26 กันยายน 2010

วิถีคนกลางคืน

วิถีคนกลางคืน
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

(หมายเหตุ: บทความนี้ตีพิมพ์ในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ วันศุกร์ที่24 กันยายน 2553 - ช่วยอุดหนุนด้วยครับ :D)

“ไม่ต้องเอาหมวกมาให้ใส่ ไม่ต้องถ่ายภาพจากข้างหลัง แล้วพอกลับไปที่สตูดิโอก็ไม่ต้องเอาภาพไปเบลอนะ!” ประโยคร้องขอจากต้น(นามสมมุติ - ซึ่งความจริงตัวต้นก็บอกว่าไม่ต้องใช้นามสมมุติ) ผู้ชายขายบริการวัย28ปี ที่ตัวเองบอกว่า ทำอาชีพโสเภณีนี้มานานกว่า10ปีแล้ว

“คือเราไม่ได้ทำอะไรผิด เราแค่ทำงานหาเงินไปเลี้ยงพ่อ-แม่เราที่บ้านนอก เราไม่ได้ไปฆ่าใครตายที่ไหน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเบลอภาพเราตอนสัมภาษณ์ เราไม่ใช่ฆาตกร” ต้นย้ำอีกครั้ง ก่อนที่ผมต้องยืนยันไปว่า “ต้องเบลอภาพครับ ถือว่าทางเราขอละกัน เพราะถ้าไม่เบลอภาพคนจะวิจารณ์มาที่เรา”

ต้น(ใช่ครับ เป็นผู้ชาย) เริ่มทำงานขายบริการมาตั้งแต่อายุ18 ถึงวันนี้ต้นอยู่ในสภาพสบายตัวไม่ต้องปากกัด-ตีนถีบแล้ว หลังจากโชคดีได้สามีฝรั่งคอยดูแล จึงลืมตาอ้าปากได้บ้างจากหลังมีโอกาสเดินทางไปตามประเทศต่างๆ ทำงานเก็บเงินได้เป็นกอบเป็นกำมากขึ้น และไม่ต้องทำเมื่อไม่มีอารมณ์จะทำ

แต่ต้นก็เป็นเพียงหนึ่งในสิบที่หนทางของชีวิตได้มาเจอกับทางออก คนทำงานกลางคืนส่วนใหญ่ยังคงต้องทำงานค่ำยันเช้า ได้เงินเดือนโดยเฉลี่ยเดือนละ5,600บาท ต้นเล่าให้ฟังว่าบางร้านไม่ได้ให้เป็นเงินเดือน แต่ให้เบี้ยเลี้ยงแค่วันละ100บาท ไม่มีข้าวให้กิน ที่เหลือต้องหาเอาเองจากการออกไปกับแขก

อีกหนึ่งคนทำงานกลางคืนที่ผมได้คุยด้วยคือ จันทร์ หญิงสาวจากจังหวัดแพร่ จันทร์บอกว่าเธอเคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟมางานมานานกว่า5ปี ตั้งแต่อายุ16 แต่ช่วงขวบปีที่ผ่านมาเธอภัตตาคารที่ทำอยู่ปิดตัวไป เธอจึงระหกระเหินเร่ร่อนทำงานกลางคืนมาตลอด เริ่มตั้งแต่เป็นเด็กเสิร์ฟตามผับ เป็นเด็กเชียร์เบียร์ แต่ก็ไม่สามารถหาเงินพอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวที่บ้านเกิดได้ ทำให้ทุกวันนี้เธอก็รับงานค้าประเวณี ออกไปกับแขกที่ถูกใจในตัวเธอบ้าง เพื่อหารายได้พิเศษเพิ่มเติม จันทร์บอกผมว่า ความหวังในชีวิตของเธอและหญิงสาวทำงานกลางคืนเกือบทุกคนคือการไดสามีฝรั่ง เพื่อมาเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวทั้งนั้น

“เอ๊ะ ได้สามีฝรั่งไป แล้วถ้าเขาทิ้งเราตอนหลังมันก็จบเลยสิ?” ผมถามจันทร์ด้วยความสงสัย
“ก็มีเยอะ! โดนทิ้งก็โดนกันเยอะ! เพราะเค้ามาชอบเราด้วยหน้าตา เค้าอาจจะยังไม่ได้รู้จักนิสัยเรามาก ก็เข้ากันไม่ได้ตอนหลัง แต่เอาแค่ตอนที่เราได้เป็นแฟนเค้าปีสองปีชีวิตเรามันก็เหมือนฝันเลยนะ แล้วบางทีเค้าหมดรักเราแต่เค้าก็รับผิดชอบ คือยังส่งเงิน ยังเลี้ยงดู ยังดูแลเราอยู่” จันทร์เล่าให้ฟังถึงชีวิตของเพื่อนๆร่วมอาชีพหลายคน

ว่าด้วยเรื่องของกายภาพแล้ว คุณภาพชีวิตของคนทำงานกลางคืน อาจจะไม่แตกต่างไปจากคนจนอาชีพอื่นๆเท่าไหร่ กล่าวคือไม่ได้ดีเด่กว่ามากนัก แต่การถูกพิพากษาทางศีลธรรม ทำให้คนทำงานกลางคืน รู้สึกมาตลอดว่าตัวเองประกอบอาชีพที่ว่าด้อยคุณค่ากว่าทางด้านจิตใจ และ ศีลธรรม

“เคยคิดอยากไปทำอาชีพอื่นไหม?” ผมถามจันทร์สาว21ปี

“อยากเป็นตำรวจมาตลอดแหละคะ โตมารู้ว่าตำรวจผู้หญิงเป็นได้น้อยเราก็เลยอยากเป็นอาจารย์ ฉันก็อยากทำงานที่มีเกียรติ มีคนเคารพ แต่ทำไงได้้เราเรียนจบแค่ป.4 จะเอาความรู้ที่ไหนไปสอน?” จันทร์เล่าความคิดในอดีตด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฝัน

“แล้วทุกวันนี้รู้สึกโดนสังคมดูถูกไหม?” ผมถามขึ้นมา

“ไม่แล้วนะ ทุกวันนี้ออกไปเดินห้าง ทำอะไรคนเขาก็ไม่รู้ว่าเราทำอาชีพอะไร คนที่รู้ก็มีแค่คนใกล้ตัว เพื่อนเรา-ญาติเรา ซึ่งคนพวกนี้เข้าใจเราหมด แต่ความจริงสิ่งที่เราเรียกร้องไม่ใช่เกียรติและศักดิ์ศรีจากสังคมหรอก เอาแค่่กฏและความปลอดภัยในชีวิตมากกว่า ที่เราอยากได้ แล้วที่เราขอเนี่ย ก็ไม่ต้องมากกว่านะ แค่ให้มันเทียบเท่ากับคนอื่นก็พอ” จันทร์พูดย้อนกลับมาถึงสิ่งที่เรียกร้องต่อรัฐบาล หลังมีการเดินสายภายใต้บรรยากาศการปฏิรูปประเทศไทย

กลุ่มคนทำงานกลางคืนภายใต้มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ฝากข้อร้องเรียนไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะพรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ที่แม้ว่าจะช่วยป้องกันไม่ให้เยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า18ปีถูกล่อลวงเข้ามาทำงานบริการทางเพศ แต่ก็เป็นกฏหมายที่มีช่องว่างให้ผู้บังคับใช้กฏหมายเลือกปฏิบัติกับคนทำงานกลางคืนให้แตกต่างจากคนอาชีพอื่นได้

“ทุกวันนี้พวกเราโดนจี้ โดนปล้นเยอะมาก 2คืนที่แล้วจันทร์พึ่งโดนแขกขโมยโทรศัพท์มือถือไป แล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้? เราไปฟ้องตำรวจก็ไม่ได้ เพราะถ้าบอกว่าคนที่ขโมยเป็นแขกเรา ตำรวจก็จะจับเราอีก นี่ยังไม่นับที่โดนทุบ โดนตี ถูกบังคับให้ใช้ยาเสพติดนะ พวกนี้โดนกันทุกวัน แล้วสุดท้ายเราก็ทำอะไรไม่ได้” จันทร์เล่าถึงประสบการณ์ของตัวเองและเพื่อนๆฟัง

ต้นสรุปเรื่องนี้ว่า “ไม่ต้องออกกฏหมายปกป้องเรา เพราะเราไม่ได้สูงส่งกว่าอาชีพอื่น แต่ช่วยทำให้อาชีพเรามันไม่ผิดกฏหมายได้ไหม ขอแค่นี้ มาตรฐานชีวิตเราก็จะเท่าเทียมกับคนอื่นๆแล้ว”

ข้อเรียกร้องอื่นๆนอกจากทางด้านกฏหมายแล้ว กลุ่มคนทำงานกลางคืนก็ขอเงินชดเชยจากช่วงการชุมนุมทางการเมือง ระบบประกันสังคม โอกาสในการเรียนวิชาป้องกันตัว โอกาสในการเข้าถึงอาชีพเมื่อสูงอายุ ส่วนเรื่องที่เร่งด่วนและน่าจะทำได้ง่ายที่สุดคือโอกาสในการเข้าถึงแหล่งตรวจเชื้อได้ง่าย เพราะทุกวันนี้ คลีนิกนิรนามปิดตัวไปมาก พวกเธอต้องเดินทางไปตรวจโรคค่อนข้างไกล ทำให้ค่าใช้จ่ายสูง

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย บอกว่าข้อเรียกร้องหลักเช่นการทำให้การขายบริการทางเพศเป็นสิ่งที่ไม่ผิดกฏหมายถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาหลักทางกฏหมายก่อน แต่หลายๆอย่างสามารถนำเสนอให้กับนายกรัฐมนตรีให้บรรจุนโยบายแก้ปัญหาใหกับคำทำงานกลางคืนได้ในโรดแม็ปการทำงานต้อนปี 2554 ได้เลย เม็ดเงินที่หมุนเวียนในธุรกิจบริการทางเพศกว่า 50,000 ล้านบาทในแต่ละปี เป็นตัวเลขที่มากกว่าธุรกิจใต้ดินทุกประเภท ทั้งการค้าอาวุธ, การค้ามนุษย์ และ การพนัน ซึ่งถ้ารัฐบาลหันมามองส่วนของคนทำงานกลางคืนอย่างจริงจังมากขึ้น ก็เป็นไปได้ที่จะสร้างรายได้ให้กับรัฐบาลได้อีกทาง

ตามที่ต้นหนุ่มวัย28ปีพูดด้วยประสบการณ์ในแวดวงคนกลางคืนมากว่า10ปีบอกไว้ว่า “คือเราปฏิเสธความจริงไม่ได้ ชาวต่างชาติเขามาไทยเพื่อมาเที่ยวกลางคืนกันเยอะ จะฝรั่ง-จีน-แขก-ฮ่องกง-มาเลย์-รัสเซีย มันเป็นธุรกิจมหาศาล ทำเงินให้ประเทศปีละเป็นหมื่นเป็นพันล้านบาท แล้วเราเนี่ยก็เป็นคนที่ช่วยให่้รายได้ตรงนั้นเข้ามาประเทศ”

ความจริงแบบที่เห็นและเป็นอยู่นี้ ท้าทายรัฐบาลในการออกแบบ-วางแผน วางนโยบายในการทำงานเพื่อกลุ่มคนทำงานกลางคืน ท่ามกลางความสุ่มเสียงในเรื่องของประเด็นทางด้านศีลธรรม

15 กันยายน 2010

แดงสุดขั้ว-เหลืองสุดโต่ง ก็ไทยด้วยกัน (บทสนทนาระหว่าง @nuling กับ @pookem)

กลางดึกคืน14กันยา53 มีบทสนทนาระหว่างคนสองคนที่ผมอยากให้คุณผู้ชมได้อ่านกันครับ
ฝ่ายแดง - สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง @nuling
ฝ่ายเหลือง (ในคราบเขียว) - อ.ทรงกลด ชื่นชูผล อดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น26 @pookem

อยากให้ลองอ่านและใช้วิจารณญานดูครับ ทั้งสองคนความคิดเห็นทางการเมืองต่างกันสุดขั้ว แต่สามารถพูดคุยกันได้ยาวนานร่วมชั่วโมง ด้วยวาจาที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และคงอยู่ในประเด็นที่พูดคุยกัน

ผมไม่เคยคาดหวังให้คนไทยที่ความเห็นทางการเมืองตรงข้ามกัน ต้องมา 'รักกัน' ครับ - แต่แค่เราคุยกันได้ ไม่ทำร้ายกันก็น่าจะดีมากพอแล้ว เพราะผมเชื่อด้วยใจที่บริสุทธิ์ตลอดสองปีที่ผ่านการทำข่าวม็อบทุกสี ว่าเกือบทั้งหมดที่ออกไปชุมนุมตามท้องถนนต่างหวังดีกับประเทศชาติ และอยากเห็นประเทศไทยในทิศทางที่ดีขึ้น เพียงแค่ปัญหาของคนแต่ละสีแตกต่างกัน และ วิธีการเรียกร้องแตกต่างกัน

สุดท้ายแค่อยากย้ำคำเดิมว่า ศัตรูของคนไทยไม่ใช่คนไทยกันเองครับ เหลืองไม่ได้สู้กับแดง แดงไม่ได้ขัดแย้งกับเหลือง แต่ทั้งเหลืองทั้งแดงต่างต่อสู้กับความไม่ถูกต้องของการกระทำของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ลองอ่านบทสนทนาของทั้งสองคนดูครับ



เข้าไปอ่านเต็มๆได้ที่
http://bettween.com/nuling/pookem/desc

13 กันยายน 2010

ปรองดองเป็นไปได้? วิเคราะห์โดย SIU Thailand

ว่าด้วยการปรองดองแล้วหลายคนยังคลางแคลงใจกันอยู่ บ้างก็ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่สองขั้วทางการเมืองจะหันมาจับมือกัน บ้้างก็ว่าถึงคนใน2พรรคอยากจับมือกันได้แต่สุดท้ายก็น่าจะมีคนขวางแผนการปรองดองนี้

Siam Intelligence Unit Thailand หรือ SIU Thailand ที่เคยฝากผลงานวิเตาระห์การเมืองแบบอ่านขาดมาแล้วหลายรอบได้ออกมาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ที่มาตรการการปรองดองจะเป็นไปได้ โดยใช้ทั้งหลักการทางการเมือง และ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจรืงมาประกอบการพิจารณา ลองไปดูสาเหตุ9ข้อที่ SIU Thailand มองว่าน่าจะพอเป็นหนทางไปสู่การปรองดองกันได้


1. ฟังเสียงให้สัมภาษณ์ทักษิณกับมติชน ส่งสัญญาณการปรองดองค่อนข้างชัดเจน http://www.matichon.co.th/mtc-flv-window.php?newsid=1284175673

2. การเมืองไทยเป็นการเมือง "แห่งสัญลักษณ์" เริ่มจาก ป๋าเปรมใส่ "เสื้อส้ม" ทำบุญวันเกิด 90 ปี ต่อด้วยทักษิณโชว์ภาพจับมือ "แมนเดลา"

3. ทักษิณทวีตย้ำเรื่องปรองดองอีกครั้ง พร้อมยงยุทธลาออกจากหน.เพื่อไทย และมีข่าว พล.ต.อ. โกวิท จะขึ้นดำรงตำแหน่งหน.พรรค ถือเป็นสัญญาณพิเศษ

4. การเข้ามาเยือนไทยก่อนหน้านี้ของ อดัม คาเฮน ก็มีการเคลื่อนไหวประสานงานที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน แต่ทั้งสองฝ่ายยังตั้งการ์ดอย่างระมัดระวังในที

5. สื่อหลายฉบับพูดถึงสัญญาณปรองดองนี้มากขึ้นแล้ว มติชนหน้าสี่วันพรุ่งนี้พูดถึง"โกวิท" ว่า "ไม่ธรรมดา" ในขณะที่เริ่มมีกระแส "ไม่ปลื้ม" เนวิน

6. ข่าวล่าสุด "นนทิกร กาญจนะจิตรา" http://bit.ly/d3GHsY ได้รับโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2553 แล้ว

7. แต่ "มงคล สุระสัจจะ" http://bit.ly/c46hcZ ยังไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดมหาดไทย ทั้งคู่ถูกเสนอชื่อวันเดียวกัน

8. อีกปัญหาคือขบวนเสื้อแดง จะสงบลงง่าย ๆ ตามสัญญาณปรองดองหรือไม่ ยังต้องติดตามกันต่อไป จะมีการเคลื่อนไหวหลากหลาย 19 กันยายน นี้

9. นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิเคราะห์ในมติชนพรุ่งนี้ พลังที่เกิดใหม่และยังไม่ถูกผสานเข้าระบบ ไม่อาจ "กดปุ่มสั่งได้" ทำให้ขั้วนำเกี้ยะเซียะไม่ง่าย.

*จากทวิตเตอร์ @SIU_Thailand ช่วงค่ำวันที่12กันยายน2553

นี่คือบทวิเคราะห์ของ SIU Thailand ครับ - เป็นการคาดการณ์ในอนาคต แต่สุดท้ายถ้ามีการปรองดองเกิดขึ้นจริง ประชาชนจะได้ผลดี-ผลเสียมากแค่ไหนก็ต้องชั้งน้ำหนักกันเอาเอง เพราะในด้านลบก็มีคนบอกว่า การปรองดองไม่ต่างอะไรกับการ ปรองแดก กล่าวคือรวมหัวสองพรรคการเมืองใหญ่ผูกขาดกันโกงกินคอรัปชั่น แต่ในอีกทางถ้าปิดตาไปข้างแล้วมองโลกในแง่ดีหน่อย การปรองดองอาจจะช่วยให้รัฐบาลมีเสถียรภาพ แก้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองข้างถนนได้มาก

แต่อย่างที่บอก ว่ากรณีหลังนี่จ้องปิดตาข้างนึงดูนะครับ สุดท้ายแล้วปรองดองจะเกิดขึ้นหรือไม่ และถ้าเกิดขึ้นแล้วจะดี-ไม่ดีอย่างไร ก็ต้องคอยจับตาดู

เวบไซท์ SIU Thailand: http://siamintelligenceunit.com/

09 กันยายน 2010

ประชาธิปไตยบนโลกอินเตอร์เน็ต

ประชาธิปไตยบนโลกอินเตอร์เน็ต
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
(ตีพิมพ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์ วางแผนวันศุกร์ที่10 กันยายน 2553 - ช่วยอุดหนุนด้วยครับ)

"ไม่เหลือง ไม่แดง ไม่กลาง ไม่หลากสี... ขออยู่สีฟ้าปชป. หนับหนุนอภิสิทธิ์ ชัดไม๊ ทำงานไม่เก่งไม่เป็นไร ไม่เลวก็พอแล้ว พูดเก่งแบบถอดเทปพิมพ์หนังสือได้เลยไม่ต้องเรียบเรียงถือว่าเป็นของแถมให้กับประเทศที่คนไม่ค่อยอ่่านหนังสือ ประเทศไม่ต้องเจริญมาก เก้ๆกังๆพอรับได้ จะดีมากถ้านิ่งๆน่าเบื่อๆ เรื่องหวือหวาตื่นเต้นกูทำกันเองได้ จบ พอ เลิก... มา เอาบัตรเลือกตั้งมาให้กูกาเลย"

"ชีวิตตอนนี้ก็มีครบหมดแล้วทุกอย่าง เดินเหินคล่องแคล่ว อยากไปเที่ยวไหนก็ไปได้ งานการก็ดี ครอบครัวก็ดี แฟนก็น่ารัก เซ็กส์ก็พอใช้ได้ ขาดอย่างเดียวที่ยังไม่มี ประชาธิปไตย - เมื่อไหร่จะให้เราลือกตั้ง, อภิสิทธิ์?"

ข้างบนนี้คือ 2 ข้อความแสดงความเห็นทางการเมืองที่ผมเจอบนสเตตัส ที่เผยแพร่ให้เห็นได้ทางหน้าเฟซบุค เป็น2ข้อความที่แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบัง เป็นข้อความที่หาได้ไม่ยาก หลายคนที่ใช้เฟซบุคน่าจะเคยได้อ่านข้อความแสดงความเห็นที่แรงและตรงคล้ายๆ2ข้อความนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าใครเคยได้ยินเพื่อนฝูง-คนรู้จักพูดหรือระบายข้อความลักษณะนี้ในชีวิตจริงออกมาดังๆ คงจะหาได้น้อยอยู่

สังคมเสมือนในโลกออนไลน์กลายเป็นสถานที่ที่คนแสดงความเห็นมากกว่าที่ตัวเองทำในชีวิตจริง 2ตัวอย่างที่เห็นข้างบนเป็นกรณีธรรมดาๆไม่สร้างความเดือดร้อนในชีวิตมากมาย ยกเว้นจะไปสะกิดใจเพื่อนฝูงที่ความเห็น เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ทั่วไปไม่ใช้กรณีที่รุนแรงมีพิษมีภัยเหมือนกรณีของมาร์ควี11 ที่โพสท์ข้อความวิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีจนถูกกดดันให้ออกจากการแข่งขันอคาเดมี แฟนเตเชีย หรือ กรณีพนักงานบริษัทเอกชนที่ถูกไล่ออกหลังโพสข้อความดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นตัวอย่าง2กรณีที่รุนแรงและส่งผลจากการโพสข้อความบนอินเตอร์เน็ทผ่านปลายนิ้ว ไปสู่การดำรงชีวิตจริงในสังคม นี่ยังไม่นับพวกโพสข้อความระบาย จำพวกเหนื่อยหน่ายกับการทำงาน, ดาราที่พาลโวยวายใส่นักข่าว, สามีที่ส่งข้อความให้หญิงสาวจนภรรยาจับได้ เหล่านี้ล้วนเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เกิดขึ้นได้กับทุกคนบนพื้นที่บนโลกอินเตอร์เน็ต

สิ่งหนึ่งที่ประชากรบนโลกบนอินเตอร์เน็ตควรระลึกไว้คือสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวแต่อยู่บนพื้นที่สาธารณะ อย่างทวิตเตอร์นักข่าว @noppatjak ของผม ที่สามารถเผยแพร่ข้อความสู้สายตาคนได้ถึงหลักหมื่นคน แต่อำนาจในการคัดเลือกการเผยแพร่ข้อความเหล่านั้นก็อยู่ที่มือของผมคนเดียว องค์กร, เจ้านาย, บรรณาธิการไม่ได้เข้ามาตรวจสอบก่อนเผยแพร่ข้อความเหล่านั้น ซึ่งสิทธิ์ในการโพสข้อความนี้ก็ไม่ต่างกับทุกคนทุกอาชีพ แต่หลายคนกลับหลงลืม หรือ แกล้งที่จะละเลยความจริงตรงนี้ ทำให้บ่อยครั้ง เรามักจะได้ยินข้ออ้างหลังความผิดพลาดในการโพสท์ข้อความบนโลกสังคมออนไลน์ว่า "มันเป็นพื้นที่ส่วนตัว" โดยคนมักเลือกมองข้ามความจริงที่ว่า "มันก็อยู่บนพื้นที่สาธารณะ" เช่นกัน

ในประเทศไทยการนำเสนอข่าวสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์แจ้งเกิดและเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤติการณ์ทางการเมืองเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ถ้าเปรียบเป็นเด็กทารกหนึ่งคนก็ถือว่าถือกำเนิดมาในช่วงที่ไม่น่าอภิรมย์นัก ลืมตาดูโลกมาก็เจอแต่ความขัดแย้งทั้งๆที่เด็กน้อยยังมีทักษะและความคิดอีกหลายอย่างที่ยังไม่เติบโตเท่าทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ถึงวันนี้ภาพของการใช้สื่อออนไลน์อาจจะออกมาในทางลบ เช่นกลุ่มสุดโต่งทางการเมืองต่างๆ ที่ผมเคยเจอหนักที่สุด "กลุ่มเสพย์ศพคนเสื้อแดง" กระทั่ง "ลัทธิล่าแม่มด" หรือพวกที่เห็นใครแสดงความเห็นไม่ตรงกับตัวเอง ก็จะมีมาตรการลงโทษที่สุดโต่ง เช่นนำบ้านเลขที่มาเผยแพร่ หรือ นำภาพของครอบครัวมาแสดงพร้อมถ้อยคำปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งในความเป็นจริงสังคมออนไลน์ยังมีด้านดีที่ทำประโยชน์ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อีกมาก

ตัวอย่างที่ดีของการพูดคุย-ถกเถียงในโลกอินเตอร์เน็ตที่หนึ่งคือเว็บพันทิปดอทคอมกับห้องราชดำเนิน ที่มีเจตนาก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีสาธารณะ และเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ลดทอนความแตกแยกของสังคมได้ แต่ในภาวะการเมืองไทยในวันที่มีปัจจัยหลายอย่างรุมเร้า พื้นที่บน เว็บพันทิปดอทคอม กลับถูกใช้ในการนำเสนอเนื้อหาที่มีทั้งจริง-ไม่จริง ล้ำเส้นกันและกัน โจมตีกันอย่างดุเดือด ซึ่งท้ายที่สุดคุณวันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารเว็บพันทิปดอทคอม จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนรูปแบบของหน้ากรทู้ในห้องราชดำเนิน จากเดิมที่เปิดให้แสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่-ไม่มีข้อจำกัด เป็นกำหนดขอบเขตการเสนอประเด็นที่อยากพูกให้สมาชิกละหนึ่งประเด็นต่อหนึ่งวัน และงดการออกความเห็นไว้ก่อน ซึ่งสุดท้ายเว็บพันทิปดอทคอมก็ยังคงเป็นพื้นที่คอการเมืองยังสามารถนำเสนอเนื้อหาที่ต้องการได้ ที่แม้ลดทอนส่วนของความเห็นที่อาจจะเกินกว่าสาระที่สำคัญของการพูดคุยออกไป แต่กลับช่วยทำให้คนที่นำเสนอบอพื้นที่ในห้องราชดำเนินครุ่นคิดและเลือกสรรข้อความที่ตัวเองต้องการนำเสนอจริงๆออกไป

พันทิปดอทคอมก็เป็นพื้นที่บนเว็บไซท์ที่มีวิวัฒนาการมานานกว่าเวบสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ หรือ เฟซบุค ที่ยังให้อิสระในการปล่อยคำพูด-ความเห็นอย่างเต็มที่อยู่ จนหลายครั้งเป็นพื้นที่ที่คนสามารถนำเสนอความเห็นแบบง่ายและเร็วเกินไป จนเกิดลักษณะความเห็นประเภทที่คนในสังคมอินเตอร์เน็ตเรียกว่า 'เกรียน' กล่าวคือการออกความเห็นที่ไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมหรือเปล่า หรือบางความเห็นก็ถูกนำเสนอมาด้วยการไตร่ตรองแล้วแต่เป็นการไตร่ตรองในด้านลบ คือคิดมาแล้วว่ามันจะสร้างความแตกแยกให้กับประเทศได้ ที่น่าขันสำหรับความเห็นประเภทเกรียนๆนี้ คือถึงแม้ว่าพวกเขาจะห้าวหาญในยามที่อยู่ในโลกไซเบอร์ แต่เมื่อเชื้อเชิญให้มีการพูดคุยอย่างเป็นจริงเป็นจังแล้ว พวกเกรียนเหล่านี้มักจะหลบมุมไม่กล้าพูดคุยกันด้วยเหตุผลเท่าไหร่ แสดงให้เห็นถึงสภาวะของการใช้สังคมออนไลน์ได้ว่าบางครั้งก็เป็นเหมือนกระโถนเพื่อระบายอารมณ์และคำพูดดีๆนี่เอง

ถึงวันนี้ทะเบียนประชากรบนโลกสังคมออนไลน์ในประเทศไทยขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เฟซบุคมีสมาชิกกว่า5ล้านคน ทวิตเตอร์ที่ว่ายังเติบโตไม่ไปไหนก็มีคนใช้กว่า2แสนคน และอีกไม่นานตัวเลขก็อาจจะก้าวกระโดดอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับไฮไฟว์และเฟซบุค ซึ่งหนึ่งกลุ่มที่ผมให้ความดีความชอบในการลุกขึ้นมาทำงานเพื่อวางกรอบและผลักดันสิทธิและเสรีภาพในการนำเสนอคือเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) ที่ทำงานเพื่อให้ความรู้พลเมืองในโลกไซเบอร์ก่อนที่ปัญหาหลายๆอย่างจะคืบคลานเข้ามา เมื่อลองอ่านจากหลัก5ประการของเครือข่ายพลเมืองเน็ตแล้วก็จะเห็น2หลักคือ ข้อ3สิทธิในความเป็นส่วนตัว และข้อ4ความรับผิดชอบ ทำให้พอจะสะท้อนภาพ "ความเป็นส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ" อย่างที่ผมเล่าไว้ตอนแรกได้อีกครั้ง

หลักอีก3ข้อที่เหลือคือ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล, เสรีภาพในการแสดงออก และ ความเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ในฐานะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ต ก็ยอมรับว่าต้องทำงานด้วยความเข้าใจถึงบริบทสังคม "เราพูดในประเด็นละเอียดอ่อน และเราก็ระวังตัวไม่ให้แหลมคมมาก เพราะรู้ว่าทำงานลำบาก แม้ลึกๆเราจะเชื่อมั่นในเรื่อง สิทธิเสรีภาพ และ วิจารณญาณของพลเมืองในการรับรู้ และแยกแยะข้อมูลข่าวสารด้วยตัวเอง โดยที่รัฐไม่ต้องมาควบคุมบังคับ แต่เราก็ไม่ใช่พวกสุดโต่ง เรายังเห็นด้วยว่าต้องมีกติกาในการกำกับดูแลอยู่บ้าง แต่มันต้องชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีเหตุมีผลเพียงพอ"

สุภิญญาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมถึงทิศทางที่เธออยากให้โลกอินเตอร์เน็ตมี "การทำงานแบบเป็นระบบ ต่อเนื่อง มืออาชีพมากขึ้น โดยนอกจากตรวจสอบนโยบายรัฐตามสถานการณ์แล้ว ก็อยากให้มีการบันทึกข้อเท็จจริงเรื่องการปิดกั้นเน็ต และการจับคุมคนอย่างละเอียด มีข้อมูล อีกทั้งทำงานด้านนโยบายเพื่อเปลี่ยนแปลงกฏหมายให้ดีขึ้น และทำงานด้าน การให้การศึกษากับสาธารณะในเรื่องนี้"

เครือข่ายพลเมืองเน็ตกำลังเร่งทำงานอย่างหนักในการร่างกฏ-กติกาคำแนะนำต่างๆให้กับคนที่เข้าไปโลดแล่นในโลกอินเตอร์เน็ต เป็นกรอบกว้างๆให้สมาชิกบนโลกออนไลน์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสมดุลย์
เพราะถึงวันนี้ โลกแห่งความเป็นจริงที่เราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้หลากหลายกฏ-หลายกติกามานานแสนนาน ก็ยังเป็นเป็นโลกที่มีความวุ่นวายยุ่งเหยิงอยู่ แล้วโลกเสมือนจริงที่เราก็ใช้ชีวิตอยู่ไม่น้อยกว่าเท่าไหร่ จะมีกฏ-กติการ่วมกันหน่อยคงจะดีไม่น้อยครับ


เวบไซท์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต http://thainetizen.org/

07 กันยายน 2010

คนข้างม็อบ: บันทึกภาคสนามแบบที่เห็นและเป็นอยู่


หนังสือเล่มแรกของผมครับ


เป็นหนังสือบันทึกเหตการณ์ทางการเมืองตลอด2ปีที่ผ่านมา ทั้งการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร, นปช. และอีกหลายเรื่องราวที่ไปประสบพบหามาเอง

หนังสือชื่อ 'คนข้างม็อบ' ครับ เนื้อหาลองติดตามได้จากเทรลเลอร์นี้

เทรลเลอร์ คนข้างม็อบ
ตัดต่อโดย: รถาพร นันทปรีชา
ดนตรีประกอบ: เพลงชีวิตเดียว (บรรเลง) โดยวงราโชมอน (โดยวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล)

งานเปิดตัวหนังสือ
สถานที่: ลานน้ำพุหน้า ดิจิตัล เกทเวย์ (Digital Gateway), สยามสแควร์
วัน: เสาร์ที่ 18 กันยายน 2553
เวลา: 15.00-17.00น.

จะเป็นงานเปิดตัวหนังสือ 'คนข้างม็อบ' ของผม ร่วมกับหนังสืออีก2เล่ม
'ราชประสงค์ หน้าที่ และชีวิต' ของพี่เสถียร วิริยะพรรณพงศา @satien_nna ผู้สือข่าวสำนักข่าวเนชั่น

'เล่าหลังเลนส์ เบื้องหลังม็อบ' ของพี่เกษม อินทปัทม์ ช่างภาพเนชั่น แชนแนล

งานนี้เป็นงานเปิดรายการใหม่ของเนชั่นแชนแนล รายการ 'นักข่าวภาคสนาม' ที่ออกอากาศ 23.00-23.20น. วันจันทร์-ศุกร์ด้วย

เรียนเชิญทุกท่านไปร่วมงานนะครับ พบกับพิธีกรชื่อดังและวงดนตรีเพราะๆ 18กันยายน บ่ายสาม Digital Gateway

มางานนี้นอกจากจะได้ลายเซ็นแล้ว ยังได้ส่วนลดราคาหนังสือด้วย ;)

04 กันยายน 2010

วงเสวนา Voice Forum บทบาทสื่อออนไลน์ : สงครามและสันติภาพบนปลายนิ้ว

ไปร่วมวงเสวนา Voice Forum มาครับ คุยกันเรื่อง "บทบาทสื่อออนไลน์ : สงครามและสันติภาพบนปลายนิ้ว" ใครสนใจติดตามรับฟังได้ครับ มี3คลิป รวมๆเวลาแล้วก็3ชั่วโมง คงต้องบอกว่าใครดูจบต้องให้รางวัลเพราะรักกันจริงอีกครั้ง :)

เล่าให้ฟังว่าก่อนไปแอบเกร็งเล็กน้อย เพราะได้ยินมาว่าพวกเสื้อแดงเยอะ และไม่ค่อยจะปลื้มเนชั่น ปรากฏว่าเป็นไปถึงที่แล้วเสื้อแดงเยอะจริงๆครับ ตอนขึ้นเวทีมีอาการเกร็งๆเล็กน้อย คอยฟังว่าจะโดนวิจารณ์บ้างหรือเปล่า? แต่จนจบช่วงการพูดคุย3ชั่วโมงก็ไม่โดนวิจารณ์รุนแรงนอกเนื้อหา แถมเมื่อวงสนมนาเสร็จแล้วก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับกองเชียร์นปช.หลายคนๆอย่างดี

ปล.คนแซวว่าไป Voice TV บ่อย ความจริงไปมาแค่2รอบนะครับ ส่วนของรายการ Voice of the Day กับฟอรั่มรอบนี้แค่นั้น หลายคนมองว่า Voice TV เป็นเสื้อแดง ตรงนี้ก็แล้วแต่การตัดสินของแต่ละคนครับ แต่เอมก็ยินดีไปคุยทุกเวลที เพราะมั่นใจว่าตัวตนของเราสามารถไปได้ทุกที่ และคนไทยสามารถไปไหนก็ได้ที่ต้องการ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องของสีเสื้อ-องค์กร ยังไงก็ลองติดตามดูครับ


(1)


(2)


(3)
Related Posts with Thumbnails