24 สิงหาคม 2010

Voice TV: เป็นแขกในรายการ Voice of The Day (2)

เป็นแขกในรายการ Voice of The Day ตอนที่ 2 ครับ ออกอากาศในวันที่ 22 สิงหาคม 2553

ตอนที่ 2 เจาะไปในเรื่องของการทำงานมากขึ้น หลังจากที่ตอนแรกพูดเรื่องของชีวิตส่วนตัวซะเยอะ
ลองดูกันครับ ทั้งหมดก็ 40 กว่านาที ใครดูหมดสองตอนนี่รักกันจริง สงสัยต้องมีรางวัลให้ :)



เบรคที่ 1 : 'นักข่าว' ความฝันที่ต้องไปให้ถึง




เบรคที่ 2 : ตะลุยงานใหญ่ เก็บเกี่ยวประสบการณ์




เบรคที่ 3 : ประสบการณ์หล่อหลอมคนข่าวมืออาชีพ




เบรคที่ 4 : 'MOJO' นักข่าวแห่งอนาคต

23 สิงหาคม 2010

Voice TV: เป็นแขกในรายการ Voice of The Day (1)

รายการ Voice of the Day ชวนผมไปเป็นแขกนั่งคุยในรายการครับ ซึ่งผมก็ดีใจมากๆที่ได้รับเกียรติ

เดิมทีทางรายการตั้งใจจะออกอากาศตอนที่สัมภาษณ์ผมแค่ตอนเดียว ปรากฏว่าวันที่ไปอัดเทปออกอากาศผมนั่งคุยกับพิธีกรคุณฌาณวิทย์ ไชยศิริวงค์ ร่วม 2 ชั่วโมง เลยกลายเป็นว่าได้กำไร แบ่งช่วงรายการออกอากาศเป็น 2 ตอน - ออกอากาศในวันที่ 22-23 กรกฏาคม 2553

ตอนที่ออกอากาศในวันแรก จะเน้นในเรื่องของชีวิตส่วนตัว และ ความเป็นไปเป็นมาก่อนที่จะมาเป็นนักข่าว ซึ่งหลายคำถามเจาะลึก และสัมผัสวิถีชีวิตส่วนตัวมากๆ เช่น
- มีแฟนหรือยัง?
- ผู้หญิงในสเป็ค?
- เคยฝึกงานพรรคการเมือง?

ซึ่งผมก็ตอบทุกประเด็นหมดอย่างตรงไปตรงมาครับ ลองติดตามดูกัน มีทั้งหมด 4 เบรค เบรคละ12นาที ตอนแรกจะเน้นหนักเรื่องส่วนตัวมาก ตอนที่สองจะเอามาโพสให้ดูอีกครั้ง คราวนี้เน้นเรื่องการทำงาน และชีวิตของนักข่าวภาคสนามหนึ่งคนครับ

เบรคที่ 1 : นักข่าวแนวใหม่ สไตล์"Social Network"


เบรคที่ 2 : ทำข่าวภาคสนาม กับอุปสรรคที่ต้องเจอ


เบรคที่ 3 : ความซนสมัยเด็ก สร้างคนข่าวขาลุย


เบรคที่ 4 : การเมืองนี่แหละใช่ สไตล์ที่ค้นหา

15 สิงหาคม 2010

เจาะข่าวตื้น เจาะจอห์น วิญญู เจาะihere.tv

เปิดหน้าคุยทั้งสองช่วงครับ ช่วงแรกคุยกับจอห์นถึงชีวิตและความคิดของเขา ช่วงที่สองไปเจาะการทำงานของเจาะข่าวตื้นและ ihere.tv







เจาะข่าวตื้น เจาะจอห์น-วิญญู เจาะihere.tv
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

- บทความนี้ ตีพิมพ์ลงในหนังสือเนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 20 สิงหาคม 2553
- โปรดอุดหนุนเพื่อความอยู่รอดของสื่อสิ่งพิมพ์ครับ :)

ผมอดนอนทั้งคือหลังจากที่มีคนส่งข้อความมาบอกผมว่า “เคยดูเจาะข่าวตื้นหรือยัง? เหมือนรายการของจอน สจ็วร์ต ที่เอมชอบเลยนะ” ผมไม่เชื่อหลังจากอ่านข้อความนี้ ด้วยความที่ปักใจมานานแล้ว ว่าประเทศไทยไม่น่าจะมีใครกล้าทำรายการทอล์ค ที่พูดถึงประเด็นทางสังคมและการเมืองได้ ถึงทำออกมาได้ ก็ไม่น่าจะดีมาก

ปรากฏว่าผมคิดผิดไปถนัด เพราะหลังจากที่ผมเปิดดู เจาะข่าวตื้น ตอน ‘โอเน็ท โอ้ก็อด’ แล้ว ผมก็สำนึกได้ว่า ใต้ฟ้าเมืองไทยมีคนที่สามารถหยิบประเด็นทางสังคมมาพูดคุยได้อย่างเจ็บแสบ และกล้านำเสนอสู่สายตาสาธารณชนในวงกว้าง แบบเดียวกับที่จอน สจ็วร์ต นักจัดรายการของสหรัฐอเมริกาที่ส่วนมากเน้นทางตลก แต่ที่น่ายกย่องคือ รายการตลกๆที่ชื่อว่า ‘เดอะ เดลี่โชว์’ ของจอน สจ็วร์ตนี่แหละ ที่อเมริกันหลายล้านคนเชื่อถือว่ากว่ารายการข่าวของซีเอ็นเอ็นซะอีก

เจาะข่าวตื้น ออกอากาศทางอินเตอร์เน็ท ภายใต้เวบไซท์ช่อง ihere.tv ของบริษัทเฮลิแพด ซึ่งผลิตรายการรวมทั้งสิ้น 7 รายการที่ออกอากาศทาง ihere.tv เช่น รายการเก้าอี้เสริม, รายการโมเม พาเพลิน, รายการไอเฮียคุกส์ และ อีกหลายรายการที่ครอบคลุมเนื้อหาที่หลากหลาย มีทั้งวาไรตี้ พาเที่ยว แต่งหน้า แต่รายการที่มีคนพูดถึงมากที่สุด หนีไม่พ้น เจาะข่าวตื้นกับนายจอห์น วิญญู ที่เนื้อหาสาระครอบคลุมประเด็นการเมือง ทั้งเสื้อเหลือง-เสื้อแดง โครงการทุจริตต่างๆ ไปจนถึงประเด็นสังคม เช่นข้อสอบโอเน็ท
โรซี่ วงศ์สุรวัฒน์ พี่สาวของ จอห์น วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ผู้ดำเนินรายการเจาะข่าวตื้น และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลิต และเป็นเบื้องหลังคนสำคัญในทุกๆรายการเล่าให้ฟังว่า “ความจริงihere.tvทำมานานแล้ว เดิมเราตั้งใจทำแค่สนุกๆกับเพื่อนๆ แต่พอนานๆเข้า เสียงตอบรับมันก็ดีขึ้น คนก็พูดถึงเยอะ มีผู้ชมที่ติดตามงานของเราตลอด จนทุกวันนี้ก็มีโฆษณาเข้ามาบ้าง เราก็ดีใจ เพราะเราก็ต้องพยายามหารายได้เพื่อดูแลบริษัท ดูแลคนที่ทำงาน เป็นแรงคิดของรายการทุกรายการ รวมทั้งเจาะข่าวตื้นด้วย”

โรซี่เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นในการทำรายการเจาะข่าวตื้นว่า “การใช้ชีวิตในประเทศไทยทุกวันนี้มันหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบจากการเมือง ทุกวันนี้พอดูข่าวเราก็จะรู้สึกว่าทำไมสังคมมันถึงได้เส็งเคร็งนัก เจาะข่าวตื้นก็ผลิตออกมาเพื่อสะท้อนปัญหาที่เราเห็นว่ามันเกิด ในมุมมองในแบบของเรา และในวิธีการเสนอในแบบของเรา” ซึ่งเจาะข่าวตื้นก็ได้ วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ หรือ จอห์น วิญญู น้องชายของโรซี่มารับหน้าที่ดำเนินรายการ

จอห์น วิญญู เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว วงศ์สุรวัฒน์ ที่น่าชื่นชมคือ 2 ใน 4 ของพี่น้องครอบครัวนี้ ประสบความสำเร็จได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาระดับปริญญาตรี ทั้งพี่ชายวินัย วงศ์สุรวัฒน์ สาขาเศรษฐศาสตร์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และ พี่สาวน.ส.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงไปศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาศิลปศาสตร์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งแม้จอห์นหรือ วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ จะไม่โดดเด่นทางด้านวิชาการเหมือนพี่ทั้ง2 แต่ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในวงการบันเทิง โดยเฉพาะงานด้านพิธีกร โดยมีพี่สาว โรซี่ วงศ์สุรวัฒน์ ที่เคยทำงานในวงการสื่อสารมวลชน เป็นคู่หูในการทำงานด้านนี้

จอห์น วิญญูบอกว่าตัวเองสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเลี้ยงดูของครอบครัว ที่มีคุณพ่อ โกวิท วงศ์สุรวัฒน์ ผู้เป็นอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คอยเลี้ยงดูให้อยู่ในกรอบแบบนักวิชาการมาโดยตลอด จอห์นเล่าให้ผมฟังว่าคุณพ่อจะให้เขาและพี่น้องทุกคนอ่านรัฐธรรมนูญและพระไตรปิฏกมาตั้งแต่สมัยเรียนประถม และบรรยากาศในครอบครัวก็จะเต็มไปด้วยถกเถียงในเรื่องต่างๆ จอห์นบอกว่าบนโต๊ะอาหารจะเป็นพื้นที่พูดคุยที่เปิดกว้างมาก เพราะลูกๆทั้ง4คนจะมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน และ แลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่อง สังคม การเมือง และ ประเทศชาติ อย่างเต็มที่

หลังวิดีโอ รายการ ‘เจาะข่าวตื้น’ เริ่มแพร่หลายออกไปในวงกว้าง จอห์นเล่าให้ฟังว่าก็มีคนที่ไม่เคยรู้จักเขาเลยในช่วงที่เขาเป็นพิธีกรรายการเพลง อย่างคุณหมอ หรือ อาจารย์มหาวิทยาลัย คนกลุ่มนี้ไม่เคยดูงานด้านบันเทิงของเขา แต่มารู้จักจอห์น วิญญู ผ่านรายการ ‘เจาะข่าวตื้น’ ซึ่งส่วนมากเสียงตอบรับได้ที่ก็เป็นไปในด้านบวก ชื่นชมความกล้าในการแสดงความเห็นในรายการ ซึ่งหลายสิ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆในสังคมแต่ไม่เคยมีใครนำมาพูด

จอห์นเล่าให้ฟังว่า “อาจเป็นเพราะผมทำงานหาเงินเร็วกว่าเพื่อนคนอื่นในรุ่น ทำให้ต้องจ่ายภาษีตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ผมเริ่มตั้งคำถามว่า เงินภาษีที่ผมเสียไปปีละกว่าแสนมันไปอยู่ไหนบ้าง? แล้วยิ่งพอศึกษาไปเรื่อยๆก็ยิ่งรู้ว่ามันมีเรื่องคอรัปชั่นเต็มไปหมด” จอห์น วิญญู ซึ่งมีรายได้จากการเป็นพิธีกรรายการเพลงวัยรุ่น ตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย เล่าให้ฟังถึงผลกระทบจากการเมืองที่เขาได้รับในชีวิต ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เขาทำรายการในเชิงตั้งคำถามแบบตื้นๆ ง่ายๆ แต่ตรงเข้าไปที่ปัญหาของสังคมได้

แต่ท่ามกลางความชื่นชมที่รายการเจาะข่าวตื้นได้รับ ก็มีกระแสตีกลับด้วยคำวิจารณ์และข้อสงสัย โดยเฉพาะหลังจากที่หลายๆตอนของเจาะข่าวตื้นวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ก็ให้หลายคนสงสัยว่า เจาะข่าวตื้นเป็นพวกเสื้อแดงหรือเปล่า เรื่องนี้ โรซี่ วงศ์สุรวัฒน์ชี้แจงว่า “ไม่มีทางคะ ตอนที่เราทำเรื่อง เจาะกีฬาสีเหลือง-แดง ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าเราพยายามนำปัญหาที่ทั้งสองฝ่ายพูด มานำเสนอว่าพวกเขาต้องการเรียกร้องอะไร ซึ่งเราก็มีมุกจิกกัดทั้งสองสี”

“แต่ในตอนอื่นๆก็มีการกัดจิกรัฐบาลมาก” ผมถามแทรก

“แน่นอนสิคะ ในเมื่อชีวิตของเราทุกคนมันได้รับผลกระทบจากนโยบาย จากการกระทำของรัฐบาล เราก็ต้องทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลธรรมดา จะให้เราไปร้องเรียนใคร อย่างปัญหาบัตรประชาชนหมดประเทศ เราก็ต้องร้องเรียนรัฐบาล มันก็เป็นเรื่องธรรมดา” โรซี่ชี้แจงให้ฟัง ก่อนปิดท้ายว่า "เรื่องคนบอกว่าเราเสื้อแดงนี่เราไม่ใช่แน่นอน และเราก็ไม่ได้อยู่สีไหนหรือค่ายไหนทั้งสิ้น การวิจารณ์รัฐบาลของเราอาจจะตรงใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ถ้าฝั่งฝ่ายค้านเขากลับมาเป็นรัฐบาล เราก็จะทำหน้าที่ตั้งคำถามให้กับรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งถึงเวลานั้นเราก็จะพิสูจน์ตัวเองไปโดยอัตโนมัติว่าหลักการและความเชื่อของเราอยู่ตรงไหน”

กับบางข้อวิจารณ์ ที่ผมว่าเกินเลยไปด้วยซ้ำ เช่นที่ว่า “ไอ้พิธีกรคนนี้ไม่ใช่คนไทย มันเป็นลูกครึ่ง ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าจอห์น มันเป็นฝรั่งไม่รักประเทศไทย” จอห์นชี้แจงว่า “ก่อนอื่นต้องตั้งคำถามว่าคนไทยคืออะไร คุณ(ชี้มาที่ตัวผม)ก็คือเจ็ก คนนั้นก็ญวน มอญ แขก คือถ้าจะมองว่าชาติพันธ์จากที่ไหนผมก็ยอมรับว่าผมมีความเป็นฝรั่ง แต่ทั้งชีวิตผมก็มาโตที่เมืองไทย คุณแม่ของผม(เชื้อชาติอเมริกัน)ก็แปลงสัญชาติก่อนคลอดผมออกมา ตอนผมและพี่ๆทุกคนโตมา ก็เรียนที่โรงเรียนของรัฐบาล โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ต่อด้วยมหาวิทยาลัยรามคำแหง”

“ผมว่าจอห์นอย่างคุณมีความเป็นไทย มากกว่าสมชายหลายคนอีกนะ” ผมพูดแทรก

“ใช่! แล้วผมก็มั่นใจว่าผมรักประเทศนี้ แล้วผมก็เทอดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์มากๆ” จอห์นตอบกลับมา

จอห์น วิญญูบอกถึงเป้าหมายในการทำรายการเจาะข่าวตื้นปิดท้ายว่า “ที่ทำอยู่นี่ก็ไม่เคยจะคิดไปท้าทายรัฐบาล หรือกลุ่มการเมืองกลุ่มไหนๆ ไม่เคยคิดกระทั่งจะไปท้ายทายบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพียงแค่เราอยากเตือนสติคนรุ่นใหม่ในหลายๆเรื่องที่เค้าอาจจะหลงลืมไป เช่นเตือนให้เขารู้ว่าการคอรัปชั่นไม่ใช่สิ้นที่เกิดขึ้นทุกวันโดยที่เราไม่ตั้งคำถามหรือสงสัยกับมัน เป้าหมายของเรามีแค่นี้ เราแค่อยากให้คนที่ได้ดูรายการของเราได้คิด และไม่คุ้นชินกับปัญหาหรือสารพัดสิ่งปกติที่เกิดขึ้นในสังคม”

เจาะข่าวตื้น ผลิตรายการออกมาสม่ำเสมอ ที่ผ่านมาจะออกอากาศอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง โรซี่ บอกว่า ”ทางรายการอยากควบคุมคุณภาพทุกตอนให้ออกมาดีสม่ำเสมอ การเตรียมเนื้อหาของเราต้องมั่นใจว่าครบถ้วน ยิ่งเป็นรายการที่เกี่ยวกับข่าวเราก็ต้องตรวจสอบมากขึ้นเป็นพิเศษ กว่าจะนำเสนอแต่ละตอนออกอากาศได้เราต้องพอใจในงานของเราก่อน”

ในฐานะผู้สื่อข่าวสายการเมือง หลายๆตอนในเจาะข่าวตื้นพิสูจน์แล้วว่าทำออกมาด้วยความเข้าใจในพื้นฐานของสังคมและการเมืองไทยอย่างแท้จริง และสื่อออกมาเพื่อสะท้อนถึงปัญหา ซึ่งแม้ว่าใครที่ดูแล้วอาจจะกั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ แต่อารมณ์ขันเหล่านั้นเป็นเพียงแค่โบนัสของรายการที่แฝงมากับสาระที่เป็นแก่นแท้ที่ผู้จัดทำต้องการนำเสนอ

และนี่คือกลุ่มคนที่ร่วมผลิตรายการเจาะข่าวตื้น รายการที่แม้ชื่อจะบอกว่าตัวเองตื้น แต่ก็สามารถตอบโจทย์ของสังคมได้อย่างลึกซึ้งกว่าหลายๆรายการที่ประกันตัวเองว่าลึกซะอีก เจาะข่าวตื้นเป็นงานของคนรุ่นใหม่ ที่บ่อยครั้งกลับโดนดูถูกดูแคลนจากคนรุ่นก่อนหน้า ว่าหมดหวังกับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะในเรื่องของการเมือง แต่อย่างน้อยคลื่นลูกใหม่ของประเทศไทยอย่างรายการเจาะข่าวตื้นของกลุ่มไอเฮียทีวีก็สามารถพิสูจน์ตัวเอง กับการตั้งคำถามหลายๆคำถาม ที่เต็มไปด้วยความใส่ใจและเป็นห่วงเป็นประเทศไทย ผ่านวิธีการนำเสนอที่โดนใจทั้งคนรุ่นใหม่และแน่นอนว่ารวมถึงรุ่นเก่าอีกหลายๆคน

สำหรับหลายๆคนที่ยังไม่เคยได้ดู ลองหา ‘เจาะข่าวตื้น’ มาดูกันครับ เข้าไปที่ ihere.tv แล้วลองสละเวลาซัก10นาทีของท่าน ดูจอห์น วิญญู พูดถึงประเด็นข้อสอบโอเน็ทหรือกระทั่งเรื่องของบัตรประชาชนไทยที่วัยรุ่นก็ได้รับผลกระทบ แล้วคุณจะเข้าใจ ว่าแท้จริงแล้วชีวิตเราเหล่าประชาชนคนไทยทั้งหลายนี้ อาจจะไม่ได้ต้องการคำตอบอะไรที่ลึกซึ้งมากมาย ขอแค่ไอ้ที่ตื้นๆง่ายๆแต่ตรงประเด็น เราก็ไม่ค่อยได้รับคำตอบอยู่แล้ว




อันนี้แถมครับ ผมไปเป็นร่วมอยู่ในเจาะข่าวตื้นตอนแรกๆ ที่มาที่ไปคือไปถ่ายรายการที่สตูดิโอเจาะข่าวตื้น จอห์นและพี่โรซี่เลยชวนทำการ featuring กันไปกันมา สนุกๆครับ :D

11 สิงหาคม 2010

ความสุขของผู้ชายอายุ 26

วันแม่ผ่านมาอีกครั้งหนึ่งครับ
12 สิงหาคม 2553 เป็นวันแม่ครั้งที่ 26 ของผม

ทุกขวบปีที่ผ่านไป ที่ผมได้เติบโตขึ้น มุมมองในชีวิตก็จะแตกต่างกันไปเสมอ วันนี้เป็นวันดีครับ ผมเลยอยากเล่าเรื่องของ 'ความสุข'

นึกถึงแม่แล้วก็นึกถึงสมัยที่เป็นเด็ก กับความสุขแบบเด็กๆที่เราออกไปเล่นฟุตบอล ไปแข่งฟุตบอลที่สนามไหนก็จะมีคุณพ่อตามไปถ่ายรูปเก็บไว้เสมอ ทั้งที่ใจเราก็เขินอายเพื่อนๆ ประมาณโตแล้วนะเว้ย!(เตะบอลไปถึงครึ่งสนามได้แล้ว แปลว่าโตแล้ว- น่าตลกสิ้นดีความคิดแบบเด็กๆ) จะต้องให้พ่อตามมาดูแลทำไม

นึกถึงสมัยที่เราเป็นเด็กแล้วพ่อแม่เราตรากตรำทำงาน จำได้ว่าครั้งหนึ่ง ผมเปรยว่าอยากได้วอล์คแมนมาก มันเป็นแกดเจ็ดที่ล้ำสมัยสุดๆในมุมมองของเรา วันหนึ่งผมก็ไม่เดินดูวอล์คแมนที่มาบุญครองกับคุณพ่อ ไปเจอวอล์คแมนสีน้ำเงินสุดสวยอยู่หนึ่งเครื่อง ผมยืนจ้องด้วยตาเป็นมันด้วยความอยากได้ แต่พอเห็นราคาแล้วก็ไม่กล้าขอพ่อซื้อ ไปยืนหน้าร้านทำตาละห้อยอยู่ พ่อเดินผ่านมาเห็นเข้า เลยคะยั้นคะยอ ย้ำแล้วย้ำอีกว่าอยากได้ก็ซื้อไปสิลูกเดี๋ยว ป๊า-ม๊า ซื้อให้ จนผมก็ได้ เจ้าวอล์คแมนมาไว้ในครอบครอง

ภาพจำ 2 เหตุการณ์นี้ ถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก ล่วงเลยผ่านช่วงเวลาที่ผมเติบโตขึ้นจากเด็กน้อยเป็น วัยรุ่นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตโลดโผน จนไม่ค่อยได้หันไปเก็บกวาดลิ้นชักแห่งความทรงจำนี้ซักเท่าไหร่ จนมาวันหนึ่ง...

ในวันที่ผมมีอายุ 26 ปี
ผมนัดกับมะม๊าที่สนามกีฬานิมิตรบุตร ไปดูม๊าคุมทีมแข่งแอโรบิก ไม่ต่างจากวันที่ท่านพาผมไปเตะฟุตบอลสมัยเด็ก ผลการประกวดวันนั้นทีมของม๊าผมชนะครับ ม๊ากระโดดดีใจใหญ่ ดีใจแบบที่ผมไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน เห็นแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเหมือนเด็กคนหนึ่งกระโดดดีใจ แต่ในมุมของผมมันเป็นภาพที่มีความสุขมาก และไม่น่าจะไปหาซื้อที่ไหนได้ ภาพความสุขเพียงแค่เสี้ยวนาทีเดียวที่เราได้ยินท่านดีใจ กลับเป็นพลังในการทำงานได้อีกนาน

มาวันหนึ่งป๊าผมบ่นว่าโทรทัศน์ที่บ้านชักจะไม่ค่อยเวิร์ก ผมรีบโทรหาพี่สาวตกลงกันว่าปีนี้เราซื้อโทรทัศน์ดีดีให้ป๊า-ม๊าซักเครื่องเถิด ให้ท่านสองคนได้นอนดูทีวีสวยๆอยู่กับที่บ้านในวันพักผ่อน พอคิดได้แล้วก็โทรบอกป๊า-ม๊า ม๊ารีบบอกทันทีเลยว่าไม่เอาลูก พึ่งทำงานใหม่เก็บเงินไว้ทำโน่นทำนี่เหอะ วันอย่างเอมยังต้องมีรายจ่ายอีกเยอะ ผมยืนยันว่าอยากซื้อให้ ถ้าไม่จ่ายทั้งหมด อย่างน้อยก็ต้องมีส่วนร่วมหน่อย ภาพย้อนในวันที่ผมยืนเกาะตู้ขายวอล์คแมนสมัยที่ผมเป็นเด็กกลับมาอีกครั้ง

นึกถึงวอล์คแมนอันนั้นแล้ว ผมจำแทบไม่ได้ว่าป๊า-ม๊าเคยมายืมวอล์คแมนอันนั้นของผมไปฟัง หรือกระทั่งยืมดู ซักครั้งหรือเปล่า นึกย้อนมาวันนี้ทำให้เข้าใจอะไรหลายอย่าง บ่ายวันนั้นที่มาบุญครองป๊าผมไม่ได้ซื้อวอล์คแมนหรอก ท่านกำลังซื้อความสุขและพลังใจในการทำงานต่างหาก เหมือนอย่างที่ผมกำลังซื้อทีวีให้ป๊า-ม๊า ผมก็ไม่ได้ซื้อทีวีหรอก แต่ผมกำลังซื้อความสุขให้ตัวผมเอง แบบที่ผมไม่เคยได้ความรู้สึกนี้จากที่ไหน

นี่แหละครับ ความสุขของผู้ชายอายุ26 เรื่องอื่นๆรอบข้างในชีวิตมันเป็นแค่องค์ประกอบครับ ทั้งรางวี่รางวัล คำยกย่อง-คำชม ไปจนถึงคำวิจารณ์ พอถึงวันหนึ่งเราก็จะคิดได้ว่าสิ่งที่ทำให้มุงมั่นตั้งใจทำงานจริงๆ ก็คือครอบครัวเรานี่แหละครับ

บล็อกนี้อุทิศให้ป๊า-ม๊าครับ ไม่เกี่ยวกับข่าวใดๆ ไม่เกาะกระแส เขียนให้แม่ล้วนๆ อาจจะเพ้อฝันไปนิด แต่ทำยังไงได้ครับ ถ้าคนเราเกิดมาเป็นคนช่างฝัน และดันโชคดีที่เติบโตมากับคุณแม่ที่เชื่อในตัวเรา

"It's great to have your mother as a believer, especially when you were born a dreamer"
Related Posts with Thumbnails