q & a day 117
follow me
เรื่อง > ณัฐชนน มหาอิทธิดล (@natchanon)
ภาพ > ศุภโชค พิเชษฐ์กุล

ว่ากันตาม Timeline ผมจำไม่ได้ว่าผมเข้าเว็บไซต์ Twitter.com และกดปุ่มฟอลโลว @noppatjak ตั้งแต่เมื่อไร
แต่จำแม่นว่าตัดสินใจติดตามเขาในฐานะ นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์ ผู้สื่อข่าวภาคสนามโต๊ะการเมือง สำนักข่าว Nation Channel วางใจให้ข่าวสารจากเขาเข้าสู่ซีรีบรัมสมอง เพราะแต่ละทวีต 140 อักษรของเขาถูกกลั่นมาจากสถานการณ์จริงที่เจ้าตัวกำลังยืนอยู่ ณ ตรงนั้น ทำให้คนอย่างผมที่อยู่แต่ในสำนักงานหรือไม่ก็ห้องนอนอบอ้าวของตัวเองได้ทราบสถานการณ์บ้านเมืองระดับถึงพริกถึงขิงกับเขาบ้าง อยากรู้สถานการณ์การเมือง มองหาชื่อเขารับรองว่าไม่ผิดหวัง
ยอดฟอลโลวของเขาเพิ่มขึ้นตามระดับความร้อนแรงของอุณหภูมิการเมืองจากหลักพันยันเฉียดหมื่นในเวลาไม่ถึง 3 เดือน จนกลายเป็นหนึ่งในทวีตเปิลสายข่าวที่ไม่ตามไม่ได้ Direct Message ตอบรับสัมภาษณ์ของเขาถูกตอบกลับมาหาผม “ตอนนี้อยู่สภาครับ หลังเที่ยงจะเข้าไปที่ราชประสงค์ โทรมาแล้วกันครับจะพาเดินเข้าไป” ไม่นานหลังได้รับข้อความ บ่าย 3 กว่า ชั้น 22 ตึกอัมรินทร์พลาซ่า มีวิวด้านล่างเป็นม็อบราชประสงค์ ท่ามกลางข้าวกล่องไข่ข้นกุ้งมื้อเช้าของเขา กาแฟเย็นของผม มีเครื่องอัดเสียงนั่งสังเกตการณ์เงียบเชียบ เรานั่งคุยกันแน่นอน, เกิน 140 ตัวอักษรไปมาก แต่เชื่อว่าทุกคนจะรู้จัก @noppatjak มากกว่าช่อง Bio อายุ
แค่ 25 คุณก็เกือบติดคุกเขมรเสียแล้ว รู้สึกยังไงบ้าง?
ตื่นเต้นสิ (หัวเราะ) ตอนนั้นได้รับความวางใจจากผู้ใหญ่ในเนชั่นให้ไปทำข่าวเรื่อง ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ วิศวกรไทยที่ถูกตั้งข้อหาลักลอบนำแผนการบินของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มาให้สถานทูตไทย รู้ข่าวว่าเขาถูกขังอยู่ที่คุกชื่อ เพซอว์ ห่างจากกรุงพนมเปญไม่ไกล ผมกับทีมก็ไปเพราะอยากรู้ว่าคุกเป็นยังไง เผื่อว่าพนักงานพูดอังกฤษเป็นก็จะถามไถ่เรื่องของศิวรักษ์ ปรากฏพอถึงที่ก็ถูก รปภ.ค้น ยึดกล้อง ควบคุมตัวไปเลย สรุปว่าพวกเขาพูดอังกฤษได้แย่มาก ตอนนั้นมันเย็นมากแล้ว คิดว่ายังไงได้นอนคุกแน่ แถมงานที่ถ่ายมาตลอด 4 วันก็อาจสูญไปด้วยต่างหาก แต่ยังดีที่เพื่อนนักข่าวหาทางช่วยเหลือออกมาจนได้ ตอนนั้นเราเห็นนักข่าวรุ่นพี่ที่ไปด้วยเขานิ่งมาก บอกว่าดีแล้วที่ได้เจอเหตุการณ์อย่างนี้เพราะถ้าเราทำงานไปเรื่อยๆ มันต้องเจอเรื่องตื่นเต้นหรือแย่กว่านี้อีกมาก
ที่จริงคุณไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนักข่าวก็ได้นี่ จบบริหารฯ มธ.ด้วยซ้ำ
คือผมชอบการเมืองมานาน ชอบดูข่าวตั้งแต่เด็ก ตอน ม.6 ไป AFS ก็เลยเห่อภาษาอังกฤษ อยากเรียนคณะที่ใช้ภาษา บวกกับชอบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพราะประวัติศาสตร์ช่วง 14 ตุลาฯ อยากเรียนที่ท่าพระจันทร์สักครั้ง ก็เลือกคณะบริหารอินเตอร์ เพราะพ่อแม่อยากให้ช่วยกิจการที่บ้านด้วย แต่ถ้าตอนนั้นมันมีคณะรัฐศาสตร์อินเตอร์ก็คงเลือก แต่มันยังไม่มี พอไปเรียนผมก็ได้ฝึกงานกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่ได้บอกว่าผมเชียร์พรรคนี้นะ (หัวเราะ) แต่ตอนนั้นมีพรรคเดียวที่เปิดโอกาสให้เด็กเข้าไปฝึกงาน คือถ้าพรรคเพื่อไทยมีเปิดผมก็ไปฝึกเหมือนกัน รวมถึงผมได้ตั้งชมรมค่ายอาสาของคณะก็เลยชอบงานด้าน NGO อาสาสมัครไปด้วย เมื่อเอามารวมกับความชอบข่าว ประสบการณ์การเล่นละครเวทีที่ได้เรื่องการแสดงออกทางสีหน้าน้ำเสียง ก็เลยคิดว่าตัวเองน่าจะเหมาะกับอาชีพผู้ประกาศข่าว
คุณจินตนาการอาชีพนักข่าวไว้ว่ายังไง
ตอนนั้นอยากเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์ นั่งในสตูดิโอทำรายการพัฒนาสังคมหรือการศึกษา เพิ่งจบก็ไฟแรง มองโลกในแง่ดี พอเข้าทำงานที่เนชั่นก็ได้อยู่โต๊ะเศรษฐกิจ สักพักก็ถูกย้ายมาโต๊ะการเมืองเพราะมีคนออกไปเยอะ ย้ายได้แค่ 2 วันม็อบพันธมิตรลงที่ทำเนียบ จากที่เคยคิดว่าจะได้คุยกับ NGO สิ้นปีเดินทางต่างประเทศ มันกลับกลายเป็นคนละเรื่อง ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาโดนแก๊สน้ำตา หลบกระสุนยาง หลบระเบิด M79 เห็นคนขาขาดคาตา เห็นคนตาย ยิ่งเหตุการณ์ที่คอกวัวนี่ยิ่งรุนแรง มันคือเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายในการเป็นนักข่าว และการเป็นคนไทยของเราเลย

“ในฐานะสื่อต้องเสนอความจริง
แต่ในฐานะคนหนึ่งในสังคมต้องมีวิจารณญานด้วย
ว่าควรนำเสนออะไรมากน้อยแค่ไหน
เพราะตอนนี้คนในสังคมมีวิจารณญานไม่เท่ากัน”
มันยังสนุกอย่างที่คุณคิดรึเปล่า
มากกว่าไม่ว่าด้านบวกหรือด้านลบ มากกว่าทุกอย่างที่เราเคยคิด อาชีพนักข่าวทำให้ผมได้เจอคนที่น่าเคารพและคนเก่งมากมาย ไม่ว่านักวิชาการ นักการเมือง นักธุรกิจ บางคนปราดเปรื่องจนน่าทึ่ง การได้คุยกับเขาเป็นการเปิดโลกให้กับผมเอง ได้เห็นแง่มุมต่างๆ ของโลกใบนี้มากขึ้น
ส่วนด้านลบก็อย่างที่เราได้เห็นคนยิงกัน เจอเลือด ทุกอย่างก็เหนือกว่าที่เราคิดไว้หมด บนหน้าจอโทรทัศน์ทุกอย่างถูกลดทอนไปจากเหตุการณ์จริงมาก ถ้าให้ผมสรุปรวมทั้งหมดการทำงานข่าว ผมค่อนข้างเห็นสิ่งที่แย่มากกว่าสิ่งที่ดี
มีอะไรอีกที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จากหน้าจอโทรทัศน์
เยอะมาก แต่ที่สำคัญคือบางเรื่องเป็นสิ่งที่เขารับรู้ได้แต่ดันเลือกที่จะไม่รู้ เพราะเลือกที่จะเชื่ออะไรด้านเดียวไปแล้ว คนส่วนใหญ่เลือกเชื่อข่าวสารที่สอดคล้องกับความเชื่อของตัวเองทั้งนั้นแหละ
คุณก็เป็นคนปกติ แน่นอนว่าต้องมีทัศนคติ ความเชื่อ ต่อสู้กันยังไงระหว่างตัวเองกับฐานะสื่อมวลชน
ยากมาก ผมเคยเจอเหตุการณ์ที่เห็นชัดว่าคนเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มทำผิดจริง มันสะเทือนความรู้สึกของมาก แถมมีหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอที่ถ่ายเอาไว้ได้ด้วย รู้สึกว่ามันแย่ มันโหดมาก เป็นข่าวดีหรือร้ายไม่รู้แต่รู้ว่าประเด็นนี้ต้องแรงแน่ ตั้งใจว่าจะเอาไปเผยแพร่ในบล็อกเพื่อให้ทุกคนได้ดูกันว่านี่ล่ะคือความจริง แต่พอเริ่มนิ่งคิด ตั้งสติ ก็พบว่าถ้าโพสต์บล็อกลงไปมันจะเป็นการเสนอเหตุการณ์ที่เพิ่มแง่ลบแก่สังคม สร้างความเกลียดชังระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ เลยตระหนักได้ว่าในฐานะสื่อต้องเสนอความจริงแต่ในฐานะคนๆ หนึ่งในสังคมต้องมีวิจารณญานด้วยว่าควรนำเสนออะไรมากน้อยแค่ไหนเพราะตอนนี้คนในสังคมมีวิจารณญานไม่เท่ากัน
การเข้าไปอยู่ในระยะที่เห็น ‘ความจริง’ มากกว่าคนอื่นทำให้คุณใช้ชีวิตยากขึ้นไหม
ผมไม่รู้ว่าได้เข้าไปอยู่ใกล้ความจริงที่มี หรือความเชื่อที่คนบางกลุ่มมี สองคำนี้มันแตกต่างกันมากเลยนะ แต่ที่แน่ๆ ก็คือผมเป็นนักข่าว จึงต้องลดความเชื่อของตัวเองลงและนำเสนอความจริงให้ดี ไม่ทำตัวเป็นคอลัมนิสต์ หรือนักวิจารณ์ ต้องเตือนตัวเองเสมอว่าเป็นนักข่าวภาคสนาม แต่เอาเข้าจริงเวลาต้องบริโภคข้อมูลมา หลายครั้งผมเองก็แยกความคิดออกจากกันไม่ได้หรอก บางเหตุการณ์ที่เจอผมก็รับไม่ได้ เพราะมันค้านกับความเชื่อที่มีมานาน แล้วถึงไม่ได้เป็นนักข่าวแต่เราเองก็หนีความจริงไม่พ้นอยู่ดี ดังนั้นตอบได้ว่าถึงผมเป็น
นักข่าวแต่ก็ไม่ได้ใช้ชีวิตง่ายหรือยากขึ้น
อยู่กลางม็อบแทบทุกวัน คุณกลัวตายบ้างรึเปล่า
ไม่อยากตายนะ แค่คิดว่าคงไม่ใช่เราที่จะโดน (หัวเราะ) ถึงตอนนี้จะมีนักข่าว มีประชาชน มีทหารเสียชีวิต แต่ยังมั่นใจว่าเราจะแก้ปัญหาและหาทางเอาตัวรอดได้ เพราะปกติก็ไม่ได้เป็นคนมุทะลุขนาดนั้น เจ้านายเองก็ไม่เคยสั่งว่าถ้าเจอระเบิดให้วิ่งเข้าใส่ ผมกลัวจิตใจของคนมากกว่าระเบิด กลัวความคิดของคนที่สุดโต่งเกินไปเพราะตอนนี้ความเชื่อที่ถูกปลุกปั่นมากๆ หรือปักใจเชื่อไปแล้วมันกำลังนำทางพฤติกรรมของคนบางกลุ่มอยู่ ผมกลัวว่าถ้าเอาข้อมูลอะไรที่ทำให้ฝ่ายเขาแย่ไปเสนอแล้วมันจะย้อนกลับมาทำร้ายผมมากกว่า แต่ที่กลัวกว่านั้นคือกลัวสังคมจะแตกแยกไปกว่านี้
พ่อแม่คุณไม่ว่าเหรอที่ต้องมาทำหน้าที่เสี่ยงอันตราย
ก็เป็นห่วง แต่พวกท่านก็รู้นิสัยว่าลูกชายเอาตัวรอดเก่งอยู่แล้ว เพราะซนตั้งแต่เด็ก พ่อเองก็เตือนให้คล้องพระตลอด เราเองก็คล้องเอาไว้เพื่อความสบายใจ (หัวเราะ)
รู้สึกเสียดายมุมมองของตัวเองที่ยังเป็นเด็กจบใหม่ซึ่งมองแต่โลกในแง่ดีบ้างรึเปล่า
ไม่หรอกครับ มุมมองแบบนั้นมันก็ยังอยู่ ค่ายอาสาที่ผมเคยทำตอนนี้ก็มีรุ่นน้องสานต่ออยู่ ถ้ามีเวลาว่างผมก็ไปกับเขา หาโอกาสทำสิ่งเล็กๆ เพื่อลืมความจริงก้อนใหญ่บ้าง ไปทำสิ่งดีๆ เพื่อชาวบ้านคนชนบทบ้าง หลายทีมันทำให้ผมคิดไปถึงตอนเข้าไปทำข่าวในรัฐสภาแล้วเห็นนักการเมืองบางคนที่มาประชุมสาย มาถึงพับนก ส.ส.บางคนยังทำอะไรให้สังคมได้น้อยกว่านักศึกษาบางกลุ่มที่ผมสัมผัสมาอีก แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยหน่ายเพราะรู้ว่านี่แหละความเป็นจริงที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ ผมเองเพิ่งอายุ 26 อยู่ในช่วงการเรียนรู้ สิ่งที่เรียนรู้ตอนนี้อาจเอาไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้ ไม่ว่าร้ายหรือดี
@noppatjak ป็อปมากในทวิตเตอร์ มันมีผลอะไรต่อการเป็นนักข่าวของคุณรึเปล่า
มีมากเลย การเป็นนักข่าวในยุคทวิตเตอร์หรือสื่อมัลติมีเดียใหม่ๆ ทำให้ช่องทางการสื่อสารมีมากขึ้น ได้เปรียบโทรทัศน์ที่ผู้ชมไม่ได้ต้องมานั่งหน้าจอรอดูข่าว เขาเลือกได้ว่าเข้าไปอ่านบล็อก หรือตามดู Timeline ทวิตเตอร์ของเรา มันตอบสนองคนติดตามข่าวได้มาก แต่ @noppatjak นี่ผมไม่รู้ว่าป็อปปูล่ารึเปล่าหรอกแต่มีคนฟอลโล่วเยอะพอสมควร มันก็เป็นทั้งเรื่องดีและไม่ดีในเวลาเดียวกัน แต่ผมว่าด้านดีจะเยอะกว่าเพราะทำให้ผมได้สื่อ ‘สาร’ ที่ตั้งใจผลิตและกรองมาแล้วไปสู่คนที่ติดตามได้ ยอมรับเลยว่าชอบให้มีคนตามเยอะๆ เพราะอยากให้สิ่งที่ผมเห็นผมคิดแล้วว่ามันดีได้ถูกนำเสนอไปสู่สายตาคน ส่วนด้านลบก็เป็นเรื่องเล็กน้อย คือความกดดันที่มาพร้อมจำนวนฟอลโลว ผมยอมรับว่าประสบการณ์นักข่าว 2 ปีไม่ได้เป็นจำนวนที่มาก แต่เราเป็นแค่นักข่าวภาคสนาม หน้าที่คือนำเสนอในสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ก็ไม่ต้องใช้ประสบการณ์หรือพื้นฐานความรู้เท่ากับคอลัมนิสต์หรือบรรณาธิการข่าว ส่วนอีกความกดดันเล็กๆ คือมักจะมีคนมาทวงข่าวกับผมในทวิตเตอร์อยู่บ่อยๆ เช่น "ทำไมวันนี้เงียบจัง" หรือ "@noppatjak ไปที่โน่นที่นี่หรือยัง?" (หัวเราะ)
ผมกับคน 8-9 พันคนที่ฟอลโล่วคุณอยู่จะวางใจข่าวสารจากคุณได้ยังไง
วางใจได้ เบื้องต้นคือผมเป็นนักข่าวที่ผ่านการอบรม ผ่านงานข่าวมาตั้งแต่ก่อนยุคทวิตเตอร์ มาถึงตอนนี้ผมกลั่นกรองก่อนการทวีตทุกครั้ง คำไหนควรอยู่ตรงไหน ให้ความครบไหม หรืออะไรที่สุ่มเสี่ยง เบื้องหลังคุณไม่รู้หรอกว่าบางทวีตถึงแค่ 140 อักษรแต่ผมใช้เวลา 5-6 นาทีในการกลั่นกรองภาษาเพื่อนำเสนอข่าวสารให้เป็นธรรมที่สุด ผมไม่พยายามสอดแทรกความเห็นลงในข่าว เพราะเชื่อว่าทุกวันนี้สังคมยังจำเป็นต้องมีคนข่าวที่เป็น ‘eye witness’ หรือคนที่เห็นเหตุการณ์มายังไงก็รายงานไปอย่างนั้นอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าใครคิดจะหา ‘ข่าวสาร’ อยู่ละก็ @noppatjak ก็ยังพึ่งพาได้ แต่ก็อาจมีบ้างที่หมื่นกว่าทวีตของผมจะผิดพลาดไปบ้าง ซึ่งผมน้อมรับคำตำหนิ และพร้อมแก้ไขนะครับ แต่บางกรณีที่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้จริง ก็อาศัยการ ‘Retweet’ เอา เพราะในสนามข่าวทวิตเตอร์ก็มีคนที่ประสบการณ์สูงกว่าผมอยู่มาก เป็นทางเลือกในการหาข่าวสารมานำเสนอได้ดี
ถ้าเราต้องการข่าวสารการเมืองแบบแน่นเปรี๊ยะ คุณแนะนำให้ฟอลโลวใครบ้าง
เยอะเลยครับ อย่าง @suthichai นี่ก็เป็นข่าวสารรอบด้าน ซึ่งผมว่าไม่ต้องแนะนำเพราะเป็นทวีตสามัญประจำบ้านอยู่แล้ว (หัวเราะ) @can_nw พี่แคน สาริกา บ.ก.เนชั่นสุดสัปดาห์ ก็เป็นคนเดือนตุลาที่มีความรู้สูง มีมุมคิดที่เฉียบคมครบเครื่องเหมาะกับเป็นนักข่าวภาคสนามมาก เข้าใจเบื้องลึกเบื้องหลัง ชั้นเชิงการวิเคราะห์ดีมาก คลาสสิกกว่า @noppatjak เยอะ ของผมนี่พอจบวันก็หมดค่าแล้ว แต่ของพี่แคนถ้าลองย้อนไปอ่าน Timeline ต่อให้กลับไปเป็นเดือนก็ยังได้ความรู้อยู่ ส่วนอีกคนที่แนะนำคือ @satien_nna คือพี่เสถียร วิริยะพรรณพงศา ผู้สื่อข่าวเนชั่นอีกคนหนึ่ง จะได้ข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกไม่ว่านักการเมือง แกนนำม็อบ ซึ่งช่วยให้เข้าใจในสถานการณ์มากขึ้น
คุณจะเลือกใครถ้ามีโอกาสตามฟอลโลวได้แค่คนเดียว
มีตัวเลือกเยอะเหมือนกัน (คิดนาน) @wongthanong, @fringer, @roundfinger 2-3 คนนี้เป็นโลกที่ต่างจาก @noppatjak เพราะมีด้านความสดใสของโลก ด้านวิชาการ ด้านอารมณ์ขันอยู่ แต่สุดท้ายคงเลือก @roundfinger เพราะอ่านทีไรโลกมันสดใสทุกครั้ง บางครั้งทำข่าวการเมืองเครียดๆ ผมยังหัวเราะได้เลยเวลาเห็นพี่เอ๋ (สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์-เจ้าของ @roundfinger) เอามุขมาเล่น คือมุมมองแบบนี้มันหาอะไรมาทดแทนไม่ได้ คิดดูว่าอยู่ในม็อบผมจะหาอะไรตลกที่ไหนดู องค์ความรู้บางอย่างถ้าขาดไปยังหาเติมได้ แต่มุมมองโลกที่สนุกสนานอย่างนี้หาจากคนอื่นไม่ได้ง่ายเลย
คุณว่า 140 ตัวอักษรน้อยไปรึเปล่า
ไม่หรอก เหมาะกับคนยุคนี้แล้ว ถ้าได้มากกว่านี้อาจไม่ได้รับความนิยมเท่านี้ก็ได้นะ เดี๋ยวนี้คนบริโภคข่าวสารเยอะ แค่ผมอยู่ม็อบราชประสงค์แล้วทวีตว่า “เสื้อแดงปล่อยกองทัพมอเตอร์ไซค์ออกไปทั่วกรุง” แค่นี้ก็พอแล้ว เพราะเดี๋ยวเขาก็ไปเช็กต่อเองว่าตอนนี้เสื้อแดงถึงไหนแล้ว จากนั้นก็เช็กต่อไปอีกว่ารถไฟฟ้าเปิดไหม คนยุคนี้เวลาเร่งด่วนเขาไม่ได้ต้องการข้อมูลเชิงลึกมาก แต่เขาอยากได้ข้อมูลสั้นๆ จากหลายๆ ด้านมากกว่า แต่บางกรณีที่อยากโพสต์อะไรยาวๆ เราส่งหลายครั้งหน่อยก็ได้นี่ หรือถ้าอยากเขียนความเห็นหรือบทวิเคราะห์ ก็ยังพึ่งพาทางเลือกอื่นนอกจากทวิตเตอร์ได้ เช่น บล็อก
ข่าวสุดท้ายที่คุณหวังจะทวีตบอกทุกคนในฐานะสื่อสารมวลชนน่าจะเป็นข่าวอะไร
“สถาบันวิจัยในสหรัฐ ให้รางวัลประเทศไทยในฐานะที่เป็นประเทศที่มีการอ่านหนังสือมากที่สุด” ถ้าผมทวีตข่าวอย่างนี้ออกไปได้ ชีวิตผมคงมีความสุขมากแล้ว และให้มันเป็นทวีตสุดท้ายได้เลย เพราะมันมีความหมายมากนะ ถ้าคนไทยอ่านหนังสือมากก็แปลว่าคงไม่มีม็อบออกมาชุมนุมเพราะนักการเมืองคงหาทางโกงชาวบ้านไม่ได้ ประเทศคงมีความสุข รถไม่ติด คนทำงานเสร็จห้าโมงเดินแวะร้านกาแฟนั่งอ่านหนังสือสบายใจ ประเทศคงพัฒนาไปจุดที่มากกว่านี้ ยอดฟอลโลวข่าวการเมืองของผมคงร่วงผล็อย คงเหลือหลักร้อยหลักสิบ เพราะคนคงคิดว่าไม่ตามมันแล้ว เครียด! เราออกไปอ่านหนังสือสร้างสรรค์โลกกันดีกว่า ถ้าเป็นยังงั้นผมยอมเลย จะไปสนใจทำไมแค่ยอดฟอลโลว ในเมื่อหันซ้ายหันขวาก็เจอประเทศที่มีแต่ความสุข
ข่าวร้ายที่สุดในช่วงชีวิตการเป็นนักข่าวของคุณคือข่าวอะไร
เยอะมากเลยนะ (หัวเราะ) คงเพราะผมทำข่าวอาชญากรรมด้วย ได้เห็นคนตายเยอะก็เป็นข่าวร้าย ความขัดแย้งรุนแรงก็เป็นข่าวร้าย ได้เห็นบางคนดีใจที่เพื่อนมนุษย์ตาย เราก็คิดว่านี่มันไม่ใช่สังคมมนุษย์แล้วมันก็เป็นข่าวร้าย หรืออย่างข่าวจ่าเพียร (พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา) ก็แสดงให้เห็นความแย่ของกลไกรัฐที่คนทำงานดีแทบตายสุดท้ายก็ต้องตาย รวมทั้งข่าวพันเอกร่มเกล้า (พ.อ.ร่มเกล้า ธุรธรรม) ที่ตายก็เป็นข่าวร้าย เพราะเรารู้ว่าคนฆ่ามันต้องวางแผนเป็นวันแน่ คือสะเทือนใจว่านี่ประเทศเรามีคนที่ใจคออำมหิตและชั่วขนาดนี้อยู่ในแผ่นดินเดียวกับที่เราอยู่ด้วยเหรอเนี่ย
แล้วข่าวดีล่ะ?
ผมชอบข่าวของน้องหม่อง ทองดี ที่ไปแข่งปาจรวดจนได้ที่ 3 ของโลก เขาเกิดเป็นพม่าหรือคนไทยเขาก็ไม่รู้ล่ะ แต่เขารู้ว่าชอบปาจรวดแล้วก็อยากเป็นตัวแทนคนไทยไปปาจรวด พอมีอุปสรรคเรื่องสัญชาติเข้าพัวพัน ตอนนั้นผมได้ยินก็ได้แต่ให้กำลังใจเงียบๆ ว่าสู้หน่อยเว้ยไอ้น้อง แต่สุดท้ายเขาก็ทำได้ สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยสำเร็จ มันเป็นตัวอย่างของข่าวที่ดีทุกด้านที่สุดข่าวหนึ่ง อย่างแรกคือการสนับสนุนคน แล้วก็เห็นความตั้งใจของคนๆ นึงที่คิดอยากจะทำอะไรด้วยใจรักจริง มันรู้สึกดีใจพอๆ กับตอนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ 3 แชมป์เลยนะ! แต่ปีนี้ก็ลุ้นยากหน่อย แต่ภาษาวัยรุ่นเขาก็ต้องพูดว่าพักบ้างอะไรบ้าง ได้มันมาทุกปีแล้ว (หัวเราะ)
ผมตามคุณนภพัฒน์จักษ์มานาน แต่ช่วงชุมนุมก็อาศัยกอปปี้ทวีตคุณแบ่งเพื่อนๆในFacebook เลย เพราะมีที่มาที่ไปน่าเชื่อถือคนรับข่าวต่อจากเราก็ไม่ต้องสับสนเพราะเห็นชื่อคุณ noppatjak อยู่ และรู้ว่าสดจากสนามข่าว และนักข่าวหลายคนที่ติดตาม แต่ก็ยึดคุณ noppatjak เป็นหลัก เพราะมีตัวตน และค่ายสังกัดที่น่าเชื่อถือ ถ้าคุณ noppatjak ฟ้องเรืยกค่าลิขสิทธิ์ข่าวผมโดนฟ้องหัวบานแน่ 555
ตอบลบอย่างไรขอขอบคุณอีกครั้ง
++++++++++++++++++++
ฟ้ามืดทมึนมัวความหวาดกลัวปกแผ่นดิน
พายุเริ่มกลืนกินทั้งแสงเทืยนและกองฟืน
โคมไฟในมือซ้ายปกป้องไว้อย่าดับสูญ
มือขวาช่วยค้ำจุนปกป้องชนพ้นภัยพาล
(กลอนนี้แตงให้คุณนภพัฒน์จักษ์ และเพื่อนๆสื่อมวลชนของคุณครับ)
Pratheep Nualsesth
ในที่สุดก็ได้อ่าน...มีสาระดีครับ
ตอบลบFrom @thejeangZAA