09 กันยายน 2010

ประชาธิปไตยบนโลกอินเตอร์เน็ต

ประชาธิปไตยบนโลกอินเตอร์เน็ต
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
(ตีพิมพ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์ วางแผนวันศุกร์ที่10 กันยายน 2553 - ช่วยอุดหนุนด้วยครับ)

"ไม่เหลือง ไม่แดง ไม่กลาง ไม่หลากสี... ขออยู่สีฟ้าปชป. หนับหนุนอภิสิทธิ์ ชัดไม๊ ทำงานไม่เก่งไม่เป็นไร ไม่เลวก็พอแล้ว พูดเก่งแบบถอดเทปพิมพ์หนังสือได้เลยไม่ต้องเรียบเรียงถือว่าเป็นของแถมให้กับประเทศที่คนไม่ค่อยอ่่านหนังสือ ประเทศไม่ต้องเจริญมาก เก้ๆกังๆพอรับได้ จะดีมากถ้านิ่งๆน่าเบื่อๆ เรื่องหวือหวาตื่นเต้นกูทำกันเองได้ จบ พอ เลิก... มา เอาบัตรเลือกตั้งมาให้กูกาเลย"

"ชีวิตตอนนี้ก็มีครบหมดแล้วทุกอย่าง เดินเหินคล่องแคล่ว อยากไปเที่ยวไหนก็ไปได้ งานการก็ดี ครอบครัวก็ดี แฟนก็น่ารัก เซ็กส์ก็พอใช้ได้ ขาดอย่างเดียวที่ยังไม่มี ประชาธิปไตย - เมื่อไหร่จะให้เราลือกตั้ง, อภิสิทธิ์?"

ข้างบนนี้คือ 2 ข้อความแสดงความเห็นทางการเมืองที่ผมเจอบนสเตตัส ที่เผยแพร่ให้เห็นได้ทางหน้าเฟซบุค เป็น2ข้อความที่แสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบัง เป็นข้อความที่หาได้ไม่ยาก หลายคนที่ใช้เฟซบุคน่าจะเคยได้อ่านข้อความแสดงความเห็นที่แรงและตรงคล้ายๆ2ข้อความนี้อยู่แล้ว แต่ถ้าถามว่าใครเคยได้ยินเพื่อนฝูง-คนรู้จักพูดหรือระบายข้อความลักษณะนี้ในชีวิตจริงออกมาดังๆ คงจะหาได้น้อยอยู่

สังคมเสมือนในโลกออนไลน์กลายเป็นสถานที่ที่คนแสดงความเห็นมากกว่าที่ตัวเองทำในชีวิตจริง 2ตัวอย่างที่เห็นข้างบนเป็นกรณีธรรมดาๆไม่สร้างความเดือดร้อนในชีวิตมากมาย ยกเว้นจะไปสะกิดใจเพื่อนฝูงที่ความเห็น เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ทั่วไปไม่ใช้กรณีที่รุนแรงมีพิษมีภัยเหมือนกรณีของมาร์ควี11 ที่โพสท์ข้อความวิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีจนถูกกดดันให้ออกจากการแข่งขันอคาเดมี แฟนเตเชีย หรือ กรณีพนักงานบริษัทเอกชนที่ถูกไล่ออกหลังโพสข้อความดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นตัวอย่าง2กรณีที่รุนแรงและส่งผลจากการโพสข้อความบนอินเตอร์เน็ทผ่านปลายนิ้ว ไปสู่การดำรงชีวิตจริงในสังคม นี่ยังไม่นับพวกโพสข้อความระบาย จำพวกเหนื่อยหน่ายกับการทำงาน, ดาราที่พาลโวยวายใส่นักข่าว, สามีที่ส่งข้อความให้หญิงสาวจนภรรยาจับได้ เหล่านี้ล้วนเป็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ง่ายๆ เกิดขึ้นได้กับทุกคนบนพื้นที่บนโลกอินเตอร์เน็ต

สิ่งหนึ่งที่ประชากรบนโลกบนอินเตอร์เน็ตควรระลึกไว้คือสังคมออนไลน์เป็นพื้นที่ที่เป็นส่วนตัวแต่อยู่บนพื้นที่สาธารณะ อย่างทวิตเตอร์นักข่าว @noppatjak ของผม ที่สามารถเผยแพร่ข้อความสู้สายตาคนได้ถึงหลักหมื่นคน แต่อำนาจในการคัดเลือกการเผยแพร่ข้อความเหล่านั้นก็อยู่ที่มือของผมคนเดียว องค์กร, เจ้านาย, บรรณาธิการไม่ได้เข้ามาตรวจสอบก่อนเผยแพร่ข้อความเหล่านั้น ซึ่งสิทธิ์ในการโพสข้อความนี้ก็ไม่ต่างกับทุกคนทุกอาชีพ แต่หลายคนกลับหลงลืม หรือ แกล้งที่จะละเลยความจริงตรงนี้ ทำให้บ่อยครั้ง เรามักจะได้ยินข้ออ้างหลังความผิดพลาดในการโพสท์ข้อความบนโลกสังคมออนไลน์ว่า "มันเป็นพื้นที่ส่วนตัว" โดยคนมักเลือกมองข้ามความจริงที่ว่า "มันก็อยู่บนพื้นที่สาธารณะ" เช่นกัน

ในประเทศไทยการนำเสนอข่าวสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์แจ้งเกิดและเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤติการณ์ทางการเมืองเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ถ้าเปรียบเป็นเด็กทารกหนึ่งคนก็ถือว่าถือกำเนิดมาในช่วงที่ไม่น่าอภิรมย์นัก ลืมตาดูโลกมาก็เจอแต่ความขัดแย้งทั้งๆที่เด็กน้อยยังมีทักษะและความคิดอีกหลายอย่างที่ยังไม่เติบโตเท่าทันสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ถึงวันนี้ภาพของการใช้สื่อออนไลน์อาจจะออกมาในทางลบ เช่นกลุ่มสุดโต่งทางการเมืองต่างๆ ที่ผมเคยเจอหนักที่สุด "กลุ่มเสพย์ศพคนเสื้อแดง" กระทั่ง "ลัทธิล่าแม่มด" หรือพวกที่เห็นใครแสดงความเห็นไม่ตรงกับตัวเอง ก็จะมีมาตรการลงโทษที่สุดโต่ง เช่นนำบ้านเลขที่มาเผยแพร่ หรือ นำภาพของครอบครัวมาแสดงพร้อมถ้อยคำปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ซึ่งในความเป็นจริงสังคมออนไลน์ยังมีด้านดีที่ทำประโยชน์ในโลกแห่งความเป็นจริงได้อีกมาก

ตัวอย่างที่ดีของการพูดคุย-ถกเถียงในโลกอินเตอร์เน็ตที่หนึ่งคือเว็บพันทิปดอทคอมกับห้องราชดำเนิน ที่มีเจตนาก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นเวทีสาธารณะ และเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ลดทอนความแตกแยกของสังคมได้ แต่ในภาวะการเมืองไทยในวันที่มีปัจจัยหลายอย่างรุมเร้า พื้นที่บน เว็บพันทิปดอทคอม กลับถูกใช้ในการนำเสนอเนื้อหาที่มีทั้งจริง-ไม่จริง ล้ำเส้นกันและกัน โจมตีกันอย่างดุเดือด ซึ่งท้ายที่สุดคุณวันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารเว็บพันทิปดอทคอม จึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนรูปแบบของหน้ากรทู้ในห้องราชดำเนิน จากเดิมที่เปิดให้แสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่-ไม่มีข้อจำกัด เป็นกำหนดขอบเขตการเสนอประเด็นที่อยากพูกให้สมาชิกละหนึ่งประเด็นต่อหนึ่งวัน และงดการออกความเห็นไว้ก่อน ซึ่งสุดท้ายเว็บพันทิปดอทคอมก็ยังคงเป็นพื้นที่คอการเมืองยังสามารถนำเสนอเนื้อหาที่ต้องการได้ ที่แม้ลดทอนส่วนของความเห็นที่อาจจะเกินกว่าสาระที่สำคัญของการพูดคุยออกไป แต่กลับช่วยทำให้คนที่นำเสนอบอพื้นที่ในห้องราชดำเนินครุ่นคิดและเลือกสรรข้อความที่ตัวเองต้องการนำเสนอจริงๆออกไป

พันทิปดอทคอมก็เป็นพื้นที่บนเว็บไซท์ที่มีวิวัฒนาการมานานกว่าเวบสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ หรือ เฟซบุค ที่ยังให้อิสระในการปล่อยคำพูด-ความเห็นอย่างเต็มที่อยู่ จนหลายครั้งเป็นพื้นที่ที่คนสามารถนำเสนอความเห็นแบบง่ายและเร็วเกินไป จนเกิดลักษณะความเห็นประเภทที่คนในสังคมอินเตอร์เน็ตเรียกว่า 'เกรียน' กล่าวคือการออกความเห็นที่ไม่ได้ผ่านการไตร่ตรองว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมหรือเปล่า หรือบางความเห็นก็ถูกนำเสนอมาด้วยการไตร่ตรองแล้วแต่เป็นการไตร่ตรองในด้านลบ คือคิดมาแล้วว่ามันจะสร้างความแตกแยกให้กับประเทศได้ ที่น่าขันสำหรับความเห็นประเภทเกรียนๆนี้ คือถึงแม้ว่าพวกเขาจะห้าวหาญในยามที่อยู่ในโลกไซเบอร์ แต่เมื่อเชื้อเชิญให้มีการพูดคุยอย่างเป็นจริงเป็นจังแล้ว พวกเกรียนเหล่านี้มักจะหลบมุมไม่กล้าพูดคุยกันด้วยเหตุผลเท่าไหร่ แสดงให้เห็นถึงสภาวะของการใช้สังคมออนไลน์ได้ว่าบางครั้งก็เป็นเหมือนกระโถนเพื่อระบายอารมณ์และคำพูดดีๆนี่เอง

ถึงวันนี้ทะเบียนประชากรบนโลกสังคมออนไลน์ในประเทศไทยขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ เฟซบุคมีสมาชิกกว่า5ล้านคน ทวิตเตอร์ที่ว่ายังเติบโตไม่ไปไหนก็มีคนใช้กว่า2แสนคน และอีกไม่นานตัวเลขก็อาจจะก้าวกระโดดอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับไฮไฟว์และเฟซบุค ซึ่งหนึ่งกลุ่มที่ผมให้ความดีความชอบในการลุกขึ้นมาทำงานเพื่อวางกรอบและผลักดันสิทธิและเสรีภาพในการนำเสนอคือเครือข่ายพลเมืองเน็ต (Thai Netizen Network) ที่ทำงานเพื่อให้ความรู้พลเมืองในโลกไซเบอร์ก่อนที่ปัญหาหลายๆอย่างจะคืบคลานเข้ามา เมื่อลองอ่านจากหลัก5ประการของเครือข่ายพลเมืองเน็ตแล้วก็จะเห็น2หลักคือ ข้อ3สิทธิในความเป็นส่วนตัว และข้อ4ความรับผิดชอบ ทำให้พอจะสะท้อนภาพ "ความเป็นส่วนตัวในพื้นที่สาธารณะ" อย่างที่ผมเล่าไว้ตอนแรกได้อีกครั้ง

หลักอีก3ข้อที่เหลือคือ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล, เสรีภาพในการแสดงออก และ ความเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งคุณสุภิญญา กลางณรงค์ ในฐานะกรรมการ เครือข่ายพลเมืองเน็ต ก็ยอมรับว่าต้องทำงานด้วยความเข้าใจถึงบริบทสังคม "เราพูดในประเด็นละเอียดอ่อน และเราก็ระวังตัวไม่ให้แหลมคมมาก เพราะรู้ว่าทำงานลำบาก แม้ลึกๆเราจะเชื่อมั่นในเรื่อง สิทธิเสรีภาพ และ วิจารณญาณของพลเมืองในการรับรู้ และแยกแยะข้อมูลข่าวสารด้วยตัวเอง โดยที่รัฐไม่ต้องมาควบคุมบังคับ แต่เราก็ไม่ใช่พวกสุดโต่ง เรายังเห็นด้วยว่าต้องมีกติกาในการกำกับดูแลอยู่บ้าง แต่มันต้องชัดเจน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีเหตุมีผลเพียงพอ"

สุภิญญาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมถึงทิศทางที่เธออยากให้โลกอินเตอร์เน็ตมี "การทำงานแบบเป็นระบบ ต่อเนื่อง มืออาชีพมากขึ้น โดยนอกจากตรวจสอบนโยบายรัฐตามสถานการณ์แล้ว ก็อยากให้มีการบันทึกข้อเท็จจริงเรื่องการปิดกั้นเน็ต และการจับคุมคนอย่างละเอียด มีข้อมูล อีกทั้งทำงานด้านนโยบายเพื่อเปลี่ยนแปลงกฏหมายให้ดีขึ้น และทำงานด้าน การให้การศึกษากับสาธารณะในเรื่องนี้"

เครือข่ายพลเมืองเน็ตกำลังเร่งทำงานอย่างหนักในการร่างกฏ-กติกาคำแนะนำต่างๆให้กับคนที่เข้าไปโลดแล่นในโลกอินเตอร์เน็ต เป็นกรอบกว้างๆให้สมาชิกบนโลกออนไลน์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสมดุลย์
เพราะถึงวันนี้ โลกแห่งความเป็นจริงที่เราใช้ชีวิตอยู่ภายใต้หลากหลายกฏ-หลายกติกามานานแสนนาน ก็ยังเป็นเป็นโลกที่มีความวุ่นวายยุ่งเหยิงอยู่ แล้วโลกเสมือนจริงที่เราก็ใช้ชีวิตอยู่ไม่น้อยกว่าเท่าไหร่ จะมีกฏ-กติการ่วมกันหน่อยคงจะดีไม่น้อยครับ


เวบไซท์ เครือข่ายพลเมืองเน็ต http://thainetizen.org/

2 comments:

  1. มีในนี้นี่นา....นึกว่ามีแต่บนตัวเล่ม - -"

    ตอบลบ
  2. ทุกอย่างขึ้นกับจิตสำนึก และวิจารณญาณของทั้งคนเผยแผ่ และผู้รับข่าวสาร

    ตอบลบ

Related Posts with Thumbnails