26 ตุลาคม 2010

น้ำท่วมโคราช: ความสวยงามท่ามกลางวิกฤติ

บันทึกจากโคราช: ความสวยงามท่ามกลางวิกฤติ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
(บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม 2553)

“ประเทศไทย จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมแล้ว” คือคำพูดที่ผมได้ยินบ่อยมาก ตลอดช่วงการทำข่าวม็อบตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา

“บ้านของเรา จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว” เป็นประโยคที่แสลงหูผมมาก ที่แสลงหูไม่ใช่เพราะไม่ชอบ แต่เพราะผมก็กลัวว่า มันจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

พักจากการทำข่าวม็อบมาครึ่งปี ก็มาเจอกับข่าวใหญ่ที่เป็นวาระแห่งชาติ กับข่าวอุทกภัยที่เกิดขึ้นกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ ส่งผลกระทบกับชีวิตคนนับล้าน

ผมรีบจัดกระเป๋าเดินทางออกจากบางนาลงมาที่โคราช ทันทีที่ได้รับภารกิจให้มาทำข่าว ซึ่ง7วันกับการทำข่าวที่โคราช ผมได้ไปเห็นความยากลำบากของประชาชนทุกวัน ทั้งที่ปักธงชัย, เฉลิมพระเกียรติ, โนนสูง, ชุมพวง, และกระทั่งในตัวอำเภอเมืองด้วย

อย่างที่โนนสูงนี่น่าสงสารมากๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนเฒ่า-คนแก่ ลูกหลานเข้าไปทำงานที่กรุงเทพกันหมด สภาพโดยรวมก็กันดารมาก บ้านบางหลังยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำ โนนสูงแถบลำมูลนี่ทำนาเป็นส่วนมาก ถ้าขับรถผ่านมาตอนน้ำไม่ท่วม จะเห็นท้องนาสีเขียว สวยอร่ามตามาก ผมคุยกับป้าทอง ป้าแกอายุ67ปี แกบอกว่าเดือนหน้าก็จะได้เก็บเกี่ยวข้าวไปขายแล้ว เสียดายมาก อีกเดือนเดียวจริงๆ แล้วพอมาเจอน้ำท่วมแบบนี้ ป้าทองที่มีนาอยู่ 17 ไร่ ก็ต้องแบกหนี้เพิ่มขึ้นอีกเจ็ดหมื่นแปดหมื่นบาท นี่ยังไม่นับหนี้ก้อนเดิมๆที่ก็น่าจะมีไม่น้อยอีก

ผมหันไปดูท้องนาแล้วปวดใจ ข้าวกำลังแตกรวงสีเขียวสดใสต้องมาอยู่ใต้ผืนน้ำ ที่น่าสงสารมากขึ้นไปอีกคือนาทีนี้หนี้เกือบแสนที่ลุงๆป้าๆต้องมาแบกเพิ่มนั้นกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะแค่เอาตัวให้รอดในแต่ละวันก็ยากเย็นแล้ว ข้าวที่ป้าทองเหลืออยู่ก็แค่ก้นกระสอบ ป้าแกบอกว่ากินได้อย่างมากก็ถึงแค่วันเสาร์ ผมนึกแล้วน้ำตาจะไหล ป้าทองที่ทำนาปลูกข้าวมาให้คนอื่นกินมาตลอด นาทีนี้กลับไม่มีข้าวกิน และเฝ้ารอด้วยความหวังว่าคนอื่นจะส่งข้าวมาให้กิน คิดแล้วผมสงสารป้าทองจับหัวใจ

ผมถามป้าทองว่า ป้าอยากได้อะไรไหม เดี๋ยวผมจะเร่งประสานให้ความช่วยเหลือไปถึง ป้าบอก “อะไรก็ได้ลูกเอ้ย มันไม่รู้จะเริ่มตรงไหน มันก็ไม่เหลืออะไรแล้ว” ผมถาม “เอาเงินเลยไหมป้า?” ป้าบอก “ก็แล้วจะกรุณานะลูก ป้าก็เกรงใจ มันก็ไม่กล้าขอ” ยอมรับว่าผมอ่อนใจกับสิ่งที่ได้ยิน สงสารป้าทองมาก และสัญญากับตัวเองว่าจะหาเงินมาช่วยเหลือป้าทองให้ได้

วันต่อมาผทเดินทางไปที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งก็หนักหนาไม่แพ้กัน ชาวบ้านเจอน้ำท่วมแบบเฉียบพลัน คิดดูครับ คนตามชนบทบางคนถ้าหลับเร็วๆหน่อย เข้านอนตอนซักทุ่มนึง ตื่นมาตอนเช้าน้ำท่วมถึงเข่าแล้ว แถมน้ำขึ้นทุกนาที ตกช่วงบ่ายไม่เหลือสภาพอะไรแล้ว น้ำขึ้นถึงเอว ต้องอพยพอย่างเดียว บ้านผมเคยน้ำท่วมครั้งหนึ่ง ทั้งๆที่บ้านผมสูงหลายชั้น ยังมีพื้นที่เก็บของเยอะ ยังเสียหายเป็นแสน นี่บ้านลุงๆป้าๆที่เฉลิมพระเกียรติเป็นบ้านชั้นเดียวหลายหลัง ข้าวของก็ไม่รู้จะเอาไปหลบน้ำที่ไหน ที่น่าเห็นใจที่สุดคือหัวอกคนที่ต้องอพยพหนีน้ำ ทิ้งบ้านในสภาพที่น้ำเชี่ยวกรากเข้าใส่ คิดถึงแล้วน่าเห็นใจจริงๆ

หัวอกของคนเฒ่า-คนแก่ที่นี่ร้อยทั้งร้อยไม่มีใครอยากทิ้งบ้าน แค่ลองชวนคนอายุเยอะๆไปเที่ยวที่ไหนไกลๆดูก็จะรู้ คนยิ่งผูกพันธ์กับบ้านมานานเท่าไหร่ยิ่งไม่อยากทิ้งบ้านไปไหน ยิ่งคนต่างจังหวัดนี่เกือบทั้งหมด เป็นประเภทเกิดที่ไหนโตที่นั่น ไม่เคยไปใช้ชีวิตที่อื่นกันทั้งนั้น รอบนี้ต้องมาทิ้งบ้านในภาวะน้ำท่วม ต้องเดินออกจากบ้านมาเห็นน้ำพัดพาเชี่ยวกรากๆ ในมือแบกไปได้แค่เสื้อผ้า 2-3 ชิ้น นีกถึงความรู้สึกของคนเฒ่าคนแก่พวกนี้แล้วก็อดใจหายไมได้จริงๆ

เรื่องของหัวจิตหัวใจของชาวบ้าน ตอนผมไปที่ชุมพวง ก็เป็นอีกที่ที่ผมละนับถือน้ำใจของชาวบ้านจริงๆ คุณป้าที่พาผมเดินเพื่อเข้าไปทำข่าว ตั้งแต่ปากทางยันข้างใน ระยะทางร่วมๆ6กิโลเมตร นี่ก็เสียที่นาไปกว่า 50 ไร่ แต่ตลอดทางผมไม่เคยเห็นแกบ่น หรือ น้อยใจโชคชะตาของตัวเองซักนิด จะมีก็แค่ตอนที่ผมไปสัมภาษณ์จี้ว่าที่นาเสียไปเท่าไหร่ ป้าแกถึงจะเอ่ยปากพูด น้ำท่วมนารอบนี้ เงินที่ลงทุนไปนี่ก็กู้หน้า ข้าวที่เห็นสวยๆนี่เดือนหน้าจะได้เก็บเกี่ยวเอาไปขายแล้ว พอมาเจอสภาพอย่างนี้ก็ต้องแบกรับหนี้ไปอีกหนึ่งปี นี่ยังไม่นับบ้านเรือนที่เสียหายอีกตั้งเท่าไหร่ แต่คุณลุงคุณป้าไม่มีบ่นซักคำ แถมหาข้าวหาปลามาให้ผมกิน หารองเท้ามาให้ผมใส่ หาถ่านไฟฉายมาให้ไมโครโฟนของผมที่ถ่านกำลังจะหมด หัวจิตหัวใจของคุณลุงคุณป้าที่นี่ไม่รู้ทำด้วยอะไร ถ้าผมตกอยู่ในสภาพเดียวกับพวกเขาคงไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรแล้ว สุดยอดจริงๆ

ไม่ใช่แค่ชาวบ้านนะครับที่ผมนับถือจิตใจ คนไทยทั้งหลายทั้งทหาร ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด กู้ภัย อปพร. ผู้ใหญ่ กำนัน อบต. อบจ. หมอ พยาบาล นักข่าว และอีกหลายสิบอาชีพที่ผมไม่มีพื้นที่พอที่จะพูดถึง ที่ต่างก็ลงมือ ลงแรง ร่วมใจกันทำงาน ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ แม้ว่าภาพที่ดูออกไป อาจจะดูวุ่นวายยุ่งเหยิง แต่จะให้มันดูลงตัวเหมาะเหม็งไปหมดได้อย่างไร ในเมื่อเราก็กำลังฟันฝ่าช่วงเวลาแห่งวิกฤติ กับน้ำท่วมรอบนี้วิกฤติที่สุดในรอบชั่วอายุคนโคราช หันไปถามใคร ทุกคนล้วนบอกเป็นคำเดียวว่า “รอบนี้หนักสุดในชีวิต” ซึ่งแน่นอนว่าคนที่อยู่หน้างานย่อมไม่มีใครคุ้นชิน และเตรียมตัวเตรียมใจกับสถานการณ์อย่างนี้

ที่ผมประทับใจคือคนในพื้นที่ โดยเฉพาะแถบชนบทไกลๆความเจริญเนี่ย เค้าเข้าอกเข้าใจกันเองอย่างมากครับ เจอวิกฤติน้ำท่วม พอผมถามชาวบ้านที่โดน แม้ว่าเขาจะเรียกร้องขอความช่วยเหลือ แต่ทุกครั้งเขาก็จะบอกว่า “แต่เราเข้าใจนะว่าตอนนี้มันวุ่นวายไปหมด” ส่วนฝั่งคนที่จะมาช่วย ก็พยายามทำงานเต็มที่ ตอนโดนบ่น-โดนด่า ก็ไม่เคยท้อ บอกแค่ว่า “คนที่โดนน้ำท่วมหนักกว่าเราเยอะ” ชาวบ้านที่โดนน้ำท่วมเขาเข้าใจว่า เราคนไทยทั้งหลายต่างกำลังต่อสู้กับธรรมชาติ ซึ่งก็คือน้ำปริมาณมหาศาลอยู่ เราไม่ได้ต่อสู้กันเอง แต่เราทั้งหลายกำลังช่วยเหลือกันอยู่ เป็นสิ่งสวยงามท่ามกลางวิกฤติขนานแท้ ที่ผมประทับใจมากๆจริง

แต่ผมก็อดเสียดายไม่ได้ ที่ภาพดีๆงามๆพวกนี้ ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นต่อคนที่ไม่ได้โดนน้ำท่วมอยู่ไกลๆ เพราะก็ดันมีแต่ข่าว ส.ส.แย่งผลงานเอาหน้า ฝ่ายโน้น-ฝ่ายนี้ชี้นิ้วด่ากันและกัน เงินบริจาคโดนงุบงิบ บานปลายไปถึงกระแสปล่อยข่าวว่ามีคนตั้งใจทำให้น้ำท่วมเพื่อประโยชน์ทางการเมือง (ช่างคิดจริงหนอ? ไม่ดูภาวะแวดล้อมเล้ยยย) ผู้ประกาศหลายช่องเล่าข่าวดราม่าๆพวกนี้เยอะจนผมและนักข่าวภาคสนามหลายคนถึงกับงง ว่าไอ้ที่เรานักข่าวภาคสนามดูพวกผู้ประกาศเหล่านี้เล่าข่าวอยู่ นี่มันเป็นพื้นที่เดียวกับเราหรือเปล่า แต่ทำไมที่พูดในห้องส่งกับสิ่งที่เราสัมผัสจริงๆมันช่างแตกต่างอะไรเช่นนี้

แต่เอาเถอะครับ ตัวผมแล้ว ในฐานะคนที่ลงมาทำข่าวภาคสนาม เราก็เดินหน้าทำงาน นำเสนอความจริงต่อไป

ส่วนอีกหนึ่งตัวตนฐานะคนไทย ที่ร่วมอยู่ในวิกฤติครั้งนี้ แม้จะต้องเป็นสักขีพยานกับท้องนานับหมื่นไร่สูญเสียไป บ้านเรือนหลายพันหลังที่สูญสิ้น แต่ลึกๆผมก็อุ่นใจได้อย่าง

ว่าถึงแม้ใครหลายคนจะกลัวว่าบ้านเราจะผุจะพัง จะโดนภัยร้ายแรงแค่ไหน แต่สุดท้ายที่ผมกังวลว่า “บ้านเราจะไม่เหมือนเดิม” ก็หมดไป เพราะถึงบ้านจะโดนอะไรมาหนักแค่ไหน คนในบ้านก็ยังร่วมมือร่วมใจกันถึงที่สุดครับ

หมายเหตุ: สุดท้ายแล้วผมก็สามารถประสานเงินช่วยเหลือทั้งที่โนนสูงและชุมพวงได้ ขอบคุณคุณจักรกฤษณ์ สุวรรณสาร(บริษัท จัดหางาน เงินและทองพัฒนา จำกัด) ครับ

24 ตุลาคม 2010

น้ำท่วมโคราช 24-10-2010: ชุมพวง


(ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้ ถ่ายที่อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา ตอนก่อนที่จะถ่ายภาพนี้ผมเหนื่อยล้าจากการเดินทางมาก พอมองไปเห็นภาพนี้เข้าแล้วมีกำลังใจทำงานอีกมากจริงๆ)

Daily Journal (24-10-2010)

ชุมพวง

ชุมพวงเป็นอำเภอที่ต้องรับน้ำ2ทาง คือจากลำน้ำมูลและลำน้ำมาตร ถึงวันนี้ (อาทิตย์ที่ 24 ตุลา) น้ำท่วมขังแค่บางส่วน (ราวๆ 60% ของพื้นที่ทั้งหมด) โดยพื้นที่ส่วนในชุมชน ในตัวเมือง เป็นพื้นที่สูง น้ำเลยยังไปไม่ถึง แต่ก็คาดเดาไม่ยากว่านับจากนี้อีก 2-3 วัน น้ำก็จะขึ้นสูงอีก เพราะวันนี้เป็นวันที่สองเท่านั้นที่น้ำเดินทางมาถึงชุมพวง โดยรับมาจากเมืองพิมาย และจักราช

หนึ่งในชุมชนที่โดนน้ำท่วมคือที่ตลาดไนท์ชุมพวง มีชาวบ้านราวๆร้อยหลังคาเรือน นับดูแล้วก็น่าจะมีประชากรแตะๆหนึ่งพันคน ความจริงพื้นที่ข้างในหมู่บ้านยังไม่ท่วมมากนัก อย่างมากสุดอาจจะแค่เอว แต่ด้วยความที่การเดินทางยากลำบาก ชาวบ้านข้างในสุดอยู่ลึกถึง 6 กิโลเมตร ถนนตัดขาดเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะบริเวณหน้าตลาดที่น้ำท่วมขังสูงกว่าเอว ทำให้ต้องอาศัยเรือมาประกอบการเดินทางสถานเดียวเท่านั้น ที่ใช้คำว่าประกอบ เพราะสุดท้ายก็ต้องเดินเท้า และขึ้นรถในบางจุดด้วย แต่ถ้ามองไปข้างหน้าอีกซัก 2-3 วัน ถ้าน้ำท่วมสูงขึ้นอีกซักเมตรครึ่งละยากลำบากแน่ๆ เพราะคงต้องอาศัยเรือเดินทางถึง 6 กิโลเมตร และเป็นที่ซอกแซก ซึ่งไม่ใช่งานง่ายเลยจริงๆ

พูดถึงน้ำที่กำลังมาอีกหนึ่งเมตรแล้วก็ใจหาย ชุมพวงเป็นอีกหนึ่งอำเภอที่หันซ้ายหันขวาไปก็มีแต่ทุ่งนา ตอนนี้น้ำท่วมนาไปแล้วหลายพันไร่ หนึ่งในชาวบ้านที่ผมพูดคุยด้วยบอกเธอมี 40 ไร่ ซึ่งคำนวนแล้วก็เสียหายหลายหมื่น อาจจะแตะๆแสน ตอนนี้ท้องนาอีกฝั่งหนึ่งน้ำยังไม่ท่วม ก็ต้องภาวนาว่าอย่าให้น้ำขึ้นสูงอีก อย่างไงลองสละเวลา5นาที ดูรายงานชิ้นนี้ เพื่อจะได้เห็นภาพชัดเจนขึ้นครับ


มาที่ชุมพวง ก็เป็นอีกที่ที่ผมละนับถือน้ำใจของชาวบ้านจริง คุณป้าที่พาผมเดินตั้งแต่ปากทางยันข้างใน นี่ก็เสียที่นาไปกว่า 50 ไร่ แต่ตลอดทางผมไม่เคยเห็นแกบ่น หรือ น้อยใจโชคชะตาของตัวเองซักนิด จะมีก็แค่ตอนที่ผมไปสัมภาษณ์จี้ว่าที่นาเสียไปเท่าไหร่ ป้าแกถึงจะเอ่ยปากพูด น้ำท่วมนารอบนี้ เงินที่ลงทุนไปนี่ก็กู้หน้า ข้าวที่เห็นสวยๆนี่เดือนหน้าจะได้เก็บเกี่ยวเอาไปขายแล้ว พอมาเจอสภาพอย่างนี้ก็ต้องแบกรับหนี้ไปอีกหนึ่งปี นี่ยังไม่นับบ้านเรือนที่เสียหายอีกตั้งเท่าไหร่ แต่คุณลุงคุณป้าไม่มีบ่นซักคำ แถมหาข้าวหาปลามาให้ผมกิน หารองเท้ามาให้ผมใส่ หาถ่านไฟฉายมาให้ไมโครโฟนของผมที่ถ่านกำลังจะหมด หัวจิตหัวใจของคุณลุงคุณป้าที่นี่ไม่รู้ทำด้วยอะไร ถ้าผมตกอยู่ในสภาพเดียวกับพวกเขาคงไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรแล้ว สุดยอดจริงๆครับ และขอส่งแรงกาย-แรงใจ ไปให้ชาวนา-ชาวไร่ที่ชุมพวง จากหนึ่งในคนที่บ้านน้ำ(ยัง)ไม่ท่วมครับ

ช่วยเหลือชุมพวง
สิ่งที่ต้องการ: เงิน, เรือ
ติดต่อ:
นายอำเภอชุมพวง (เสก) 098-894-9469
คุณดวงมาลา เย็นสบาย 083-727-9357

22 ตุลาคม 2010

น้ำท่วมโคราช: ดูผมช่วยคุยกับลุงให้ออกจากบ้าน

อำเภอเฉลิมพระเกียรติ นครราชสีมา 18ตุลาคม2553

ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติก็หนักหนาไม่แพ้กัน ชาวบ้านเจอน้ำท่วมแบบเฉียบพลัน คิดดูครับ คนตามชนบทบางคนถ้าหลับเร็วๆหน่อย เข้านอนตอนซักทุ่มนึง ตื่นมาตอนเช้าน้ำท่วมถึงเข่าแล้ว แถมน้ำขึ้นทุกนาที ตกช่วงบ่ายไม่เหลือสภาพอะไรแล้ว น้ำขึ้นถึงเอว ต้องอพยพอย่างเดียว บ้านผมเคยน้ำท่วมครั้งหนึ่ง ทั้งๆที่บ้านผมสูงหลายชั้น ยังมีพื้นที่เก็บของเยอะ ยังเสียหายเป็นแสน นี่บ้านลุงๆป้าๆที่เฉลิมพระเกียรติเป็นบ้านชั้นเดียวหลายหลัง ข้าวของก็ไม่รู้จะเอาไปหลบน้ำที่ไหน ที่น่าเห็นใจที่สุดคือหัวอกคนที่ต้องอพยพหนีน้ำ ทิ้งบ้านในสภาพที่น้ำเชี่ยวกรากเข้าใส่ คิดถึงแล้วน่าเห็นใจจริงๆ

ลองไปดูภาพบรรยากาศตอนที่ผมไปช่วยกล่อมให้คุณลุงคนนึงออกจากบ้านดูครับ


หมายเหตุ: สุดท้ายลุงก็ยอมออกจากบ้านแล้วไปขึ้นรถ อพยพไปอยู่ที่จุดรวมคนนะครับ

น้ำท่วมโคราช: ฟังเสียงชาวบ้านที่โนนสูง

โนนสูง 19 ตุลาคม 2553

ที่โนนสูงนี่น่าสงสารมากๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนเฒ่า-คนแก่ ลูกหลานเข้าไปทำงานที่กรุงเทพกันหมด สภาพโดยรวมก็กันดารมาก บ้านบางหลังยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำ โนนสูงแถบลำมูลนี่ทำนาเป็นส่วนมาก ถ้าขับรถผ่านมาตอนน้ำไม่ท่วม จะเห็นท้องนาสีเขียว สวยอร่ามตามาก ผมคุยกับป้าทอง ป้าแกอายุ67ปี แกบอกว่าเดือนหน้าก็จะได้เก็บเกี่ยวข้าวไปขายแล้ว เสียดายมาก อีกเดือนเดียวจริงๆ แล้วพอมาเจอน้ำท่วมแบบนี้ ป้าทองที่มีนาอยู่ 17 ไร่ ก็ต้องแบกหนี้เพิ่มขึ้นอีกเจ็ดหมื่นแปดหมื่นบาท นี่ยังไม่นับหนี้ก้อนเดิมๆที่ก็น่าจะมีไม่น้อยอีก

ผมหันไปดูท้องนาแล้วปวดใจ ข้าวกำลังแตกรวงสีเขียวสดใสต้องมาอยู่ใต้ผืนน้ำ ที่น่าสงสารมากขึ้นไปอีกคือนาทีนี้หนี้เกือบแสนที่ลุงๆป้าๆต้องมาแบกเพิ่มนั้นกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะแค่เอาตัวให้รอดในแต่ละวันก็ยากเย็นแล้ว ข้าวที่ป้าทองเหลืออยู่ก็แค่ก้นกระสอบ ป้าแกบอกว่ากินได้อย่างมากก็ถึงแค่วันเสาร์ ผมนึกแล้วน้ำตาจะไหล ป้าทองที่ทำนาปลูกข้าวมาให้คนอื่นกินมาตลอด นาทีนี้กลับไม่มีข้าวกิน และเฝ้ารอด้วยความหวังว่าคนอื่นจะส่งข้าวมาให้กิน คิดแล้วผมสงสารป้าทองจับหัวใจ

ลองไปชมบรรยากาศ และเสียงสัมภาษณ์ชาวบ้านที่โนนสูงกันครับ


- ที่บ้านลำมูล โนนสูง: อบต.สุรัตน์ 088-349-7312 ต้องการอาหารและเรือ (อาหารแห้งก็ได้ เพราะที่นี่ยังพอหุงหาได้)

บันทึกจากโคราช 22-10-2010: เมืองพิมาย

Daily Journal (22-11-2010)

เมืองพิมาย
เข้าสู่วันที่5ของการลงพื้นที่ทำข่าวน้ำท่วมโคราช ผมตัดสินใจลงไปที่อำเภอเมืองพิมายอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อวานลงไปแล้วปรากฏว่าน้ำยังมาถึงไม่สุด (คือมาแล้ว แต่รู้ว่าจะมาเพิ่มได้อีกแน่ๆ) พอไปถึงรอบนี้ก็เป็นไปตามคาด น้ำท่วมสูงขึ้นเกือบๆเมตรในรอบ24ชม. พูดถึงพิมายแล้วที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คงหนีไม่พ้นโบราณสถาน โบราณวัตถุ ทั้งปราสาทหินพิมาย และ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพิมาย

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพิมาย
สถานการณ์: จุดนี้น่าเป็นห่วงจริงอะไรจริง ส่วนจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มี2ส่วน คือบริเวณด้านในและด้านนอก ตอนนี้วัตถุโบราณที่อยู่ด้านนอก เช่นทับหลังหรือปราสาทจำลองบางส่วนก็ถูกน้ำท่วมแล้ว ส่วนที่ยังไม่ท่วมก็เหลืออีกไม่ถึง20เซ็นติเมตร แต่เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าวัตถุโบราณทั้งหมดที่จำต้องปล่อยให้โดนน้ำซัด เป็นวัตถุโบราณที่ทำจากหิน ซึ่งเมื่อน้ำลดแล้วก็สามารถทำความสะอาดและบูรณาการจนกลับมาอยู่ในสภาพดังเดิมได้ทันที

วัตถุโบราณที่ห้ามโดนน้ำ เช่นเครื่องเงินทั้งหมดจัดเก็บอยู่ในส่วนของตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ ซึ่งก็ยังอยู่ในช่วงสู้กับน้ำแบบนาทีต่อนาทีอยู่ เจ้าหน้าที่บอกว่าน้ำได้ไหลผ่านป้อมปราการด่านแรกของกระสอบทรายไปแล้ว แต่ยังมีกระสอบชั้นที่สองอยู่ ซึ่งผมดูแล้วก็คิดว่ามั่นคงดี ยิ่งเจ้าหน้าที่มีการจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้อีกหนึ่งชุดก็พออุ่นใจได้บ้าง เพราะจากที่สังเกตมา5วัน ระดับน้ำไม่น่าจะมากพอที่จะเข้าไปถึงวัตถุโบราณในตัวอาคาร

ส่วนที่น่าเห็นใจตอนนี้คือบรรดาเจ้าหน้าที่ เพราะมีคนอยู่รวมกัน5คน และต้องผลัดกันดูแลโบราณวัตถุข้างในตลอดจนไม่กล้าออกไปรับอาหาร แถมเรื่องของการขับถ่ายก็เป็นอีกหนึ่งในปัญหาหลักอีก

ความต้องการ: ส่งอาหารไปให้ทาน, ห้องน้ำ, เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่
ติดต่อ: คุณสมชาติ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติพิมาย 087-965-0519


ปราสาทหินพิมาย
สถานการณ์: จนถึงวันนี้ (ศุกร์ที่22ตุลาคม) น้ำได้ไหลทะลักกำลังต้นไม้ด้านทิศใต้เข้าไปบริเวณใกล้ๆกับตัวปราสาทแล้ว ความจริงปราสาทหินพิมายจะมีกำแพงหินล้อมรอบด้านทำให้สามารถช่วยหยุดยั้งกระแสน้ำไว้โดยที่เจ้าหน้าที่แทบไม่ต้องไปลงแรงอะไร แจ่ก็เว้นไว้ก็ด้านทิศใต้ ซึ่งเป็นด้านที่อยู่ใกล้กับด้านหน้าของปราสาท ที่ไม่มีกำแพงหิน แต่จะเป็นกำแพงต้นไม้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องเร่งระดมกำลังวางกระสอบทรายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อซักช่วงบ่ายของวันนี้กำแพงสูงหนึ่งเมตรกว่าๆแล้ว แต่ก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้เพราะน้ำที่พิมายยังคงเป็นช่วงขาขึ้นอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าต้องการกระสอบเพิ่มขึ้นอีกกว่า10,000กระสอบถึงจะอุ่นใจได้


ความต้องการ: แรงงาน, กระสอบทรายอีกเป็นหมื่น
ติดต่อ: คุณดุสิต ทุมมากร หัวหน้าปราสาทเมืองพิมาย 081-789-2096

ประชาชน

สถานการณ์: น้ำท่วมบ้านเรือนจุดที่หนักที่สุดถึงอกแล้ว ทำให้การสัญจรเข้าออกเป็นไปได้ยาก ที่น่าประหลาดใจคือวันนี้ผมได้ค้นพบ ว่าการได้รับอาหารอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับทุกพื้นที่ ประชาชนที่อำเภอเมืองพิมายหลายคนยังไม่ทานอาหาร แน่นอนว่าสาเหตุหลักมาจากการที่อาหารยังไปไม่ถึงประชาชน แต่อีกหนึ่งสาเหตุคือประชาชนหลายคนไม่กล้าที่จะทานอาหาร เพราะกลัวว่าจะต้องขับถ่าย เพราะตอนนี้น้ำท่วมส้วมไปเกือบทุกหลังแล้ว ที่ทำได้ตอนนี้คือดื่มกาแฟ หรืออาหารอะไรก็ได้ที่ย่อยง่ายๆที่สุด เช่นข้าวต้ม หรือ โจ้ก ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้ก็ใช่ว่าจะเลือกเมนูอาหารได้ตลอด
สรุปแล้วเรื่องอาหารเนี่ย ชาวบ้านบอกกับผมว่าสาเหตุที่ไม่ได้ทานมีหลายอย่างมาก
- อาหารมาไม่ถึง
- ไม่กล้าทานเพราะกลัวต้องถ่าย ที่กลัวเพราะไม่มีส้วม ส้วมโดนน้ำท่วมหมดแล้ว
- ทานไม่ลงเพราะเหนื่อย
- ไม่มีเวลาทานเพราะต้องขนของ และช่วยเหลือคนอื่น เช่นปู่ย่าหรือเด็กๆ

ความต้องการ: ส้วม (จะมาแบบไหนก็ได้ ขอให้ได้ขับถ่ายก็พอ), อาหาร, เรือ

ติดต่อ: เจ้าหน้าที่ส่วนกลาง 089-285-8434 หรือ โทรไปหาชาวบ้านโดยตรง คุณโอ๋อยู่ในจุดที่ลำบากที่สุดจุดหนึ่ง 081-075-679

บันทึกจากโคราช 21-10-2010: โนนสูงและเฉลิมพระเกียรติ

Daily Journal (21 October 2010)

ไปตามทำข่าวมาหลายที่ครับ เรียงลำดับมาก็มีที่อำเภอเมืองโคราช, ปักธงชัย, เฉลิมพระเกียรติ, โนนสูง และวันนี้ที่พิมาย

ตอนนี้ความลำบากที่คนโคราชต้องเจอมีมากเหลือเกินครับ มองไปทางไหนก็ลำบากกันหมด ว่างๆเลยรวบรวมที่ทวีตรายงานไปมาเป็นบล็อกซักอัน เพราะให้ไปตามอ่านทั้งไทม์ไลน์คงสเปะสปะไปหมด วันนี้ขอเขียนถึงที่โนนสูงกับเฉลิมพระเกียรติก่อนละกัน

ที่โนนสูงนี่น่าสงสารมากๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนเฒ่า-คนแก่ ลูกหลานเข้าไปทำงานที่กรุงเทพกันหมด สภาพโดยรวมก็กันดารมาก บ้านบางหลังยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำ โนนสูงแถบลำมูลนี่ทำนาเป็นส่วนมาก ถ้าขับรถผ่านมาตอนน้ำไม่ท่วม จะเห็นท้องนาสีเขียว สวยอร่ามตามาก ผมคุยกับป้าทอง ป้าแกอายุ67ปี แกบอกว่าเดือนหน้าก็จะได้เก็บเกี่ยวข้าวไปขายแล้ว เสียดายมาก อีกเดือนเดียวจริงๆ แล้วพอมาเจอน้ำท่วมแบบนี้ ป้าทองที่มีนาอยู่ 17 ไร่ ก็ต้องแบกหนี้เพิ่มขึ้นอีกเจ็ดหมื่นแปดหมื่นบาท นี่ยังไม่นับหนี้ก้อนเดิมๆที่ก็น่าจะมีไม่น้อยอีก



ผมหันไปดูท้องนาแล้วปวดใจ ข้าวกำลังแตกรวงสีเขียวสดใสต้องมาอยู่ใต้ผืนน้ำ ที่น่าสงสารมากขึ้นไปอีกคือนาทีนี้หนี้เกือบแสนที่ลุงๆป้าๆต้องมาแบกเพิ่มนั้นกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะแค่เอาตัวให้รอดในแต่ละวันก็ยากเย็นแล้ว ข้าวที่ป้าทองเหลืออยู่ก็แค่ก้นกระสอบ ป้าแกบอกว่ากินได้อย่างมากก็ถึงแค่วันเสาร์ ผมนึกแล้วน้ำตาจะไหล ป้าทองที่ทำนาปลูกข้าวมาให้คนอื่นกินมาตลอด นาทีนี้กลับไม่มีข้าวกิน และเฝ้ารอด้วยความหวังว่าคนอื่นจะส่งข้าวมาให้กิน คิดแล้วผมสงสารป้าทองจับหัวใจ

ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติก็หนักหนาไม่แพ้กัน ชาวบ้านเจอน้ำท่วมแบบเฉียบพลัน คิดดูครับ คนตามชนบทบางคนถ้าหลับเร็วๆหน่อย เข้านอนตอนซักทุ่มนึง ตื่นมาตอนเช้าน้ำท่วมถึงเข่าแล้ว แถมน้ำขึ้นทุกนาที ตกช่วงบ่ายไม่เหลือสภาพอะไรแล้ว น้ำขึ้นถึงเอว ต้องอพยพอย่างเดียว บ้านผมเคยน้ำท่วมครั้งหนึ่ง ทั้งๆที่บ้านผมสูงหลายชั้น ยังมีพื้นที่เก็บของเยอะ ยังเสียหายเป็นแสน นี่บ้านลุงๆป้าๆที่เฉลิมพระเกียรติเป็นบ้านชั้นเดียวหลายหลัง ข้าวของก็ไม่รู้จะเอาไปหลบน้ำที่ไหน ที่น่าเห็นใจที่สุดคือหัวอกคนที่ต้องอพยพหนีน้ำ ทิ้งบ้านในสภาพที่น้ำเชี่ยวกรากเข้าใส่ คิดถึงแล้วน่าเห็นใจจริงๆ



ประเทศไทยนาทีนี้ต้องการความช่วยเหลือครับ เจ็บกันทั้งชาติ ก็ต้องช่วยกันทั้งชาติ ช่วยทั้งเรื่องจิตใจและเรื่องทุนทรัพย์ อย่าเพิ่งไปคิดสงสัย คิดวิจารณ์อะไรให้มากมายครับ ลองถามตัวเองก่อนว่าเราได้ช่วยอย่างดีที่สุดแล้วหรือยัง?

ส่งมานะครับ ส่งมาเรื่อยๆ ข้าวที่ชาวนาอย่างป้าทองปลูกมากว่า 30-40ปี ผลิตอาหารส่งให้พวกเรากินอิ่มท้องกันอยู่ทุกวัน ตอนนี้เขากำลังรอข้าวเหล่านั้นให้ส่งกลับมาถึงท้องบ้าง ข้าวสารหนึ่งกระสอบมีค่ากับชีวิตคนที่ลำบากอีกมาก


ไม่ใช่แค่ที่โคราชนะครับ สระบุรี ชัยภูมิ อยุธยา และอีกกว่า20จังหวัดทุกประเทศก็กำลังลำบากเช่นกัน
ลองตามข้อมูลที่ www.thaiflood.com ได้ครับ ว่าท่านจะช่วยอย่างไรได้บ้าง


ส่วนที่โคราช ที่ผมประจำอยู่ แนะนำให้ติดต่อโดยตรงไปที่จุดที่ต้องการความช่วยเหลือครับ

- ที่บ้านลำมูล โนนสูง: อบต.สุรัตน์ 088-349-7312 ต้องการอาหารและเรือ (อาหารแห้งก็ได้ เพราะที่นี่ยังพอหุงหาได้)
- ที่ปราสาทเมืองพิมาย: คุณดุสิต ทุมมากร 081-789-2096 กำลังสู้กับแรงน้ำที่ถาโถมเข้าใส่กำแพงปราสาทอยู่ ต้องการทั้งอาสาสมัครและกระสอบทราย
- อาสาสมัครขาลุย คุณต้าร์ (@tar_kotloh) 080-660-0098 พร้อมเป็นตัวประสานและแนะนำความช่วยเหลือได้

21 ตุลาคม 2010

apologize note

(1) วันนี้คลื่นลมสงบ อยากแวะมาขออภัยที่วันก่อนผมทวีตและRT ประเด็นคนกรุง-คนต่างจังหวัดไป
(2) เจตนาแค่อยากให้ฉุกคิด โดยไม่รู้ตัวว่ามันชวนให้คิดเรื่องการแบ่งแยกของสังคมด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกกาละเทศะอย่างมาก
(3) ตอนนี้คนไทยทั้งประเทศต่างกำลังประสบปัญหาเดียวกัน ไม่ว่าจะใครที่ไหน เราก็ต่างท่วม ต่างช่วยเหลือกันและกันทั้งหมด
(4) แค่นี้ละครับ ไม่อยากเวิ่นเว้อ ไม่อยากดราม่า นาทีนี้คิดถึงอาม่าอย่างเดียวครับ :)
(5) อ่อ.. ผมไม่ยืนยันว่าจะมาขออภัยเป็นครั้งสุดท้ายนะ แต่จะระวังให้มากที่สุด เพราะยังทวีตอีกเยอะ คิดอีกเยอะ พลาดอีกก็จะรับผิดอีกครับ :/

เอมครับ

15 ตุลาคม 2010

เรื่องในอดีตถึงแฟนลิเวอร์พูล

บล็อกนี้เป็น Random Thought ครับ คือคิดสะเปะสปะไม่มีสาระอะไรมาก

ตามข่าวทีมลิเวอร์พูลขายสโมสรด้วยความเห็นใจและเอาใจช่วยอยู่ห่างๆ ถึงผมจะเชียร์แมนยูอย่างสุดหัวใจ แต่ก็ไม่ได้คิดร้ายกับทีมคู่แข่งขนาดว่าต้องให้ล้มละลายหายไปจากลีก เคยบอกไปแล้วว่าวันเดียวที่เด็กผีอย่างผมอยากเห็นแฟนหงส์ทุกข์ทรมานมีแค่วันเดียว คือวันที่ลิเวอร์พูลโคจรมาเจอกับแมนยู ซึ่งแน่นอนว่าแมนยูก็มักจะเอาชนะได้เสมอๆ.. ฮา

สาเหตุที่ผมมักจะเห็นใจเด็กหงส์ต้องเล่าย้อนไปสมัยเรียนมัธยม ตอนที่หัดดูฟุตบอลไม่นาน เชื่อไหมว่าห้องเรียนผม ด้วยความที่เป็นห้องเด็กเรียนเก่ง ทำให้ในห้องมีแต่ผู้หญิง ผู้ชายก็เต็มไปด้วยสาวประเภทสอง เหลือผู้ชายแท้อยู่สิบกว่าคน เอาคนที่ชอบดูฟุตบอลก็มีอยู่2คนเท่านั้น คือผมกับเพื่อนอีกคนที่ชื่อไอ้จ็อบ

ที่ตลกคือผมเชียร์แมนยู ส่วนไอ้จ็อบนี่ก็ดันมาเชียร์ลิเวอร์พูล เพราะสาเหตุที่ว่าทั้งห้องเรียนมีดูบอลกันอยู่แค่สองคนนี้มั้ง ทำให้ผมไม่เคยดีใจอะไรมากมายเวลาเห็นลิเวอร์พูลแพ้ เพราะถ้าลิเวอร์พูลแพ้ไอ้จ็อบนี่ก็จะซึมเศร้าเหงาหงอย ถ้าผมจะไปทับถมมันอีก ก็จะใจร้ายไปหน่อย แถมมันก็จะพาลไม่คุยกับผมอีก แล้วทีนี้ก็ยิ่งไม่มีคนมาคุยกับเราเรื่องฟุตบอลเข้าไปอีก -_-

แล้วยิ่งบรรยากาศที่แอนฟิลด์อยู่ในช่วงฟ้าหม่น จะล้มละลาย จะโดนตัดแต้ม จะตกชั้นอย่างนี้ ยิ่งคิดถึงไอ้จ็อบมัน เจอกันวันก่อนมันพูดเสียงเศร้าๆ "กูไม่ดูบอลแล้ววะเดี๋ยวนี้" ยังไงก็เป็นกำลังใจให้เพื่อนจ็อบและแฟนหงส์ทุกคนนะ ผมว่ายังไงลิเวอร์พูลก็ไม่ตกชั้นหรอก แม้จะโดนตัด9แต้มก็ตาม

แต่นัดที่เจอกับแมนยูนัดที่2 ก็แสดงความเสียใจล่วงหน้านะ ยังไงวันนั้นแมนยูก็ชนะ... ฮา....

เท่านี้แหละครับ แวะมาเล่าให้ฟังสั้นๆ เป็นความคิดแบบสะเปะสปะ (Random Thought) ไม่มีสาระอะไรมากมาย :D

14 ตุลาคม 2010

ดอกไม้จะบาน...

เรื่อง: ดอกไม้จะบาน...


“ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน บริสุทธิ์กล้าหาญ จะบานในใจ
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่ แน่วแน่แก้ไขจุดไฟศรัทธา”


ท่วงทำนองของเพลงดอกไม้จะบาน ที่ประพันธ์โดยคุณจิระนันทน์ พิตรปรีชา วีรสตรีคนเดือนตุลา พรั่งพรูเข้าสู่โสตประสาทของผม ผ่านเจ้าเครื่องไอโฟน4ตัวใหม่ที่ผมเพิ่งได้มา

รอบข้างผมเต็มไปด้วยนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดอกไม้สีขาวทั้งหลายที่ขวั่กไขว่ทำกิจกรรมตามจังหวะของตัวเอง บ้างก็อ่านหนังสือ บ้างก็รีบเดินเพื่อให้เข้าเรียนวิชารอบบ่ายให้ทัน บ้างก็จับกลุ่มเล่นเกมกระดานกันอย่างสนุกสนาน บ้างก็นั่งจิ้มแบล็กเบอร์รี่อย่างไม่สนใจสายฝนที่กำลังโปรยปรายลงมา

นิสิตกลุ่มหนึ่งเดินเกาะกลุ่มเข้ามา ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาที่อาคารคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนหนึ่งถือร่ม อีกคนหนึ่งช่วยถือหนังสือ ทั้ง2ช่วยเหลือกันและกันจนมาถึงใต้ร่มอาคารคณะ แบบไม่โดนฟ้าฝนสาดเทเข้าใส่มากนัก

“เอ๊ะ นี่เดินมาด้วยกันได้นี่ เห็นในทีวีเหมือนจะคิดคนอย่างทางการเมือง?” ผมกระเซ้าถามทั้ง4คน ย้อนภาพจำในทีวี กับวันที่นิสิต-นักศึกษา รวมถึงสนนท. (สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย) ได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุย-เสนอความเห็น ให้กับนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยบรรยากาศการพูกคุยที่เห็นชัด ว่าแนวคิดของนักศึกษาแบ่งแยกออกเป็น2ฝั่ง

“ไม่หรอกค่ะ ความจริงเราก็เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยม อย่างจี๋กับปุนี่ก็เรียนห้องเดียวกัน อย่างฟ่งกับจี๋นี่ก็เรียนโรงเรียนเดียวกัน” ฟ่ง สุวพิชชา สินุธก นิสิตนิติศาสตร์จุฬาเล่าถึงในอดีต ก่อนหันไปยิ้มให้กับเพื่อน คลายความกังวลให้กับตัวผมเองได้มาก ว่ารอบนี้คงไม่ต้องมาเป็นกรรมการมวยทางการเมือง เหมือนที่ผมเคยต้องทำในการสัมภาษณ์วงผู้ใหญ่บางวง

“นี่เวลาอยู่กับเพื่อนเคยจับกลุ่มคุยกันเรื่องการเมืองหรือเปล่า?”

“น้อยพี่ เวลาคุยกันก็คุยกับคนเดิมๆ 2-3คน อย่างมากก็5คน ไม่เคยจับกลุ่มกันได้เกินนี้” ณัฐวร ตรีพรชัยศักดิ์ นิสิตแพทยศาสตร์ ปี5 ตอบผม

“นักศึกษายังสนใจการเมืองยังน้อย?” ผมถามแทรก

“ใช่ ยังน้อยมาก คนชอบมาหมกมุ่นอยู่ว่านิสิตคนนี้เหลือง กลุ่มนั้นแดง แต่ความจริงเอาทุกสีมารวมกันแล้วก็ยังถือว่าน้อยอยู่ น้อยกว่าพวกที่ไม่สนใจ หรือพูดถึงการเมืองและสังคมหลายเท่า” ณัฐวรตอบ พร้อมอธิบายเสริมว่าตัวเองไม่ได้เป็นนปช. ไม่ได้เกี่ยวกับสนนท. เพียงแค่สบโอกาสที่ได้ไปพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี นำไปสู่ข้อเสนอให้คุณอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อโอกาสในการหาทางออกให้กับประเทศ

“เรื่องที่ผมถามนายกไป มันไม่ได้มีอะไรลึกซึ้ง มันไม่ได้ซับซ้อน ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมากมายเลย ผมถามไปหนึ่ง เสนอไปหนึ่งข้อ ผมพูดไปแล้วมีคนปรบมือ เพราะมันก็แค่เป็นเรื่องจริง เรื่องที่ผมว่าน่าจะอยู่ในใจของใครหลายๆคน” ณัฐวรพูดถึงคำถามของเขา ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่ากองเชียร์นายกอภิสิทธิ์ไม่น้อย

สายฝนที่โปรยปราย เริ่มเบาบางลง บนโต๊ะตัวที่พวกเรานั่งพูดคุย ฟ่ง-สุวพิชชานั่งอยู่ขวาสุด ติดกับปุรเชษฐ์ มนัสศิริเพ็ญ ทั้ง2ยอมรับว่าความเห็นทางการเมืองส่วนใหญ่จะแตกต่างกับ ณัฐวร ที่นั่งอยู่ติดกับจู๋จี๋-สุญญาตา เลิศละม้าย โฆษกสนนท. โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการดำรงค์ตำแหน่งอยู่ของนายกอภิสิทธิ์ตอนนี้

ณัฐวรพูดถึงบทบาทของนักศึกษาว่า “ข้อดีของการที่เราเป็นนักศึกษาคือการที่สังคมเปิดโอกาสให้เรา เราได้ไปพูดคุยกับนายกแบบที่ประชาชนทั่วไปไม่มีโอกาสได้ทำ แล้วเราก็มีสถานะทางสังคมว่าเราเป็นนักศึกษา อย่างที่วันนี้พี่มาสัมภาษณ์ผมก็เพราะว่าผมเป็นนักศึกษา”

“บางคนว่า เราไปพูดกับนายก ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง?” ผมถามแทรก

“เราก็พอรู้ครับ รู้ว่าพูดไปก็อาจจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่แค่การได้ไปแสดงความคิดเห็นของเรา แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เราไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายกว่านี้” ณัฐวรบอก

สุญญาตาก็มีมุมมองไม่ต่างจากณัฐวรมากนัก และถ้อยแถลงต่อนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง สาวน้อยจากคณะนิเทศศาสตร์เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ทางการเมืองด้วยการชูป้ายประท้วงนายก จนถูกอาจารย์วีระศักดิ์ เครือเทพอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ชี้แจงว่ามีคนหนุนหลังนักศึกษากลุ่มนี้

ซึ่งสุญญาตาตัดพ้อในเรื่องนี้ว่า “เรารู้สึกแปลกใจ เราสงสัยว่าทำไมว่าทำไมเราช่างไม่ได้รับเกียรติกันเลย เหมือนเรากำลังดูถูกดูแคลน จากอาจารย์ที่สอนเราอยู่แท้ๆ แล้วความจริง หนูเชื่อว่า ประชาชนเขาอยากเห็นว่านักศึกษาคิดอะไร แล้วพอพวกหนูแสดงออกมาแล้ว ก็มาคิดว่ามีคนหนุนหลังอยู่”

แต่เรื่องนี้สุวพิชชาให้ความเห็นว่า “ในฐานะนิสิตนักศึกษา พวกเราถือเป็นอนาคตของประเทศชาติ และเสียงของเราที่ออกมา ก็มักจะ"ดัง"หรือได้รับความสนใจจากสังคม เราจึงต้องระมัดระวังความคิดและการแสดงออกของตนเอง ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่อาศัยสถานะนิสิตนักศึกษาของเราเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายนั้น”

“สังคมไทยคาดหวังกับนักศึกษาไว้มาก เรารู้สึกอย่างไร?” ผมถามพร้อมกับบรรยายกาศการแลกเปลี่ยนความเห็นที่แตกต่างกัน

ปุรเชษฐ์บอก “สังคมไทยคาดหวังกับพวกเราเยอะ แต่กลับสนับสนุนน้อย เขาคาดหวังว่าต่อไปเราจะแก้ไขกับปัญหาโน่นนี่ได้ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง เขาคาดหวังว่าวันนี้ ตอนที่เราเป็นนักศึกษาตอนนี้ เราจะเป็นพลังให้กับสังคม แต่ไม่เห็นจะมีเวทีอะไรให้เราได้แสดงความสามารถเลย”

“เรายังทำอะไรให้ประเทศชาติได้มากกว่านี้ เรายังใช้ศักยภาพของเราในฐานะคนรุ่นใหม่ได้ไม่เต็มที่นัก อย่างช่วงเวลาที่มีการทำความสะอาดกรุงเทพ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็น"พลังเงียบ" ออกมากันเยอะมาก แสดงให้เห็นว่า พอมีพื้นที่การแสดงออกแล้ว เขาก็พร้อมที่จะออกมาช่วย และเมื่อบ้านเมืองถึงจุดวิกฤติที่สุด คนกลุ่มนี้ก็พร้อมที่จะออกมา แต่คำถามคือ ต้องรอให้บ้านเมืองถึงจุดวิกฤติเท่านั้นหรือ พวกเราถึงจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง ทำไมไม่ร่วมกันทำก่อนที่บ้านเมืองจะดำเนินมาถึงจุดวิกฤติ” สุวพิชชาตอบ

“แล้วตัวเรา-เพื่อนๆเรา ทำอะไรให้กับสังคมมากพอหรือยัง?” ผมถาม

สุญญาตาตอบ “ยังค่ะ นักศึกษาส่วนใหญ่ มักไม่มองไปไกลกว่าตัวเอง นักศึกษามีแนวคิดเพื่อสังคมน้อยมาก คิดแต่ว่าจะเอาตัวรอดให้อยู่ในสังคมแบบนี้ได้อย่างไร แต่ไม่คิดว่าจะใช้ความรู้เปลี่ยนสังคมได้อย่างไรบ้างส่วนมากจะคิดว่าจบไปแล้วจะทำงานอะไร คิดแต่ว่างานดีๆมีน้อย ถ้าเลือกงานก็จะไม่ได้งาน เพราะเศรษฐกิจไม่ดี แต่ไม่มองว่าทำไมเศรษฐกิจถึงไม่ดี แล้วเราจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาตรงนั้น”

ผมจบการพูดคุยไว้ตรงนั้น และปล่อยให้น้องๆทั้ง4แยกย้ายกลับไปทำหน้านักศึกษาของตัวเองให้ดีที่สุด

“ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน...” ผมฟังเพลงเดิมระหว่างเดินทางกลับบ้านด้วยเจ้าไอโฟน4ตัวเดิม ด้วยคิดสนุกในใจว่าตอนนั้นที่คุณจิระนันทน์ประพันธ์เพลงดอกไม้จะบาน คงไม่คาดคิดว่า30ปีต่อมา ชายหนุ่มคนหนึ่งจะได้มารับผังเพลงนี้ผ่านเจ้าอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคที่เรียกว่าไอโฟนเครื่องนี้

....แต่จากแม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนไป แต่ผมเชื่อว่างสิ่งหนึ่งคงจะเปลี่ยนแปลงได้ยาก

ระหว่างทางผมหันมองไปซ้ายขวา ดื่มด่ำบรรยากาศฟ้าหลังฝน ด้วยห้วงความคิดที่ว่า
....จะผ่านไปกี่ปี กี่ยุค กี่สมัย ดอกไม้ก็คงจะยังสดใสบริสุทธิ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่เราจะนำไปปลูกในดินที่ดี และขยันพรวนดินแค่ไหนต่างหาก

หมายเหตุ: บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่15ตุลาคม2553
ช่วยอุดหนุนด้วยครับ

13 ตุลาคม 2010

สวนผึ้ง แบบที่เห็นและเป็นอยู่

ผมเดินทางไปทำข่าวที่สวนผึ้งครั้งแรก หลังการสังหารนางสุชา กลีบบัว ภรรยาของอัยการธิติ คุ้มรักษ์ อัยการประจำจังหวัด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ท่ามกลางข้อสงสัยเรื่องของความปลอดภัยของพื้นที่รอบๆสวนผึ้ง โดยเฉพาะในการลงไปทำข่าว เอาแค่ก่อนไปรอบแรกผมก็ถูกสั่งห้ามลงไปบริเวณในพื้นที่ หลังมีคนบอกว่าเป็นพื้นที่อันตรายขั้นสูงสุด

สุดท้ายผมตัดสินใจลงไปที่จ.ราชบุรีในครั้งแรก ช่วงประมาณวันที่20กันยายน แบบไม่ได้ตั้งใจที่จะไปบริเวณสวนผึ้ง เพราะก็หวั่นกลัวปัญหาเรื่องความปลอดภัยอยู่ตามที่นักข่าวเตือนไว้ แต่หลังจากฟังคำยืนยันของตำรวจในพื้นที่ ที่ให้คำมั่นว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังเป็นปกติอยู่ ผมจึงตัดสินใจลงไปสำรวจพื้นที่ที่สวนผึ้ง

พื้นที่รอบนอกสวนผึ้งฝั่งรีสอร์ทมีสภาพตามปกติ ผมแวะไปที่ The Scenery ก็ได้รับคำยืนยันว่ายอดการจองโรงแรมไม่ได้ลดลง และไม่มีใครทราบข่าว หรือได้ยินมาว่าสวนผึ้งกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยไปแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่การท่องเที่ยวของสวนผึ้งยังไม่ได้รับผลกระทบ

แต่เมื่อผมเดินทางกลับมาจากราชบุรีรอบแรก ก็ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจหลายๆอย่าง ทำให้ตัดสินใจลงไปสำรวจพื้นที่อีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยนจากประเด็นการสังหารภรรยาของอัยการ มาเป็นเรื่องของการรุกล้ำพื้นที่สวนผึ้งในภาพกว้าง ซึ่งตอนนี้มีชาวบ้านหลายคนได้รับผลกระทบ ลองไปตามชมในรายงานครับ



สรุปเรื่องราว แบบที่ผมเห็นและเป็นอยู่ (เน้นว่าเฉพาะที่ผมเห็นเท่านั้น ไม่นับจากที่นักข่าวคนอื่นได้ลงไปสัมผัส)

1. พื้นที่สวนผึ้งปลอดภัยดี ผมเดินทางเข้า-ออกได้อย่างไม่มีปัญหา
- อย่างไรก็ตาม ก็ยังได้ยินว่านักข่าวท้องที่ และนักข่าวขาประจำก็ยังโดนข่มขู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนมากจากพวกนายทุน
- ผมเป็นนักข่าวขาจรเลยอาจจะยังไม่โดน

2. ชาวบ้านหวั่นการเข้ามาครอบครองที่ดินโดย ทหาร มากกว่า เอกชน
- สวนทางกับกระแสข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์
- ชาวบ้านบอกว่าชีวิตได้รับผลกระทบจากบรรดาทหารที่เข้าไปอยู่ในสวนผึ้งมาก ประเภทเข้ามากลั่นแกล้ง เพื่อเอาประโยชน์ต่างๆ
- ถึงทหารส่วนใหญ่จะไม่เข้ามากลั่นแกล้งโดยตรง แต่บรรยากาศรอบข้างที่เต็มไปด้วยทหารก็ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่

3. ชาวบ้านสนับสนุนการเข้ามาพัฒนาพื้นที่รอบๆสวนผึ้ง ของเอกชน
- ถ้ามาในรูปแบบรีสอร์ทก็ช่วยหางาน ให้ชาวบ้านในชุมชน
- ถ้ามาในรูปแบบสวนยาง-สวนปาล์ม ก็ช่วยเรื่องการจัดการพื้นที่

4. ชาวบ้านบริเวณสวนผึ้ง มีเยอะมากที่เป็นกะเหรี่ยง (เพราะชายแดนติดกับพม่า)
- จากที่ผมสัมผัสต้องบอกว่าสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างจะน่าสงสารมาก
- อาชีพส่วนใหญ่จะทำไร่เลื่อนลอย เป็นสิ่งที่ทำมา2-3ชั่วอายุคน (หลังๆมีงานบริการให้ทำมากขึ้นจากธุรกิจท่องเที่ยว)

5. การให้ข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้อง ค่อนข้างสับสนและดูประหลาดๆ สัมภาษณ์สว.คนหนึ่งท่านบอกว่าสวนผึ้งน่ากลัวมากๆ และไม่อยากให้ลงไปทำข่าว
- แต่ถ้าถามตำรวจและคนในท้องที่กลับบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล
- ซึ่งความชัดเจนในเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อมองจากอีกฝั่ง การให้ข้อมูลเพื่อข่มขู่นักข่าว จนนักข่าวไม่กล้าเข้าไปทำข่าว ก็เท่ากับเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนไปโดยปริยาย

6. ผู้ใหญ่บ้านที่เคลื่อนไหวต่อสู้เรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา เล่าว่าตัวเองกำลังถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง

หมายเหตุ: ลงไปทำรายงานชิ้นนี้ก่อนปัญหาอุทกภัย เดี๋ยวผมขอเวลาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาเขียนเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกรอบครับ

06 ตุลาคม 2010

Welcome Note on my Facebook Page

สวัสดีครับทุกท่าน
ผมเปิดหน้า Noppatjak Attanon Page ไว้ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภา ช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองเข้มข้น เปิดหน้านี้ขึ้นด้วยสาเหตุ2อย่าง คืออยากให้ทุกคนได้ติดตามอ่านข่าวทางหน้าเฟซบุค และที่สำคัญกว่าคือเพื่อนในหน้าหลักของผมมันเต็มจนล้นออกมาเกินลิมิต5000คนแล้ว และผมก็ชักขี้เกียจไปนั่งลบ Friend Request ที่ช่วงนั้นมาวันละกว่าร้อยคน (แต่ช่วงนี้แทบไม่เหลือแล้ว คนเริ่มเบื่อ ฮ่าๆๆ)

เท่ากับว่าหน้าเพจนี้ ก็เปิดใช้มากว่า5เดือนแล้ว โดยที่ผมไม่เคยแสดงการต้อนรับ เหล่าสมาชิกที่เข้ามากด Like ในหน้าเพจผมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่งยวด ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีใครถือสาเลยแม้แต่คนเดียว

ผมเป็นนักข่าวครับ
การที่มีคนมากด Like ในหน้าเพจของผมกว่าสี่พันคน(นับถึงเดือน10ปี2553) ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย และขอขอบคุณทุกท่านที่สละพื้นที่ News Feed ในเฟซบุคอันมีค่าของท่านให้กับผม

ผมเป็นนักข่าวครับ
ทำงานข่าวมา2ปี (นับถึงช่วงกลางปี2553) และรู้ตัวดีว่าประสบการณ์ในสนามข่าวผมช่างน้อยนิด ผมจึงรายงานข่าวแบบ 'ที่เห็นและเป็นอยู่' คือเห็นอย่างไรรายงานอย่างนั้น และพยายามแสดงความเห็นเท่าที่จำเป็น และแสดงความเห็นเฉพาะเรื่องที่เราชัดเจนทางความคิดจริงๆเท่านั้น

ผมเป็นนักข่าวครับ
แต่ก็เป็นนักข่าวที่ชอบตามอ่านความรู้สึกนึกคิดของคน โดยเฉพาะเรื่องราวทางการเมือง ในหน้าเพจของผมจึงเปิดพื้นที่ให้ทุกท่านแสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ ไม่จำกัดสี-ไม่จำกัดพรรค กระทั่งหลายครั้งที่บางคนเตือนว่าบรรยากาศเริ่มรุนแรงไป แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะลบความเห็นของใครออกจากเพจของผม เพราะผมเชื่อว่าการแสดงออกทางความคิด (ที่ีแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยกันอย่างสุดโต่งก็ตาม) ก็ยังดีกว่าการแสดงออกทางความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

แต่ก็อยากให้ทุกท่าน ใช้สามัญสำนึกในการแสดงความเห็นและรับฟังข่าวสาร ด้วยจิตใจที่สอดคล้องกับเจ้าของเพจอย่างผม คืออยากให้ประเทศชาติมีวันข้างหน้าที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็พอ

ผมเป็นนักข่าวครับ
หลายครั้งที่ผมโผล่หน้าไปออกนิตยสาร งานสัมมนา สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์ ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงส่วนประกอบในชีวิตเล็กๆน้อยๆ ที่ทำไปด้วยสาเหตุหลายอย่าง
ทั้งตั้งใจประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อโอกาสในการเผยแพร่งานของผม(ที่ผมมั่นใจว่าได้พยายามอย่างดี่ที่สุดในการทำ) สู่คนในวงกว้างมากขึ้น
ทั้งตั้งใจให้สังคมรับรู้ถึงสภาพการทำงานของนักข่าวภาคสนามมากขึ้น
ทั้งตั้งใจไปออก เพราะแค่เกรงใจคนที่มาติดต่อ ก็มีครับ :D

แต่ไม่ว่าจะไปทำงานไหนที่ใดก็ตาม ผมก็ยืนยันอยู่ว่า หน้าที่หลักของผมคือการเป็นนักข่าวภาคสนามคนหนึ่ง ที่จะรับผิดชอบในหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุดอยู่เสมอๆ เหมือนกับวันแรกๆที่ผมทำงานข่าว

หน้าเพจของผมจะโพสข้อความที่หลากหลายครับ
- ข่าวการเมืองที่ผมทำอยู่เป็นประจำ
- ข่าวอื่นๆที่ผมสนใจ
- โปรโมทงานตัวเอง อย่างไม่ละอายใจ
- เรื่องส่วนตัว ที่พอจะแบ่งปันได้ (แน่นอนว่าไม่แบ่งปันทั้งหมด ฮ่าๆ)
- ความคิด มุมมอง ความสนใจทั่วไป ทั้งดนตรี กีฬา บางเรื่องอาจไร้สาระจนน่าใจหาย ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้

ผมเป็นนักข่าวครับ
แต่ผมก็เป็นคนๆหนึ่ง และหน้าเพจนี้ก็เป็นแค่ช่องทางการสื่อสารทางหนึ่ง ถ้าบางข้อความท่านพอใจถูกใจ กดLikeผมก็ยินดี แต่ใช่ว่าผมจะไม่รับข้อความไม่เห็นด้วยเลย หนำซ้ำความเห็นที่แตกต่างจากผมเป็นนั่นแหละที่ผมจะใช้เวลาครุ่นคิดมากขึ้น เพื่อตรวจทานความคิด-ความอ่านทุกครั้ง เพื่อหมั่นลับความคิดให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมขึ้นทุกวันๆ

และในทางกลับกัน ข้อความไหนที่ท่านไม่พอใจ ก็อย่ารีบด่วนสรุป อยากให้เข้าใจว่ามันคือการโพสท์ข้อความหนึ่งครั้ง ณ ห้วงเวลาหนึ่งๆเท่านั้น อย่าเพิ่งรีบตัดสินตัวผมไป เหมือนที่ผมไม่เคยรีบตัดสินใครด้วยการโพสไม่กี่ข้อความเท่านั้น

ต้อนรับสู่หน้าเพจของผมครับ
ขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง


นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ (เอม)
twitter: @noppatjak
Related Posts with Thumbnails