ผมเดินทางไปทำข่าวที่สวนผึ้งครั้งแรก หลังการสังหารนางสุชา กลีบบัว ภรรยาของอัยการธิติ คุ้มรักษ์ อัยการประจำจังหวัด อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ท่ามกลางข้อสงสัยเรื่องของความปลอดภัยของพื้นที่รอบๆสวนผึ้ง โดยเฉพาะในการลงไปทำข่าว เอาแค่ก่อนไปรอบแรกผมก็ถูกสั่งห้ามลงไปบริเวณในพื้นที่ หลังมีคนบอกว่าเป็นพื้นที่อันตรายขั้นสูงสุด
สุดท้ายผมตัดสินใจลงไปที่จ.ราชบุรีในครั้งแรก ช่วงประมาณวันที่20กันยายน แบบไม่ได้ตั้งใจที่จะไปบริเวณสวนผึ้ง เพราะก็หวั่นกลัวปัญหาเรื่องความปลอดภัยอยู่ตามที่นักข่าวเตือนไว้ แต่หลังจากฟังคำยืนยันของตำรวจในพื้นที่ ที่ให้คำมั่นว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังเป็นปกติอยู่ ผมจึงตัดสินใจลงไปสำรวจพื้นที่ที่สวนผึ้ง
พื้นที่รอบนอกสวนผึ้งฝั่งรีสอร์ทมีสภาพตามปกติ ผมแวะไปที่ The Scenery ก็ได้รับคำยืนยันว่ายอดการจองโรงแรมไม่ได้ลดลง และไม่มีใครทราบข่าว หรือได้ยินมาว่าสวนผึ้งกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยไปแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่การท่องเที่ยวของสวนผึ้งยังไม่ได้รับผลกระทบ
แต่เมื่อผมเดินทางกลับมาจากราชบุรีรอบแรก ก็ได้รับข้อมูลที่น่าสนใจหลายๆอย่าง ทำให้ตัดสินใจลงไปสำรวจพื้นที่อีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยนจากประเด็นการสังหารภรรยาของอัยการ มาเป็นเรื่องของการรุกล้ำพื้นที่สวนผึ้งในภาพกว้าง ซึ่งตอนนี้มีชาวบ้านหลายคนได้รับผลกระทบ ลองไปตามชมในรายงานครับ
สรุปเรื่องราว แบบที่ผมเห็นและเป็นอยู่ (เน้นว่าเฉพาะที่ผมเห็นเท่านั้น ไม่นับจากที่นักข่าวคนอื่นได้ลงไปสัมผัส)
1. พื้นที่สวนผึ้งปลอดภัยดี ผมเดินทางเข้า-ออกได้อย่างไม่มีปัญหา
- อย่างไรก็ตาม ก็ยังได้ยินว่านักข่าวท้องที่ และนักข่าวขาประจำก็ยังโดนข่มขู่อย่างต่อเนื่อง ส่วนมากจากพวกนายทุน
- ผมเป็นนักข่าวขาจรเลยอาจจะยังไม่โดน
2. ชาวบ้านหวั่นการเข้ามาครอบครองที่ดินโดย ทหาร มากกว่า เอกชน
- สวนทางกับกระแสข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์
- ชาวบ้านบอกว่าชีวิตได้รับผลกระทบจากบรรดาทหารที่เข้าไปอยู่ในสวนผึ้งมาก ประเภทเข้ามากลั่นแกล้ง เพื่อเอาประโยชน์ต่างๆ
- ถึงทหารส่วนใหญ่จะไม่เข้ามากลั่นแกล้งโดยตรง แต่บรรยากาศรอบข้างที่เต็มไปด้วยทหารก็ไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่
3. ชาวบ้านสนับสนุนการเข้ามาพัฒนาพื้นที่รอบๆสวนผึ้ง ของเอกชน
- ถ้ามาในรูปแบบรีสอร์ทก็ช่วยหางาน ให้ชาวบ้านในชุมชน
- ถ้ามาในรูปแบบสวนยาง-สวนปาล์ม ก็ช่วยเรื่องการจัดการพื้นที่
4. ชาวบ้านบริเวณสวนผึ้ง มีเยอะมากที่เป็นกะเหรี่ยง (เพราะชายแดนติดกับพม่า)
- จากที่ผมสัมผัสต้องบอกว่าสภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างจะน่าสงสารมาก
- อาชีพส่วนใหญ่จะทำไร่เลื่อนลอย เป็นสิ่งที่ทำมา2-3ชั่วอายุคน (หลังๆมีงานบริการให้ทำมากขึ้นจากธุรกิจท่องเที่ยว)
5. การให้ข้อมูลของผู้ที่เกี่ยวข้อง ค่อนข้างสับสนและดูประหลาดๆ สัมภาษณ์สว.คนหนึ่งท่านบอกว่าสวนผึ้งน่ากลัวมากๆ และไม่อยากให้ลงไปทำข่าว
- แต่ถ้าถามตำรวจและคนในท้องที่กลับบอกว่าไม่มีอะไรต้องกังวล
- ซึ่งความชัดเจนในเรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อมองจากอีกฝั่ง การให้ข้อมูลเพื่อข่มขู่นักข่าว จนนักข่าวไม่กล้าเข้าไปทำข่าว ก็เท่ากับเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนไปโดยปริยาย
6. ผู้ใหญ่บ้านที่เคลื่อนไหวต่อสู้เรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา เล่าว่าตัวเองกำลังถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง
หมายเหตุ: ลงไปทำรายงานชิ้นนี้ก่อนปัญหาอุทกภัย เดี๋ยวผมขอเวลาศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อนำมาเขียนเรื่องสิ่งแวดล้อมอีกรอบครับ
0 comments:
แสดงความคิดเห็น