้องพรรคเพื่อไทย ในกรณีกล่าวหาเชิญตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าพบที่ห้องทำงาน)

ทำให้ตอนนี้เหลือตุลาการเพียง6ท่าน ซึ่งมากพอต่อการตัดสิน แต่สุ่มเสี่ยงที่ผลจะออกมาเท่ากัน 3-3 แต่ที่ผ่านมาคดียุบพรรคมักจะมีคะแนนเสียงค่อนไปในทางข้างมาก คือ 9-0 หรือ 8-1 ซึ่งโอกาสที่ผลจะออกมาเป็น 3-3 จึงค่อนข้างน้อย

กรณีผลออกมาเป็น 3-3
ตอนนี้มีทางออกมี 3 ตำรา (ข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/baan-nork/2010/11/29/entry-2 โดย @jin_nation)
1. ให้ประธานชี้ขาด
2. ให้โหวตไปเรื่อยๆจนกว่าจะได้เสียงข้างมาก
3. เป็นของ กกต.ประพันธ์ นัยโกวิท บอกถ้างี้ก็เท่ากับไม่มีเสียงข้างมาก ฉะนั้น ปชป.ไม่ผิด ยกคำร้อง เพราะ รธน.บอกมติ(ลงโทษ)ให้ใช้เสียงข้างมาก

สุดท้าย
ยุบ -ไม่ยุบ? ถ้ายุบแล้วคน(กรรมการบริหาร)จะโดนไหม? ถ้าคนโดนแล้วใครจะมาเป็นนายก?

ต้องติดตามวันนี้ครับ

20 พฤศจิกายน 2010

คุยกับคนเสื้อแดง 19 พฤศจิกายน 2553

เสื้อแดงชุมนุมใหญ่ที่แยกราชประสงค์ 19 พฤศจิกายน 2553 เพื่อระลึก6เดือนการยุติชุมนุม
ผมได้คุยกับคนเสื้อแดงหลายคน และได้ขอเสื้อแดง2คน ในการสัมภาษณ์พร้อมบันทึกเทปผ่านกล้องส่วนตัว

ประเด็นหลัก
- เรื่องการชุมนุมใจกลางแยกราชประสงค์ที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ว่าชุมนุมเพราะอะไร และคิดยังไงกับเสียงต่อต้านหลายเสียงที่เห็นว่าการที่เสื้อแดงชุมนุม เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับคนหลายกลุ่ม

เสื้อแดงคนนี้มีธุรกิจเป็นของตัวเองครับ ประเด็นลากยาวไปถึงอองซานซูจี ถ้าสนใจก็ติดตามรับฟังครับ ราวๆ 10 นาที



เกร็ดอีกข้อที่คนสนใจกันมาก เรื่องผู้ชุมนุมที่โจมตีและหมิ่นสถาบัน
ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ซึ่งสภาพความเป็นจริงที่ผมเดินสำรวจโดยรอบก็ยังเห็นเนื้อหาที่หมิ่นสถาบันอยู่ แต่เป็นส่วนน้อยมากๆ ถ้าต้องคิดก็ราวๆ 2-3% ของคนทั้งหมด (เอาเฉพาะที่ผมได้ยินและได้คุยนะครับ) แต่อย่างที่ว่าประเด็นนี้ละเอียดอ่อนมาก ผมมีหลักฐานก็เผยแพร่ไม่ได้ แล้วถ้าไม่เผยแพร่หลักฐานก็อาจจะกลายเป็นการให้ร้ายผู้ชุมนุมอีก แต่ก็รายงานตามที่เห็นแบบบริสุทธิ์ใจครับ ถ้าโดนต่อว่าก็ไม่รู้จะทำยังไง

หมายเหตุ: ขออภัยที่อัพบล็อกนี้ช้าไปกว่าเหตุการณ์จริงเกือบ2สัปดาห์ครับ ติดปัญหาทางเทคนิค วิดีโอที่ถ่ายมาหายไป ต้องไปกู้มาค่อนข้างลำบากทีเดียว (เดี๋ยวต้องมีคนแซวแน่ๆว่าช่วงนี้ ปัญหาทางเทคนิคกำลังระบาด)

17 พฤศจิกายน 2010

KCTV: ทีวีท้องถิ่น ฮีโร่คนท้องถิ่น (โคราช)

นี่สิพระเอกตัวจริงของประชาชนคือคำสรรเสริญของโฮสท์มอม(คนที่ดูแลขณะที่ผมไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน) ชาวอเมริกันของผม ที่มีให้กับปีเตอร์ เจนนิงส์ ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง หลังจากเธอเห็นปีเตอร์นั่งรายงานข่าวเหตุการณ์อาคารเวิลด์เทรดถล่มมานานกว่าครึ่งวัน เกาะติดความคืบหน้าแบบนาทีต่อนาทีไม่มีหยุดพัก

“This is a real hero” คือประโยคก่อนแปลที่โฮสท์มอมของผมพูด เป็นประโยคสั้นๆที่กระตุ้นต่

อมฝันการมาทำงานข่าวของผม ตั้งแต่ช่วงสมัยวัยรุ่นตอนปลาย ช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาที่ประเทศไทย

ร่วม10ปี หลังจากได้ยินประโยค “This is a real hero” ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ผมไต่ฝันสำเร็จ ด้วยการก้าวเข้ามาทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวอย่างเต็มตัว แต่ก็ยังไม่เคยทำหน้าที่ได้ใกล้เคียงกับความหมายของคำว่าพระเอกตัวจริง จนกระทั่งผมได้ลงมาทำงานข่าวภาคสนามเกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า พระเอกตัวจริงมากขึ้น จากการสัมผัสการทำงานข่าวของทีวีเคเบิ้ลท้องถิ่นของโคราช KCTV


ร่วม2สัปดาห์ที่ผมอยู่เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ที่โคราช เช้าตื่นมาผมก็เห็นคนข่าวหน้าตาเดิมๆมานั่งรายงานข่าวอยู่ทางหน้าจอโทรทัศน์ ด้วยสำเนียง-สุ้มเสียงที่บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นคนท้องถิ่นหลายคน ปักหลักรายงานตั้งแต่ผมตื่น จนผมออกไปทำข่าวกลับมาถึงที่พักก็ยังเห็นหน้าเดิมๆรายงานข่าวอยู่ ผมเห็นผู้ประกาศบางคนของKCTVอยู่ที่หน้าจอติดๆกัน5-6 ชั่วโมงก็มี ทำหน้าที่ทั้งรายงานข่าว ประสานความช่วยเหลือ ให้กำลังใจคนในท้องที่ และเร่งกดดันภาครัฐให้ทำงานหนักขึ้น เพื่อเข้าถึงประชาชนให้ได้มากขึ้น ต้องยกย่องพลังในการทำงานจริงๆ

หนึ่งในคนข่าวของ KCTV ที่ผมเห็นหน้าบ่อยที่สุดคือจันทร์หอม กุลเกษ นักข่าวภาคสนามของสถานี ที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนผมก็จะเห็นพี่จันทร์หอมกับช่างภาพคู่ใจเกาะติดสถานการณ์รายงานข่าวอยู่เสมอ ซึ่งพอได้พูดคุยกับพี่จันทร์หอมแล้ว ทำให้ผมได้เข้าใจการทำงานของนักข่าวทีวีท้องถิ่นขึ้นอีกมาก

พี่จันทร์หอมดูจะไม่ค่อยอยากใช้คำว่า ผู้สื่อข่าวอธิบายหน้าที่การทำงานของตัวเองทุกวันนี้มากนัก

พอมาทำงานจริงๆแล้วเราเป็นเหมือนคนในครอบครัวมากกว่า เราเป็นเหมือนตัวแทนของประชาชน เรื่องทุกเรื่องจะเล็กจะใหญ่ ถ้าเราได้ยินปัญหามาเราก็ช่วยเหลือหมดจันทร์หอมเล่าให้ผมฟังพร้อมนึกทวนความทรงจำ

ที่ผมประทับใจที่สุดคือตอนที่ผมไปทำข่าว อบต.ท่าลาด อ.ชุมพวง ผมไปเห็นทางผ่านผ่านหมู่บ้านกล้วย ที่ถนนชำรุดทรุดโทรมมาก ผมไปเจอคุณตาท่านหนึ่งท่านได้ขอร้องให้ช่วยเหลือ ผมก็นำเรื่องมาบอกผู้เกี่ยวข้องในจังหวัด หลังจากนั้นไม่ถึงสัปดาห์ ก็มีงบประมาณไปทำถนนให้กว่า 7 กิโลเมตร ชาวบ้านดีใจมาก มันเป็นเรื่องเล็กๆของเราที่เราทำได้ แต่มันเปลี่ยนชีวิตของชาวบ้านเลย และตอนหลังคุณลุงท่านนี้ก็เขียนจดหมายมาขอบคุณผมด้วย ผมดีใจมาก

พี่จันทร์หอมบอกว่าไม่ใช่แค่เรื่องใหญ่อย่างการสร้างถนนตัดเข้าหมู่บ้านเท่านั้น ที่เขาเคยทำข่าวแล้วได้ช่วยเหลือคน เรื่องเล็กๆที่หลายคนมองข้ามเขาก็เช่นกัน

เรื่องเล็กๆอย่างประกาศหาหมาหาแมว ชาวบ้านเขาก็ร้องเรียนมา เพราะเขาจะรู้สึกเหมือนเราเป็นลูกเป็นหลาน เป็นคนในครอบครัว กิจกรรมพัฒนาชุมชน กิจกรรมวันเด็ก โครงการเกษตรเล็กใหญ่ กระทั่งเรื่องของคนในครอบครัวที่เขาอยากให้เราลงไปทำข่าว เราก็ลงไปทำข่าวหมด แล้วแต่ละข่าวที่เราทำ เราก็ยิ่งได้เจอกับคนดีๆ คนที่ชอบช่วยเหลือชาวบ้าน แต่ละที่ ที่เราไป เราก็ยิ่งได้รู้จักคนมากขึ้น เหมือนมีญาติมากขึ้นไปอีก

ช่วงวิกฤติน้ำท่วม โคราชเป็นจังหวัดที่โดดเด่นบนหน้าจอโทรทัศน์ที่สุดจังหวัดหนึ่ง ซึ่งพี่จันทร์หอมบอกว่าก็ชื่นใจที่ฟรีทีวีให้ความสนใจและมีคนให้การช่วยเหลือ บริจาคทั้งเงินและสิ่งของมาเป็นจำนวนมาก แต่พี่จันทร์หอมก็บอกว่า สุดท้ายของบริจาคเหล่านั้นบางส่วนก็ไปไม่ถึงจุดที่ชาวบ้านต้องการจริงๆ

ของบริจาคส่วนใหญ่ไปลงที่พิมายกับปักธงชัยหมด ทั้งที่ความจริงแล้วโนนสูงกับเฉลิมพระเกียรติก็ต้องการมากๆ แต่มาไม่ค่อยถึงจันทร์หอมสะท้อนภาพความจริงในพื้นที่ให้ฟัง

นี่คือข้อได้เปรียบของสถานีข่าวท้องถิ่น คือเราจะเข้าใจสภาพพื้นที่จริงมากกกว่า ซึ่งช่วงหลังทั้งรัฐบาลและกองทัพก็มาขอข้อมูลจากเราไปด้วยจันทร์หอมเล่าให้ฟัง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการพูดเกินเลย เพราะตลอด2สัปดาห์ที่ผมปักหลักอยู่ที่โคราช ก็จะได้สัมผัสการเข้าถึงชาวบ้านของทีมข่าว KCTV อย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำข่าว และการประสานงานให้การช่วยเหลือ

แต่ความแตกต่างระหว่างการเป็นนักข่าวฟรีทีวีในกรุงเทพ และ นักข่าวท้องถิ่นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

บางทีการที่เราเป็นนักข่าวท้องถิ่น ทำงานที่ทีวีท้องถิ่นของโคราช แล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ที่โคราชด้วยนี่ก็ลำบากนะจันทร์หอมเปิดประเด็นข้อเสียเปรียบของการเป็นนักข่าวท้องถิ่น

คือการที่เราใช้ชีวิตอยู่ที่โคราชตลอดนี่บางทีก็ลำบาก ข่าวบางข่าวที่เราอยากนำเสนอ ถ้ามันไปส่งผลกระทบกับคนใหญ่คนโตในจังหวัดนี่บางทีก็รายงานยาก

ปัญหาคืออะไรครับ?” ผมถามแทรก

คือมันก็ทั้งตัวผมแล้วก็ทั้งสถานีด้วย อย่างตัวผมเนี่ยเวลาเสร็จสิ้นภารกิจรายงานข่าวแล้ว ผมก็ยังเป็นคนโคราชคนหนึ่ง ต้องพึ่งพาทั้งรัฐ ทั้งหน่วยงานต่างๆอยู่ ข่าวบางข่าวถ้าเรารายงานออกไปแล้วไปวิจารณ์เค้ามากๆ แล้วถ้าเค้าไม่พอใจ เราก็ใช้ชีวิตลำบากได้

ผมคิดเปรียบเทียบแล้วก็จริงอย่างที่พี่จันทร์หอมว่า นักข่าวส่วนกลางอย่างผมได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องมีพันธะผูกพันธ์กับสถานที่ที่ลงไปทำข่าวได้มากนัก ลงไปเห็นอะไรก็รายงาน รายงานเสร็จก็กลับมาอยู่ที่กรุงเทพ แตกต่างจากนักข่าวท้องถิ่นที่ส่วนมากต้องลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่น ทั้งตัวนักข่าวเอง รวมไปถึงครอบครัวด้วย

แล้วสถานีละครับ?” ผมถามเพิ่ม

พี่จันทร์หอมบอก ก็คล้ายๆกับนักข่าว ทีวีท้องถิ่นมันก็มีคนสนับสนุน คนอำนวยความสะดวกให้เยอะ ส่วนมากก็ภาครัฐ ไม่ก็คนใหญ่คนโตในบริษัททั้งนั้น ซึ่งข่าวบางข่าวเราก็ต้องคิดหลายรอบหน่อยก่อนรายงานออกไป

ผมรับฟังด้วยความเข้าอกเข้าใจพี่จันทร์หอม เพราะกระทั่งทีวีสารพัดสียักษ์ใหญ่ช่องต่างๆก็หนีไม่พ้นปัญหานี้ ที่ดูจะเป็นข้อจำกัดในการทำงานของสื่อมวลชนไทยในหลายส่วน แต่อย่างน้อย2สัปดาห์ที่ผมเกาะติดอยู่ที่โคราช และได้เห็นการทำงานของ KCTV ก็ทำให้ผมเชื่อใจคนข่าวของสถานีท้องถิ่นนี้ได้มาก ว่าท้ายสุดแล้วพวกเขาก็ทุ่มเททำงานข่าวด้วยใจ ไม่บิดเบือน และไม่ทอดทิ้งประชาชน สมกับคำที่พี่จันทร์หอมบอกไว้ เราเป็นมากกว่าสื่อ เพราะเราคือสมาชิกคนหนึ่งครอบครัว

และนี่แหละที่ทำให้ผมกล้าเรียกคนทำงานใกล้ชิดประชาชน อย่างพี่จันทร์หอม กุลเกษและทีมข่าว KCTV เหมือนที่คนข่าวระดับโลกอย่างปีเตอร์ เจนนิงส์ทำในช่วงเหตุการณ์ตึกเวิลด์เทรดถล่ม คือการรายงานข่าวให้เข้าถึงการช่วยเหลือของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่รายงานข่าวเอาหน้า ไม่ผูกขาดความดี ไม่ยกตนข่มท่าน และไม่เอาการตลาดมาสำคัญกว่าการได้ช่วยคน

ว่าพวกเขานี่แหละ คือ พระเอกตัวจริง

14 พฤศจิกายน 2010

วัดปากน้ำ จองกฐินพระราชทาน ต่อคิว400ปี

รายงานอีกชิ้น หลังเป็นข่าวฮือฮาขึ้นหน้า1 กับพลังศรัทธาของญาติโยมที่มีต่อวัดปากน้ำ จนมีคนเข้าคิวเพื่อเป็นประธานเอกทอดกฐินพระราชทานไปอีก400ปี!
รายงานชิ้นนี้มีสัมภาษณ์หนึ่งในคนที่ต่อคิวนี้ด้วย คิวของเธอ ต้องรออีกกว่า380ปีครับ



หมายเหตุ: รายงานชิ้นนี้ถ่ายภาพโดย อเนกพล ภิญโญ

กลุ่มอาสาดุสิต ลงพื้นที่ช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วม

กลุ่มอาสาดุสิต เป็นกลุ่มอาสาสมัครอิสระที่มาร่วมกันทำงานรับของบริจาค เพื่อส่งต่อไปให้กับคนที่ต้องการ โดยทางกลุ่มพยายามจะหาแหล่งพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างแม้จริง โดยตรวจสอบข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย

น้องๆกลุ่มนี้ทำงานกันมาอย่างหนักหน่วงตลอด30วันที่ผ่านมา น่าชื่นชมในพลังคนรุ่นใหม่มากๆ เพราะทุกคนล้วนมีความรับผิดชอบของตนเอง แต่ก็มีแรงใจในการทำงานเพื่อสังคมอย่างสูง

ที่ตลกคือตอนที่ผมติดต่อเข้าไปทำข่าว หลายคนปฏิเสธไม่ออกทีวี สาเหตุเพราะหลายคนยังไม่เคยบอกพ่อแม่ว่าแว่บมาทำงานอาสา แล้วอ้างมาตลอดว่าไปทำอย่างอื่น ฮ่าๆๆ ผมว่าบอกพ่อ-แม่ไปเถอะครับ ท่านคงจะภูิมใจที่มีลูกทำความดีให้สังคม :D



รายงานชิ้นนี้ ออกอากาศในรายการเก็บตกจากเนชั่น 10 พฤศจิกายน 2553
ถ่ายภาพโดยเลียบ แซมกระโทก

07 พฤศจิกายน 2010

ฟื้นฟูหลังน้ำท่วม: ประชาชนที่โคราช

ตรวจสอบพื้นที่ทั่วนครราชสีมา 4 วันหลังจากน้ำลด การช่วยเหลือฟื้นฟูในเรื่องต่างๆถือเป็นภารกิจที่สำคัญไม่แพ้ช่วงที่น้ำขึ้นท่วมบ้านเรือนประชาชน บล็อกนี้ผมกลับไปเยี่ยมชมชาวบ้านหลายคนที่ผมพบเจอในวันที่ไปทำข่าวช่วงที่น้ำขึ้นครับ

ตอนที่1: ฟื้นฟูบ้านเรือนชาวบ้านแถบชนบท


ตอนที่2: ฟื้นฟูท้องนา


สรุปความต้องการของชาวบ้านแถบชนบท
- ซึ่งส่วนมากล้วนทำไร่-ทำนาทั้งนั้น
- เงินชดเชยที่นาให้ได้มากกว่า 2,000 บาท เพราะนาหนึ่งไร่ชาวบ้านต้องลงทุนกว่า 5000 บาท ซึ่งจากการสอบถามส่วนมากร้องขอเป็น 2,500-3,000บาท เพื่อนำเงินก้อนนี้ไปชดเชยส่วนที่เป็นหนี้ ที่กู้เงินมาลงทุนทำนารอบนี้ (ส่วนมากจะเป็นค่าปุ๋ย)
- เมล็ดพันธ์ข้าวเพื่อนำไปปลูกทำนาปรัง ชาวนาส่วนมายังเชื่อมั่นว่าจะสามารถปลูกข้าวในรอบสุดท้าย ก่อนสิ้นปีได้สำเร็จ ข้าวนาปรังที่จะปลูกรอบหลังนี้ เพื่อนำมาเลี้ยงดูตัวเอง เพื่อที่จะมีข้าวกิน ไม่ได้หวังผลกำไรด้วยซ้ำ
- มีเงินชดเชยอีกรอบ ในเรื่องของบ้านเรือนที่เสียหาย สอบถามมาซัก5หลังคาเรือน เฉลี่ยจะเสียหายราวๆ 15,000-20,000บาท

ตอนที่3: ฟื้นฟูประชาชนในเขตตัวเมือง


สรุปความต้องการของคนในเมือง (บางส่วน)
- เอาเฉพาะส่วนของคนในเมืองที่ฐานะอยู่ในระดับกลาง-สูง
- ฟื้นฟูสภาพจิตใจ เป้นเรื่องสำคัญมากๆ อย่างที่เห็นในรายงานกรณีของอาจารย์ชวลิต
- มีแผนระยะยาวเพื่อยืนยันได้ว่า น้ำจะไม่ท่วมหนักขนาดนี้อีก อาจจะด้วยการขุดแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำ

05 พฤศจิกายน 2010

เสียดายพระเอกตัวจริง

เสียดายครับ เสียดายจริงๆ

ทำข่าวน้ำท่วมมา 22 วันเต็มๆ แม้จะไม่ได้ไปครบทุกที่ แต่การปักหลักอยู่ที่โคราชและอุบลราชธานีกว่า3สัปดาห์นี่ ผมได้แรงใจกลับไปทำงานอีกมากโขครับ

เคยเขียนไปในบล็อก 'ความสวยงามท่ามกลางวิกฤติ' แล้ว ว่าอะไรคือแสงสว่างท่ามกลางภัยธรรมชาติรอบนี้ ไม่น่าเชื่อ ว่าหลังเขียนบล็อกที่ว่าไป ผมก็ยังได้เห็นน้ำใจคนไทยอีกหลายวาระจริงๆ

คนต่างจังหวัดโดนน้ำท่วม-คนกรุงก็ช่วยกันบริจาค จะสื่อเอาหน้า-ไม่เอาหน้า ผมชื่นชมทั้งหมด รวมๆกันก็ได้หลายร้อยล้านอยู่
คนชราโดนน้ำท่วม-เด็กๆนักศึกษาก็ร่วมลงแรง แพ็คของส่งมาช่วยเหลือ ทั้งที่โรงแรมดุสิต ทั้งที่ธรรมศาสตร์ ที่ช่อง9 หรือที่ไหนๆก็ร่วมใจส่งมาโดยหวังแค่ว่าจะได้ช่วยเหลือคนไทยด้วยกัน
ชาวนาโดนน้ำท่วม-พนักงานออฟฟิซก็ร่วมลงสมอง ระดมพลังเท่าที่มี จัดหนักโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ทั้ง Thaiflood ทั้ง Crisis Camp
คนใต้โดนน้ำท่วม-คนอีสานก็แสดงความเป็นห่วงไปถึง นี่ผมก็ชื่นใจ หลังกังวลใจมาตลอดวิกฤติการเมือง ว่าคนไทยไม่รักกันแล้ว แต่ช่วงที่ผมอยู่ที่โคราช ผมไดยินคนถามถึงสถานการณ์ที่ภาคใต้บ่อยครั้งมาก พอผมถามถึงเงินช่วยเหลือ สองพัน-ห้าพัน ลุงๆป้าที่เจ็บเป็นแสน ต่างก็บอกว่า "ก็เข้าใจว่ารัฐบาลคงต้องแบ่งไปช่วยที่ภาคใต้เขาด้วย ที่นั่นก็โดนหนัก"

ทำงาน22วัน เหนือยแสนเหนื่อย แต่แรงใจล้มหลามจริงๆ ที่สำคัญผมมีเคล็ดลับง่ายๆว่า ช่วงนี้อย่าเปิดสื่อกระแสหลักดูมากนัก เพราะเคยเปิดรอบนึง โอ้โห ทำเสียกำลังใจไปมาก เล่นรายงานราวกับว่าประเทศนี้ทั้งประเทศมีข้าช่วยอยู่คนเดียว มองข้ามคนทำงานตัวเล็กๆ ทั้งอปพร. ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร สื่อท้องถิ่น และ ประชาชนคนไทยด้วยกันนี่แหละ แบบที่ผมเห็นและเป็นอยู่ ว่าตรากตรำทำงานช่วยเหลือกันโดยไม่ร้องขอออกสื่อซักแอะ แต่พี่แกเล่นรายงานราวกับว่าถ้าขาดทีวีช่องนี้ไป ประเทศไทยคงล่มสลายไปซะอย่างนั้น พอให้ผมได้เรียนรู้ว่า การทำข่าวในช่วงวิกฤตินี้ เราในฐานะสื่อ ก็ต้องทำงานเป็นสื่อ อย่าเอาหน้า อย่าผูกขาดความดี อย่ายกตนข่มท่าน และอย่าเอาการตลาดมาสำคัญกว่าการได้ช่วยคน


นั่นทีวี ตกเย็นมาเห็นปกมติชนสุดสัปดาห์
นี่ก็เสียดายครับ

พอเดาว่าภาพคุณสรยุทธ์ที่มาพร้อมกับประโยค "พระเอกตัวจริง" นี่ตั้งใจจะจิกกัดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอามาเปรียบเทียบกันว่านายกทำงานเชื่องช้า ต่างจากคุณสรยุทธ์ที่ออกแอ็กชั่นในรายการข่าว ซึ่งตามตรงแล้วผมก็ว่าท่านนายกก็ทำงานช้าไปหน่อย แต่ในฐานะคนที่ทำข่าวเกาะติดในพื้นที่ ผมก็เห็นในความตั้งใจของท่านในการลงพื้นที่ สั่งการ-สั่งงานข้าราชการ นับๆดูท่านก็ไปหลายจังหวัดอยู่ หลายพอที่ผมไม่กล้าไปวิจารณ์ เพราะผมเองก็ไปได้แค่2จังหวัด ส่วนเรื่องช้านี่ผมวิจารณ์ได้แค่ว่า "มันน่าจะทำได้เร็วกว่านี้หน่อยนะ" แต่ไม่สามารถเอาไปเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดไหนได้ เพราะนี่เป็นวิกฤติน้ำท่วมแรกที่ผมได้มาทำข่าว

ที่เสียดายคือคำว่า "พระเอกตัวจริง" ที่มติชนยกให้คุณสรยุทธ์ ที่เดาว่าตั้งใจให้ไปทับถมนายกอภิสิทธิ์ แต่ไม่รู้ด้วยเจตนาหรือไม่ตั้งใจ ประชดประชันแดกดันหรือไรไม่ทราบ แต่มันได้กลายเป็นการไปทับถมคนดีหลายคนที่พยายามทำงานอย่างที่สุด

อย่าง ร.ต.วัชรัตน์ บุญฤทธิ์ ปลัดอำเภอจะนะ ที่คว้าเรือวิ่งออกช่วยลูกบ้านจนลืมใส่เสื้อชูชีพ จนพลาดและเสียชีวิตลง

อย่าง ทหารบก เรือ อากาศ ที่ผมไม่รู้จะพิมพ์ชื่อใครลงไป เพราะมีหลายคนมาก

อย่าง อปพร. อย่างตำรวจ อย่างกู้ภัย ที่ผมไม่รู้จะพิมพ์ชื่อใครลงไป เพราะหลงลืมไม่ได้ถามไถ่ชื่อ พอๆกับพวกเขาที่หลงลืมบอกชื่อ และทำงานจนไม่เคยคิดจะเอาหน้า

อย่าง น้องๆอาสาสมัคร ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด ทั้งที่โคราช สระบุรี และอีกเป็นสิบที่คนรุ่นใหม่เหล่านี้ ลงไปทำงานอย่างไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย

เสียดายครับที่คนเหล่านี้กลายเป็น "พระเอกตัวปลอม" ไป สำหรับสื่อยักษ์ใหญ่อย่างมติชน แม้ผมจะเข้าใจดีว่านั่นเป็นแค่ปกหนึ่งปก แต่ปกหนึ่งปกนี้ก็น่าจะมีค่าอย่างมากในการส่งสานส์ถึงมวลชน ที่น่าจะมีทางเลือกของคำว่า "พระเอกตัวจริง" เพียงคนเดียว ได้อีกหลายหลากมาก

เสียดายที่พระเอกตัวจริงรอบนี้ ไม่ใช่ปลัดอำเภอจะนะ
เสียดายที่พระเอกตัวจริงรอบนี้ ไม่ใช่อปพร. หรือเจ้าหน้าที่ใจกล้านับร้อยพัน
เสียดายที่พระเอกตัวจริงรอบนี้ ไม่ใช่อาสาสมัครคนรุ่นใหม่ ที่คนรุ่นคุณปรามาสดูถูกมาโดยตลอด ว่าไม่เอาอ่าว ไม่ได้เรื่อง ทำอะไรไม่เป็น
เสียดายที่พระเอกตัวจริงรอบนี้ ไม่ใช่หัวจิต-หัวใจอันแข็งกล้าของประชาชน อย่างยายไหมที่ผมไปพูดคุย ที่โดนผลกระทบจากอุทกภัย แต่ยังยิ้มได้แม้จะสูญสิ้นทั้งท้องนา ทั้งท้องไร่ บ้านเรือนที่อยู่อาศัยแทบไม่มีเหลือ แต่ก็ยังยื่นน้ำให้ผมดื่มตอนที่ยายเห็นผมเหนื่อย

เสียดายครับเสียดายจริงๆ

ที่วิกฤติน้ำท่วมรอบนี้ ผมดันคิดอยู่ในอุดมคติแบบสื่อประสบการณ์อ่อนน้อยเอาเอง ว่ามันคือโอกาสที่จะทำให้คนในชาติได้หลอมรวมกัน หลังผ่านช่วงเวลาแห่งการแตกแยกมาตลอด อย่างที่ผมพยายามรายงานข่าวไป

เสียดายครับ ที่พระเอกตัวจริงรอบนี้ในสายตาของสื่อยักษ์ใหญ่กลับไม่ใช่
"คนไทยทุกคน"

ไม่ได้ต่อว่าใครครับ ตัวผมมันก็แค่สื่อเสียงเล็กๆ ไม่แกร่งกล้าสามารถพอที่จะไปวิพากษ์วิจารณ์ใครได้ แค่อยากบอกในฐานะสื่อหนึ่งเสียง และคนในพื้นที่หนึ่งคน
ว่า

เสียดายจริงๆ
Related Posts with Thumbnails