29 มิถุนายน 2010

สัมภาษณ์: นิตยสารดิฉัน เล่ม800

บทสัมภาษณ์ในนิตยสาร 'ดิฉัน' เล่ม800
ในส่วนของ พฤษภาวิปโยค: บันทึกและบทเรียน

เป็นอีกบทสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงมาได้ตรงตามความคิดครับ ในเล่มนี้นอกจากผมแล้วยังมีบทสัมภาษณ์ของ พระไพศาล วิสาโล, ผู้การแต้ม พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ และ คุณไก่-มีสุข แจ้งมีสุข ด้วยครับ

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ผู้สื่อข่าว เนชั่นแชนแนล

นักข่าวภาคสนามคือผู้ที่ลงไปอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวของทุกเหตุการณ์ที่เกิดเพื่อรายงานความจริงให้ประชาชนรับรู้อย่างไม่รู้ว่าในแต่ละวันที่พวกเขาเข้าไปทำข่าว พวกเขาจะมีชีวิตรอดปลอดภัยกลับมาหรือไม่ หนึ่งในผู้ที่ทำหน้าที่อันน่ายกย่องนี้คือ นภพัฒน์จักษ์ นักข่าวหนุ่มจากเครือเนชั่นที่มีจุดยืนในการทำข่าวเพื่อนำเสนอความจริงที่ยุติธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมทั้งนำสื่อสมัยใหม่อย่างทวิตเตอร์มาใช้รายงานเหตุการณ์ต่างๆจนมีผู้ติดตามการรายงานของเขาอย่างมากมาย

“หลังจากเข้ามาทำงานเป็นนักข่าวการเมืองสักพักผมก็ถูกมอบหมายให้ทำข่าวการชุมนุมหลายครั้ง ตามช่วงเสื้อเหลืองตั้งแต่ปี 51 จนถึงตอนนี้ การทำข่าวม็อบต้องเตรียมตัวเตรียมใจมาก ต้องใจเย็น คุมสติอารมณ์ให้ดี ถ้าเป็นที่อื่นมีใครมาทำกับเราบางแบบอาจไม่ยอม แต่ถ้าอยู่ในม็อบเราก็ต้องใจเย็นๆเอาไว้ เราอย่าเอาความคิดของเราไปมีอิทธิพลต่อการนำเสนอข่าวของเรา

...เราเป็นกลางได้ในสิ่งที่เราป็นกลางได้ แต่ถ้าเรื่องไหนที่เราเห็นชัดเจนว่ามันเป็นเรื่องที่ผิดหรือถูก เราเป็นกลางไม่ได้ อย่างเช่น สมมุติเราเห็นคนกำลังเผาตึกอยู่ตรงหน้า แล้วเห็นตำรวจอยู่เฉยๆ เราจะไปพูดว่า เออ อันนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องตัดสินใจเอาเองนะครับว่ามันถูกหรือผิดคงไม่ได้ มันชัดเจนอยู่แล้วว่ามันผิดหรือถูก ก็รายงานไปตามที่คิด เป็นเรื่องที่เรากล้าใช้มโนสำนึกของเราเองได้ แต่บางเรื่องเราก็ต้องใช้สติในการนำเสนอเพื่อให้เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

...สมมุติว่ามีข่าวว่าทหารจะเข้ามาสลายการชุมนุนที่ราชประสงค์ เรารู้ว่ามันเกิดจากปัจจัยทางการเมืองที่ซับซ้อน จะไปตัดสินผิดถูกไม่ได้ แต่จะบอกว่าเอาเลยพี่ทหารลุยเลยครับ หรือจะบอกว่าเสื้อแดงทหารมาแล้วรีบตั้งด่านเร็ว คงทำอย่างนั้นไม่ได้ ต้องเสนอข่าวที่ไม่กระทบต่อทุกฝ่าย แต่เราก็ต้องรายงานว่าในราชประสงค์มีเด็กและผู้หญิงอยู่เยอะนะ คุณจะทำอะไรคิดนิดนึง ตัดสินใจกันนานๆ หน่อย บางอย่างเราก็ตัดสินได้ บางอย่างตัดสินไม่ได้

...เหตุการณ์ที่ผ่านมาถือว่ารุนแรงมาก ในฐานะคนหนึ่งคน ไม่เคยเห็นความรุนแรงขนาดนี้มาก่อนในชีวิต สิ่งที่เราเห็นกับตาคือคนที่ตั้งใจเผาตึกกันแบบพยายามทำให้ตึกมันพังไปข้างนึง หรือในฝั่งของผู้ชุมนุมที่โดนยิงขาขาด หรือเห็นคนตายด้วยการโดนยิงต่อหน้าต่อตา เราก็เศร้า ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเหตุแบบนี้ คนไทยต้องยอมรับว่าช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมันคือเหตุการณ์ที่ร้ายแรงมาก ไม่ใช่ว่าพอผ่านไปแล้ว เราจะมาบอกว่ามาหาความสุขกันเถอะ เราลืมสิ่งเหล่านั้นไปเถอะ

...แต่ในเรื่องร้ายที่เจอก็มีเรื่องดีๆเกิดขึ้นเหมือนกัน เรายังเห็นน้ำใจของคน เห็นว่าการเมืองไม่ทำให้สังคมไทยเลวร้ายไปเสียหมด ตั้งแต่ชุมนุมแล้ว ผมคุยกับพวกเสื้อเหลืองบางคนแม้เกลียดทักษิณ เขาก็ไม่อยากให้มีการใช้อาวุธสลายการชุมนุม เขาก็สงสารเพราะว่าสุดท้ายคนที่ไปชุมนุม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม พวกเขาก็เป็นคน ไม่ควรต้องมาตาย เลยรู้สึกว่าถึงแม้ประเทศไทยเราจะมีความแตกแยกทางความคิดทางการเมือง แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว ทุกคนก็ยังเห็นคนไทยด้วยกันเป็นคน ยังรักกันเองอยู่มาก

...ผมเสียดายหลายๆจุดยืนของนปช. เรื่องประชาธิปไตยแบบไม่มีเงื่อนงำ สองมาตรฐาน ความไม่เท่าเทียมกันของสังคม ความเป็นอยู่ของคนยากคนจน สี่ห้าเรื่องนี้ผมสนับสนุนเห็นด้วยหมด มันก็เป็นเรื่องจริง อย่างการไปประท้วงเรื่องเขายายเที่ยงของพลเอกสุรยุทธมันก็น่าตั้งคำถามว่าทำไมถึงไปปลูกบ้านตรงนั้นได้ ทั้งที่ชาวบ้านที่เกิดอยู่ตรงนั้นยังไม่มีพื้นที่ทำกินเลย เรื่องพวกนี้มันก็จริงนะ สิ่งที่คนเสื้อแดงพูดมันก็เป็นความจริงของสังคมที่ต้องการการเรียกร้องหาความจริง แต่ผมเสียดายว่านปช.ใช้เวลากับคุณทักษิณมากเกินไป แล้วข้อเรียกร้องบางอย่างมันหนีไม่พ้น สุดท้ายว่าต้องการให้คุณทักษิณกลับมามีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ทั้งๆที่จริงๆคุณทักษิณไม่ใช่สัญลักษณ์หรือคำจำกัดความของประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเลย

...ถามว่าพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ ผมอยู่กับนปช.มาปีกว่าๆ ผมคุยกับคนนปช.ที่รักนปช.จริงๆเป็นร้อยคน ให้ตายยังไงผมก็ใช้คำกว่าผู้ก่อการร้ายกับคนเหล่านี้ไม่ได้ คนพวกนี้เขาเป็นคนยากจน เข้ามาชุมนุมด้วยความเชื่อของเขาว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องเพื่อทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น เราจะไปว่าเขาเป็นผู้ก่อการร้ายก็คงไม่ได้ ภาครัฐก็ไม่ได้ทำงานดีพอที่จะให้ข้อมูลและก็ต้องประนามแกนนำด้วยว่าไปให้ข้อมูลผิดๆกับพวกเขา ส่วนคนที่ไปเผาเซ็นทรัลเวิลด์ หรือสยามสแควร์ คนเหล่านี้คงไม่ผิดถ้าจะเรียกว่าเป็นพวกผู้ก่อการร้าย

...ตัวผมเองเปลี่ยนไปเยอะมาก เปลี่ยนเป็นรายสัปดาห์เลยก็ว่าได้ ยกตัวอย่างเช่น พอมาชุมนุมราชประสงค์ใหม่ๆ ต้องยอมรับว่าชีวิตของเราก็เกี่ยวข้องกับส่วนนี้ พี่สาวผมทำงานอยู่แถวนั้นก็ไปทำงานไม่ได้ เราก็ไม่อยากให้พวกเขาอยู่ที่นั่น ตอนที่รัฐบาลประกาศพรก.ฉุกเฉิน ก็เดาได้ไม่ยากว่าต้องใช้กำลังทหารมากขึ้น ความรู้สึกแรกรู้สึกว่า เออ ได้เวลาจัดการสักที รู้สึกเหมือนประชาชนทั่วไป ด้วยความที่ตอนนั้นเราเห็นวิธีการของทหารจากเมษายนปีที่แล้วว่าน่าจะจัดการได้ เป็นความรู้สึกหนึ่งก้อนที่มีอยู่ประมาณ 5-6 วัน แต่พอถึงวันที่ 10 เมษายน ปรากฏว่ามีคนตายคนเจ็บ ความรู้สึกที่หนุนทหารมันหายไปทันที รู้สึกว่ามันอาจจะไม่ใช่แล้วนะ ทหารถอยมาก่อนดีไหม ถ้าอยู่ก็สร้างเงื่อนไขทำให้มีคนตาย เราก็ไม่อยากเห็น

...ผมก็เห็นใจคนเสื้อแดงนะ พยายามนำเสนอว่าเขาก็มาชุมนุมด้วยจิตบริสุทธิ์ ถึงแม้ว่าพฤติกรรมหลายอย่างของเขาจะไม่เหมาะสม ไปเทเลือด ไปยึดพื้นที่ทำกินของคนกรุงเทพฯ แต่จะไปตัดสินให้เขาตายมันก็เกินไป การเมืองเป็นเรื่องซับซ้อน มีหลายมิติเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้หมด จะมานั่งเชียร์เหมือนเชียร์ทีมฟุตบอลไม่ได้ เราจะไปปักธงว่าถ้าเราเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อหลากสีแล้วเราจะต้องด่าเสื้อแดงตั้งแต่วันเกิดจนถึงวันตาย มันคงจะโหดร้ายเกินไปสำหรับการอยู่ร่วมกันของคนไทยด้วยกัน

...ผมยังคงทำหน้าที่ของผมต่อไป พยายามเสนอข่าวอะไรที่ทำให้ประเทศไทยดีขึ้น ให้ความสงบกลับมา พยายามนำเสนอให้รอบด้าน ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย อย่างฝั่งนปช.เองผมก็พยายามหาข้อมูลว่าเราจะช่วยคนที่ตายคนบาดเจ็บนับพันอย่างไร เพราะฝั่งเสื้อแดงได้รับความสนใจน้อยกว่าพวกผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ ผมตามทุกกระทรวงแล้วยังไม่มีใครมีคำตอบว่าจะช่วยคนเจ็บอย่างไร

...ที่น่าเศร้ามากกว่าคือฝั่งเพื่อไทย หรือฝั่งแกนนำเองผมไปถามทุกคนก็ยังไม่มีความเห็นอะไรเลย ผมรู้สึกแย่มาก เวลาเขาตายใหม่ๆ คุณก็เอาโลงเขามาแห่กันเพื่อเรียกระดมมวลชน แต่พอถึงตอนนี้กลับไม่มีแผนช่วยพวกเขาจริงๆจังๆเลยใช่ไหม ผมค่อนข้างจะเศร้าใจกับความจริงบางอย่างว่าสุดท้ายประชาชนก็เป็นแค่เบี้ยเท่านั้น ไม่มีใครใส่ใจจริงๆ

... แต่ผมก็ไม่หมดกำลังใจนะ แม้ว่าจะเศร้า แต่ผมก็จะทำงานต่อไป”

18 มิถุนายน 2010

ฟื้นฟูประเทศไทย: ความรู้สึกของนปช.หลังยุติการชุมนุม "ยกเลิกพรก.ฉุนเฉินเมื่อไหร่ เรามาแน่"

หนึ่งเดือนเต็มๆพอดิบพอดีหลัง ภาพสุดท้ายที่เราเห็น ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อและจตุพร พรหมพันธ์ บนเวทีที่ราชประสงค์ ในฐานะแกนนำนปช. ที่ประกาศยุติการชุมนุม

30 วันหลังคนเสื้อแดงหายไปจากหน้าจอโทรทัศน์ จากท้องถนนใจกลางกทม. หลายคนตั้งคำถามว่า "นปช.กำลังทำอะไรอยู่?" ท่ามกลางข่าว ทั้งข่าวจริง ทั้งข่าวปล่อย บ้างก็ว่า นปช.กำลังลงใต้ดิน บ้างก็ว่านปช.กำลังถูกปราบปรามอย่างหนัก

สิ่งที่ผมเล่าได้คือ สิ่งที่ผมเผชิญมากับตัวเองครับ หลังยุติการชุมนุม การจะหาคนเสื้อแดงมาสัมภาษณ์พูดคุยกลายเป็นเรื่องยากยิ่ง เดิมตั้งใจจะดินทางไปภาคอีสาน อุดรธานี หรือ ขอนแก่น เพื่อเข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกและความเป็นอยู่ของคนเสื้อแดงตอนนี้ แต่ทำได้ยาก เนื่องด้วยสาเหตุด้านความปลอดภัย และ ความร่วมมือจากคนเสื้อแดง ที่อยู่ในห้วงอารมณ์ที่ไม่ไว้ใจสื่อมวลชน

รายงานชิ้นนี้ ผมจึงทำได้เพียงแค่สอบถามความรู้สึกคนเสื้อแดงในกรุงเทพ เริ่มต้นจากที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว จุดรวมพลคนเสื้อแดง ซึ่งผมมีโอกาสได้พูดคุยหลายคน แต่ที่ให้สัมภาษณ์ต่อหน้ากล้องจริงๆกลับมีน้อยมาก
video
นี่คือเสียงจากคนเสื้อแดงครับ คนเส้อแดงจริงๆที่เข้าไปร่วมชุมนุมทั้งที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ยาวนานกว่า3เดือน เป็นความจริงที่ผมอยาเอามาให้ทุกคนรับฟัง จะชอบหรือไม่ชอบก็อยากแนะนำให้รับฟังไว้ เผื่อ ถ้ากำลังจะมีครั้งหน้า เราจะได้หาทางออกให้กับวิกฤติทางการเมืองได้ดีกว่า 2 สงกรานต์ที่ผ่านมา

Ignite Thailand: จุดประเทศไทยให้ติด ขอเพียงแค่เรากล้าเผชิญความจริง

ไปงาน 'Ignite Thailand ปลุกพลังบวกเปลี่ยนประเทศไทย' มาครับ

ไปทั้งในฐานะนักข่าว และฐานะแขกในงาน สารภาพว่าสาเหตุที่ไปตอนแรกเพราะอยากไปสัมภาษณ์ น้องเดียร์-ขัตติยา สวัสดิผล เพราะอยากเห็นมุมมองของลูกสาวที่สูญเสียคุณพ่อไปจากเหตุการณ์ทางการเมือง เหตุการณ์ที่เราก็หนีเอาตัวรอดสุดชีวิตเหมือนกัน

ตอนแรกคิดในใจว่าจะอยู่ในงานถึงซัก สองทุ่มกว่าๆ แล้วรีบกลับไปดูฟุตบอลคู่ สเปน-สวิส ปรากฏว่าไปๆมาๆ ทั้งด้วยเจอเพื่อนๆในทวิตเตอร์หลายคน และ เนื้อหาที่พูดบนเวทีได้ตรึงอารมณ์ผมไว้จนไม่อยากไปไหน

คอนเซ็ปท์ของงาน Ignite Thailand คือการเปิดเวทีให้คนมาพูด คนละ5นาที 20สไลด์ แค่นี้เท่านั้นครับ ห้ามเกินเวลา ทำให้ช่วงเวลา 2 ชั่วโมงในงาน ผมได้รับฟังเนื้อหาดีๆจากวิทยากรถึง 21 คน - ที่ผ่านมา งาน Ignite Thailand เปิดเวทีให้กับประชาชนคนไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ได้รับฟังความเห็นแบบตรงไปตรงมา แต่งานครั้งนี้เป็นเวทีของเหล่าบรรดาวิทยากรที่เคยผ่านเวทีมาบ้างแล้ว ซึ่งก็มีข้อดีไปอีกแบบ ยิ่งด้วยผู้จัดงานเปิดกว้างให้มีคนจากหลากหลายอาชีพ ถนัดในเรื่องต่างๆ ทั้งศาสนา, ข่าว, โฆษณา, สิ่งแวดล้อม หรือ กระทั่งเนิร์ดคอมพิวเตอร์

ข้อดีของงาน Ignite Thailand ในฐานะนักข่าวการเมือง คือหลักคิดครับ ผมสอบถามจากคุณภาณุ อิงคะวัต ได้ความว่า Ignite Thailand ทำงานมานานแล้ว แต่ในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ กลุ่มนี้ยิ่งต้องมีบทบาท ในฐานะกลุ่มที่เป็นอิสระ ไม่มีเป้าหมายในอำนาจทางการเมือง แต่เต็มไปด้วยเป้าหมายในการมีส่วนร่วมฟื้นฟูประเทศไทย ทำให้Ignite Thailand เปิดกว้างไม่ว่าจะเป็นประชาชนคนเดินดิน ผู้พิการ อาจารย์ ดารา อำมาตย์ ไพร่ เสื้อแดง เสื้อเหลือง เบื่อเสื้อทุกสี และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสามารถเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นแบบไม่มีปิดกั้น ขอแต่สองอย่างเท่านั้น คือ

1) พูดไม่เกิน 5 นาที, 20 สไลด์
2) พูดในเรื่องที่เป็นบวก หรืออย่างน้อยก็ต้องพูดด้วยความหวังดีกับประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่ออำนาจ หรือ กลุ่มก้อนทางการเมือง


ความประทับใจแรกในฐานะนักข่าวภาคสนามอย่างผม คือสป็อทของงานครับ เป็นโฆษณาที่คุณภาณุร่วมผลิต ความยาว2นาทีกว่าๆ แต่สามารถสื่อสารออกมาได้ตรง จริง ไม่มองโลกในแง่ร้ายหรือดีเกินไป และกล้าที่จะพูดความจริงหนึ่งข้อ ที่ผมเห็นด้วย ความจริงที่ว่า 'วิกฤติทางการเมืองในรอบนี้ คนไทยทุกคน ล้วนมีส่วนรับผิดชอบด้วยกัน' ลองไปดูสป็อทโฆษณาสั้นๆ ที่ไม่ได้ไปขอความสุขจากใคร แต่ผมเชื่อว่าถ้าทำได้ ประเทศไทยจะได้ความสุขคืนกลับมาครับ


"ถ้าจะมีคนผิด ก็คงเป็นเราทั้งหมดที่ผิด...ขอโทษประเทศไทย"

ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ 'ข้างล่าง' ตลอดเวลา ผมแนะนำให้เผยแพร่โฆษณาชุดนี้ไปมากๆครับ ผมว่าประเทศไทยมาถึงจุดนี้ เราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบครับ ทุกคนร่วมผิด มีบ้างที่อาจจะผิดมาก-ผิดน้อย แต่สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องกล้ารับความจริงก่อนว่า เราทุกคนต่างรับผิดชอบในประเทศของเราด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าเราจะไม่ใช่นักการเมือง, แกนนำ, ทหาร, ผู้ชุมนุม หรือ ใครหลายๆคนที่เป็นตัวละครในสงครามการเมืองหลายปีที่ผ่านมา

และผมเชื่อว่าถ้าเรากล้ารับความจริงนี้ได้แล้ว ประเทศไทยก็พร้อมก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปแบบไม่มีใครหยุดยั้งได้

(เขียนต่อ เที่ยงคืนวันที่19 มิถุนายน)
แต่ igniter ที่ผมยกนิ้วให้ มาในลำดับรองสุดท้ายครับ พี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการนิตยสาร a day ที่มาขึ้นพูด ในแบบที่ไม่พูด ผมให้คำจำกัดความการบรรยายของพคุณทรงกลดไว้ว่า ถ้าประเทศไทยมีเวลาเหลืออยู่เพียงแค่ 5 นาที ก่อนเกิดวิกฤติการเมืองรอบใหม่ ผมอยากให้ฉายบรรยายนี้ให้คนไทยทุกคนได้ดู ก่อนที่อะไรๆจะสายเกินไปครับ



"ถ้าคุณมีความฝันอยากเปลี่ยนแปลงผู้คนรอบข้าง
เปลี่ยนแปลงประเทศไทย
หรือเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

แต่วันนี้คุณยังทำไม่ได้
จงจำความรู้สึกนี้ไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
จงอย่าลืมมัน

แล้ววันหนึ่ง
ไม่ช้าก็เร็ว
คุณจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้"

บางส่วนจากสไลด์ 20 อัน ของทรงกลด บางยี่ขันครับ

(บล็อกนี้ยังไม่จบครับ งานเค้าดีจริง ขอยาวๆหน่อย พรุ่งนี้จะเอารายงานของผมที่สัมภาษณ์ @roundfinger, คุณภาณุ และ น้องเดียร์มาลงไว้ครับ)

10 มิถุนายน 2010

คุยกับนปช. ครั้งแรกหลังยุติการชุมนุม

เกือบหนึ่งเดือนหลังการยุติการชุมนุมของนปช.ที่ราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เป็นครั้งแรกที่ผมได้พูดคุยกับหนึ่งในคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุม

ใหม่ สิทธนะ เป็นชาวศรีษะเกษ ผมเจอคุณลุงใหม่ที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว สำนักงานและจุดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์พีทีวีของคนเสื้อแดง ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งรวมตัว พบปะ พูดคุยของบรรดาคนเสื้อแดง หลังจากกระจัดกระจายเป็นผึ้งแตกหลังนับจากวันที่ประกาศยุติการชุมนุมเป็นต้นมา

เล่าเบื้องหลังการสัมภาษณ์คนเสื้อแดงแต่ละคน ณ นาทีนี้ ค่อนข้างยาก ทั้งด้วยสภาพของผู้ชุมนุมที่กระจัดกระจายไปตามที่ต่าง หลายคนเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เพราะกลัวถูกข้อกล่าวหาคดีก่อการร้าย พอเมื่อมีโอกาสเข้าถึงตัว หลายคนก็เกรงกลัว ไม่ไว้ใจสื่อมวลชน ไม่ให้สัมภาษณ์อีกก็เยอะ

สรุปประเด็นหลักๆจากการพูดคุย เช่น
1. คนเสื้อแดงอยู่ในสภาพ'เฉาๆ' หลังจากโดนรัฐบาลกดดันอย่างต่อเนื่อง
2. คุณลุงใหม่บอกว่า เป็นไปได้ยากที่ คนเสื้อแดงของแท้จะลงมือเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เพราะเซ็นทรัลเวิลด์ให้ใช้สถานที่มาตลอด และคาดว่าเป็น มือที่3 ที่เป็นคนมาเผา
3. การกลับมารวมตัวชุมนุมตอนนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจจะได้รับสิทธิ์เลือกตั้งทั่วไปเลยดีกว่า เพราะน่าจะอีกไม่นานแล้ว


นี่คือตัวอย่างหนึ่งเสียงของนปช.ครับ จากที่ผมได้พูดคุย ก็จะมีความคิดคล้ายๆกันเกือบทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องของการรวมตัวชุมนุมใหม่ ที่ส่วนมากจะบอกว่า เสื้อแดงพร้อมจะรวมตัวชุมนุมอีกเสมอ โดยเฉพาะถ้ารัฐบาลประกาศยกเลิก พรก.ฉุกเฉินด้วยแล้ว สภาพของนปช.ก็พร้อมจะกลับมาผงาดอีกครั้งหนึ่ง

09 มิถุนายน 2010

ฟื้นฟูประเทศไทย: ตามหาผู้สูญหายหลังยุติชุมนุม

กว่าหนึ่งเดือนหลังการยุติการชุมนุมของกลุ่มนปช. น้ำหนักที่ทั้งรัฐบาลและสื่อกระแสหลักให้ในการช่วยเยียวยาประเทศไทย กลับมีให้ฝั่งของผู้ชุมนุมนปช.น้อยเหลือเกิน ซึ่งการเยียวยาในส่วนของผู้ชุมนุมนี้นอกจาก คนเจ็บ-คนตาย แล้ว ผู้สูญหายก็เป็นอีกหนึ่งบาดแผลที่มี

ถึงวันที่ทำรายงานชิ้นนี้ (9 มิถุนายน 2553) มีผู้สูญหายจากเหตุการทางการเมือง มีนาคม-พฤษภาคม '53 ที่ไปแจ้งกับมูลนิธิกระจกเงาแล้วทั้งสิ้น 74 คน มีตั้งแต่อายุ 16 ถึง 67 ปี พบตัวหรือทราบว่าอยู่ที่ไหนแล้ว 23 คน เหลืออีก 51 คนที่ยังไม่ทราบข้อมูล

ผมได้สัมภาษณ์คุณพ่อ ของหนึ่งในผู้สูญหายที่ชื่อ วงจันทร์ เพ็ชรดี หรือน้องหนุุ่มวัย 23 ปี ครั้งสุดท้ายที่มีคนเห็นน้องหนุ่มคือวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 ไปติดตามจากรายงานที่ออกอากาศในรายการ 'เก็บตกจากเนชั่น' 8 มิถุนายน 2553 ครับ

video

ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สรุปยอดผู้ต้องหาคดีอาญาที่ถูกควบคุม ขัง หรือกักขัง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจากการชุมนุมทางการเมืองช่วงที่ผ่านมาทั่วประเทศ มียอดรวมทั้งสิ้น 417 คนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ยังคงไม่มีชื่อของ วงจันทร์ เพ็ชรดี ครับ

รายชื่อคนที่ถูกจับกุมติดตามได้ในเวบไซท์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
http://www.saranitet.police.go.th/

06 มิถุนายน 2010

WEF East Asia; Brief from Dr.Surin Pitsuwan

World Economic Forum on East Asia
Ho Chi Minh City, Vietnam 6-7 June 2010

Rethinking Asia's Leadership Agenda



Brief from Dr.Surin Pitsuwan, on World Economic Forum East Asia

"The Session of 5 PMs of the Mekong countries has just started here. Thai PM claims that the 5 Mekong countries will contribute to ASEAN Community by 2015. Food security, logistics linkage, 4th bridge across the Me kong, 2.4 b. US $ for railways and roads with neighbors, human resources development at Thai universities, maintaining sustainable environment invite all present to invest and benefit from opportunities of the Mekong Sub-region.

PM of Vietnam is very optimistic about ASEAN integration. The role of the 5 Me kong countries to ASEAN prosperity. PM of Myanmar stresses on the sustainability of environment of the Mekong region.

We must not impact on the Mekong. Myself will emphasize on agriculture, fishery, forestry, conservation efforts. Must be careful with industrial sector. Hydro power is essential. Reforestation is important. Renewable resources must be found.

PM Hun Sen of Cambodia. Me kong flows through 6 countries. People live of the abundance of the River.Conserve Me kong environment poverty still high along the Me kong. Speed of development and population growth put more pressure on the River. climate change has made the Me kong more vulnerable. Need cooperation among ripping states. Mutual understanding will help. indifference and mutual accusation will not help. Globalization and regional integration will be our path forward.

We must help each other to lay down joint development. Sincere and close cooperation will bring harmony and progress to people. Basin of Laos. Believes that past experiences demonstrate that CLMV achieved 6 per cent growth rate. Consultation among us will help responsible strategy forward. ASEAN Centralize is essentially will see consultation among CLMV July will see consultation among CLMV and dialogue partners. Railways, roads, linking China with Singapore.

From being landlocked, Laos will be connected and integrated with the rest of ASEAN. Will be able to contribute to prosperity. Professor Scheme of WEF. What does GMS have to offer to business community present here ? PM of Vietnam says GMS has the market, potentiality, young work force, connectivity to help transport products and services. Good for investment Scheme asks PM Abhor how much political differences block ASEAN integration ? PM of Thailand.

Natural resources, population, Japan, China and Korea are cooperating closely to develop GMS. Political cooperation is increasing among us ASEAN. healthy border trade and will be formalized through agreements among us. The ASEAN Charter is our road map to the future. A very informative session to the audience. A thousand of foreign businessmen from all over the world."

03 มิถุนายน 2010

คำชี้แจงจากผู้ค้าสยาม ถึง ท่าน@korbsak

เกาะติดการเยียวยาผู้ค้าโรงหนังสยามครับ

วันนี้ผมไปดูบรรยากาศการม็อบเช็ค 50,000 บาทให้กับผู้สูญเสีย ที่นอกจากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเดินทางมาต้อนรับด้วยตนเอง ยังมีคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ลงมาพูดคุยเจาะถึงปัญหานี้ด้วยตนเอง ลองไปชมภาพบรรยากาศคร่าวๆครับ



การเข้าถึงของผู้บริหารระดับสูง สร้างความสุขเล็กๆให้กับผู้ค้าในวันนี้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือเบื้องต้นยังไม่เพียงพอกับสิ่งที่ผู้ค้าสูญเสียไป ผมได้รับจดหมายจากหนึ่งในผู้ค้าโรงหนังสยามที่สูญสิ้นร้านค้าของตนเอง ซึ่งประสงค์จะนำเรียนต่อ ท่านกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ซึ่งเบื้องต้นการได้คุยกับท่านผ่านทวิตเตอร์ช่วงค่ำวันนี้(3 มิถุนายน 2553) ก็เป็นการส่งสัญญานบวกถึงการรับฟังและเจตนาเข้าถึง

(บทสนทนาในทวิตเตอร์)
@noppatjak: แม่ค้าสยามฝากให้ท่านประสานงานกับสำนักทรัพย์สินจุฬา เน้นเรื่องความเป็นธรรมในการจัดสรรพื้นที่ครับ
@korbsak: ทราบว่าจับฉลากกัน มีกลิ่นแจ้งด้วยครับ
@noppatjak: มีกลิ่นแล้วครับ คนในสำนักผูกพันธ์กับผู้ค้ากลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง ผมจะรวบรวมข้อมูลลงบล็อกจะส่งให้ท่านอีกทีครับ
@korbsak: ขอเร็วหน่อยนะครับ สงสารเขา

(ข้างล่างนี้คือจดหมายชี้แจงรายละเอียดจากหนึ่งในผู้ค้าใต้โรงหนังสยาม ตั้งใจอธิบายให้เห็นภาพมากที่สุด ผมไม่ได้เติมความเห็นหรือใส่รายละเอียดใดๆทั้งสิ้นครับ)

เพื่อให้เห็นภาพคร่าว ๆ ของผู้เสียหายย่านสยามสแควร์ ดังนั้นจะแบ่งผู้เสียหายออกเป็นหลาย ๆ กลุ่มประเภทค้าขายได้ ดังต่อไปนี้
1. ประเภทเจ้าของอาคารพาณิชย์ มีทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารซึ่ง ปล่อยให้ผู้ค้ามาเช่าพื้นที่ต่อ หรือ เจ้าของที่ทำการค้าอยู่ภายในตึกของตนเอง
2. ประเภทผู้ประกอบการค้าขายสินค้า เป็นกลุ่มใหญ่ภายในอาคารใต้ และ รอบโรงภาพยนตร์สยาม มีสินค้าตั้งแต่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เสื้อผ้าสั่งตัด เสื้อผ้าสำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศ กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เทปซีดี แว่นตา และหนังสือการ์ตูน
3. ประเภทผู้ให้บริการ เช่น ร้านถ่ายอัดรูป โรงเรียนสอนพิเศษ ร้านทำผม ร้านทำเล็บ คลินิคเสริมความงาม ร้านอาหารและเครื่องดื่ม
4. ผู้พักอาศัย ซึ่งบางส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอาคารพาณิชย์ และ บางส่วนเช่าชั้นบนของอาคารเป็นที่พัก


ปัญหาที่เกิดขึ้นหลังถูกเพลิงไหม้เสียหาย

1. มาตรการเยียวยาในรูปของตัวเงิน
- เงินเยียวยาเบื้องต้น 50,000 บาท ผู้ค้าส่วนใหญ่ได้รับเงินเยียวยาเบื้องต้นทั้งหมดแล้ว แต่มีบางรายที่มีร้านค้ามากกว่า 1 ร้านขึ้นไป จะได้รับสิทธิเงินเยียวยาเพียง 50,000 บาท ซึ่งผู้ค้าหลายคนเห็นว่าไม่ยุติธรรม เนื่องจากควรใช้เกณฑ์ของจากจำนวนหน้าร้านค้ามากกว่าชื่อของเจ้าของร้านค้า
- เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคาร SME พบว่า เกณฑ์การกำหนดวงเงินกู้มี 2 ประเภท ได้แก่ จากฐานรายได้ หรือ จากฐานค่าเช่า ผู้เช่าบางส่วนเป็นผู้เช่าช่วงที่ไม่มีหลักฐานการเช่า รวมถึงไม่มีหลักฐานรายได้ที่แน่ชัด ทำให้ไม่ได้รับวงเงินกู้ตามมูลค่าที่ควรจะได้รับ
- ทางรัฐบาลยังไม่มีนโยบายแน่ชัดที่จะให้การช่วยเหลือเพิ่มเติมในรูปของตัวเงินแก่ผู้ค้าหรือไม่ ซึ่งผู้ค้าแต่ละรายมีความเสียหายไม่เท่ากัน โดยมีผู้เสียหายขนาดกลางถึงขนาดใหญ่หลายรายที่มีมูลค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท แต่ได้รับการเยียวยาเพียง 50,000 บาท บางรายเสียหายทั้งอาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นทั้งแหล่งค้าขาย และ ที่พักอาศัย ทำให้ขาดทั้งรายได้ และ สูญเสียที่อยู่อาศัยไปในคราวเดียวกัน 50,000 บาทมันไม่พอสำหรับการตั้งตัวใหม่แน่นอน ข้อมูลที่มีส่วนใหญ่เสียหายในหลัก 300,000 ถึง 20,000,000 ล้านบาท

2. ขาดความโปร่งใสของการใช้งบประมาณจากรัฐบาล ทางทรัพย์สินจุฬา ควรมีการบอกที่มาที่ไปของการใช้จ่ายงบประมาณ

3. ขาดวิธีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้ค้าให้เข้าใจ และ รับทราบข้อมูลโดยทั่วถึงกัน เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาเป็นอย่างมาก ที่ผู้ค้าได้รับข้อมูลที่หลากหลาย ทำให้เกิดความสับสน ความกังวล ว่าจะสูญเสียสิทธิที่ตนเองได้รับ

4. ก่อนการดำเนินการใด ๆ ของทางทรัพย์สินจุฬา ควรมีการสอบถามความต้องการที่แท้จริงของผู้เช่า โดยอาจจะสอบถามผ่านแกนนำกลุ่มของผู้เช่า หรือ จัดการประชุมเพื่อให้ทุกคนมีความเข้าใจที่ตรงกัน จะได้ไม่มีปัญหาการรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องเพิ่มเติมในภายหลัง

5. การจัดสรรพื้นที่อาคารกึ่งถาวรที่จะมีในอนาคตควรมีหลักเกณฑ์ที่เป็นธรรม และ โปร่งใส ไม่อยากให้มีการเกี้ยเซี้ยผลประโยชน์กันระหว่างแกนนำกับจุฬา ไม่ว่าในกรณีใด ทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน

6. ทางผู้เช่าอยากให้มีการทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรว่าผู้เช่ามีสิทธิที่จะเช่าตึกที่จะสร้างเสร็จจากงบประมาณของรัฐบาลได้ในอนาคต เนื่องจากการก่อสร้างใช้ระยะเวลานาน ทำให้ผู้เช่าไม่แน่ใจว่า หลังจากการก่อสร้างแล้วเสร็จ อาจเกิดการเปลี่ยนผู้บริหารทรัพย์สินจุฬา หรือ เปลี่ยนรัฐบาลหรือไม่ ทำให้สิทธิในการเช่าอาจเปลี่ยนแปลงตามผู้มีอำนาจ

(ส่วนข้างล่างนี้ผมเขียนเพิ่มครับ)
จากการสอบถาม“ข้อหก” เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากว่า มีผู้เช่าหลากหลายรูปแบบมาก ๆ ต่างคนต่างกลัวกันไปเองว่า ถ้ามีตึกใหม่แล้วตัวเองจะถูกกระเด็นออกมา ทำให้ต่างพยายามดิ้นรนแล้วก็จับกลุ่มเพื่อไปเจรจากับทางทรัพย์สิน ยกตัวอย่างเช่น

เจ้าของอาคารพาณิชย์ที่มาปล่อยเช่า ปกติเป็นเสือนอนกิน ทำให้กลัวว่าถ้ามีตึกใหม่แล้วตัวเองไม่มีสิทธิจะขาดรายได้ เค้าอยากให้เค้ามีสิทธิเหมือนเดิม แล้วค่อยไปปล่อยเช่าช่วงให้แม่ค้าพ่อค้ามาขายของกันใหม่ ส่วนใหญ่กลุ่มนี้ก็น่าสงสารเหมือนกัน เพราะว่าส่วนใหญ่แก่แล้ว ถ้าไม่มีตรงนี้ก็ไม่รู้จะไปทำมาหากินตรงไหน

พวกพ่อค้าแม่ค้า ต่างก็อยากเป็นไท จากเจ้าของอาคาร แบบว่าอยากเช่าตรงกับจุฬาเลย ก็เลยทะเลาะกัน


ซึ่งจุฬาควรจะมีมาตรการที่ชัดเจนไปเลยว่าจะเอายังไง ใครจะได้สิทธิ ใครไม่ได้สิทธิ หรือ จะจัดการแบบไหน เพราะว่ายิ่งปล่อยไว้นะ จะเกิดคลื่นใต้น้ำ ก๊กเหล่ากอ มากมาย เพราะว่าผลประโยชน์ตรงนี้ก็เยอะอยู่

ปล.ทั้งหมดนี้คือเสียงจากผู้ค้าครับ อธิบายเพิ่มเติมว่าผู้ค้าเข้าใจดีว่าที่ผ่านมารัฐบาลพยายามยื่นมือให้ความช่วยเหลืออย่างเร็วที่สุด และไม่ได้มีเจตนาบีบคั้นเพื่อขอการช่วยเหลือที่เกินไป แต่ที่ต้องเร่งชี้แจงเพื่อให้ได้แก้ปัญหาก่อนจะช้าไปครับ
Related Posts with Thumbnails