27 พฤษภาคม 2010

เพลง 'บ้านเราจะเหมือนเดิม' - ประภาส ชลศรานนท์

ชอบเพลงนี้ครับ พี่จิกไม่เคยทำให้ผิดหวังจริงๆ

เพลง: บ้านเราจะเหมือนเดิม
คำร้องโดย: ประภาส ชลศรานนท์
ทำนองและเรียบเรียงโดย: จักรพัฒน์ เอี่ยมหนุน
ขับร้องโดย: เจนนิเฟอร์ คิ้ม




(เนื้อเพลง)
ฉันไม่เชื่อว่าบ้านเราจะไม่เหมือนเดิม
ถ้าเราเติมความเข้าใจ
เติมความรักลงไปในการซ่อมสร้าง
เอาหัวใจที่ให้อภัยมาแผ้วมาถาง
ทำความหวังที่เลือนรางนี้ให้สดใส

เราจะกวาดความแตกแยกที่มันผุพัง
จะชะล้างความเกลียดชังให้หมดสิ้นไป
เราจะซ่อมบ้านกันด้วยรักอันยิ่งใหญ่
เราจะผ่านเรื่องร้ายนี้ไปด้วยกัน
ด้วยแรงที่มี ด้วยความรักที่มี ด้วยหัวใจคนไทยที่มี หัวใจที่รวมเป็นไทย
ความคิดกับความรักต้องพักแยกกันไว้ คิดต่างกันได้แต่ไม่ทำร้ายกัน

(คิดต่างกันได้แต่ว่าใจยังรักกัน)

หมายเหตุ: ขอบคุณ WorkPoint Entertainment

บทสัมภาษณ์: 'Follow Me' ใน q & a day (issue 117)

q & a day 117
follow me
เรื่อง > ณัฐชนน มหาอิทธิดล (@natchanon)
ภาพ > ศุภโชค พิเชษฐ์กุล

ว่ากันตาม Timeline ผมจำไม่ได้ว่าผมเข้าเว็บไซต์ Twitter.com และกดปุ่มฟอลโลว @noppatjak ตั้งแต่เมื่อไร

แต่จำแม่นว่าตัดสินใจติดตามเขาในฐานะ นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ ผู้สื่อข่าวภาคสนามโต๊ะการเมือง สำนักข่าว Nation Channel วางใจให้ข่าวสารจากเขาเข้าสู่ซีรีบรัมสมอง เพราะแต่ละทวีต 140 อักษรของเขาถูกกลั่นมาจากสถานการณ์จริงที่เจ้าตัวกำลังยืนอยู่ ณ ตรงนั้น ทำให้คนอย่างผมที่อยู่แต่ในสำนักงานหรือไม่ก็ห้องนอนอบอ้าวของตัวเองได้ทราบสถานการณ์บ้านเมืองระดับถึงพริกถึงขิงกับเขาบ้าง อยากรู้สถานการณ์การเมือง มองหาชื่อเขารับรองว่าไม่ผิดหวัง

ยอดฟอลโลวของเขาเพิ่มขึ้นตามระดับความร้อนแรงของอุณหภูมิการเมืองจากหลักพันยันเฉียดหมื่นในเวลาไม่ถึง 3 เดือน จนกลายเป็นหนึ่งในทวีตเปิลสายข่าวที่ไม่ตามไม่ได้ Direct Message ตอบรับสัมภาษณ์ของเขาถูกตอบกลับมาหาผม “ตอนนี้อยู่สภาครับ หลังเที่ยงจะเข้าไปที่ราชประสงค์ โทรมาแล้วกันครับจะพาเดินเข้าไป” ไม่นานหลังได้รับข้อความ บ่าย 3 กว่า ชั้น 22 ตึกอัมรินทร์พลาซ่า มีวิวด้านล่างเป็นม็อบราชประสงค์ ท่ามกลางข้าวกล่องไข่ข้นกุ้งมื้อเช้าของเขา กาแฟเย็นของผม มีเครื่องอัดเสียงนั่งสังเกตการณ์เงียบเชียบ เรานั่งคุยกันแน่นอน, เกิน 140 ตัวอักษรไปมาก แต่เชื่อว่าทุกคนจะรู้จัก @noppatjak มากกว่าช่อง Bio อายุ

แค่ 25 คุณก็เกือบติดคุกเขมรเสียแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?
ตื่นเต้นสิ (หัวเราะ) ตอนนั้นได้รับความวางใจจากผู้ใหญ่ในเนชั่นให้ไปทำข่าวเรื่อง ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยที่ถูกตั้งข้อหาลักลอบนำแผนการบินของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มาให้สถานทูตไทย รู้ข่าวว่าเขาถูกขังอยู่ที่คุกชื่อ เพซอว์ ห่างจากกรุงพนมเปญไม่ไกล ผมกับทีมก็ไปเพราะอยากรู้ว่าคุกเป็นยังไง เผื่อว่าพนักงานพูดอังกฤษเป็นก็จะถามไถ่เรื่องของศิวรักษ์ ปรากฏพอถึงที่ก็ถูก รปภ.ค้น ยึดกล้อง ควบคุมตัวไปเลย สรุปว่าพวกเขาพูดอังกฤษได้แย่มาก ตอนนั้นมันเย็นมากแล้ว คิดว่ายังไงได้นอนคุกแน่ แถมงานที่ถ่ายมาตลอด 4 วันก็อาจสูญไปด้วยต่างหาก แต่ยังดีที่เพื่อนนักข่าวหาทางช่วยเหลือออกมาจนได้ ตอนนั้นเราเห็นนักข่าวรุ่นพี่ที่ไปด้วยเขานิ่งมาก บอกว่าดีแล้วที่ได้เจอเหตุการณ์อย่างนี้เพราะถ้าเราทำงานไปเรื่อยๆ มันต้องเจอเรื่องตื่นเต้นหรือแย่กว่านี้อีกมาก

ที่จริงคุณไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนักข่าวก็ได้นี่ จบบริหารฯ มธ.ด้วยซ้ำ
คือผมชอบการเมืองมานาน ชอบดูข่าวตั้งแต่เด็ก ตอน ม.6 ไป AFS ก็เลยเห่อภาษาอังกฤษ อยากเรียนคณะที่ใช้ภาษา บวกกับชอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพราะประวัติศาสตร์ช่วง 14 ตุลาฯ อยากเรียนที่ท่าพระจันทร์สักครั้ง ก็เลือกคณะบริหารอินเตอร์ เพราะพ่อแม่อยากให้ช่วยกิจการที่บ้านด้วย แต่ถ้าตอนนั้นมันมีคณะรัฐศาสตร์อินเตอร์ก็คงเลือก แต่มันยังไม่มี พอไปเรียนผมก็ได้ฝึกงานกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ได้บอกว่าผมเชียร์พรรคนี้นะ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นมีพรรคเดียวที่เปิดโอกาสให้เด็กเข้าไปฝึกงาน คือถ้าพรรคเพื่อไทยมีเปิดผมก็ไปฝึกเหมือนกัน รวมถึงผมได้ตั้งชมรมค่ายอาสาของคณะก็เลยชอบงานด้าน NGO อาสาสมัครไปด้วย เมื่อเอามารวมกับความชอบข่าว ประสบการณ์การเล่นละครเวทีที่ได้เรื่องการแสดงออกทางสีหน้าน้ำเสียง ก็เลยคิดว่าตัวเองน่าจะเหมาะกับอาชีพผู้ประกาศข่าว

คุณจินตนาการอาชีพนักข่าวไว้ว่ายังไง
ตอนนั้นอยากเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ นั่งในสตูดิโอทำรายการพัฒนาสังคมหรือการศึกษา เพิ่งจบก็ไฟแรง มองโลกในแง่ดี พอเข้าทำงานที่เนชั่นก็ได้อยู่โต๊ะเศรษฐกิจ สักพักก็ถูกย้ายมาโต๊ะการเมืองเพราะมีคนออกไปเยอะ ย้ายได้แค่ 2 วันม็อบพันธมิตรลงที่ทำเนียบ จากที่เคยคิดว่าจะได้คุยกับ NGO สิ้นปีเดินทางต่างประเทศ มันกลับกลายเป็นคนละเรื่อง ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาโดนแก๊สน้ำตา หลบกระสุนยาง หลบระเบิด M79 เห็นคนขาขาดคาตา เห็นคนตาย ยิ่งเหตุการณ์ที่คอกวัวนี่ยิ่งรุนแรง มันคือเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายในการเป็นนักข่าว และการเป็นคนไทยของเราเลย


“ในฐานะสื่อต้องเสนอความจริง
แต่ในฐานะคนหนึ่งในสังคมต้องมีวิจารณญานด้วย
ว่าควรนำเสนออะไรมากน้อยแค่ไหน
เพราะตอนนี้คนในสังคมมีวิจารณญานไม่เท่ากัน”

มันยังสนุกอย่างที่คุณคิดรึเปล่า
มากกว่าไม่ว่าด้านบวกหรือด้านลบ มากกว่าทุกอย่างที่เราเคยคิด อาชีพนักข่าวทำให้ผมได้เจอคนที่น่าเคารพและคนเก่งมากมาย ไม่ว่านักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ บางคนปราดเปรื่องจนน่าทึ่ง การได้คุยกับเขาเป็นการเปิดโลกให้กับผมเอง ได้เห็นแง่มุมต่างๆ ของโลกใบนี้มากขึ้น

ส่วนด้านลบก็อย่างที่เราได้เห็นคนยิงกัน เจอเลือด ทุกอย่างก็เหนือกว่าที่เราคิดไว้หมด บนหน้าจอโทรทัศน์ทุกอย่างถูกลดทอนไปจากเหตุการณ์จริงมาก ถ้าให้ผมสรุปรวมทั้งหมดการทำงานข่าว ผมค่อนข้างเห็นสิ่งที่แย่มากกว่าสิ่งที่ดี

มีอะไรอีกที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จากหน้าจอโทรทัศน์
เยอะมาก แต่ที่สำคัญคือบางเรื่องเป็นสิ่งที่เขารับรู้ได้แต่ดันเลือกที่จะไม่รู้ เพราะเลือกที่จะเชื่ออะไรด้านเดียวไปแล้ว คนส่วนใหญ่เลือกเชื่อข่าวสารที่สอดคล้องกับความเชื่อของตัวเองทั้งนั้นแหละ

คุณก็เป็นคนปกติ แน่นอนว่าต้องมีทัศนคติ ความเชื่อ ต่อสู้กันยังไงระหว่างตัวเองกับฐานะสื่อมวลชน
ยากมาก ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เห็นชัดว่าคนเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มทำผิดจริง มันสะเทือนความรู้สึกของมาก แถมมีหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอที่ถ่ายเอาไว้ได้ด้วย รู้สึกว่ามันแย่ มันโหดมาก เป็นข่าวดีหรือร้ายไม่รู้แต่รู้ว่าประเด็นนี้ต้องแรงแน่ ตั้งใจว่าจะเอาไปเผยแพร่ในบล็อกเพื่อให้ทุกคนได้ดูกันว่านี่ล่ะคือความจริง แต่พอเริ่มนิ่งคิด ตั้งสติ ก็พบว่าถ้าโพสต์บล็อกลงไปมันจะเป็นการเสนอเหตุการณ์ที่เพิ่มแง่ลบแก่สังคม สร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เลยตระหนักได้ว่าในฐานะสื่อต้องเสนอความจริงแต่ในฐานะคนๆ หนึ่งในสังคมต้องมีวิจารณญานด้วยว่าควรนำเสนออะไรมากน้อยแค่ไหนเพราะตอนนี้คนในสังคมมีวิจารณญานไม่เท่ากัน

การเข้าไปอยู่ในระยะที่เห็น ‘ความจริง’ มากกว่าคนอื่นทำให้คุณใช้ชีวิตยากขึ้นไหม
ผมไม่รู้ว่าได้เข้าไปอยู่ใกล้ความจริงที่มี หรือความเชื่อที่คนบางกลุ่มมี สองคำนี้มันแตกต่างกันมากเลยนะ แต่ที่แน่ๆ ก็คือผมเป็นนักข่าว จึงต้องลดความเชื่อของตัวเองลงและนำเสนอความจริงให้ดี ไม่ทำตัวเป็นคอลัมนิสต์ หรือนักวิจารณ์ ต้องเตือนตัวเองเสมอว่าเป็นนักข่าวภาคสนาม แต่เอาเข้าจริงเวลาต้องบริโภคข้อมูลมา หลายครั้งผมเองก็แยกความคิดออกจากกันไม่ได้หรอก บางเหตุการณ์ที่เจอผมก็รับไม่ได้ เพราะมันค้านกับความเชื่อที่มีมานาน แล้วถึงไม่ได้เป็นนักข่าวแต่เราเองก็หนีความจริงไม่พ้นอยู่ดี ดังนั้นตอบได้ว่าถึงผมเป็น
นักข่าวแต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตง่ายหรือยากขึ้น

อยู่กลางม็อบแทบทุกวัน คุณกลัวตายบ้างรึเปล่า
ไม่อยากตายนะ แค่คิดว่าคงไม่ใช่เราที่จะโดน (หัวเราะ) ถึงตอนนี้จะมีนักข่าว มีประชาชน มีทหารเสียชีวิต แต่ยังมั่นใจว่าเราจะแก้ปัญหาและหาทางเอาตัวรอดได้ เพราะปกติก็ไม่ได้เป็นคนมุทะลุขนาดนั้น เจ้านายเองก็ไม่เคยสั่งว่าถ้าเจอระเบิดให้วิ่งเข้าใส่ ผมกลัวจิตใจของคนมากกว่าระเบิด กลัวความคิดของคนที่สุดโต่งเกินไปเพราะตอนนี้ความเชื่อที่ถูกปลุกปั่นมากๆ หรือปักใจเชื่อไปแล้วมันกำลังนำทางพฤติกรรมของคนบางกลุ่มอยู่ ผมกลัวว่าถ้าเอาข้อมูลอะไรที่ทำให้ฝ่ายเขาแย่ไปเสนอแล้วมันจะย้อนกลับมาทำร้ายผมมากกว่า แต่ที่กลัวกว่านั้นคือกลัวสังคมจะแตกแยกไปกว่านี้

พ่อแม่คุณไม่ว่าเหรอที่ต้องมาทำหน้าที่เสี่ยงอันตราย
ก็เป็นห่วง แต่พวกท่านก็รู้นิสัยว่าลูกชายเอาตัวรอดเก่งอยู่แล้ว เพราะซนตั้งแต่เด็ก พ่อเองก็เตือนให้คล้องพระตลอด เราเองก็คล้องเอาไว้เพื่อความสบายใจ (หัวเราะ)

รู้สึกเสียดายมุมมองของตัวเองที่ยังเป็นเด็กจบใหม่ซึ่งมองแต่โลกในแง่ดีบ้างรึเปล่า
ไม่หรอกครับ มุมมองแบบนั้นมันก็ยังอยู่ ค่ายอาสาที่ผมเคยทำตอนนี้ก็มีรุ่นน้องสานต่ออยู่ ถ้ามีเวลาว่างผมก็ไปกับเขา หาโอกาสทำสิ่งเล็กๆ เพื่อลืมความจริงก้อนใหญ่บ้าง ไปทำสิ่งดีๆ เพื่อชาวบ้านคนชนบทบ้าง หลายทีมันทำให้ผมคิดไปถึงตอนเข้าไปทำข่าวในรัฐสภาแล้วเห็นนักการเมืองบางคนที่มาประชุมสาย มาถึงพับนก ส.ส.บางคนยังทำอะไรให้สังคมได้น้อยกว่านักศึกษาบางกลุ่มที่ผมสัมผัสมาอีก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหน่ายเพราะรู้ว่านี่แหละความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ผมเองเพิ่งอายุ 26 อยู่ในช่วงการเรียนรู้ สิ่งที่เรียนรู้ตอนนี้อาจเอาไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้ ไม่ว่าร้ายหรือดี

@noppatjak ป็อปมากในทวิตเตอร์ มันมีผลอะไรต่อการเป็นนักข่าวของคุณรึเปล่า
มีมากเลย การเป็นนักข่าวในยุคทวิตเตอร์หรือสื่อมัลติมีเดียใหม่ๆ ทำให้ช่องทางการสื่อสารมีมากขึ้น ได้เปรียบโทรทัศน์ที่ผู้ชมไม่ได้ต้องมานั่งหน้าจอรอดูข่าว เขาเลือกได้ว่าเข้าไปอ่านบล็อก หรือตามดู Timeline ทวิตเตอร์ของเรา มันตอบสนองคนติดตามข่าวได้มาก แต่ @noppatjak นี่ผมไม่รู้ว่าป็อปปูล่ารึเปล่าหรอกแต่มีคนฟอลโล่วเยอะพอสมควร มันก็เป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดีในเวลาเดียวกัน แต่ผมว่าด้านดีจะเยอะกว่าเพราะทำให้ผมได้สื่อ ‘สาร’ ที่ตั้งใจผลิตและกรองมาแล้วไปสู่คนที่ติดตามได้ ยอมรับเลยว่าชอบให้มีคนตามเยอะๆ เพราะอยากให้สิ่งที่ผมเห็นผมคิดแล้วว่ามันดีได้ถูกนำเสนอไปสู่สายตาคน ส่วนด้านลบก็เป็นเรื่องเล็กน้อย คือความกดดันที่มาพร้อมจำนวนฟอลโลว ผมยอมรับว่าประสบการณ์นักข่าว 2 ปีไม่ได้เป็นจำนวนที่มาก แต่เราเป็นแค่นักข่าวภาคสนาม หน้าที่คือนำเสนอในสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ก็ไม่ต้องใช้ประสบการณ์หรือพื้นฐานความรู้เท่ากับคอลัมนิสต์หรือบรรณาธิการข่าว ส่วนอีกความกดดันเล็กๆ คือมักจะมีคนมาทวงข่าวกับผมในทวิตเตอร์อยู่บ่อยๆ เช่น "ทำไมวันนี้เงียบจัง" หรือ "@noppatjak ไปที่โน่นที่นี่หรือยัง?" (หัวเราะ)

ผมกับคน 8-9 พันคนที่ฟอลโล่วคุณอยู่จะวางใจข่าวสารจากคุณได้ยังไง
วางใจได้ เบื้องต้นคือผมเป็นนักข่าวที่ผ่านการอบรม ผ่านงานข่าวมาตั้งแต่ก่อนยุคทวิตเตอร์ มาถึงตอนนี้ผมกลั่นกรองก่อนการทวีตทุกครั้ง คำไหนควรอยู่ตรงไหน ให้ความครบไหม หรืออะไรที่สุ่มเสี่ยง เบื้องหลังคุณไม่รู้หรอกว่าบางทวีตถึงแค่ 140 อักษรแต่ผมใช้เวลา 5-6 นาทีในการกลั่นกรองภาษาเพื่อนำเสนอข่าวสารให้เป็นธรรมที่สุด ผมไม่พยายามสอดแทรกความเห็นลงในข่าว เพราะเชื่อว่าทุกวันนี้สังคมยังจำเป็นต้องมีคนข่าวที่เป็น ‘eye witness’ หรือคนที่เห็นเหตุการณ์มายังไงก็รายงานไปอย่างนั้นอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะหา ‘ข่าวสาร’ อยู่ละก็ @noppatjak ก็ยังพึ่งพาได้ แต่ก็อาจมีบ้างที่หมื่นกว่าทวีตของผมจะผิดพลาดไปบ้าง ซึ่งผมน้อมรับคำตำหนิ และพร้อมแก้ไขนะครับ แต่บางกรณีที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้จริง ก็อาศัยการ ‘Retweet’ เอา เพราะในสนามข่าวทวิตเตอร์ก็มีคนที่ประสบการณ์สูงกว่าผมอยู่มาก เป็นทางเลือกในการหาข่าวสารมานำเสนอได้ดี

ถ้าเราต้องการข่าวสารการเมืองแบบแน่นเปรี๊ยะ คุณแนะนำให้ฟอลโลวใครบ้าง
เยอะเลยครับ อย่าง @suthichai นี่ก็เป็นข่าวสารรอบด้าน ซึ่งผมว่าไม่ต้องแนะนำเพราะเป็นทวีตสามัญประจำบ้านอยู่แล้ว (หัวเราะ) @can_nw พี่แคน สาริกา บ.ก.เนชั่นสุดสัปดาห์ ก็เป็นคนเดือนตุลาที่มีความรู้สูง มีมุมคิดที่เฉียบคมครบเครื่องเหมาะกับเป็นนักข่าวภาคสนามมาก เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลัง ชั้นเชิงการวิเคราะห์ดีมาก คลาสสิกกว่า @noppatjak เยอะ ของผมนี่พอจบวันก็หมดค่าแล้ว แต่ของพี่แคนถ้าลองย้อนไปอ่าน Timeline ต่อให้กลับไปเป็นเดือนก็ยังได้ความรู้อยู่ ส่วนอีกคนที่แนะนำคือ @satien_nna คือพี่เสถียร วิริยะพรรณพงศา ผู้สื่อข่าวเนชั่นอีกคนหนึ่ง จะได้ข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกไม่ว่านักการเมือง แกนนำม็อบ ซึ่งช่วยให้เข้าใจในสถานการณ์มากขึ้น

คุณจะเลือกใครถ้ามีโอกาสตามฟอลโลวได้แค่คนเดียว
มีตัวเลือกเยอะเหมือนกัน (คิดนาน) @wongthanong, @fringer, @roundfinger 2-3 คนนี้เป็นโลกที่ต่างจาก @noppatjak เพราะมีด้านความสดใสของโลก ด้านวิชาการ ด้านอารมณ์ขันอยู่ แต่สุดท้ายคงเลือก @roundfinger เพราะอ่านทีไรโลกมันสดใสทุกครั้ง บางครั้งทำข่าวการเมืองเครียดๆ ผมยังหัวเราะได้เลยเวลาเห็นพี่เอ๋ (สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์-เจ้าของ @roundfinger) เอามุขมาเล่น คือมุมมองแบบนี้มันหาอะไรมาทดแทนไม่ได้ คิดดูว่าอยู่ในม็อบผมจะหาอะไรตลกที่ไหนดู องค์ความรู้บางอย่างถ้าขาดไปยังหาเติมได้ แต่มุมมองโลกที่สนุกสนานอย่างนี้หาจากคนอื่นไม่ได้ง่ายเลย

คุณว่า 140 ตัวอักษรน้อยไปรึเปล่า
ไม่หรอก เหมาะกับคนยุคนี้แล้ว ถ้าได้มากกว่านี้อาจไม่ได้รับความนิยมเท่านี้ก็ได้นะ เดี๋ยวนี้คนบริโภคข่าวสารเยอะ แค่ผมอยู่ม็อบราชประสงค์แล้วทวีตว่า “เสื้อแดงปล่อยกองทัพมอเตอร์ไซค์ออกไปทั่วกรุง” แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะเดี๋ยวเขาก็ไปเช็กต่อเองว่าตอนนี้เสื้อแดงถึงไหนแล้ว จากนั้นก็เช็กต่อไปอีกว่ารถไฟฟ้าเปิดไหม คนยุคนี้เวลาเร่งด่วนเขาไม่ได้ต้องการข้อมูลเชิงลึกมาก แต่เขาอยากได้ข้อมูลสั้นๆ จากหลายๆ ด้านมากกว่า แต่บางกรณีที่อยากโพสต์อะไรยาวๆ เราส่งหลายครั้งหน่อยก็ได้นี่ หรือถ้าอยากเขียนความเห็นหรือบทวิเคราะห์ ก็ยังพึ่งพาทางเลือกอื่นนอกจากทวิตเตอร์ได้ เช่น บล็อก

ข่าวสุดท้ายที่คุณหวังจะทวีตบอกทุกคนในฐานะสื่อสารมวลชนน่าจะเป็นข่าวอะไร
“สถาบันวิจัยในสหรัฐ ให้รางวัลประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่มีการอ่านหนังสือมากที่สุด” ถ้าผมทวีตข่าวอย่างนี้ออกไปได้ ชีวิตผมคงมีความสุขมากแล้ว และให้มันเป็นทวีตสุดท้ายได้เลย เพราะมันมีความหมายมากนะ ถ้าคนไทยอ่านหนังสือมากก็แปลว่าคงไม่มีม็อบออกมาชุมนุมเพราะนักการเมืองคงหาทางโกงชาวบ้านไม่ได้ ประเทศคงมีความสุข รถไม่ติด คนทำงานเสร็จห้าโมงเดินแวะร้านกาแฟนั่งอ่านหนังสือสบายใจ ประเทศคงพัฒนาไปจุดที่มากกว่านี้ ยอดฟอลโลวข่าวการเมืองของผมคงร่วงผล็อย คงเหลือหลักร้อยหลักสิบ เพราะคนคงคิดว่าไม่ตามมันแล้ว เครียด! เราออกไปอ่านหนังสือสร้างสรรค์โลกกันดีกว่า ถ้าเป็นยังงั้นผมยอมเลย จะไปสนใจทำไมแค่ยอดฟอลโลว ในเมื่อหันซ้ายหันขวาก็เจอประเทศที่มีแต่ความสุข

ข่าวร้ายที่สุดในช่วงชีวิตการเป็นนักข่าวของคุณคือข่าวอะไร
เยอะมากเลยนะ (หัวเราะ) คงเพราะผมทำข่าวอาชญากรรมด้วย ได้เห็นคนตายเยอะก็เป็นข่าวร้าย ความขัดแย้งรุนแรงก็เป็นข่าวร้าย ได้เห็นบางคนดีใจที่เพื่อนมนุษย์ตาย เราก็คิดว่านี่มันไม่ใช่สังคมมนุษย์แล้วมันก็เป็นข่าวร้าย หรืออย่างข่าวจ่าเพียร (พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา) ก็แสดงให้เห็นความแย่ของกลไกรัฐที่คนทำงานดีแทบตายสุดท้ายก็ต้องตาย รวมทั้งข่าวพันเอกร่มเกล้า (พ.อ.ร่มเกล้า ธุรธรรม) ที่ตายก็เป็นข่าวร้าย เพราะเรารู้ว่าคนฆ่ามันต้องวางแผนเป็นวันแน่ คือสะเทือนใจว่านี่ประเทศเรามีคนที่ใจคออำมหิตและชั่วขนาดนี้อยู่ในแผ่นดินเดียวกับที่เราอยู่ด้วยเหรอเนี่ย

แล้วข่าวดีล่ะ?
ผมชอบข่าวของน้องหม่อง ทองดี ที่ไปแข่งปาจรวดจนได้ที่ 3 ของโลก เขาเกิดเป็นพม่าหรือคนไทยเขาก็ไม่รู้ล่ะ แต่เขารู้ว่าชอบปาจรวดแล้วก็อยากเป็นตัวแทนคนไทยไปปาจรวด พอมีอุปสรรคเรื่องสัญชาติเข้าพัวพัน ตอนนั้นผมได้ยินก็ได้แต่ให้กำลังใจเงียบๆ ว่าสู้หน่อยเว้ยไอ้น้อง แต่สุดท้ายเขาก็ทำได้ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยสำเร็จ มันเป็นตัวอย่างของข่าวที่ดีทุกด้านที่สุดข่าวหนึ่ง อย่างแรกคือการสนับสนุนคน แล้วก็เห็นความตั้งใจของคนๆ นึงที่คิดอยากจะทำอะไรด้วยใจรักจริง มันรู้สึกดีใจพอๆ กับตอนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ 3 แชมป์เลยนะ! แต่ปีนี้ก็ลุ้นยากหน่อย แต่ภาษาวัยรุ่นเขาก็ต้องพูดว่าพักบ้างอะไรบ้าง ได้มันมาทุกปีแล้ว (หัวเราะ)

บทสัมภาษณ์: 'The Guest' ใน adaybulletin

The Guest #96
LIVE FROM THE ‘RED’ ZONE
เรื่อง : เอกพล บรรลือ (@vanzelot) ภาพ : ฤธวัฐร์ อิทธิยากร


นับตั้งแต่ที่คนไทยเริ่มรู้จักคำว่า ‘Twitter’ หลายๆ สิ่งก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะในโลกของข่าวสาร ที่เปลี่ยนโฉมหน้าจากการรายงานข่าวแบบก้าวเดิน กลายเป็นเร่งฝีเท้าวิ่งด้วยความทะมัดทะแมง สำนักข่าวที่ปรับตัวต่อการใช้สื่อยุคใหม่อย่างรวดเร็วอย่างเครือเนชั่นจึงเป็นเหล่านักวิ่งกลุ่มแรกๆ ที่ชาวทวิตเตอร์ส่วนใหญ่หันมาจับตา มอง

ปัจจุบันเครือเนชั่นมี Twitter มากกว่า 300 accounts มี Follower ไม่ต่ำกว่า 160,000 คน ถ้าไม่นับนักวิ่งฝีเท้าดีอย่าง @suthichai (สุทธิชัย หยุ่น) ที่วิ่งแบบนับก้าวแทบไม่ทัน นักวิ่งที่ตามประชิดมาติดๆ ก็คงหนีไม่พ้น @noppatjak หรือ นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ นักข่าวสายการเมืองของเครือเนชั่น ที่มีคน Follow อยู่เกือบ 9,000 คน และเขาทวีตข้อความไปแล้วมากกว่า 10,000 ข้อความ (ข้อมูลวันที่ 13 พฤษภาคม 2553) จนคนที่ตามอ่านอาจจะเผลอคิดไปว่าชายผู้นี้มีหน้าที่รายงานข่าวด้วยการทวีตข้อความไม่เกิน 140 ตัวอักษรเพียงอย่างเดียว แต่วันที่เราเดินทางไปพูดคุยกับเขา ณ แยกราชประสงค์ สถานที่ที่เขาไปบ่อยที่สุดในเวลานี้ ท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงมากมาย เขาเริ่มต้นอธิบายกับเราว่า

“จริงๆ แล้วหน้าที่ของผมก็เหมือนนักข่าวทั่วไป คือต้องทำข่าว รายงานข่าวผ่านโทรทัศน์ ตั้งแต่นั่งอ่านข่าวในสตูดิโอ รายงานข่าวจากรถถ่ายทอดสดแบบเห็นหน้า หรือว่ารายงานทางโทรศัพท์ และระบบ 3G แต่นอกจากนี้คุณสุทธิชัย หยุ่นก็จะสนับสนุนให้ใช้สื่อ twitter ซึ่งเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าไม่ว่านักข่าวเนชั่นคนไหนจะขยันแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครขยันเท่าคุณสุทธิชัย เพราะฉะนั้นพวกเราก็เลยทำหน้าที่โดยที่ไม่เคยรู้สึกว่าเราขยันเกินไปแล้ว ทุกวันนี้เลยกลายเป็นเรื่องที่ชินไปแล้วครับ คือตื่นมาก็ต้องเปิดทวิตเตอร์ก่อนเป็นอย่างแรก แล้วก็จะบอกกู้ดไนท์คนในทวิตเตอร์เป็นกลุ่มสุดท้าย”

สำหรับคนทั่วไป ทวิตเตอร์อาจจะเป็นพื้นที่ระบายความรู้สึกที่เกิดขึ้นแบบทันทีทันใด รู้สึกอย่างไรก็ทวีตไปอย่างนั้น แต่สำหรับนักข่าวอย่างนภพัฒน์จักษ์ กลับต่างออกไป เพราะทุกตัวอักษรที่จะปรากฏในทวิตเตอร์ต้องผ่านการกลั่นกรองด้วยกฎ 3 ข้อของเขา

“ข้อแรกคือผมจะไม่เปลี่ยนขาวเป็นดำ อันนี้สำคัญ คือไม่เอาสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงมารายงาน ต่อมาก็คือ ไม่เอาสิ่งที่ไม่ได้คิดจากสมองเราจริงๆ แต่ขอให้ได้ทวีตเพื่อไปยุยงใคร แล้วที่เพิ่มมาในสถานการณ์แบบนี้คือผมจะไม่สื่อสารสิ่งที่อาจจะเป็นภัยต่อสังคม หรือสิ่งที่รุนแรงเกินไป อย่างเช่นเหตุการณ์ที่ผมไปพบเจอตำรวจคนหนึ่งกำลังปลุกระดมคนเสื้อแดง ซึ่งเขาก็ประกาศตัวว่าเขาเป็นตำรวจเสื้อแดง แล้วก็พูดโจมตีทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสะใจ ซึ่งผมก็เก็บไว้เป็นกรณีศึกษาว่า แล้วอย่างนี้เราควรจะทวีตไหม หรือถ้าเป็นนักข่าวเราจะต้องรายงานไหม เพราะว่ามันก็เป็นความจริง อันนี้คือผ่านกฎสองข้อแรกมาแล้วล่ะ แต่ข้อที่สาม ก็ฉุกคิดว่า เฮ้ย ถ้าเราทวีตไปแล้วจะได้อะไร เพราะเชื่อว่าประชาชนที่ติดตามข่าวสารก็คงรู้อยู่แล้วล่ะว่าตำรวจมะเขือเทศก็มีจริงๆ เราทวีตไปเขาก็ไม่ได้ข้อเท็จจริงอะไรเพิ่มขึ้นมา แต่ที่ไปเพิ่มก็คือความเกลียดชังให้กับสังคม คือเราต้องมีความรับผิดชอบ เพราะอย่าลืมว่า bio ของเราไม่ใช่แค่ผู้ชาย 26 ปีคนหนึ่งเท่านั้น เราขึ้นชื่อว่าเป็นนักข่าว แล้วคนจำนวนมากเขาก็ติดตามเราในฐานะนักข่าวด้วย”

จากประสบการณ์การทำข่าวเกือบ 3 ปี นภพัฒน์จักษ์ เคยรายงานข่าวการชุมนุมมาแล้วเกือบจะทุกรูปแบบ ตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อหลากสี และการชุมนุมของ นปช. โดยเฉพาะช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาซึ่งเขาต้องเดินทางไปที่แยกราชประสงค์เกือบทุกวัน เราถามถึงผลกระทบที่เขาได้รับจากการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้น เขายิ้ม ก่อนที่จะตอบเราด้วยท่าทีสบายๆ ว่า

“ต้องขอบคุณมากๆ สำหรับประชาชนทั่วไปที่เห็นใจ และให้กำลังใจนักข่าว และก็ยินดีรับไว้ แต่ความจริงนักข่าวเป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตแบบปกติที่สุดกลุ่มหนึ่งในท่ามกลางวิกฤตแบบนี้ เพราะว่าทุกเช้าที่เราตื่นขึ้นมา เรามาม็อบก็จริง ต่อให้มีการยิงเอ็ม 79 ก็จริง แต่ตื่นมาเรายังได้ทำหน้าที่ของเราทุกวัน โอเคล่ะ อาจจะขับรถลำบากหน่อย แต่ที่เหลือเราก็ทำหน้าที่ของเราตามปกติ หมดหน้าที่เราก็กลับไปนอน เรายังมั่นใจว่าเราจะได้กลับไปนอนหมอนนุ่มๆ ของเรา คนที่ลำบากจริงๆ ยังมีอีกเยอะทั้งตำรวจ ทหาร พนักงานออฟฟิศที่อยู่ละแวกนี้ แม้กระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุมเอง เขาคือคนที่ลำบาก แต่นักข่าวก็แค่ทำหน้าที่ตามปกติ ถึงไม่มีม็อบเราก็ต้องไปทำข่าวอย่างอื่นอยู่ดี ถึงช่วงนี้อาจจะได้นอนน้อยลง แต่นี่เป็นหน้าที่ที่เรายินดีที่จะทำอยู่แล้ว”

ภาพข่าวในโทรทัศน์ที่คนทั่วไปเห็น อาจจะทำให้หลายคนเลือกที่จะหลีกเลี่ยงจุดที่มีการชุมนุมเพื่อความปลอดภัย แต่สำหรับนักข่าวที่คลุกคลีอยู่กับการชุมนุมเกือบทุกวัน เขากลับไม่แสดงออกถึงความกังวลเท่ากับคนรอบตัวของเขาที่มักจะแสดงความเป็นห่วงอยู่เสมอ

“ถ้าเป็นคนใกล้ตัวจริงๆ เขาก็จะเข้าใจนะ เพราะเขารู้ว่าผมเป็นคนแก้ปัญหาได้ แล้วก็ไม่ได้มุทะลุดุดันจนเกินไป แต่คนรอบข้างที่ขยับออกไปหน่อย อย่างเพื่อนคุณพ่อ –คุณแม่ ก็จะเป็นห่วงกันเยอะ โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์เริ่มตึงเครียดมากขึ้น แต่ความจริงไปย้อนดูเลยก็ได้ว่า 4-5 ครั้งที่เกิดเหตุปะทะจนถึงขนาดมีคนบาดเจ็บ เสียชีวิต ก่อนหน้านั้นมันก็จะต้องมีเหตุการณ์บางอย่างบอกอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่อยากจะมีผลกระทบ ไม่อยากบาดเจ็บก็ไม่ต้องไป หรือนักข่าวที่ต้องไปก็ต้องระมัดระวัง นักข่าวจะรู้มุม รู้จุด รู้หลักการทำงานของเอ็ม 79 อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องที่ทุกคนรู้โดยอัตโนมัติ เหมือนนางแบบเขาคุยกันเรื่องอายไลน์เนอร์ นักข่าวเขาก็คุยกันเรื่องเอ็ม 79 ว่าระยะทำการมัน 30-400 เมตร ยิงเป็นวิถีโค้ง เราก็มองไปสิว่าจุดไหนที่ควรจะยืน แล้วนักข่าวทุกคนก็รักข่าว แต่ก็ไม่เคยมีสำนักข่าวไหนที่สั่งการว่า ถ้าระเบิดดังขึ้นต้องวิ่งเข้าไปหาระเบิด เรารายงานข่าว เราไม่ได้เป็นหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด ยืนอยู่ห่างจากจุดที่มันระเบิด 200 เมตรเราก็เห็นอยู่ดีว่ามันระเบิด อยู่ไกลๆ ก็ได้ยิน”

ในการทำงานที่ต้องพบเจอกับเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายหลากหลายรูปแบบ เป็นเหมือนแบบฝึกหัดชั้นดีที่ทำให้ นภพัฒน์จักษ์ เติบโตในฐานะนักข่าวมืออาชีพแบบก้าวกระโดด แล้วในระหว่างก้าวย่างที่กว้างใหญ่นี้เขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง

“เป็นการฝึกความเป็นสื่อท่ามกลางวิกฤตที่เกือบจะครบหลักสูตร บางเรื่องเป็นสิทธิของเรา บางเรื่องเป็นจริยธรรม บางเรื่องก็ต้องอิงหลักการประชาธิปไตย บางเรื่องก็ต้องอิงเรื่องของการพัฒนาประเทศต่อไป แต่พอถึงเวลาจริงๆ บางเรื่องเราก็ไม่ต้องคิดหลักการอะไรเลย กลับมาที่ความเป็นมนุษย์ คือผมบอกได้เลยว่าการที่มาชุมนุมกันที่แยกราชประสงค์มันก็ไม่ดีหรอก แต่ถ้าถึงขั้นจะมีการสลายการชุมนุมผมก็เห็นแล้วว่าที่คอกวัวเป็นยังไง ถ้ามีคนตายอีก 100 คนล่ะ อันนี้คือหลักการเบื้องต้นของผม คุณลุงที่ผมเคยสัมภาษณ์เขาจะตายไหม เขาก็เป็นคนๆ หนึ่งเหมือนกัน เขาจะถูกหลอกมา หรือมาโดยสมัครใจ ถ้าเขาตายมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีแล้วล่ะ มันต้องคิดทุกอย่าง แต่สุดท้ายหลักการจริงๆ ที่ผมยึดคือความเป็นคนมันก็ต้องมีอยู่เยอะ”

สำหรับคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด อาจจะยิ้มไม่ออกกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ในฐานะนักข่าวที่ต้องรายงานข่าวการชุมนุมผ่านทางทวิตเตอร์ นภพัฒน์จักษ์ ยังคงมีรอยยิ้มระบายอยู่บนหน้าของเขาเสมอ เจ้าของรอยยิ้มอธิบายให้เราฟังว่า

“ความสนุกของการทำหน้าที่นี้ก็คือ เราได้ฟังความคิดเห็นของประชาชนจริงๆ แล้วก็รู้สึกดีที่คนเชื่อใจเรา โดยเฉพาะมุมหนึ่งที่ผมรู้สึกดีมากก็คือ คนไทยส่วนมาก ก็ยังมีความเป็นคนไทย ถึงแม้ภาพข่าวในทีวีจะเป็นเหมือนกึ่งๆ สงครามแล้วก็ตาม แต่หลายคนก็ยังแสดงน้ำใจกับผู้สูญเสีย กับผู้ที่เดือดร้อน หรือกระทั่งนักข่าวอย่างพวกผม ซึ่งก็ช่วยในการทำงานได้เยอะ ทำให้เราไม่เหงาใจ นี่พูดถึงทั้งผู้ชุมนุมฝั่งเสื้อเหลือง และเสื้อแดงนะครับ หลายคนอาจจะเข้าใจว่าม็อบน่ากลัว แต่ความจริงก็คือ คนส่วนมากเขาเจอหน้าเราเขาก็ถามว่ากินข้าวหรือยัง มีแค่ส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเป็นปัญหากับเรา หรือถ้าเกิดปัญหาจริงๆ เราก็สามารถคุยกันดีๆ ได้ หันซ้ายหันขวาก็มีคนช่วย หรือสุดท้ายแกนนำเขาก็ไม่เคยสนับสนุนให้มีการทำร้ายนักข่าว ผมเชื่อว่าสังคมไทยยังไม่ได้แย่ถึงขั้นที่หลายคนเป็นห่วง”

สุดท้ายในฐานะสื่อที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างรุนแรง นภพัฒน์จักษ์ ยังทิ้งท้ายกับเราอย่างน่าคิดว่า

“ผมเชื่อว่าคนไทยไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง หรือถ้าเลือกข้างก็ไม่ต้องรังเกียจอีกฝ่ายหนึ่ง หรือถ้าอดไม่ได้ที่จะรังเกียจ เพราะทุกคนก็ต้องมีอารมณ์ แต่ก็ต้องเคารพกฎ กติกา มารยาทของสังคม ประเทศก็จะไปได้อีกไกล แต่สิ่งที่สำคัญคืออยากให้ทุกคนเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรก่อน แล้วก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม ที่แย่ที่สุดที่ผมเห็นคือเพื่อนทะเลาะกัน คบกันมา 20 ปี ม็อบเพิ่งมาแค่ 2 ปี ก็เลิกคบกัน เพราะว่าสีเสื้อไม่เหมือนกัน เพราะว่าการเมือง สีเหลือง สีแดง มันก็เป็นแค่ความคิด ความเชื่อ ไม่ใช่อะไรที่จะมากำหนดว่าเราต้องไปจงเกลียดจงชังคนนั้น แล้วคนเราก็ไม่ได้คุยกันเรื่องพวกนี้ตลอด 24 ชั่วโมง มันมีอีกหลายอย่างในชีวิต สุดท้ายแล้วความเชื่อทางการเมืองก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น”








25 พฤษภาคม 2010

"อย่าปล่อยให้ประเทศไทยกลายเป็นสนามสงคราม" ไมเคิล ยอน

ผมสัมภาษณ์ไมเคิล ยอน บนถนนพระรามสี่ ที่สวนลุมพินีในวันที่ 20 พฤษภาคมครับ; จุดเดียวกับที่เมื่อ 3-4 วันก่อนหน้านั้น มีกระสุนหลายร้อยนัดบินว่อนอยู่เหนือท้องถนนสายนี้ ไมเคิล ยอน เป็นอดีตทหาร Green Beret ของกองทัพสหรัฐ ที่ปัจจุบันเป็นนักเขียนที่ฝังตัวอยู่กับกองทัพสหรัฐในสงครามสำคัญๆ ทั้งที่อิรัก และ อัฟกานิสถาน ประสบการณ์ทำให้ไมเคิล ยอน สามารถแยกฟังเสียงกระสุนได้เลยว่านัดนี้เป็นประเภทไหน ยิงจากตรงไหน
ไมเคิล ยอน ตัดสินใจบินตรงมาที่ประเทศไทยหลังได้ข่าวภาวะวิกฤติการเมืองไทย ที่หลายคนเรียกว่าสงคราม เพราะด้วยความผูกพันธ์กับประเทศไทยที่ตัวเองเคยเดินทางมาเยี่ยมเยียนหลายสิบครั้ง มุมมองของ 'นักข่าวสงคราม' ต่อประเทศไทยผ่านวิธีคิดที่ละเอียดอ่อนเป็นสิ่งที่น่าฟังครับ ไมเคิลแสดงความเป็นห่วงประเทศอย่างเห็นได้ชัด และบอกว่า ณ จุดนี้ เมืองไทยยังไม่ได้อยู่ใน 'ภาวะสงคราม' อย่างที่หลายคนพูด แต่ก็ย้ำว่าคนไทยต้องช่วยกันทำและพูดในสิ่งที่ดีดี ระแวดระวังทางความคิด อย่าไปเติมเชื้อไฟในการเมือง ก่อนที่จะตกหลุมพรางอย่างที่เค้าเคยเห็นในอิรัก และ อีกหลายประเทศที่อยู่ใน 'ภาวะสงคราม' ไปแล้ว


และนี่คือเสียงเตือนจากชาวต่างชาติที่เป็นห่วงประเทศไทยอย่างแท้จริงครับ

หมายเหตุ: ติดตามการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกไมเคิล ยอน โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น คืนวันอังคารที่ 25 พฤษภาคม 2553 ในรายการ 'ชีพจรโลก'Modern Nine TV 23.00น.

22 พฤษภาคม 2010

ที่เห็นและเป็นอยู่: บันทึกเหตุการณ์ 20 พฤษภา '53


หลังจากผ่านพ้นวันที่ 19 พฤษภา 'วันเผาเซ็นทรัลเวิลด์' วันที่ผมเห็นเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องเห็น; เมื่อเข้าสู่วันที่ 20 พฤษภา อารมณ์ช็อก-ประหลาดใจจากวันที่ 19 ก็ค่อยหายไป และเปลี่ยนความ'เศร้า-สลดใจ'แทน

ผมเดินไปตรวจสอบที่สยามสแควร์ก่อน หลังจากได้รับคำยืนยันมาว่า โรงหนังสยามที่หลายๆคนผูกพันธ์ก็โดนไปไม่ต่างจากเซ็นทรัลเวิลด์ ทันทีที่ผมเดินเท้าเข้าไปถึงสยามสแควร์ซอย4 สิ่งแรกที่ได้เห็นบรรดาพ่อค้า-แม่ขาย ที่นั่งหมดอาลัยตายอยากกับสภาพสูญสิ้นที่ทำมาหากินที่ตัวเองสร้างมากับมือ หลายคนร้องไห้ หลายคนกู้เงินมาเพื่อเปิดร้านของตัวเอง ซึ่ง ณ นาทีนี้ สภาพของแม่ค้าหลายคนไม่ได้เป็นศูนย์ แต่ กลับติดลบเลยทีเดียว

ด้วยข่าวและอารมณ์ของสังคม พ่อค้า-แม่ค้าหลายคนผู้สูญสิ้น ระบายอารมณ์ให้ผมฟัง ชัดเจนว่าโกรธเกรี้ยวทักษิณ ชินวัตร อย่างแม่ค้าเจ้าของร้านเสื้อผ้าคนนี้ที่ร้านถูกเผาไหม้จนไม่เหลือสภาพ ถึงกับบอกว่า "จะให้ชั้นทำยังไง? ให้ชั้นไปเผาตึก3 หรือจะให้ไปเผาบ้านจันทร์ส่องหล้า.." และอีกหลายคำพูดที่ออกมาจากใจของหัวอกแม่ค้าหนึ่งคน ในนาทีที่เห็นว่าสูญสิ้นแล้วทุกอย่าง



นอกจากผู้สูญเสียจะโกรธแค้นในฝั่งของ นปช. แน่นอนว่ารัฐบาลก็ต้องมีส่วนรับผิดชอบจากเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้น และหวังว่าแม่ค้าผู้เสียหายทั้งหมดนี้จะได้รับความช่วยเหลือด้วย...

ทั้งหมดนี้คือความสูญเสียครับ เสียงของแม่ค้าพูดออกมาจากใจ ที่ผมเอามาเผยแพร่เพราะอยากให้เข้าใจอารมณ์ของ 'ผู้สูญเสีย' เข้าใจว่าคงหลีกเลี่ยงอารมณ์โกรธแค้นได้ยาก แต่ขอย้ำและขอร้องให้เราผ่านวิกฤติการเมืองครั้งนี้ไปด้วยสติครับ

ตลอดวันที่ผมเดินสำรวจโรงหนังสยาม ภาพเหตุกาณ์หลายๆอย่างที่ผมเห็นผมก็เศร้าสลดครับ เราสูญเสียโรงหนังสยามซึ่งตัวอาคารที่หมดไปนะไม่เท่าไหร่ แต่ประวัติศาสตร์ความทรงจำ และ โรงมหรสพที่ช่วยสร้างความบันเทิงให้กับประชาชนที่หมดสิ้นไป ผมว่าอันนี้น่าเสียดายกว่าหลายเท่า ตามคำพูดของ Michael Yon นักข่าวสงครามที่คุ้นชินกับการทำลายล้างทั้งจากอิรัก และ อัฟกานิสถานว่า
"1 arson, could destroy 1,000 architects" (วางเพลิงหนึ่งคน เผาไหม้ผลงานของสถาปนิกนับพัน)

หลังจากนั้น ผมเดินไปเจอพ่อค้าหนึ่งคนเป็นเจ้าของร้านแว่นตาของตัวเองถูกเผาไหม้จนหมดครับ คราวนี้ไม่ได้สัมภาษณ์มาเพราะพ่อค้าคนนี้กำลังคุยโทรศัพท์กับลูก ซึ่งคำพูดของผ่อที่บอกผ่านโทรศัพท์ไปให้ลูก เป็นสิ่งที่น่าฟังมากครับ....
"ลูก...ลูกไม่ต้องเครียดเลยนะ ไม่ต้องเป็นห่วงทางนี้เลย พ่อจัดการได้-พ่อดูแลได้ ลูกกลับไปตั้งใจเรียนหนังสือนะ ไม่ต้องเป็นห่วงร้าน ร้านเราไหม้ไป เดี๋ยวเรามาช่วยกันสร้างมันใหม่มาได้นะลูก..."
นี่คืออีกหนึ่งเสียงที่น่ารับฟังครับ ผมมองตาก็รู้ว่าคุณพ่อคนนี้ก็เป็นทุกข์และยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกยังไง แต่ 'กำลังใจ' เป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกผู้สูญเสียครับ ทั้งฝั่งของพ่อค้า-แม่ขายที่สูญเสียที่ทำกิน และ ผู้ญาติของผู้ชุมนุมนปช.(ขอยืนยันว่าหลายคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่) ที่เสียชีวิตไปจากเหตุการณ์ปะทะทางการเมือครั้งนี้

สารภาพว่าเสียดายที่ไม่ได้ยกกล้องสัมภาษณ์คุณพ่อคนนี้ครับ เพราะถ้าเลือกได้ผมอยากให้คนไทยที่ติดตามได้รับฟังอารมณ์ของผู้สูญเสียคนนี้ด้วย เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องตั้งสติ ลุกขึ้นยืนใหม่ แน่นอนว่าในนาทีที่รับทราบข่าวร้าย อารมณ์โกรธแค้นขุ่นเคืองเป็นสิ่งที่เราเลี่ยงไม่ได้ แต่ผมก็ได้แต่ภาวนาให้เราทุกคนตั้งสติ และลุกขึ้นยืนใหม่ ตามที่ คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค หนึ่งในสถาปนิกชั้นนำของไทย ทวิตข้อความไว้หลังจากเหตุเลวร้ายทั้งหมดว่า

"ไฟให้มันโดนแค่ตึกนะครับ อย่าให้มันโดนใจเรา อย่าให้มันโดนความฝันของเรา"
(@DuangritBunnag; 7:00AM 20th May)

ตั้งสติ และ สู้กันต่อไปครับ - แม้ว่าผมจะไม่ได้อยู่ในจุดที่จะไปเข้าใจความสูญเสียได้อย่างถ่องแท้ แต่อยากให้รู้ว่าผมรับรู้ถึงความรู้สึกครับ และขอให้ทุกคนได้ตั้งสติ และ สู้กันต่อไปครับ

21 พฤษภาคม 2010

ที่เห็นและเป็นอยู่: บันทึกเหตุการณ์ 19 พฤษภา '53

ถือเป็น 48 ชั่วโมงที่ประเทศไทยพบกับความเปลี่ยนแปลงทั้งในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง และ แน่นอนในเรื่องผลกระทบกับชีวิตของประชาชน ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 19 พฤษภาคม จนถึงตกเย็นของวันที่ 20 พฤษภาคม ผมได้ลงไปเกาะติดรายงานข่าวจากภาคสนาม ซึ่งหลายอย่างผมได้นำเสนอผ่านหน้าจอโทรทัศน์ แต่อีกหลายสิ่งอย่างที่ไม่สามารถพูดออกไป

บันทึก 'ที่เห็นและเป็นอยู่' มีเจตนาเพื่อเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แน่นอนด้วยวิกฤติทางการเมืองตอนนี้ หลายสิ่งอย่างไม่ใช่เรื่องดีนัก และบันทึกนี้ อาจสร้างอารมณ์โกรธแค้นไม่พอใจคนบางคน หรือองค์กรบางองค์กรได้ แต่เจตนาที่เขียนบันทึกนี้ไว้เพื่อให้ได้ถ่ายทอดความจริง ให้เราได้จดจำและเรียนรู้ต่อไป

19/05/53

ราวเที่ยงคืนกว่าๆ: ผมได้รับโทรศัพท์ บอกว่ามีความเป็นไปได้ ที่จะมีความพยายามของทหาร ในการเข้ามากดดันการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์ แหล่งข่าวที่รายงานผมน่าเชื่อถือพอสมควร แต่สิ่งที่ผมทำได้ก็เพียงแค่การเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม โทรศัพท์ไปบอกทีมงานออกอากาศให้เตรียมพร้อม และเข้านอนไปตอน 01.00น. พิเศษหน่อยคือคืนนั้นผมเปิดเสียงโทรศัพท์ทิ้งไว้ตอนนอน

03.30น: โทรศัพท์ดังระหว่างผมนอนหลับไปได้ไม่ถึง 3 ชั่วโมง; แหล่งข่าวคนเดิมโทรมารายงานความคืบหน้า ว่าปฏิบัติการทางทหารกำลังจะเริ่มแล้ว ผมโทรไปย้ำกับทีมออกอากาศ โทรไปรายงานให้บก.ที่โต๊ะ ตอนแรกเตรียมตัวออกจากบ้านทันที แต่บก.ที่โต๊ะเตือนสติไว้ว่าให้ออกจากบ้านหลังพระอาทิตย์ขึ้นดีกว่า เพื่อความปลอดภัย

07.00น: ออกจากบ้าน มุ่งหน้าราชประสงค์ ตั้งใจไปที่จุดไข่แดงของการชุมนุมของกลุ่มนปช.แต่มาตรการอันรัดกุมของทางทหาร ทำให้ต้องจอดรถอยู่ที่หน้าจามจุรีสแควร์ ไม่สามารถเข้าไปที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเหมือนทุกครั้งได้ บวกกับเหตุการณ์การปะทะกันระหว่าง นปช.กับทหารที่บริเวณสามย่าน ทำให้ตัดสินใจลงไปทำข่าวตรงจุดนี้ และทิ้งการทำข่าวการสลายการชุมนุมที่บริเวณแยกศาลาแดงไป

12.00น: หลังการปะทะกันรวม 3 รอบ; มีทั้งระเบิด M79, ประสุนจริงและกระสุนยาง, มีคนเจ็บอย่างน้อย 2 ราย เมื่อสงบลง ผมจึงตัดสินใจเดินเท้าจากสามย่านมุ่งหน้าอังรีดูนังต์ เพื่อไปติดตามสถานการณ์ที่เวทีราชประสงค์ ซึ่งบรรยากาศการเดินเท้า ณ จุดนั้น ระยะทางอย่างมาก 3 กิโลเมตร แต่สำหรับผม มันเป็น 3กม.ที่วังเวงที่สุดในชีวิต เพราะ บรรยากาศการปะทะกันเกิดขึ้นตลอดทั้งเช้าช่างดูรุนแรงจริงๆ



13.00น: รายงานสดรอบ 12.30น. เสร็จ ก็ได้รับข่าวการประกาศมอบตัวของแกนนำนปช. ซึ่ง ณ นาทีนั้นผมประหลาดใจ ระคนดีใจ เพราะการมอบตัวของแกนนำนปช. เท่ากับการยุติการชุมนุมและนั่นก็จะหยุดการเข้ามาสลายที่จุดไข่แดงของทหาร ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง คนนับสิบนับร้อยอาจต้องสูญชีวิตลง รวมถึงหลายคนที่ผมเกาะติดสัมภาษณ์มาตลอดเวลา ซึ่งในขณะนั้น การประกาศยุติการชุมนุมของคุณณัฐวุฒิ และ คุณจตุพร เกือบทำให้ผมรู้สึกว่า นปช.นี่แหละ คือผู้ชนะในการประลองศึกการเมืองครั้งนี้แล้ว


14.00น: ไม่กี่นาทีหลังจากการมอบตัวของ 6 แกนนำนปช. จากความรู้สึกที่ดีที่ ณ นาทีนั้นผมมอบให้กับเหล่าแกนนำ ที่แม้ว่าหลายอย่างที่ผ่านมาผมไม่เห็นด้วย แต่การปักหลักอยู่กับผู้ชุมนุมจนนาทีสุดท้าย ก็ทำให้รู้ว่าแกนนำกลุ่มนี้ไม่ทิ้งคนของตัวเอง และ เมื่อถึงวินาทีสุดท้าย ก็รักษาชีวิตของผู้ชุมนุม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี ความรู้สึกที่ดีเหล่านั้นก็หมดลงด้วยเหตุการณ์ต่อไปนี้

14.20น: ท่ามกลางควันดำที่ก่อตัวขึ้นหลังเวทีนปช. นาทีนั้นผมยังเข้าใจว่าเกิดจากความคึกคะนองของผู้ชุมนุมไม่กี่คน (ในทีวียังรายงานไปเช่นนั้น) ไม่ได้มีความคิดเรื่องการเจตนาวางเพลิงห้าง Central World แม้แต่น้อย แต่ทันใดนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจ ผมเห็นคนพยายามจุดไฟเผาสวนรอบๆตัวอาคาร จากนั้นก็ขว้างยางรถยนต์สลับกับระเบิดขวดเข้าใส่เพื่อให้ไฟลุกมากขึ้น และภาพสุดท้ายที่จะได้เห็นจากในวิดีโอนี้ คือ ผมเห็นคนขว้าง 'ถังแก๊ซ' เข้าใส่กองเพลิง ยำชัดเจนถึงเจตนา ที่จะเผาอาคาร Central World ให้เสียหายได้มากที่สุด


15.30น: กว่าชั่วโมงที่ผมเป็นสักขีพยานกับความพยายามของ กลุ่มก่อการร้าย (ก่อนหน้านี้ไม่เคยเรียก แต่ครั้งนี้ผมว่าคำเรียกนี้เหมาะสมแล้ว) ที่ตั้งใจแผดเผาอาคาร Central World ให้ราบคาบ แบบที่ผมขอใช้คำว่า 'พยายามแล้ว พยายามอีก' เพราะหลายครั้ง ไฟก็มอดก็ดับไป แต่คนกลุ่มนี้ก็จะใช้วิธีการเดิม คือจุดไฟเผา-ขว้างระเบิดขวด-ปาถังแก๊ซ เพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้ จนถึงจุดหนึ่งผมก็เห็นควันไฟเหล่านี้ออกมาจากตัวอาคาร Central World ซึ่งเป็นจุกที่ผมเริ่มเศร้าใจกับความจริงที่ว่า อาคารแห่งนี้อาจจะกลายเป็นอดีตในอีกไม่นาน

16.00น: เมื่อเริ่มตั้งสติได้ ผมก็เริ่มเดินสำรวจความพยายามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อยู่ในรอบรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตรงข้าม Central World) ที่น่าเศร้าคือตำรวจกว่า 300-400 คน ไม่มีใครแสดงถึงความพยายามในการหยุดยั่งการกระทำของกลุ่มก่อการร้าย หนำซ้ำ ผมเห็นหลายคน'ซี้ดปาก'ด้วยความสะใจ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงระเบิดดังๆ ตำรวจหลายคนควักกระเป๋าล้วงกล้องดิจิตอล เก็บภาพตัวเองกับควันโขมงเหนืออาคาร Central World ไว้เป็นที่ระลึก ราวกับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าจดจำแห่งหนึ่ง

16.30น: หลังประสบความสำเร็จกับเป้าหมายเผาผลาญห้าง Central World กลุ่มก่อการร้ายเริ่มหันมาให้ความสนใจกับสื่อมวลชน รถถ่ายทอดสดของช่อง3 หลังได้ยินข่าว นปช.กลุ่มหนึ่งไปบุกที่อาคารสำนักงานที่พระราม4 ถึงกับต้องถอยรถมาจอดหลบ และ แกะป้ายสติกเกอร์โลโก้ช่อง3ออก

16.45น: ความรุนแรงลุกลามขึ้น; กลุ่มก่อการร้ายบางคน ชี้นิ้วเข้ามาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีการชักปืนขึ้นยิงสาดกระสุนเข้ามาข้างใน ช่างภาพหลายสำนักพยายามเก็บภาพสำคัญนี้ไว้ นักข่าวหลานคนวิ่งหลบหนีแต่ก็ยังพยายามทำหน้าที่ในการรายงานข่าวของตัวเองอยู่ ผมหันไปสำรวจบรรยากาศโดยรอบ ที่น่าตกใจ(หรือไม่น่าตกใจ?) คือผมเห็นตำรวจก้มหลบหลังตัวอาคารแทบทุกคน เรียกได้ว่าหลบก่อนช่างภาพบันทึกข่าวซะอีก

17.00น: ผมเดินเท้าออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้เส้นทางถนนอังรีดูนังต์ ครั้งนี้แค่เดินไม่ได้ครับ ผมวิ่งจ้ำอ้าว มุ่งหน้าจุดออกอากาศให้ได้เร็วที่สุด สาเหตุที่กลัวมากกว่าปกติ เพราะได้แวะสอบถาม อปพร.ที่พยายามเข้าไปดับไฟที่สยามสแควร์แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากกลุ่มก่อการร้าย ระดมยิงเข้าใส่ เจ้าหน้าที่อปพร.ทั้งคำพูดนี้ไว้กับผมว่า "ไอ้น้องเดินออกไประวังละกัน กระสุนมันก็วิ่งไปทุกทิศแหละ"

18.00น: ออกอากาศรอบสุดท้ายสำเร็จ ผมเดินทางออกจากถนนอังรีดูนังต์ทันทีพร้อมกับถอดปลอกแขนนักข่าวสีเขียวออก หลังทราบข่าวว่าแกนนำนปช.ที่ดินแดง ปราศรัยมุ่งหมายทำร้ายสื่อมวลชน

ระหว่างนั่งรถกลับมาที่บ้าน สิ่งที่อยู่ในสมองผม คือพระบรมราชโชวาทขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องของ'หน้าที่' อย่างที่ผมทำหน้าที่นักข่าวของผม เกาะติดรายงานสถานการณ์ หลบกระสุน-หลบระเบิด เพื่อได้รายงานความคืบหน้าให้กับประชาชนได้รับทราบ ทำให้ผมสงสัยว่าตำรวจ 300-400 คนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ นาทีนั้น นาทีที่คุณมีกำลังคนและอาวุธมากกว่ากลุ่มก่อร้ายหลายเท่า พวกคุณไม่ได้มี'หน้าที่'ที่ต้องออกปกป้องคุ้มครองชีวิตของประชาชนหรือ? หรือสิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ คือการ ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ว่าชีวิตนึงเราได้เป็นสักขีพยานการเผาสดแหล่งทำมาหากินของประชาชน?

หมายเหตุ: ติดตามบล็อกถัดไป ที่เห็นและเป็นอยู่: บันทึกเหตุการณ์ 20 พฤษภา '53 กับความสูญเสียของประชาชน << อีกไม่นานจะเอามาลงครับ

รายงานสด ท่ามกลางการปะทะ: ศาลาแดง 14 พฤษภา '53

อยากเก็บบล็อกหนึ่งอันไว้เป็นที่ระลึก สำหรับเหตุการณ์การปะทะกันตลอด 5-6 วันที่ผ่านมา การรายงานข่าวท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้รับรองว่าไม่ได้มีโอกาสจะได้เกิดขึ้นบ่อยๆ (และแน่นอนไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกแลัวด้วย โดยเฉพาะในผืนแผ่นดินไทย) การทำงานในช่วงเวลาพิเศษแบบนี้ เลยอยากเก็บความทรงจำเอาไว้ในบล็อกตัวเอง

รายงานข่าวเบรกนี้ ตอน 17.00น. วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม 2553 หน้าโรงแรมดุสิตธานี; เป็นวันที่เกิดการปะทะกันตั้งแต่ที่สวนลุมพินี และ เป็นวันเริ่มต้นการปะทะที่บ่อนไก่ ผมเลือกเบรกนี้มาลงบล็อก เพราะเป็นการรายงานที่ใกล้อารมณ์ของการปะทะมากที่สุด หลังจากรายงานเบรกนี้เสร็จตอนเวลาประมาณ 17.20น. ทีมข่าวผมถอนตัวออกจากโรงแรมทันที และ หลังจากน้ัน 20 นาที ก็มีรายงานว่าระเบิด M79 ลงที่แยกศาลาแดง ห่างจากจุดที่ผมอยู่100เมตร เรียกได้ว่าฉิวเฉียดจริงๆครับ (ลองดูดีๆในคลิปนี้มี คุณณัฏฐา โกมลวาทินแห่งทีวีไทยที่วันนั้นไปทำข่าวภาคสนามด้วย ลองหาดูครับ)



ไหนๆก็ไหนแล้ว เอาบทความที่ลงใน The Nation มาแปะท้ายต่อซักหน่อยละกันครับ

This following article is published on The Nation Newspaper, on May 22th 2010.

To be working as a TV reporter – we have extra responsibility other than collect information. That extra effort is to present those VDOs recorded by our cameraman and to do that we need find the right place to locate our OB team after several attacks from the protesters that target media.

Moreover, there are some knowledge that I have learn over the past few months, no one have ever teach me this and I am confident you can never find this on any book.

1) When someone asks who are you working for, always answer them “I am from NTV”, and then walk out as quickly as possible.
2) Peel off the Nation logo on every equipment, not wearing company uniform. Not that anyone targeting us specifically but sadly, there are some people ramdomly attacks any media – and they all The Nation very well.
3) Learn when to wear the ‘green armband’ and more importantly when 'not to'
4) In every hour, mapping out in my mind where the greens(soldier) and reds(protesters) are, I wish I know where the blacks(terrorists) are as well but that seeem like could never be possible
5) Not wearing these following colors: red, yellow, green and pink.
6) Stay alert, be courage but always know when to quit. At one point all knowledge and experience won’t help. Weapon is a weapon; it hurts you no matter how good you report.

Above are the 6 points that I have learned; of course it isn't fun as often there are REAL dangers out there but I speak for my team that we are proud to have this civic duty to present what is happening from the field the way it really happens. As P’Chaiwat Poompuang our wounded photographer said “one picture we present, could correct all lies”

16 พฤษภาคม 2010

ขวัญชัยยอมรับ 1.ผมก็กลัวตาย 2.นปช.อาจมีอาวุธจริง

นั่งจับเข่าคุยกับ แกนนำนปช. 'ขวัญชัย ไพรพนา' อีกครั้งนึงครับ หลังจากที่คุยกันครั้งสุดท้าย ตั้งแต่ก่อนเสียง ปืน-พลุ-ระเบิด เสียงแรกจะดังกลางกรุงเทพ

การพูดคุยครั้งนี้ นอกจากจะแตกต่างตรงที่สถานการณ์ภาพรวม อีกจุดที่แตกต่างคือการสัมภาษณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ 'เสธ.แดง' พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ถูกยิง ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนอดคิดไม่ได้ว่า อาจจะถึงคิวของแกนนำนปช.คนต่อไปก็ได้ ลองไปฟังว่า 'ขวัญชัย ไพรพนา' หนึ่งในแกนนำสาย 'ฮาร์ดคอร์' - 'สายเหยี่ยว' เขาจะตอบยังไงเมื่อผมถามว่า "แล้วพี่กลัวเปล่า?"

VDO1


VDO2

เสียงจากราชประสงค์: "เราตายแทนแกนนำได้"

วันนี้ก่อนการแถลงของ ศอฉ.เมื่อเวลาประมาณ 17.00น. ข่าวสารเรื่องการประกาศ'เคอร์ฟิว' และ ที่สำคัญกว่านั้นคือข่าวสารเรื่อง การเข้ามากดดันขั้นสูงสุด ที่เวทีการชุมนุมราชประสงค์ โดยให้เวลาถึงวันพรุ่งนี้ วันที่ 16 พฤษภาคม เวลา 15.00 น.

แม้ว่าล่าสุด ศอฉ.จะแถลง งดการประกาศเคอร์ฟิว และแน่นอนว่าความอึมครึมในเรื่องการเข้ามาสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ก็ลดลงไป แต่หลายคนก็ยังพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีมาตรการในการปฏิบัติการกดดันการชุมนุมขั้นสูงสุดอยู่ โดยเฉพาะเมื่อฝั่งของแกนนำนปช. ยังไม่มีท่าทีจะประกาศยุติการชุมนุม และ ฝั่งของรัฐบาลก็ไม่รับข้อเสนอที่จะเจรจาภายใต้การประสานงานของUN

ผมได้ลงไปพูดคุยกับ ผู้ชุมนุมกลุ่มหนึ่ง หลักๆสัมภาษณ์ผู้หญิงสูงอายุ เธอบอกว่ามาร่วมชุมนุมที่ราชประสงค์ทุกวัน นอนค้างอ้างแรมที่นี่ตลอดไม่เคยออกไปไหน ลองไปฟังการพูดคุยกันครับ หลายคนสงสัยมาตลอด ว่าอะไรทำให้พวกเค้ายังไม่ออกจากจุดชุมนุม และ ทำไมพวกเขาถึงพูดว่า "เราตายแทนแกนนำได้"
(ขออภัยถ้าน้ำเสียง และ คำพูดของผมในบางครั้งไม่สุภาพ หรือฟังดูห้วนเกินไป การสัมภาษณ์ลักษณะนี้บางครั้งต้องอาศัยบรรยากาศที่คุ้นชินครับ)

VDO1


VDO2


VDO3


นอกกลุ่มแรกแล้ว ผมยังได้ไปคุยกับเด็กหนึ่งคน เด็กคนนี้อายุ13ปีครับ เล่าให้ฟังว่ามาจากบุรีรัมย์กับพ่อ-แม่ โดยตอนนี้พ่อแม่ไปรวมตัวชุมนุมอยู่ที่สวนลุม ตัวเองมาอยู่ที่ 'เขตอภัยทาน' วัดปทุมวนาราม เด็กคนนี้ย้ำกลับผมหลายรอบว่า "ผมไม่กลับ-ผมไม่กลัว"


ทั้งหมดนี้คือการพูดคุยแบบเป็นกันเอง ระหว่างผมและผู้ชุมนุมครับ ลองเปิดใจรับฟังความคิด-ความเห็นของพวกเค้าอีกครั้งหนึ่ง

(เพิ่มเติม 22:28)
เสียงของผู้ชุมนุมที่ผมสัมภาษณ์นี้ ถ้าผมขอได้ อยากให้ผู้มีอำนาจทั้งสองฝ่าย ทั้งศอฉ.และแกนนำนปช. ให้ไตรตรองพิจารณา เข้าสู่โต๊ะเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง เพราะอย่างที่เห็นครับ ประชาชนผู้บริสุทธ์(ถึงเขาจะโดนหลอกมา หรือ จ้างมา - เขาก็เป็นประชาชนผู้บริสุทธ์ - หรืออย่างน้อย ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ไม่ควรมีใครไปตัดสินชีวิตเขา)คนนี้ ยังไงเขาก็จะปักหลักชุมนุมอยู่แม้ว่าจะใช้มาตรการกดดันแค่ไหน

ผมขอให้ผู้มีอำนาจ(ทั้ง2ฝ่าย)ได้ยินและได้เห็นครับ

12 พฤษภาคม 2010

ถามขวัญชัย: "ทำไมยังไม่เลิก?"

ถึงวันนี้ 12 พฤษภาคม 2553 วันขีดเส้นสำคัญโดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้นปช.ยุติการชุมนุมและถอนกำลังออกจากราชประสงค์ หลัง เหตุการณ์สำคัญๆหลายเหตุการณ์ที่บรรจบในวันนี้

- 60 วัน ของการชุมนุมเริ่มต้นที่ผ่านฟัา (12 มีนาคม 2553)
- 40 วัน ของการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ (3 เมษายน 2553)
- 31 วัน หลังการปะทะกันที่แยกคอกวัว (10 เมษายน 2553)
- 194 ชั่วโมง นับจากวินาทีประกาศแผนปรองดองของนายกรัฐมนตรี
- 29 ศพ รวมประชาชน ทั้งเสื้อแดง, เสื้อเหลือง, ตำรวจ และ ทหาร

16:00 ของวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 ผมนั่งจับเข่าพูดคุยกับ 'แกนนำคนรักอุดร' นายขวัญชัย ไพรพนากว่า 15 นาที ด้วยคำถามแรกที่โยนไปให้คุณขวัญชัย "ทำไมไม่เลิก ทำไมไม่ลง?" นอกจากคำถามแรกแล้ว อีกหลายๆคำถามที่อยู่ในใจผมและประชาชนอีกหลายๆคน เช่น

"แกนนำแตกคอกันจริงไหม?"
"จะเอายังไงกับ เสธ.แดง?"
"ไม่คิดอยากถอนกำลังพลบ้างหรือ?"
"บรรยากาศในตู้คอนเทนเนอร์การประชุมเป็นอย่างไร?
"ถ้าถึงจุดที่อาจมีเจ็บมีตาย จะเอายังไง?"

ไปฟังคำตอบจากเสียงสัมภาษณ์จากหลังเวทีที่ราชประสงค์ละกันครับ จากหนึ่งในแกนนำคนสำคัญ ที่หลายคนว่าฮาร์ดคอร์ หลายคนเก็งว่าจะเป็นแกนนำรุ่น2 แต่สำหรับผม 'ขวัญชัย' ถือเป็นหนึ่งในแกนนำเสื้อแดงที่ไม่แอ้กอาร์ตเกินงาม และให้คำตอบกับนักข่าวอย่างตรงไปตรงมาที่สุดคนหนึ่งครับ

(1)ประเด็นว่าทำไมไม่ยุติการชุมนุม?


(2)แกนนำแตกคอจริงหรือไม่?


(3)นับจากนาทีนี้จะเอายังไงต่อ?

11 พฤษภาคม 2010

กราฟฟิกสวยๆ: หนึ่งทศวรรษการเมืองไทย เรามาถึงจุดนี้ได้อยางไร ('43-'53)

ผลงานกราฟฟิก โดย: วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์

2543-2553: หนึ่งทศวรรษการเมืองไทย เรามาถึงวันนี้ได้อย่างไร

(ไฟล์ภาพนี้เต็มๆ(http://img153.imageshack.us/img153/8206/thaitimeline10maywebedi.jpg)

2543-2547: ไทยรักไทย เรืองอำนาจ


2547-2549: เปลี่ยนถ่ายอำนาจ (รัฐประหาร)
และ ถือกำเนิดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (เสื้อเหลือง)

2549-2551: ถือกำเนิด แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการ (เสื้อแดง)
และถึงวันสลับขั้ว ประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาล

2552-2553: นปช.ชุมนุมครั้งแรก ล้มเหลว >> ยึดทรัพย์ทักษิณ >> นปช.ชุมนุมครั้งที่ 2

ถ้าเห็นภาพไม่ชัด แนะนำให้ไปที่ลิงค์ข้างล่างครับ

อินโฟกราฟฟิกข้างบนนี้ เป็นผลงานของ Wit Pimkanchanapong ครับ (ช่วยจำชื่อเค้าไว้ ผมชื่นชมเค้ามาก) เจตนาของคนทำอยากที่จะรวบรวมสรุปเหตุการณ์สำคัญๆทางการเมือง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2543 กับ ชัยชนะครั้งแรกของพรรคไทยรักไทยในการเลือกตั้งทั่วไป มาจนถึง เหตุการณ์ระเบิดเสียชีวิต 2 ศพ ที่สวนลุม-ศาลาแดง ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 ท่ามกลางบรรยากาศการชุมนุมใหญ่ของ นปช.

กราฟอธิบายขั้วอำนาจทางการเมืองโดยใช้เฉดสีเป็นสัญลักษณ์ มีรายละเอียดเหตุการณ์สำคัญ และตัวเลขที่ชี้ถึงจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จากสถานการณ์ทางการเมืองทั้งทางตรง-และทางอ้อม ในฐานะนักข่าวสายการเมือง ผมถือว่ากราฟนี้อธิบายได้อย่างตรงไปตรงมา และ ช่วยให้เราได้ทบทวนเหตุการณ์ทางการเมืองได้มากทีเดียว ลองทำความเข้าใจแนวคิดการสื่อสารครับ ใช้เวลาไม่นานก็จะเห็นภาพรวมของการเมืองไทย ว่าก้าวมาถึงวันนี้ วันที่นายกรัฐมนตรีคนที่27ของไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศยื่นคำขาด ให้นปช.ยุติการชุมนุมที่ราชประสงค์ได้อย่างไร

ไฟล์ภาพนี้เต็มๆ: http://img153.imageshack.us/img153/8206/thaitimeline10maywebedi.jpg

หน้า Facebook ของ Wit: http://www.facebook.com/album.php?aid=207848&id=740006102&ref=mf

ข้อมูลอ้างอิงของกราฟฟิกนี้จาก BBC: http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/country_profiles/1243059.stm

หมายเหตุ: ผมสนับสนุนงานสื่อสารดีๆแบบนี้มากครับ ประเทศไทยขาดพลังสร้างสรรค์ที่ช่วยให้การสื่อสารโดยเฉพาะสายงานที่ผมทำอยู่(ทางการเมือง)แบบนี้มาก ถ้ามีใครเห็นงานดีๆสวยๆแบบนี้ ส่งมาได้นะครับ


(เพิ่มเติม)
ประวัติโดยย่อของ วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์ ผู้ทำกราฟฟิกนี้ (ได้มาจากความเห็นข้างล่าง โดยpetanque)


"ถ้าใครได้ดูยุทธการขยับเหงือกยุคสุดท้าย (ช่วงปี 2539-2540)
วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์คือ 1 ใน "เสนา"

ได้ข่าวว่าหลังยุบรายการ วิชญ์ก็ไปเรียนคอมพิวเตอร์กราฟฟิิกที่อังกฤษ และกลับมาทำงานด้านนี้ที่เมืองไทย ผมเคยเห็นเขาจัดหน้าหนังสือ "แพรวสุดสัปดาห์" อยู่พักนึง และ MV เพลง "ขอบอก" ของ the photo sticker machine

05 พฤษภาคม 2010

คุยกับคุณลุง นปช. ที่ราชประสงค์

ได้คุยกับคุณลุงที่มาร่วมชุมนุมกับ นปช. คนนึงครับ คุณลุงคนนี้เดินทางมาจากขอนแก่น วันที่คุยกับผม(4 พฤษภาคม 2553)คุณลุงเดินทางมาร่วมชุมนุมวันที่2เท่านั้น (ซึ่งแปลกดี เพราะเป็นวันที่ มีกระแสว่านปช.อาจจะประกาศยุติการชุมนุม) สาเหตุที่เลือกคุณลุงคนนี้มาลงบล็อก เพราะมีส่วนที่น่าสนใจ 2-3 อย่าง

1. คุณลุงคนนี้อายุ 46 ปี เท่ากับ ชายไทยอีกคนนึง ที่ผมยังไม่เคยเห็นคนไหนเรียกเขาว่าคุณลุง ชายคนนั้นชื่อ 'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' ครับ
2. คุณลุงจากขอนแก่นคนนี้ 'มากรุงเทพเป็นครั้งแรก' ในชีวิตครับ
3. คุณลุงพูดสำเนียงอีสานล้วนๆ (ข้อนี้ที่ผมสนใจ เพราะด้วยความที่โลกทัศน์ผมไม่กว้างขวางมาก ทำให้หาคนที่พูดอีสานล้วน-พูดกลางได้น้อย ยากครับ)

ลองไปฟังเสียงสัมภาษณ์ดูครับ อาจจะไม่มีประเด็นอะไรเด็ดมาก แต่นี่คือหนึ่งในผู้ชุมนุมนปช. คนที่เขามานอนบนถนนที่เดียวกับที่พวกคุณเดินเข้าไปทำงาน เพื่อเรียกร้องทางการเมืองด้วยความเชื่อของเขา

สำหรับใครหลายๆคนที่อาจไม่ปลื้มเสื้อแดงเป็นทุนเดิม ลองเปิดใจรับฟังกันครับ อย่างน้อยที่ผมคาดหวัง คือให้'เรา'ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ดูเสร็จแล้ว จะคิดยังไงรู้สึกยังไง ผมเคารพในการตัดสินใจของทุกคนครับ :)





ตอนท้ายผมฟังไม่ค่อยรู้เรื่องครับ แต่สัมผัสได้ว่าคุณลุงเขาเริ่มอึดอัด เลยยุติการสอบถามไปก่อน ขออภัยที่บางช่วงบางตอนจังหวะดูขัดๆครับ บางครั้ง BlackBerry เครื่องที่ผมใช้ถ่ายก็เกิดอาการแฮงก์ๆขึ้นมา

01 พฤษภาคม 2010

รายงาน 'เคลื่อนย้ายผู้ป่วยจาก รพ.จุฬา'

ผมไปเฝ้าติดตามบรรยากาศการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจาก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 12ชั่วโมงหลังจากความพยายามเข้าค้นพื้นที่ของการ์ดนปช. ซึ่งผลกระทบคือความจำเป็นของทางโรงพยาบาลที่ต้องขนย้ายผู้ป่วยออกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอื่น

ผมไปปักหลัก ติดตามบรรยากาศการขนผู้ป่วยเมื่อวานนี้ตลอดทั้งวันครับ ภาพรวมเต็มไปด้วยความวุ่นวายเพราะการขนย้ายผู้ป่วยออกเกือบทั้งโรงพยาบาลแบบนี้ เชื่อได้ว่าไม่มีโรงพยาบาลเตรียมการไว้ยกเว้นในสภาพสงคราม ความรู้สึกของผมยอมรับว่าสลดใจกับภาพที่เห็นครับ เด็ก-คนชรา-คนเจ็บคนไข้ นับร้อยนับสิบที่หลั่งไหลออกมาจากอาคารพยาบาลด้วยสภาพร่างกายที่เห็นได้ชัดว่าไม่พร้อมที่จะได้รับการขนย้าย เมื่อสบโอกาสผมได้สัมภาษณ์ 3 ประชาชนที่ได้รับผลกระทบครับ

1. คุณป้าอำพัน: ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับ อยู่รพ.จุฬามา 45 วัน ใกล้ที่จะได้รับการฉายแสงเพื่อรักษาโรคที่ตัวเองเป็นมานานนับปี แต่สุดท้าย การต้องถูกเคลื่อนย้ายออกไปก็ไม่รู้ว่าจะได้รับโอกาสการฉายแสงนี้ตอนไหน
2. คุณแม่ลูกสอง: ได้คุยกันสั้นๆครับ รู้แค่ว่าลูกทั้งสองควรจะนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล เพราะร่างกายไม่แข็งแรงสมบูรณ์ดี คุณแม่ไม่พอใจอย่างมากที่ลูกน้อยทั้ง 2 ของเธอ ต้องมาทนรับสภาพเช่นนี้ ลองฟังจากเสียงของเธอในรางานได้ครับ
3. พยาบาลรพ.จุฬา: ออกมาแสดงความอัดอั้นตันใจที่มีมาตลอด โดยเฉพาะแรงกดดันที่ได้รับจากการชุมนุมของนปช.เคียงข้างโรงพยาบาล เธอบอกผมว่า 'ฉันเป็นพยาบาล ฉันอยากรักษาคน' การปิดโรงพยาบาลจุฬาครั้งนี้ทำให้พยาบาลคนนี้อดรักษาคน ตามที่รพ.รับได้วันละไม่ต่ำกว่า 1,000 คนครับ

รายงานชิ้นนี้ออกอากาศในรายการ 'เก็บตกจากเนชั่น' โดย อรัญญา ชัยคาม และ บรรจง ชีวมงคลกานต์ ติดตามชมครับ ตอนผมสัมภาษณ์คุณป้าอำพัน เล่าให้ฟังว่าผมน้ำตาแทบไหลออกมาทีเดียว

Related Posts with Thumbnails