
ตอนแรกคิดในใจว่าจะอยู่ในงานถึงซัก สองทุ่มกว่าๆ แล้วรีบกลับไปดูฟุตบอลคู่ สเปน-สวิส ปรากฏว่าไปๆมาๆ ทั้งด้วยเจอเพื่อนๆในทวิตเตอร์หลายคน และ เนื้อหาที่พูดบนเวทีได้ตรึงอารมณ์ผมไว้จนไม่อยากไปไหน
คอนเซ็ปท์ของงาน Ignite Thailand คือการเปิดเวทีให้คนมาพูด คนละ5นาที 20สไลด์ แค่นี้เท่านั้นครับ ห้ามเกินเวลา ทำให้ช่วงเวลา 2 ชั่วโมงในงาน ผมได้รับฟังเนื้อหาดีๆจากวิทยากรถึง 21 คน - ที่ผ่านมา งาน Ignite Thailand เปิดเวทีให้กับประชาชนคนไทยมาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้ได้รับฟังความเห็นแบบตรงไปตรงมา แต่งานครั้งนี้เป็นเวทีของเหล่าบรรดาวิทยากรที่เคยผ่านเวทีมาบ้างแล้ว ซึ่งก็มีข้อดีไปอีกแบบ ยิ่งด้วยผู้จัดงานเปิดกว้างให้มีคนจากหลากหลายอาชีพ ถนัดในเรื่องต่างๆ ทั้งศาสนา, ข่าว, โฆษณา, สิ่งแวดล้อม หรือ กระทั่งเนิร์ดคอมพิวเตอร์
ข้อดีของงาน Ignite Thailand ในฐานะนักข่าวการเมือง คือหลักคิดครับ ผมสอบถามจากคุณภาณุ อิงคะวัต ได้ความว่า Ignite Thailand ทำงานมานานแล้ว แต่ในช่วงสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติ กลุ่มนี้ยิ่งต้องมีบทบาท ในฐานะกลุ่มที่เป็นอิสระ ไม่มีเป้าหมายในอำนาจทางการเมือง แต่เต็มไปด้วยเป้าหมายในการมีส่วนร่วมฟื้นฟูประเทศไทย ทำให้Ignite Thailand เปิดกว้างไม่ว่าจะเป็นประชาชนคนเดินดิน ผู้พิการ อาจารย์ ดารา อำมาตย์ ไพร่ เสื้อแดง เสื้อเหลือง เบื่อเสื้อทุกสี และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสามารถเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นแบบไม่มีปิดกั้น ขอแต่สองอย่างเท่านั้น คือ
1) พูดไม่เกิน 5 นาที, 20 สไลด์
2) พูดในเรื่องที่เป็นบวก หรืออย่างน้อยก็ต้องพูดด้วยความหวังดีกับประเทศชาติอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพื่ออำนาจ หรือ กลุ่มก้อนทางการเมือง
ความประทับใจแรกในฐานะนักข่าวภาคสนามอย่างผม คือสป็อทของงานครับ เป็นโฆษณาที่คุณภาณุร่วมผลิต ความยาว2นาทีกว่าๆ แต่สามารถสื่อสารออกมาได้ตรง จริง ไม่มองโลกในแง่ร้ายหรือดีเกินไป และกล้าที่จะพูดความจริงหนึ่งข้อ ที่ผมเห็นด้วย ความจริงที่ว่า 'วิกฤติทางการเมืองในรอบนี้ คนไทยทุกคน ล้วนมีส่วนรับผิดชอบด้วยกัน' ลองไปดูสป็อทโฆษณาสั้นๆ ที่ไม่ได้ไปขอความสุขจากใคร แต่ผมเชื่อว่าถ้าทำได้ ประเทศไทยจะได้ความสุขคืนกลับมาครับ
"ถ้าจะมีคนผิด ก็คงเป็นเราทั้งหมดที่ผิด...ขอโทษประเทศไทย"
ในฐานะคนที่คลุกคลีอยู่ 'ข้างล่าง' ตลอดเวลา ผมแนะนำให้เผยแพร่โฆษณาชุดนี้ไปมากๆครับ ผมว่าประเทศไทยมาถึงจุดนี้ เราทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบครับ ทุกคนร่วมผิด มีบ้างที่อาจจะผิดมาก-ผิดน้อย แต่สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องกล้ารับความจริงก่อนว่า เราทุกคนต่างรับผิดชอบในประเทศของเราด้วยกันทั้งนั้น แม้ว่าเราจะไม่ใช่นักการเมือง, แกนนำ, ทหาร, ผู้ชุมนุม หรือ ใครหลายๆคนที่เป็นตัวละครในสงครามการเมืองหลายปีที่ผ่านมา
และผมเชื่อว่าถ้าเรากล้ารับความจริงนี้ได้แล้ว ประเทศไทยก็พร้อมก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปแบบไม่มีใครหยุดยั้งได้
(เขียนต่อ เที่ยงคืนวันที่19 มิถุนายน)
และผมเชื่อว่าถ้าเรากล้ารับความจริงนี้ได้แล้ว ประเทศไทยก็พร้อมก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปแบบไม่มีใครหยุดยั้งได้
(เขียนต่อ เที่ยงคืนวันที่19 มิถุนายน)
แต่ igniter ที่ผมยกนิ้วให้ มาในลำดับรองสุดท้ายครับ พี่ก้อง-ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการนิตยสาร a day ที่มาขึ้นพูด ในแบบที่ไม่พูด ผมให้คำจำกัดความการบรรยายของพคุณทรงกลดไว้ว่า ถ้าประเทศไทยมีเวลาเหลืออยู่เพียงแค่ 5 นาที ก่อนเกิดวิกฤติการเมืองรอบใหม่ ผมอยากให้ฉายบรรยายนี้ให้คนไทยทุกคนได้ดู ก่อนที่อะไรๆจะสายเกินไปครับ
"ถ้าคุณมีความฝันอยากเปลี่ยนแปลงผู้คนรอบข้าง
เปลี่ยนแปลงประเทศไทย
หรือเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีขึ้น
แต่วันนี้คุณยังทำไม่ได้
จงจำความรู้สึกนี้ไว้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
จงอย่าลืมมัน
แล้ววันหนึ่ง
ไม่ช้าก็เร็ว
คุณจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้"
บางส่วนจากสไลด์ 20 อัน ของทรงกลด บางยี่ขันครับ
(บล็อกนี้ยังไม่จบครับ งานเค้าดีจริง ขอยาวๆหน่อย พรุ่งนี้จะเอารายงานของผมที่สัมภาษณ์ @roundfinger, คุณภาณุ และ น้องเดียร์มาลงไว้ครับ)
4 comments: