30 กรกฎาคม 2010

'เป็นต่อ' ทางการเมือง

‘เป็นต่อ’ ทางการเมือง
ตีพิมพ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ วางแผนวันที่ 30 กรกฏาคม 2553

video
หลังเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพมหานครกินเวลานานกว่า 3 เดือน สิ่งที่ประชาชนคนกรุงเทพประจักษ์ทั้งด้วยสายตา และจากภาพข่าว กลับไม่ได้ถูกยกขึ้นมาพูดคุยอย่างเปิดเผยทางหน้าจอโทรทัศน์นัก อาจจะมีบ้างในรายการสนทนาทางการเมือง ซึ่งคนที่จะดูรายการพวกนี้ก็จะเป็นคนกลุ่มเดิมๆ คนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาตลอด แต่เมื่อสำรวจบนหน้าจอโทรทัศน์ โดยเฉพาะกับ ‘ละคร’ ซึ่งเป็นประเภทรายการที่มีคนดูมากที่สุด มากกว่ารายการเสวนาทางการเมืองเป็นสิบๆเท่า กลับไม่มีการผลิตละครที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเมืองให้ชมเลย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความล้มเหลวของแวดวงละครไทย ที่ไม่สามารถสะท้อนบรรยากาศของสังคมที่เกิดขึ้นจริงๆออกมาได้

จนกระทั่งมาถึงช่วงเวลาของละครเรื่องนี้ ที่ผมไม่เคยคาดหวังกับเนื้อหาทางการเมืองมากนัก เพราะส่วนมากบทละครจะเป็นมุกเล่นคำ-มุกจีบสาว พร้อมกับตัวละครสาวสวยมากหน้าหลายตา ที่ผ่านไปมาทางหน้าจอ กลางดึกที่ผมเฝ้ารอดูละครเรื่องนี้ ด้วยความหวังที่ไม่มากไปกว่าการได้ดูตัวละครสาวสวยเท่านั้น ผมกลับได้ดู ละครตลกที่พูดถึงหนึ่งค่ำคืนของคนกรุง ที่ต้องมาใช้ชีวิตท่ามกลางการประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบกับชีวิตคนกรุงนับล้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

‘เป็นต่อ’ คือละครตลกเรื่องนั้น ที่ทำให้ผมไม่ทิ้งความหวังกับละครไทย ที่ควรจะสะท้อนชีวิตของคนไทย เพื่อให้นำมาสู่การพูดคุย แยกแยะประเด็นผิด-ถูกของสังคม และให้คนไทยที่ความจริงแล้วก็บริโภคละครเป็นบ้าเป็นหลัง ได้หาคำตอบของสังคมร่วมกัน กับ ‘เป็นต่อ’ ตอนที่มีชื่อว่า ‘รักกันไว้เถิด ไม่เกิดเคอร์ฟิว’ และช่วงเวลา40กว่านาทีของละคร ที่พูดถึงเนื้อหาของชีวิตคนไทยที่หนีการเมืองไม่พ้น ได้รับการเผยแพร่สู่สายตาของผู้ชม ทั้งคอการเมืองพันธ์แท้ และคนที่ไม่เคยคิดจะสนใจการเมืองเลย

หลังจากคืนนั้น ผมติดต่อสัมภาษณ์ จิรศักดิ์ โย้จิ้ว ผู้กำกับ-ผู้เขียนบทละครเป็นต่อ ทันที

“ตอนประกาศเคอร์ฟิวพร้อมๆกับตอนที่มีความวุ่นวายในกรุงเทพ คนจะสนใจแต่ภาพระเบิด ตึกไหม้ หรือฉากยิงกัน แต่ในฐานะผู้กำกับ และคนกรุงเทพคนหนึ่ง ผมว่าที่สำคัญคือชีวิตของคนส่วนมากที่ได้รับผลกระทบ ชีวิตของสมาชิกครอบครัวในคอนโดเล็กๆเงียบๆ ไม่ต้องมีไฟไหม้ ไม่ต้องมีระเบิดใส่นี่แหละ น่าสนใจที่สุด” นก-จิรศักดิ์ เล่าถึงที่มาที่ไปของบทละครตอนนั้น

“เป็นต่อตอนนั้น ผมเอามาจากชีวิตคนรอบข้างนี่แหละ ทั้งครอบครัวในห้องเล็กๆใจกลางกรุงเทพที่ไปไหนไม่ได้ สุดท้ายก็มีแง่ดีที่ทำให้ได้มาอยู่ด้วยกัน หรือ ชีวิตของวัยรุ่น ที่ไม่คิดจะสนใจอะไรเกี่ยวกับบ้านเมืองเลย ในบทผมถึงมีตัวละครวัยรุ่นที่อกหักแล้วมานั่งที่ บังบาร์ (ผับร้านประจำในละครเป็นต่อ) มาถึงก็กินเหล้าแก้อกหัก พอเด็กเสิร์ฟไปบอกว่า เขาต้องปิดร้านเพราะมีประกาศเคอร์ฟิว วัยรุ่นก็ถามว่าใครประกาศ เด็กเสิร์ฟบอกว่านายก วัยรุ่นคนนี้ก็เลยสวนกลับมาว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน ซึ่งอย่างตัวละครวัยรุ่นคนนี้ผมก็รู้จักจริงๆนะ คือสังคมไทยมันมีคนหลากหลายแบบมาก คนที่ไม่สนใจแม้กระทั่งการประกาศเคอร์ฟิวยังมีเลย”

ใครที่ตามดูละครเป็นต่อ ตอน ‘รักกันไว้เถิด ไม่เกิดเคอร์ฟิว’ คงจะข้องใจในเรื่อง การเซ็นเซอร์ตัวบทละคร เพราะกว่าครึ่งเรื่อง จะถูกดูดคำพูดตลอดเวลา ลองสอบถามจากจิรศักดิ์ ที่เป็นทั้งผู้กำกับ และคนเขียนบท เขาบอกว่า “ผมก็ตกใจนะ ผมรู้พร้อมๆคุณนะแหละว่าเขาเล่นดูดคำไปซะหมด อย่างคำว่า ‘นายก’ ผมก็พอเข้าใจนะ แต่คำว่า ‘เคอร์ฟิว’นี่ ก็งงเลยว่าเขาจะดูดทำไม ทีตอนประกาศใช้นี่แถลงผ่านทีวีพูลเลยนะ แล้วนักข่าวก็พูดคำนี้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่พอมาอยู่ในละคร กลับพูดไม่ได้ซะงั้น!”

สำหรับปัญหาการเซ็นเซอร์ จิรศักดิ์ โย้จิ้ว บอกว่า “จะไปโทษผู้ใหญ่ทางการเมืองทั้งหมดก็ไม่ได้ บางทีมันเป็นทั้งระบบ ประเทศไทยจะขี้เกรงใจและไม่พูดความจริงไปซะหมด ผมว่าวันๆนึงคนไทยพูดเรื่องที่เป็นตัวประกอบของประเด็นเยอะมาก ไม่มีใครกล้าเอาความจริงออกมาพูด มีอะไรก็ยอมๆเขาไป เกรงใจเขาตลอด ทั้งๆที่ถ้าเรากล้าพูดความจริง เอาปัญหาของแต่ละคนมาแก้ไข ประเทศชาติก็จะพัฒนา จิตใจคนเราก็จะพัฒนาขึ้นไปอีกไกล”

จิรศักดิ์ยกตัวอย่างงานวงการบันเทิงด้วยละครในประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น ที่สามารถผลิตงานที่สะท้อนการเมืองได้อย่างเป็นอิสระ สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เข้าไปเจาะลึกถึงแต่ละปัญหาและสะท้อนความต้องการของประชาชนออกมาได้อย่างเป็นอิสระ

จิรศักดิ์บอกเพิ่มว่า “แล้วดูสิ ประเทศเขาเป็นไง นักการเมืองผิดนิดผิดหน่อย ลาออก! ภรรยาคอรัปชั่น สามีที่เป็นรัฐมนตรีโดดตึกตาย! คือมันก็เกินไปนิดนึงนะ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนประเทศเขารอบรู้ทางการเมืองมากไง”

ผมถามต่อ “อย่างนี้ แสดงว่าถ้าไม่มีปัญหาเซ็นเซอร์ หรือ การควบคุมโดยรัฐ ก็สามารถทำละครการเมืองที่เนื้อหาเจาะลึกกว่านี้ได้อีก”

“ได้... โอ้โห ยังมีอีกเยอะ ที่ทำๆไปเนี่ยมันแค่เครื่องปรุง ยังไม่ใกล้เคียงกับที่อยากทำจริงๆหรอก ถ้าทำได้นะผมจะเจาะไปทีละเคสเลย ทุจริตเรื่องนี้เป็นยังไง ใครผิด ผิดตรงไหน ทำออกมาให้หมด คัดตัวละครให้เหมาะกับบทบาทนั้นๆ” จิรศักดิ์ เล่าให้ฟังก่อน เล่าถึงชีวิตที่เกี่ยวพันกับการเมืองมาตั้งแต่เกิด “พ่อผมเป็นอบต. ผมเนี่ยผูกพันกับการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เห็นหมดเลยว่ามันเละเทะแค่ไหน ไม่ดีตรงไหนบ้าง จนถึงวันนึงผมทนไม่ไหว เลยไปขอให้พอเลิกเล่นการเมือง พอก็เลิก ผมสบายใจขึ้นมากหลังจากวันนั้น ทำงานเลี้ยงดูพอเองมาตลอด”

เป็นต่อตอน ‘รักกันไว้เกิด ไม่เกิดเคอร์ฟิว’ ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่ละครตลกซิทคอมเรื่องนี้เอาเรื่องของการเมืองมาพูด “ถ้าคุณไปลองย้อนดูเป็นต่อกว่า 400 ตอนที่ผ่านมา คุณแทบจะไม่ต้องอ่านหนังสือพิมพ์เลยนะ มันจะเป็นตัวบันทึกเรื่องราวทางการเมืองได้เป็นอย่างดี” ผู้กำกับนั่งนึกเรื่องราวในละครที่เขาเขียนบทเอง “มันมีหมดเลยนะ ทั้งการเมือง ม็อบเสื้อเหลือง-เสื้อแดง นำมันแพง-ไข่แพง เศรษฐกิจไม่ดี หมีแพนด้า”

ผมถามแทรก “แล้วมีตอนไหนที่เคยโดนเซ็นเซอร์เหมือนครั้งนี้ไหมครับ?” “โอ้ย เคยโดนหนักกว่านี้รอบนึง ครั้งนั้นโดนถอดทั้งช่วงเลย ราวๆ4นาทีได้ เป็นตอนที่เราทำแซวอดีตนายกสมัครที่สมัยนั้นยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ เราให้ตัวละครคนนึงเข้าห้องน้ำนานมาก แล้วมีคนไปรอที่หน้าห้องน้ำ แล้วไปกดดันๆว่าเมื่อไหร่จะออกจากห้องน้ำ พอตัวละครตัวนี้ออกมาจากห้องน้ำ ก็ตะโกนด่าคนที่รอ เหมือนที่อดีตนายกสมัครเคยทำ โอ้โห! บทเผาขนคนที่ยังนั่งตำแหน่งนายกอยู่ซะขนาดนี้ ไม่โดนเซ็นเซอร์ได้ไง”

จาก 400 กว่าตอนของเป็นต่อ พี่อู๊ด (รับบทโดยธีรชาติ ธีราวิทยางกูร) เป็นตัวละครที่ขับเคลื่อนมิติทางการเมืองมากที่สุด จิรศักดิ์ เล่าให้ฟังว่าเพราะพื้นฐานของพี่อู๊ดในชีวิตจริงที่ผ่านความยากลำบากมาเยอะ ทำให้บุคลิกท่าทางสามารถถ่ายทอดเรื่องราวทางการเมืองและสังคมได้ออกมาอย่างแนบเนียน “แต่ก็มีบ่อยนะที่พี่อู๊ดเล่นไม่ได้อย่างใจผม คือผมเนี่ยถึงช่วงบทที่เกี่ยวกับการเมืองทีไร มันจะอินมากเลยนะ มันออกมาจากความรู้สึกไง อย่างตอนเคอร์ฟิวเนี่ย อินมาก ตัดต่อเอง ใส่ดนตรีเอง แล้วตอนที่กำกับพี่อู๊ดนะ โอ้โหมันหงุดหงิดมาก พี่อู๊ดเล่นไม่ได้อย่างใจ ผมแทบจะกระทืบพี่อู๊ดเลยนะ ว่าทำไมไม่เข้าใจกับบทนี้นี่ย แค่บทคนไทยรักชาติ ทำไมร้องเพลง ‘รักกันไว้เถิด’ แค่นี้ทำให้มันอินไม่ได้? แต่พอมาคิดดูคงเป็นเพราะเราอินมากไง มาถึงบทที่เกี่ยวกับความรักชาติเราจะอินตลอด” จิรศักดิ์บอก

ผมถามอีกประเด็น “ถึงเป็นต่อจะมีคนดูเยอะแค่ไหน แต่ก็ไม่เท่าละครหลังข่าว ซึ่งละครหลังข่าวก็ไม่เคยเอาเรื่องการเมืองมาพูดเลย?”
“คือก็เข้าใจนะ คนทำละครหลังข่าวเขาก็กลุ่มเดิมๆมาตลอด กลุ่มเดิมกับที่เวลาทำละครแรงนิดแรงหน่อย ก็โดนเซ็นเซอร์หมด ไม่ต้องเรื่องการเมืองหรอก แค่ถือแก้วเหล้าก็โดนแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะได้เห็นละครหลังข่าวพูดคุยเรื่องการเมือง หรือบ้านเมือง” จิรศักดิ์เล่าให้ฟังถึงความเป็นจริงในแวดวงละคร

“เอ๊ะ นี่มีคนมาสัมภาษณ์เรื่องการเมืองบ่อยไหมครับ?” ผมถามก่อนจบการสัมภาษณ์

“ไม่มีหรอกครับ! เนี่ยครั้งแรก ผมก็สงสัยนะว่านักข่าวบันเทิงมันไม่เคยคิดจะสนใจในสาระของละครที่เราทำเลยหรือไง? มาถามผมแต่เรื่องชู้สาว ทั้งตอนที่เป็นข่าวครั้งโน้น(หมายถึงข่าวกับดาราและพิธีกรชื่อดังสองคน) หรือไม่ก็มาถามผมเรื่องชาคริต นี่แหละครั้งแรกที่ผมได้คุยเรื่องการเมือง ได้คุยถึงสาระผ่านบทละครที่เรานำเสนอออกไป ซึ่งผมดีใจมากนะ คิดดูผ่านมา5ปีแล้ว พึ่งมีคนหันมาสนใจ” จิรศักดิ์เล่า ก่อนพูดถึงความคิดทางการเมืองว่า

“คือนักข่าวจะมาถามยังไงผมก็ตอบเหมือนเดิม เรื่องการเมือง ผมกลางมากๆ ไม่มีสีเสื้อ ไม่เหลือง-ไม่แดง แต่ผมมีจุดยืนอย่างเดียว ผมรักในหลวงครับ อย่างเดียวเลย พอมาถึงเรื่องในหลวงนี่ผมทำละครทีไรน้ำตาจะไหล ท่านเสียสละมาให้พวกเราเยอะมาก นี่แหละจุดยืนทางการเมืองเดียวของผม ผมรักในหลวง” จิรศักดิ์เอามือจับไปที่หน้าอกเวลาพูดถึงในหลวง

ก่อนแยกย้ายผมหันไปถาม พี่นก-จิรศักดิ์ ด้วยความเป็นห่วง ว่าบทสัมภาษณ์ที่จะนำไปเผยแพร่ อาจจะไปสร้างความไม่พอใจให้หลายๆคนเข้า “พี่นก อย่างเรื่องในหลวงนี่ผมเอาไปรายงานได้นะ?” “ได้เลย! ทำไมต้องปิดบังเล่า” “กลัวจะโดนคนชักจูงเข้าประเด็นการเมืองนะพี่ เดี๋ยวจะมีคนเลิกดูเป็นต่อ” พี่นกตอบทิ้งท้ายมาว่า

“โอ้ย! สำหรับในหลวง อย่าว่าแต่เรื่องคนจะเลิกดูเป็นต่อเลย ให้พี่ยอมตายแทนท่านพี่ก็ยอม”

26 กรกฎาคม 2010

รายงาน: มองนิทรรศการม็อบของพรรคเพื่อไทย ยิ่งห่างไกลความปรองดอง

รายงาน ชิ้นนี้เป็นการติดตามบรรยากาศงานนิทรรศการ '7วัน 7ความเจ็บปวดประชาชน' เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 19-25 กรกฏาคม มีการเชิญชวนคณะทูตจากนานาชาติไปเยี่ยมชม มีการปราศรับสนับสนุนก่อแก้ว พิกุลทอง (ก่อนการเลือกตั้งเขต6)


ลองไปติตามดูรายงานชิ้นนี้กันครับ เนื้อหาอยู่ในชิ้นรายงานครบถ้วนแล้ว
ออกอากาศในรายการ 'เก็บตกจากเนชั่น' 19 พฤษภาคม 2553
ช่างภาพ: อเนกพล ภิญโญ

ว่าด้วยเรื่องของตัวเลข กับผลเลือกตั้งเขต6

ขอว่าด้วยเรื่องของตัวเลขล้วนๆครับ กับการเลือกตั้งเขต6

คิดตามกันง่ายๆ ว่าเขต6 (คันนายาว, บึงกุ่ม, คลองสามวา, หนองจอก) มีคนอยู่ 1,000 คน ถ้าผลที่ออกมาเป็นไปอย่างสุจริตเป็นธรรม ไม่มีกรณียัดคะแนนเสียงในการเลือกตั้งล่วงหน้า

เท่ากับว่า (จากคน1,000คนในเขต)
มีคนออกไปใช้สิทธิ์ 495คน
เลือกพนิช (ประชาธิปัตย์) 265คน (53%)
เลือกก่อแก้ว (เพื่อไทย) 211คน (42%)
ไม่ลงคะแนนเสียง 21คน (4%)

ย้อนไปดูผลการเลือกตั้ง 2550 (เหมือนเดิม คิดง่ายๆว่าเขต6มี 1,000 คน)
มีคนออกไปใช้สิทธิ์ 718คน
เลือกสมัย (ประชาธิปัตย์) 297 คน (41%)
เลือกทิวา (ประชาธิปัตย์) 292 คน (40%)
เลือกไพโรจน์ (เพื่อไทย) 280คน (39%)
ไม่ลงคะแนนเสียง 36คน (5%)

จากตัวเลขสองอันเปรียบเทียบกัน
ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมทั้งสองฝั่ง ยังออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงมั่นใจอยู่ว่าผลการเลือกตั้งแป็นที่น่าพอใจ เนื่องด้วยเพราะ
- ทั้งสองพรรคได้คะแนนเสียงมากขึ้นจากรอบที่แล้ว (ปชป.ขึ้นมา 12% - พท.ขึ้นมา3%)
- ที่ขึ้นมาทั้งคู่เพราะ ได้คะแนนจากชาติไทยและเพื่อแผ่นดินที่รอบนี้ไม่ได้สมัคร (รอบที่แล้วได้คะแนนไปมากกว่าพรรคอันดับ3-6รอบนี้มาก)
- และตัวเลขนี้อธิบาย คำประกาศชัยชนะของ พนิช วิกิตเศรษฐ์ "ชัยชนะครั้งนี้เป็นชัยชนะแบบ Landslide (ชนะขาด) เราทำได้มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้" ได้มาก กับการก้าวกระโดดของคะแนนเสียง ที่มากขึ้น 12%
- และเป็นตัวเลขที่ทำให้เพื่อไทยอ้างได้ว่า "นี่ขนาดผู้สมัครอยู่ในคุก, เป็นการเลือกตั้งภายใต้พรก.ฉุกเฉิน, ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แต่เรายังได้รับคะแนนเสียงมากมายขนาดนี้" ด้วยคะแนนที่มากขึ้น 3%

เอาตัวเลขมาฝากให้ดูกันครับ เพื่อเอาไว้ประกอบคำสัมภาษณ์บรรดานักการเมืองจากทั้งสองฝ่าย ที่นั่งคำนวนเล่นเพราะเห็นว่าเป็นการเลือกตั้งที่สำคัญ และบ่งบอกภาพการเลือกตั้งสนามใหญ่ช่วงปีหน้าได้มาก อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ภายใต้ปัจจัยอีกหลายด้านที่การเลือกตั้งครั้งใหญ่จะแตกต่างจากวันนี้ นั่นคือ
- การเลือกตั้งทั่วไป ไม่น่าจะอยู่ใต้พรก.ฉุกเฉินแล้ว
- พรรคการเมืองใหม่ น่าจะลงสนามมาช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาธิปัตย์ได้ในหลายพื้นที่
- และพรรคเพื่อไทย ก็จะถูกช่วงชิงคะแนนเสียงจาก ภูมิใจไทยในหลายพื้นที่เช่นกัน

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ทั้งเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง เรื่องผลงานของรัฐบาล และตัวแปรด้านความมั่นคง ขอไม่คาดเดาครับ เดาไปก็ไม่ถูกอยู่ดี อีกตั้งกว่าปีแหนะ :D

20 กรกฎาคม 2010

ขอโทษประเทศไทย

แม้ว่าสปอตชิ้นนี้จะเปิดตัวมานานกว่า 1 เดือน แต่กลายเป็นว่า สปอต 'ขอโทษประเทศไทย' กลับมีคนพูดถึงมากที่สุดหลังจากที่โดนแบน จนอดคิดไม่ได้ว่า ถ้ากองเซ็นเซอร์ปล่อยให้ออกอากาศทางโทรทัศน์ไป จะมีคนพูดถึงมากขนาดนี้หรือไม่

ผมต่อต้านการแบนสปอต 'ขอโทษประเทศไทย' ไม่ใช่เพราะเห็นด้วยกับสปอตตัวนี้ทุกเรื่อง แต่เป็นเพราะเห็นว่าข้อความในสปอต150วินาทีชิ้นนี้ เป็นความจริงที่เกิดขึ้น และถ้ามีใครอยากนำเสนอ ก็ควรจะได้รับโอกาสเพื่อได้นำมาพูดคุยกัน ซึ่งจะว่าไปเมื่อถึงนาทีนี้ ผมก็ได้เห็นในสิ่งที่ผมอยากเห็นแล้ว คือการที่ได้เห็นคนพูดคุยกันถึงสปอตโฆษณาชิ้นนี้อย่างกว้างขวาง

"การพูดว่าทุกคนก็ผิดกันทั้งนั้นแหละ ส่งผลให้มันเท่ากับว่าไม่มีใครผิดเลย และคนที่ทำผิดจริงๆก็ไม่ต้องออกมารับผิดชอบ" จาก ทวิตเตอร์ @on_off_course

"ผมดูแล้วชอบนะครับ มันไปกระตุกต่อม กระตุ้นเตือนพวกเราได้ดี แต่คณะกรรมการเซนเซอร์ คงคิดว่ามันอาจจะออกไปในแนวทางประชดประชัน เสียดสี หรือการฝืนฝอยหาตะเข็บ แต่คณะกรรมการเขาคงชอบแบบ ขอความสุขกลับมา อย่าไปพูดเรื่องเก่า มองไปอนาคต ทำประหนึ่งว่าไม่ได้เกิดอะไรขึ้นในบ้านเมือง อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องแคร์สื่อหลักหรอกครับ เราโปรโมตทางอื่นได้มากมาย อย่างน้อยผมดูแล้วก็ช่วยให้คิดอะไรได้เยอะเลย ขอเป็นกำลังใจให้ต่อไปครับกับการทำโฆษณาดีๆ ชิ้นนี้" จาก *--* (axixa111)

"ดูแล้วรู้สึกว่า ทำไมทุกคนต้องผิดวะ ในเมื่อบางคนเค้าก็เคารพกฏหมาย เสียภาษี อยู่ในกรอบของธรรมเนียมและประเพนีของประเทศไทย ไอ้คนที่มัน @#$%@#$ ทำไมต้องเอาเราทุกคนไปรวมกับไอ้พวกนั้น %^%&%*#$ ดูแล้วหงุดหงิด" จาก Jump.Jr

เหล่านี้คือความเห็นที่ผมว่า ฟังได้ ฟังขึ้น ที่ได้ยินมาครับ ความจริงเสียงสะท้อนส่วนมาเป็นไปในทางบวกกับสปอตตัวนี้ แต่ประเด็นคือนี่แหละครับ สิ่งที่ผมเห็นว่า 'การได้ยกประเด็นที่เคยถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก' ออกมาพูดคุยกันนั้นเป็นสิ่งสำคัญ จะเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย จะแดง-จะเหลือง จะยังไงก็ได้ แต่ขอให้ได้ยกขึ้นมาพูดคุยกัน เพราะมันสามารถออกดอกออกผลได้ และการเปิดทางให้สปอตชิ้นนี้ได้เผยแพร่ และให้ทุกคนได้เห็น และเมื่อทุกคนได้เห็น ก็จะได้คุยกัน คุยในเรื่องที่มันแอบซ่อนอยู่ในใจคนมาตลอด โดยที่ไม่ต้องให้ใครมายัดเยียดข้อมูลให้ ความคิดเหล่านี้ก็อยู่ในใจมาตลอดจริงๆ และในขณะที่คนไม่สามารถเข้าถึงสื่อที่เผยแพร่เนื้อหาที่ค้างคาอยู่ในใจได้ เขาไม่ได้หยุดคิดเรื่องเหล่านั้น แต่จะไขว่คว้าไปหาสื่ออื่นที่เผยแพร่เนื้อหาที่เขารอฟัง โดยที่สื่ออื่นเหล่านั้น อาจจะแฝงไว้ด้วยเจตนาร้าย ไม่ได้พูดจริง ไปจนถึงโกหกคำโตๆเลยก็ได้

เล่าให้ฟังอีกหน่อยครับ ผมได้คุยกับคุณภาณุ อิงคะวัต ถึงการสื่อสารในขั้นตอนต่อไปของกลุ่มพลังบวกมา ข้อความหลักที่กลุ่มพลังบวกจะสื่อหลังจากนี้ จะปรับเปลี่ยนจากคำถาม "เราทุกคนล้วนทำผิด" เป็น "เราทุกคนล้วนช่วยเหลือประเทศได้" เพื่อปลุกกระแสในเชิงอาสาจากคนที่หวังดีกับประเทศไทย แต่ไม่เคยมีช่องทางในการปฏิบัติ ให้สามารถลุกขึ้นมาทำอะไรๆให้กับประเทศได้บ้าง
ติดตามกันต่อไปครับ แวะมาเขียนถ่ายทอดความรู้สึก ก็ลองดูสิ เมื่อเราได้เผยแพร่สปอตนี้ไปแล้ว เราก็ได้ยินความเห็นคนอื่น เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยเราก็ได้ยิน เมื่อเราได้ยินเราก็ได้คิด จะชม-จะวิจารณ์เราก็ได้คิด และเมื่อได้คิดเราก็หล่อหลอมพฤติกรรมของเรา เพื่อทางออกให้กับประเทศได้ด้วย

พูดก็พูดเหอะ ในฐานะนักข่าว ถ้าไม่มีเรื่องสปอตพลังบวก ให้พวกเราได้พูด-ได้คิด-ได้เขียนกัน 2-3วันหลังนี้ ข่าวก็ยังคงต้องวนเวียนอยู่กับนักการเมืองทะเลาะกัน, ตำรวจไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง, ข่าวบันเทิงคุยเรื่องคนเลิกกัน, ละครเรื่องนี้ตบกันมันหยดติ๋งอยู่ จริงๆนะครับ :)
ปล. ขอเผยแพร่มิวสิกวิดีโอที่ผมชอบอีกรอบ 'บ้านเราจะเหมือนเดิม' ครับ ผมชอบงานที่ให้ความหวัง ที่ตอกย้ำให้มั่นใจถึงจุดหมายได้ แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่หนึ่งในความเห็นของผมเพียงหนึ่งคนเท่านั้นนะครับ

15 กรกฎาคม 2010

คลิปสัมภาษณ์ปณิธาน บอกนายกเป็นห่วงมาร์คV11

เมื่อคืนประเด็นข่าวเรื่อง มาร์คV11 ถอนตัวจากบ้านAFเป็นประเด็นหลีดในข่าวภาคค่ำของแทบทุกช่อง นับรวมตั้งแต่วันแรกที่หน้าเฟซบุคของ Mark Thaokhamloe หรือ มาร์ค - วิทวัส เท้าคำลือ ที่วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


หลังจากหน้า FB นี้ปรากฏออกไปในวงกว้าง ก็มีเสียงวิจารณ์อย่างกว้างขวาง และเกิดเหตุการณ์หลายๆตามลำดับต่อไปนี้

1) เกิดกลุ่มคนต่อต้าน มาร์ค V11 โดยเฉพาะใน facebook
2) คะแนนโหวตในบ้านของ มาร์ค V11 พุ่งสูงขึ้น แบบเท่าตัวคือ จะไต่ระดับ 16% ส่วนอันดับสองจะอยู่ที่ 8%
3) ท่ามกลางกระแสกดดัน AF แถลงข่าว มาร์คงดแสดงคอนเสิร์ทในสัปดาห์แรก
4) แม้จะไม่ได้แสดงในสัปดาห์แรก แต่คะแนนโหวตของมาร์คก็ยังนำอยู่ แซงเพื่อนๆอีก11คนที่ได้โอกาสขึ้นแสดง
5) มีการเผยแพร่หน้า facebook ที่แสดงว่า มาร์คV11 ก้าวล่วงสถาบัน ยิ่งสร้างกระแสต่อต้านมาร์คV11 เพิ่มขึ้นอีก ภายหลังมีข้อพิสูจน์ว่าหน้าfacebookนั้นเป็นการตัดต่อ
6) พ่อ-แม่ของมาร์ค แถลงถอนตัวจากการประกวด AF7

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้กินเวลาร่วมหนึ่งเดือน มีการแถลงของ AF และ ฝั่งมาร์คV11 2 ครั้ง แต่ความเห็นจากฝั่งนายกอภิสิทธิ์ หรือที่คนตั้งชื่อเปรียบเทียบในครั้งนี้ว่า มาร์คราบ11 กลับมีน้อยมาก อาจจะมีSMSข่าวที่จริงบ้างเท็จบ้าง

วันนี้มีโอกาสเจอ อาจารย์ปณิธาน วัฒนายากร คนใกล้ชิดกับนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงได้สอบถามถึงเรื่องนี้ ลองไปฟังคลิปสัมภาษณ์สั้นๆที่พรรคประชาธิปัตย์ ระหว่างการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค วันนี้ (15 กรกฏาคม 2553) มีชี้แจงเรื่องเรียกตัวมาร์คV11 เข้าศอฉ.ด้วยครับ



และนี่คือความเคลื่อนไหวล่าสุด ของกระแสบ้านAFที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง ที่หลายคนยังตั้งคำถามว่าทั้งหมดนี้เป็นเกมการตลาดของทรู วิชั่นส์หรือไม่? และ ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกระแส มาร์คV11-มาร์คราบ11 นี้ จะจบลงจริงๆแล้วหรือยัง?

14 กรกฎาคม 2010

อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ แต่งกลอนระหว่างประชุมสมัชชาปฏิรูป

วันนี้ (14 กรกฏาคม) เป็นวันแรกของการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยแบบพร้อมหน้าพร้อมตา

เกาะติดการประชุมทั้ง สมัชชาปฏิรูป และ ปฏิรูป มา 3-4 วันครับ สัมผัสได้ว่าประชาชนให้ความสนใจน้อย วันนี้ทั้งวันดูจะพูดเรื่อง มาร์คV11 ถอนตัวจากบ้าน AF มากกว่าเสียอีก นี่ยังไม่นับกลุ่มที่ต่อต้านที่นอกจากจะไม่ให้ความหวังแล้ว ยังมารวมตัวประท้วงรายวัน ด้วยเหตุที่ว่าไม่เห็นถึงความชอบธรรมทั้งที่มาของกรรมการทั้งสองชุดที่ผ่านขั้นตอนของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ และตัวประธานทั้ง2คน คือคุณอานันท์ และ คุณหมอประเวศ ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

แต่อย่างไร ก็ต้องนำเสนอต่อไปครับ สุดท้ายแล้วก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยยังต้องการการปฏิรูปอยู่ ทั้งในเรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคม ควาไม่เป็นธรรม ความยากจน และอีกหลายประเด็นที่ประเทศที่พวกเราอาศัย
อยู่ต้องได้รับการแก้ไข

หนึ่งใน 28 กรรมการคือ อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการประชุมวันนี้แล้ว ผมก็ตรงปรี่เข้าไปถามความเห็นจากอาจารย์เนาวรัตน์ ซึ่งอาจารย์ก็บอกว่า "วันนี้ก็เข้ามาพูดคุย วางกรอบการทำงานเพื่อการปฏิรูปให้สำเร็จ สิ่งสำคัญคือไม่อยากให้คนคิดว่ากรรมการชุดนี้จะเข้ามาแก้ไขปัญหาแค่ในอดีต แต่จะเป็นการทำงานเพื่อวันข้างหน้าด้วย"


อีกหนึ่งคนที่ผมได้พูดคุยคือ คุณปรีดา เตียสุวรรณ์ นักธุรกิจที่ได้รับการยอมรับในสังคม ซึ่งคุณปรีดา แอบเล่าให้ผมฟังว่า วันนี้การประชุม 3 ชั่วโมง มีช่วงที่คึกคัก ที่ทุกคนปรบมือให้กับอาจารย์เนาวรัตน์ หลังอาจารย์ได้ขับบทกลอนที่แต่งสดๆในห้องประชุม เพื่อเป็นการต้อนรับและกำลังใจให้กับกรรมการทั้งชุด ซึ่งคุณปรีดาก็ให้ความเห็นว่า "กรรมการชุดนี้ดูลงมือทำจริงดี ซึ่งก็น่าจะไปสู่ผลสำเร็จได้"

ผมเอากลอนของอาจารย์เนาวรัตน์มาให้ฝากกัน


วิถีไทย
"พื้นฐานบ้านเราคือชาวบ้าน
ทำไร่นามาก่อนเก่า
เป็นปู่เป็นย่าตายายเรา
ปลูกเหย้าแปลงย้านเป็นบ้านเรือน
เป็นเมืองเรืองรุ่งเป็นกรุงไกร
ลูกไทยหลานไทยได้เฟื่องฟู
น้ำใจไมตรีมีนองเนือง
จากเบื้องบรรพกาลถึงวันนี้
ศิลปะวัฒนธรรมประจำชาติ
เอกราช เอกลักษณ์ เอกศักดิ์ศรี
เป็นคันฉ่องส่องความงามและความดี
เป็นโคมฉายช่วยชี้วิถีชน"
เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
14/07/53

คิดเห็นอย่างไรกับทั้งกลอน การเขียนกลอนระหว่างประชุม หรือทั้งกรรมการชุดนี้ก็ว่ากันได้ครับ กรรมการกว่า40ชีวิตเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ปฏิรูปประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องของกรรมการ2ชุด แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคน" เพราะฉะนั้นเราก็ควรออกความเห็นกันได้อย่างเต็มที่ครับ

12 กรกฎาคม 2010

บรรยากาศเชียร์ ฮอลแลนด์ ที่สถานทูต

นัดชิงชนะเลิศระหว่าง ฮอลแลนด์ - สเปน ผมไปเชียร์อัศวินสีส้มที่สถานฑูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทยมา เป็นบรรยากาศที่คึกคักสนุกสนานมาก คุ้มค่าการเดินทาง และ คุ้มค่าการนอนดึกเป็นอย่างมาก บรรยากาศที่เชียร์กันแบบสนุกสนาน เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ แม้ว่าผลออกมาขุนพลฮอลแลนด์จะเป็นฝ่ายผิดหวังด้วยลูกยิงของ อันเดรส อิเนียสต้าก่อนหมดเวลาเพียงแค่ 4 นาที

เก็บภาพบรรยากาศของงานที่ สถานทูต มาให้ดู บรรยากาศที่ผมไปกระโดดร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน คลุกคลีกับชาวดัทช์กว่า1,500คน ใช่ครับ 1,500 คน! ซึ่งผมก็ตกใจเหมือนกันที่มีชาวดัทช์มากขนาดนี้ในประเทศไทย ลองสอบถามดูก็แบ่งเป็นครึ่งๆ คือกลุ่มที่มาอาศัยที่ประเทศไทยครึ่งนึง และ กลุ่มที่เป็นนักท่องเที่ยว เดินทางมาพักผ่อนที่ประเทศไทยอีกครึ่งหนึ่ง

ซึ่งบรรยากาศนัดชิงชนะเลิศ ยังไม่ต้องไปถึงแชมป์ ก็ดื่มดำมีความสุขกันมากๆแล้ว เพราะนี่เป็นการเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งแรกในรอบ 32 ปี เรียกว่าชาวดัทช์ส่วนใหญ่ที่ผมเจอวันนั้นยังเกิดไม่ทันมาดูฟุตบอลโลกนัดชิงคู่นั้นด้วยซ้ำ ภาพข้างล่างนี้เป็นการร้องเพลงเชียร์ Hup Holland Hup! อย่างสนุกสนานก่อนฟุตบอลเริ่ม
video

เป็นที่ทราบกันดีแล้ว ว่าหลัง 120 นาที ในเกมที่เต็มไปด้วยความกดดัน (และมันยิ่งรู้สึกกดดันมากขึ้น ที่มาเชียร์ในบรรยากาศแบบนี้) ครึ่งแรกฮอลแลนด์ทำได้ดีกว่า พอเริ่มครึ่งหลังก็ทำให้แฟนๆชาวดัทช์ตั้งความหวังไว้สูง ยิ่งจังหวะที่ อาร์เย็น รอบเบ็น หลุดเข้าไป เดี่ยวๆตัวๆ แต่พลาดยิงไปถูก อิเคร์ กาซิยาส สกัดไว้ได้ เป็นจังหวะที่เรียกเสียงฮือฮากันได้มากจริง

ผมเอาภาพบรรยากาศการเชียร์ ตอนที่เกมเริ่มมาให้ดูครับ ความจริงจอโทรทัศน์ทางสถานทูตจัดเตรียมจอใหญ่ๆไว้เยอะ แต่ผมเลือกหลบมาดูมุมเล็ก เน้นบรรยากาศกันเองๆหน่อย เพราะดูจอใหญ่แล้วหัวใจจะวายเอา
video

ผลออกมาน่าผิดหวัง แต่พูดจากใจจริงว่า สเปนก็สมควรเป็นแชมป์บอลโลกในครั้งนี้ครับ ฮอลแลนด์เล่นดีแต่ยังไม่สมบูรณ์แบบพอ ยังพลาดจังหวะง่ายๆหลายครั้ง ยังไม่คู่ควรกับการเป็นหมายเลขหนึ่งของโลก แต่การได้เข้าชิงมาแล้วถึง 3 ครั้ง แต่กลับคว้าน้ำเหลวทั้ง 3 ครั้งนี่มันน่าปวดใจยิ่งนัก

ยิ่งครั้งนี้ที่เกมล่วงมาถึงนาทีที่ 116 แล้ว อีกแค่ 3-4 นาทีก็จะได้ดวลจุดโทษวัดดวงกันไป ซึ่งลึกๆผมก็คิดว่าจะต้องดวลจุดโทษกันแน่ๆ และก็เชื่อมั่นในฮอลแลนด์ด้วยว่าน่าจะทำได้ แต่ผลออกมาเป็นแบบนี้ มันช่างทรมานจิตใจยิ่งนัก เพราะเหมือนความฝันที่มีมาตลอดใกล้จะถึงจุดหมาย ทีมที่เราตามเชียร์มาตลอดทัวร์นาเมนท์เหลืออีกแค่ 3-4 นาที เท่านั้น ยิ่งมาเห็น กองกลางคนโปรดของผม 'เวสลี่ย์ ชไนเดอร์' น้ำตาไหลแล้วเฝ้ามองการฉลองแชมป์ของบรรดานักเตะกระทิงดุ แล้วยิ่งใจหาย น้ำตาของนักเตะวัย26ปี (อายุเท่าผม) ที่ฝ่าฟันช่วงเวลาที่เลวร้ายกับ รีล มาดริด จนมาประสบความสำเร็จคว้า 3 แชมป์ กับอินเตอร์ มิลาน



แต่ยังไงก็อยากบอกว่า ต่อแต่นี้ไป หัวใจของผมก็จะกลายเป็นสีส้มไปทั้งใบเมื่อถึงเทศกาลฟุตบอลโลก

06 กรกฎาคม 2010

ผลกระทบคนสนามหลวง หลังกทม.ขอพื้นที่คืน

13 มิถุนายน เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตที่เข้าเคลียร์พื้นที่สนามหลวง เพื่อปรับปรุงทัศนียภาพสถานที่ที่ใช้ในพิธีสำคัญๆ

ผลต่อเนื่องจากแผน เกิดกับบประชาชนที่ใช้ชีวิตเกี่ยวพันกับพื้นที่ ทั้งคนเร่ร่อนที่อาศัยพื้นที่หลับนอนค้างคืน และผู้ค้ากว่า 900 รายทั้งร้านขายข้าวของเครื่องใช้ และอาหาร ผลกระทบเหล่านี้เกิดขึ้นทันทีที่เจ้าหน้าที่นำรั้วมาวางกั้น รายงานชิ้นนี้ไปติดตามผลกระทบช่วงวันที่ 24-25 มิถุนายน 2553 ซึ่งยังมีปัญหาที่กรุงเทพมหานครต้องให้คำตอบครับ



รายงานนี้ออกอากาศวันที่ 26 มิถุนายน 2553 ช่วงเจาะลึกข่าวร้อน กับ คุณอุมาพร ธำรงวงศ์โสภณ
ถ่ายภาพโดย เลียบ แซมกระโทก ครับ
Related Posts with Thumbnails