ตีพิมพ์ใน เนชั่นสุดสัปดาห์ วางแผนวันที่ 30 กรกฏาคม 2553
หลังเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพมหานครกินเวลานานกว่า 3 เดือน สิ่งที่ประชาชนคนกรุงเทพประจักษ์ทั้งด้วยสายตา และจากภาพข่าว กลับไม่ได้ถูกยกขึ้นมาพูดคุยอย่างเปิดเผยทางหน้าจอโทรทัศน์นัก อาจจะมีบ้างในรายการสนทนาทางการเมือง ซึ่งคนที่จะดูรายการพวกนี้ก็จะเป็นคนกลุ่มเดิมๆ คนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองมาตลอด แต่เมื่อสำรวจบนหน้าจอโทรทัศน์ โดยเฉพาะกับ ‘ละคร’ ซึ่งเป็นประเภทรายการที่มีคนดูมากที่สุด มากกว่ารายการเสวนาทางการเมืองเป็นสิบๆเท่า กลับไม่มีการผลิตละครที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเมืองให้ชมเลย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความล้มเหลวของแวดวงละครไทย ที่ไม่สามารถสะท้อนบรรยากาศของสังคมที่เกิดขึ้นจริงๆออกมาได้
จนกระทั่งมาถึงช่วงเวลาของละครเรื่องนี้ ที่ผมไม่เคยคาดหวังกับเนื้อหาทางการเมืองมากนัก เพราะส่วนมากบทละครจะเป็นมุกเล่นคำ-มุกจีบสาว พร้อมกับตัวละครสาวสวยมากหน้าหลายตา ที่ผ่านไปมาทางหน้าจอ กลางดึกที่ผมเฝ้ารอดูละครเรื่องนี้ ด้วยความหวังที่ไม่มากไปกว่าการได้ดูตัวละครสาวสวยเท่านั้น ผมกลับได้ดู ละครตลกที่พูดถึงหนึ่งค่ำคืนของคนกรุง ที่ต้องมาใช้ชีวิตท่ามกลางการประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งแน่นอนว่าส่งผลกระทบกับชีวิตคนกรุงนับล้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
‘เป็นต่อ’ คือละครตลกเรื่องนั้น ที่ทำให้ผมไม่ทิ้งความหวังกับละครไทย ที่ควรจะสะท้อนชีวิตของคนไทย เพื่อให้นำมาสู่การพูดคุย แยกแยะประเด็นผิด-ถูกของสังคม และให้คนไทยที่ความจริงแล้วก็บริโภคละครเป็นบ้าเป็นหลัง ได้หาคำตอบของสังคมร่วมกัน กับ ‘เป็นต่อ’ ตอนที่มีชื่อว่า ‘รักกันไว้เถิด ไม่เกิดเคอร์ฟิว’ และช่วงเวลา40กว่านาทีของละคร ที่พูดถึงเนื้อหาของชีวิตคนไทยที่หนีการเมืองไม่พ้น ได้รับการเผยแพร่สู่สายตาของผู้ชม ทั้งคอการเมืองพันธ์แท้ และคนที่ไม่เคยคิดจะสนใจการเมืองเลย
หลังจากคืนนั้น ผมติดต่อสัมภาษณ์ จิรศักดิ์ โย้จิ้ว ผู้กำกับ-ผู้เขียนบทละครเป็นต่อ ทันที
“ตอนประกาศเคอร์ฟิวพร้อมๆกับตอนที่มีความวุ่นวายในกรุงเทพ คนจะสนใจแต่ภาพระเบิด ตึกไหม้ หรือฉากยิงกัน แต่ในฐานะผู้กำกับ และคนกรุงเทพคนหนึ่ง ผมว่าที่สำคัญคือชีวิตของคนส่วนมากที่ได้รับผลกระทบ ชีวิตของสมาชิกครอบครัวในคอนโดเล็กๆเงียบๆ ไม่ต้องมีไฟไหม้ ไม่ต้องมีระเบิดใส่นี่แหละ น่าสนใจที่สุด” นก-จิรศักดิ์ เล่าถึงที่มาที่ไปของบทละครตอนนั้น
“เป็นต่อตอนนั้น ผมเอามาจากชีวิตคนรอบข้างนี่แหละ ทั้งครอบครัวในห้องเล็กๆใจกลางกรุงเทพที่ไปไหนไม่ได้ สุดท้ายก็มีแง่ดีที่ทำให้ได้มาอยู่ด้วยกัน หรือ ชีวิตของวัยรุ่น ที่ไม่คิดจะสนใจอะไรเกี่ยวกับบ้านเมืองเลย ในบทผมถึงมีตัวละครวัยรุ่นที่อกหักแล้วมานั่งที่ บังบาร์ (ผับร้านประจำในละครเป็นต่อ) มาถึงก็กินเหล้าแก้อกหัก พอเด็กเสิร์ฟไปบอกว่า เขาต้องปิดร้านเพราะมีประกาศเคอร์ฟิว วัยรุ่นก็ถามว่าใครประกาศ เด็กเสิร์ฟบอกว่านายก วัยรุ่นคนนี้ก็เลยสวนกลับมาว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน ซึ่งอย่างตัวละครวัยรุ่นคนนี้ผมก็รู้จักจริงๆนะ คือสังคมไทยมันมีคนหลากหลายแบบมาก คนที่ไม่สนใจแม้กระทั่งการประกาศเคอร์ฟิวยังมีเลย”
ใครที่ตามดูละครเป็นต่อ ตอน ‘รักกันไว้เถิด ไม่เกิดเคอร์ฟิว’ คงจะข้องใจในเรื่อง การเซ็นเซอร์ตัวบทละคร เพราะกว่าครึ่งเรื่อง จะถูกดูดคำพูดตลอดเวลา ลองสอบถามจากจิรศักดิ์ ที่เป็นทั้งผู้กำกับ และคนเขียนบท เขาบอกว่า “ผมก็ตกใจนะ ผมรู้พร้อมๆคุณนะแหละว่าเขาเล่นดูดคำไปซะหมด อย่างคำว่า ‘นายก’ ผมก็พอเข้าใจนะ แต่คำว่า ‘เคอร์ฟิว’นี่ ก็งงเลยว่าเขาจะดูดทำไม ทีตอนประกาศใช้นี่แถลงผ่านทีวีพูลเลยนะ แล้วนักข่าวก็พูดคำนี้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่พอมาอยู่ในละคร กลับพูดไม่ได้ซะงั้น!”
สำหรับปัญหาการเซ็นเซอร์ จิรศักดิ์ โย้จิ้ว บอกว่า “จะไปโทษผู้ใหญ่ทางการเมืองทั้งหมดก็ไม่ได้ บางทีมันเป็นทั้งระบบ ประเทศไทยจะขี้เกรงใจและไม่พูดความจริงไปซะหมด ผมว่าวันๆนึงคนไทยพูดเรื่องที่เป็นตัวประกอบของประเด็นเยอะมาก ไม่มีใครกล้าเอาความจริงออกมาพูด มีอะไรก็ยอมๆเขาไป เกรงใจเขาตลอด ทั้งๆที่ถ้าเรากล้าพูดความจริง เอาปัญหาของแต่ละคนมาแก้ไข ประเทศชาติก็จะพัฒนา จิตใจคนเราก็จะพัฒนาขึ้นไปอีกไกล”
จิรศักดิ์ยกตัวอย่างงานวงการบันเทิงด้วยละครในประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น ที่สามารถผลิตงานที่สะท้อนการเมืองได้อย่างเป็นอิสระ สามารถวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล เข้าไปเจาะลึกถึงแต่ละปัญหาและสะท้อนความต้องการของประชาชนออกมาได้อย่างเป็นอิสระ
จิรศักดิ์บอกเพิ่มว่า “แล้วดูสิ ประเทศเขาเป็นไง นักการเมืองผิดนิดผิดหน่อย ลาออก! ภรรยาคอรัปชั่น สามีที่เป็นรัฐมนตรีโดดตึกตาย! คือมันก็เกินไปนิดนึงนะ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนประเทศเขารอบรู้ทางการเมืองมากไง”
ผมถามต่อ “อย่างนี้ แสดงว่าถ้าไม่มีปัญหาเซ็นเซอร์ หรือ การควบคุมโดยรัฐ ก็สามารถทำละครการเมืองที่เนื้อหาเจาะลึกกว่านี้ได้อีก”
“ได้... โอ้โห ยังมีอีกเยอะ ที่ทำๆไปเนี่ยมันแค่เครื่องปรุง ยังไม่ใกล้เคียงกับที่อยากทำจริงๆหรอก ถ้าทำได้นะผมจะเจาะไปทีละเคสเลย ทุจริตเรื่องนี้เป็นยังไง ใครผิด ผิดตรงไหน ทำออกมาให้หมด คัดตัวละครให้เหมาะกับบทบาทนั้นๆ” จิรศักดิ์ เล่าให้ฟังก่อน เล่าถึงชีวิตที่เกี่ยวพันกับการเมืองมาตั้งแต่เกิด “พ่อผมเป็นอบต. ผมเนี่ยผูกพันกับการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เห็นหมดเลยว่ามันเละเทะแค่ไหน ไม่ดีตรงไหนบ้าง จนถึงวันนึงผมทนไม่ไหว เลยไปขอให้พอเลิกเล่นการเมือง พอก็เลิก ผมสบายใจขึ้นมากหลังจากวันนั้น ทำงานเลี้ยงดูพอเองมาตลอด”
เป็นต่อตอน ‘รักกันไว้เกิด ไม่เกิดเคอร์ฟิว’ ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่ละครตลกซิทคอมเรื่องนี้เอาเรื่องของการเมืองมาพูด “ถ้าคุณไปลองย้อนดูเป็นต่อกว่า 400 ตอนที่ผ่านมา คุณแทบจะไม่ต้องอ่านหนังสือพิมพ์เลยนะ มันจะเป็นตัวบันทึกเรื่องราวทางการเมืองได้เป็นอย่างดี” ผู้กำกับนั่งนึกเรื่องราวในละครที่เขาเขียนบทเอง “มันมีหมดเลยนะ ทั้งการเมือง ม็อบเสื้อเหลือง-เสื้อแดง นำมันแพง-ไข่แพง เศรษฐกิจไม่ดี หมีแพนด้า”
ผมถามแทรก “แล้วมีตอนไหนที่เคยโดนเซ็นเซอร์เหมือนครั้งนี้ไหมครับ?” “โอ้ย เคยโดนหนักกว่านี้รอบนึง ครั้งนั้นโดนถอดทั้งช่วงเลย ราวๆ4นาทีได้ เป็นตอนที่เราทำแซวอดีตนายกสมัครที่สมัยนั้นยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ เราให้ตัวละครคนนึงเข้าห้องน้ำนานมาก แล้วมีคนไปรอที่หน้าห้องน้ำ แล้วไปกดดันๆว่าเมื่อไหร่จะออกจากห้องน้ำ พอตัวละครตัวนี้ออกมาจากห้องน้ำ ก็ตะโกนด่าคนที่รอ เหมือนที่อดีตนายกสมัครเคยทำ โอ้โห! บทเผาขนคนที่ยังนั่งตำแหน่งนายกอยู่ซะขนาดนี้ ไม่โดนเซ็นเซอร์ได้ไง”
จาก 400 กว่าตอนของเป็นต่อ พี่อู๊ด (รับบทโดยธีรชาติ ธีราวิทยางกูร) เป็นตัวละครที่ขับเคลื่อนมิติทางการเมืองมากที่สุด จิรศักดิ์ เล่าให้ฟังว่าเพราะพื้นฐานของพี่อู๊ดในชีวิตจริงที่ผ่านความยากลำบากมาเยอะ ทำให้บุคลิกท่าทางสามารถถ่ายทอดเรื่องราวทางการเมืองและสังคมได้ออกมาอย่างแนบเนียน “แต่ก็มีบ่อยนะที่พี่อู๊ดเล่นไม่ได้อย่างใจผม คือผมเนี่ยถึงช่วงบทที่เกี่ยวกับการเมืองทีไร มันจะอินมากเลยนะ มันออกมาจากความรู้สึกไง อย่างตอนเคอร์ฟิวเนี่ย อินมาก ตัดต่อเอง ใส่ดนตรีเอง แล้วตอนที่กำกับพี่อู๊ดนะ โอ้โหมันหงุดหงิดมาก พี่อู๊ดเล่นไม่ได้อย่างใจ ผมแทบจะกระทืบพี่อู๊ดเลยนะ ว่าทำไมไม่เข้าใจกับบทนี้นี่ย แค่บทคนไทยรักชาติ ทำไมร้องเพลง ‘รักกันไว้เถิด’ แค่นี้ทำให้มันอินไม่ได้? แต่พอมาคิดดูคงเป็นเพราะเราอินมากไง มาถึงบทที่เกี่ยวกับความรักชาติเราจะอินตลอด” จิรศักดิ์บอก
ผมถามอีกประเด็น “ถึงเป็นต่อจะมีคนดูเยอะแค่ไหน แต่ก็ไม่เท่าละครหลังข่าว ซึ่งละครหลังข่าวก็ไม่เคยเอาเรื่องการเมืองมาพูดเลย?”
“คือก็เข้าใจนะ คนทำละครหลังข่าวเขาก็กลุ่มเดิมๆมาตลอด กลุ่มเดิมกับที่เวลาทำละครแรงนิดแรงหน่อย ก็โดนเซ็นเซอร์หมด ไม่ต้องเรื่องการเมืองหรอก แค่ถือแก้วเหล้าก็โดนแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดเลยว่าจะได้เห็นละครหลังข่าวพูดคุยเรื่องการเมือง หรือบ้านเมือง” จิรศักดิ์เล่าให้ฟังถึงความเป็นจริงในแวดวงละคร
“เอ๊ะ นี่มีคนมาสัมภาษณ์เรื่องการเมืองบ่อยไหมครับ?” ผมถามก่อนจบการสัมภาษณ์
“ไม่มีหรอกครับ! เนี่ยครั้งแรก ผมก็สงสัยนะว่านักข่าวบันเทิงมันไม่เคยคิดจะสนใจในสาระของละครที่เราทำเลยหรือไง? มาถามผมแต่เรื่องชู้สาว ทั้งตอนที่เป็นข่าวครั้งโน้น(หมายถึงข่าวกับดาราและพิธีกรชื่อดังสองคน) หรือไม่ก็มาถามผมเรื่องชาคริต นี่แหละครั้งแรกที่ผมได้คุยเรื่องการเมือง ได้คุยถึงสาระผ่านบทละครที่เรานำเสนอออกไป ซึ่งผมดีใจมากนะ คิดดูผ่านมา5ปีแล้ว พึ่งมีคนหันมาสนใจ” จิรศักดิ์เล่า ก่อนพูดถึงความคิดทางการเมืองว่า
“คือนักข่าวจะมาถามยังไงผมก็ตอบเหมือนเดิม เรื่องการเมือง ผมกลางมากๆ ไม่มีสีเสื้อ ไม่เหลือง-ไม่แดง แต่ผมมีจุดยืนอย่างเดียว ผมรักในหลวงครับ อย่างเดียวเลย พอมาถึงเรื่องในหลวงนี่ผมทำละครทีไรน้ำตาจะไหล ท่านเสียสละมาให้พวกเราเยอะมาก นี่แหละจุดยืนทางการเมืองเดียวของผม ผมรักในหลวง” จิรศักดิ์เอามือจับไปที่หน้าอกเวลาพูดถึงในหลวง
ก่อนแยกย้ายผมหันไปถาม พี่นก-จิรศักดิ์ ด้วยความเป็นห่วง ว่าบทสัมภาษณ์ที่จะนำไปเผยแพร่ อาจจะไปสร้างความไม่พอใจให้หลายๆคนเข้า “พี่นก อย่างเรื่องในหลวงนี่ผมเอาไปรายงานได้นะ?” “ได้เลย! ทำไมต้องปิดบังเล่า” “กลัวจะโดนคนชักจูงเข้าประเด็นการเมืองนะพี่ เดี๋ยวจะมีคนเลิกดูเป็นต่อ” พี่นกตอบทิ้งท้ายมาว่า
“โอ้ย! สำหรับในหลวง อย่าว่าแต่เรื่องคนจะเลิกดูเป็นต่อเลย ให้พี่ยอมตายแทนท่านพี่ก็ยอม”
ชอบเวลาที่นักข่าวสนใจที่จะสัมภาษณ์คนในวงการบันเทิง ในมุมมองการเมืองค่ะ :) อยากให้มาสัมภาษณ์เยอะๆ ในแง่มุมที่แตกต่างกันไป เพราะคนในวงการบันเทิงบางคน สามารถบริหารบ้านเมืองได้ดีกว่านักการเมืองบางคนเลยทีเดียว.... และเดี๋ยวนี้ คนในวงการบันเทิงมีความคิดมากขึ้น ไม่กลัวอะไรอีกแล้วค่ะ :) / @chompoholic
ตอบลบปรบมือให้ทั้ง@noppatjakและก็คุณนก จำได้คืนวันที่ออกอากาศเป็นต่อตอนนั้น
ตอบลบหลังจบละคร มีอาจารย์ท่านหนึ่งที่สอนสาขาสื่อฯ ทวีตบอกว่าการใส่เรื่องการเมืองลงไปในละครแบบเป็นต่อเป็นเรื่องไม่แนบเนียนและไม่เหมาะสม ผมได้แต่ อึ้ง..ในความคิดของคนที่เรียกตัวเองว่าอาจารย์ ผมทวีตกลับไปเบาๆว่าผม ชื่มชมในความพยายามของผู้กำกับท่านนี้ ที่กล้านำเสนอ จริงๆอยากจะถามกลับไปยังอาจารย์ท่านนั้นว่า "ถ้าเราไปเริ่มอะไรเลย แล้วจะปล่อยให้ละครไทย น้ำเน่ากันไปถึงไหน"
วันนั้นก็ได้ดู แต่ไม่จบ เพราะมันดึก ชอบทุกตอนของเป็นต่อ และถ้าไม่เกี่ยวกับการเมือง ก็ติดตามเป็นต่อมาตลอดเลย เพราะส่วนมากจะมีแง่คิดดีๆ เหมือนพวกนิทานอีสปอะ แบบ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า... และมีมุกเด็ดๆ ตลอดเลย บวกกับเหตุการณ์ ณ ช่วงนั้นๆ มานำเสนอ เก่งมากเลย ชื่นชมค่ะ
ตอบลบรักในหลวงด้วยนะคะ ^^