30 พฤศจิกายน 2009

มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา

ถือเป็นโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา 5 ธันวามหาราช 2552

วันนี้ผมขออนุญาตเอาตัวอย่างการจัดงาน ที่เมื่อดูจากพรีเซนเทชั่นนี้แล้วก็ยิ่งใหญ่ทีเดียวทั้ง
1. การแสดงดนตรี คอนเสิร์ต
2. การแสดงภาพพระราชกรณียกิจ
3. การแสดงดนตรีวงออเคสตร้า
4. การแสดงพลุไร้เสียง



งานนี้จัดโดย 3 หน่วยงาน
- กระทรวงมหาดไทย
- กระทรวงการคลัง
- กองบัญชาการตำรวจนครบาล
เรียนเชิญประชาชนคนไทย และ ชาวต่างชาติทุกท่านร่วมงาน และ เยี่ยมชมความสวยงามได้ตั้งแต่วันนี้ครับ

ใครอยากมีของที่ระลึกติดไม้ติดมือ ก็แนะนำสายรัดข้อมือสีชมพูครับ ชิ้นละ 100 บาท เท่านั้นครับ

สบายๆกับอาจารย์สอนดนตรีที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์

เช้าวันจันทร์ก่อนการทำงานวันแรกของสัปดาห์
พาไปดูชีวิตของเหล่าอาจารย์สอนดนตรี ภาควิชาดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชาวต่างชาติที่มาสอนวิชาดนตรีเหล่านี้มีส่วนมากตัดสินใจปักหลักปักฐานอยู่ที่เมืองไทย อีกหลายคนแม้จะยังไม่ตัดสินใจชัดเจนแต่ก็หลงไหลประเทศเข้าอย่างจังเป็นที่เรียกร้อยแล้ว




ใครที่ยังไม่เคยได้มีโอกาสแวะไปที่ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ผมขอแนะนำครับ เลือกวันที่เขาจะมีการแสดงดนตรี เชื่อว่าหลายคนคงติดใจเหมือนกับผม เพราะบรรยากาศสถานศึกษาแห่งนี้ ผมเห็นแล้วยังอยากกลับไปเรียนเลยครับ เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยคุณภาพ

29 พฤศจิกายน 2009

พาล่องเรือ โฮริกาว่า ที่ญี่ปุ่น

วันนี้วันอาทิตย์สบายๆ พักเรื่องหนักๆไว้หน่อย ผมพาไปล่องเรือที่ญี่ปุ่นครับ



ที่เมืองชิมาเนะนี้มีลักษณ์ทางภูมิภาคที่เต็มไปด้วยลำน้ำลำคลอง การโดยสารทางเรือจึงเป็นสิ่งสำคัญมานาน อย่างที่คลองโฮริกาว่าแห่งนี้ คนญี่ปุ่นสามารถปรับเปลี่ยนการล่องเรือ ที่แต่เดิมเป็นเพียงวิถีชีวิต ให้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวได้ ทุกๆวันจะมีเรือกว่า 30 ลำ พร้อมแล่นด้วยเครื่องยนต์แบบใหม่ ไปตามคลองที่มีความยาวกว่า 5 กิโลเมตร ลอดผ่านสะพาน 16 จุด การแล่นเรือหนึ่งรอบใช้เวลา 30 นาที



ผู้โดยสารจะได้มีโอกาสชื่นชมความสวยงามของโครงสร้างเมืองชิมาเนะแบบดั้ง เดิม ที่ยังคงมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอยู่มาก อย่างที่เห็นได้จากการดำรงอยู่ของสารพัดสัตว์ตลอดเส้นทางการเดินทาง



การล่องเรือโฮริกาว่านี้ นอกจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเมืองชิมาเนะแล้ว ยังเป็นการสร้างงานให้กับคนญี่ปุ่นเพิ่มเติมด้วย ซึ่งเทศบาลเมืองชิมาเนะให้ความสำคัญในการเลือกคนชรามาให้บริการเดินเรือ เพราะคุณปู่คุณตาที่มาเดินเรือเหล่านี้ นอกจากจะสามารถแล่นเรือได้อย่างใจเย็นและมีประสิทธิภาพแล้ว ยังรู้ประวัติศาสตร์ที่สำคัญๆของเมืองชิมาเนะแห่งนี้ได้อย่างดีอีกด้วย



ดูแล้วก็น่าเอาเป็นแบบอย่างหลายจุดนะครับ ประเทศที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจขั้นสุดแล้วอย่างญี่ปุ่น แต่เขาก็ไม่ปล่อยปละละเลยความสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน

27 พฤศจิกายน 2009

คนเขมรรักทักษิณ

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนในวันที่ 12 พฤศจิกายน ตีพิมพ์ลง นสพ.คมชัดลึกครับ

ที่น่าสนใจคือความเห็นของคนเขมรที่กรุงพนมเปญ ที่เกาะติดสถานการณ์การมาเยี่ยมเยียนประเทศกัมพูชาจากแขกคนสำคัญ(สำหรับเขา)อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยความสบายใจ และต้องยอมรับว่าคนกัมพูชามีความนิยมในตัวคุณทักษิณในฐานะนักธุรกิจที่ร่ำรวย และ สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนกัมพูชานั้นมีสูง แต่ที่น่าประหลาดใจคือกระแสรังเกียจนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมีสูงขึ้นมาก หลังถูกก่อตัวขึ้นในระยะหลัง ช่วง2-3 เดือนที่สองรัฐบาลมีปัญหากัน ซึ่งกระแสนี้ก็เป็นกระแสที่น่ารับฟังไม่น้อย

ต้องบอกว่าคนกัมพูชานั้นมีโอกาสในการเลือกเสพสื่อไม่มาก โทรทัศน์ทุกช่อง หนังสือพิมพ์ทุกฉบับถูกชี้นำโดยรัฐบาล ทำให้ชุดความคิดหลายๆอย่างที่คนเขมรมี เป็นชุดความคิดเป็นไปตามความต้องการของรัฐบาลกัมพูชา อย่างเช่น

1. นายกอภิสิทธิ์เป็นคนทำรัฐประหารรัฐบาลคุณทักษิณในปี 2549
2. นายกอภสิทธิ์ กับพวกเสื้อเหลือง เป็นพวกเดียวกันแบบแยกแยะไม่ออก
3. ไม่เข้าใจว่าพวกพันธมิตรจะอยากได้ ประสาทพระวิหารกลับไปทำไม
4. ทักษิณถูกกลั่นแกล้งรังแก ถูกป้ายสีว่าเป็นพวกไม่รักสถาบัน



ที่ไม่น่าเชื่อคือชุดความคิดทั้งหมดนี้ มาจากความเห็นของคนเขมรทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจไปจนถึงชนชั้นรากหญ้า ตั้งแต่ตาสีตาสาจนถึงพวกจบมหาวิทยาลัย ซึ่งพอได้ลองฟังความคิดความเห็นที่พวกเขาเข้าใจแล้ว ความสงสัยที่ว่าทำไมคนกัมพูชาถึงนิยมชมชอบคุณทักษิณนักก็หมดไป แถมยังเข้าใจมากขึ้นด้วยว่าความตรึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นหลังคุณอภิสิทธิ์ก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึงได้มากนัก ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้แม้ว่าเป็นเรื่องยากแต่รัฐบาลไทยต้องเร่งสางให้ได้


ข้อมูลอีกชุดที่ผมว่าสำคัญสำหรับประชาชนคนไทย คือเรื่องกระแสคลั่งชาติเกินความพอดี ที่คนเขมรนั้นแทบไม่มีให้เห็น ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการเมืองก็เรื่องของการเมือง คนเขมรยังอยากคบค้าสมาคมกับคนไทยอยู่ การติดตามข่าวสารการมาของคุณทักษิณก็เป็นแบบเอนหลังนั่งฟัง ไม่เคร่งเครียดไม่จริงจัง ที่อยากเอาข้อมูลนี้มาบอกประชาชนคนไทยก็เพราะว่า ไม่อยากให้เรามาปวดหัวกับเรื่องของคนไม่กี่คน จนพาลรังเกียจคนเขมรทั้งๆที่เขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับคนไทยในแง่ลบเลยแม่แต่น้อย

พ่อค้าเขมรไม่ง้อไทย

เก็บตกจากพนมเปญอีกชิ้นครับ

ได้มีโอกาสสัมภาษณ์สอบถามความเห็นพ่อค้าขายมอเตอร์ไซค์ หนึ่งในสินค้าที่กัมพูชานำเข้าจากไทยมากที่สุด โดยมูลค่าการค้าสูงสุดเป็นอันดับที่ 4 รองจากพวกอาหาร และ เครืองบริโภค ร้านมอเตอร์ไซค์ร้านนี้อยู่ที่ ถ.สีหนุ ใจกลางกรุงพนมเปญครับ




ด้วยมูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ไทยส่งออกไปหลักหมื่นล้านบาท ส่วนกัมพูชาส่งเข้ามาที่ไทยไม่ถึงพันล้านบาท ดังนั้น ความรู้สึกของพ่อค้าเขมร ในกรณีถ้าปิดชายแดน ย่อมแตกต่างจากจากพ่อค้าไทยแน่นอน เพราะพ่อค้าเขมรเขาบอกว่า ไม่สนใจถ้าความสัมพันธ์ทางการค้าสองประเทศจะระงับลง เพราะเขามีทางเลือกอื่นอีกหลายประเทศ ทั้ง เวียดนาม และ จีน





ฟังแล้วก็ไม่ต้องแปลกใจครับ ว่าทำไม รมต.ฝั่งบ้านเราถึงเร่งรุดหน้า ทำงานเพื่อสานสัมพันธ์อย่างเต็มที่ ส่วนฝั่งของเขายังดู "ชิลๆ"

26 พฤศจิกายน 2009

บ้านที่ฮุนเซ็นเตรียมไว้ให้ทักษิณ

เก็บตกจากพนมเปญครับ
นี่คือบ้านที่ว่ากันว่า ฮุนเซ็นเตรียมไว้ให้ทักษิณ

video

บัานของฮุนเซ็นแถวๆพนมเปญมีสองหลังครับ หลังแรกอยู่ห่างใจกลางกรุงพนมเปญไป 15 กิโลเมตร หลังที่สองคือหลังนี้ แต่ไหนแต่ไรมาเก็บไว้ให้ลูกๆหลานๆใช้ไว้เป็นที่พักอาศัย แต่ช่วยหลังไม่ค่อยมีใครเดินทางเข้าออกบ้านหลังนี้เท่าไหร่ ว่ากันว่าฮุนเซ็นเตรียมการบ้านหลังนี้เอาไว้ให้ทักษิณเพื่อนรัก คนเขมรแถวนี้รู้กันดีครับว่าบ้านหลังนี้มีความสำคัญอย่างไรบ้าง

video

ขับเข้าไปดูใกล้ๆจะเห็นว่าบ้านหลังนี้โอ่โถงพอควรครับ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคุณภาพบ้านหลังอื่นๆในกัมพูชา ที่สำคัญการเลือกที่ตั้งใกล้ๆกับวงเวียนเอกราช ที่มีความสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางการเมืองของคนกัมพูชา พอๆกับอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยบ้านเรา ก็อดตกใจไม่ได้ว่าฮุนเซ็นให้คุณค่าทักษิณค่อนข้างมากทีเดียว

video

นี่แหละครับบ้านของทักษิณในพนมเปญ ถ้าอยากเยี่ยมเยียนก็ให้ไปหาคนเขมรแล้วบอกเขาว่า อยากไป "วิเวียนเอกเรียด" ไปถึงจะเห็นบ้านหลังใหญ่หลังนี้แนะนอนครับ

25 พฤศจิกายน 2009

โดนผู้ชุมนุมเสื้อแดงเอาตีนตบตีหัว ขำๆครับ

อันนี้คลิปเก่าครับ ประมาณปีนึงแล้ว
ไปทำข่าวเสื้อแดงชุมนุมที่สนามศุภชลาศัย ตอนนั้นประชาธิปัตย์กำลังขึ้นมาเป็นรัฐบาล พูดรายงานกลางผู้ชุมนุม สงสัยพูดอะไรไม่เข้าหู หรือสวมเสื้อผิดสี เลยโดนตีหัวเข้าให้เลย


video

คำถามที่คนนิยมถาม
  1. เจ็บไหม: ไม่เจ็บครับ ตีนตบอันนิดเดียว คิดว่าคงทำแบบทีเล่นทีจริง แกมหมั่นไส้ครับ ไม่ได้ตั้งใจให้เจ็บ
  2. โกรธไหม: ไม่โกรธครับ ตอนแรกนึกว่าเพื่อนแกล้ง
  3. รู้ไหมว่าใครทำ: ถึงวันนี้ยังไม่รู้เลยครับ หันไปอีกทีก็วิ่งไปหลายเมตรแล้ว
  4. แล้วรู้สึกอย่างไร: ตอนแรกก็งงครับ ผ่านไปซักพักก็เคืองหน่อยๆ แต่พอมาดูภาพ บอกได้คำเดียวว่า "ฮา"

นโยบายOTOPของทักษิณ ในกัมพูชา

เก็บตกจากกรุงพนมเปญครับ ภาพนี้เป็นโครงการ One Village One Product หนึ่งในนโยบายประตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนรัฐบาลกัมพูชา ฟังดูชื่อก็คุ้นๆแล้วใช่ไหมครับ สอบถามคนเขมรบางส่วนก็ทราบดีว่านี่คือนโยบายที่ดัดแปลงมาจาก OTOP ของไทย video

ท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาก็ดูว่าจะภูมิใจกับโครงการนี้ไม่น้อย เพราะทุกที่ที่เปิดตลาด OVOP ก็จะมีรูปของ คณะรัฐมนตรีแปะอยู่ด้วย
video

ส่วนมากโครงการ OVOP จะเอาของมาขายตามตลาดกลางคืน ซึ่งจะมีกิจกรรมสนุกสนานต่างๆมากมาย และ ดูเหมือนว่าจะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนมากทีเดียว video

นำภาพมากฝากกันครับ จะได้เห็นภาพว่าทักษิณมีอิทธิพลในกัมพูชาในลักษณะไหนบ้าง

22 พฤศจิกายน 2009

ดวงตาของท้องฟ้า ที่เกาะกง

หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 26 กรกฏาคม 2551

ที่ทำงานใหม่ผมนี่สุดยอดจริงๆ ทำงานมาไม่ถึงเดือนส่งผมไปต่างประเทศซะแล้ว ได้ไปที่ๆมีความน่าสนใจอย่างเช่นเกาะกง แถมได้ไปกับคนข่าวคุณภาพอย่างคุณอ้อย – ธนานุช ด้วยแล้ว แม้ว่าตลอดการเดินทางจะต้องใส่เสื้อตัวเดียวซ้ำๆกันหลายวัน(เพราะพาลคิดไปเองว่า การเปิดหน้ากับปิดหน้า เราควรจะใส่เสื้อตัวเดียวกัน) จะต้องทานอาหารที่รสชาติแปร่งๆ ต้องแบกขากล้องเดินตามพี่ป๋องช่างกล้องสุดฮา แต่ประสบการณ์6วันที่เกาะกง ถือเป็นการเดินทางที่ผมมีความมากที่สุดในรอบปีเลยทีเดียว

ช้าก่อนครับ ผมไม่ได้หลงใหลไปกับการพนัน อย่างที่ใครหลายๆคนคงนึกเป็นอย่างแรกถ้าพูดถึง เกาะกง (หรือไม่ก็เป็นอย่างที่สองรองจากคุณทักษิณ) และคงต้องบอกด้วยว่า ความจริงแล้วเกาะกงไม่ได้มีแค่บ่อนการพนันและการลงทุนของคุณทักษิณเท่านั้น

เกาะกงที่ผมหลงใหลคือจังหวัดเกาะกงที่อากาศสดใส


....เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมสามารถ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอดโดยที่ไม่ต้องเกรงกลัวกับมลพิษ



....เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็น ท้องนาแบบที่ผมเคยวาดเอาไว้ตอนเป็นเด็ก (หลายๆคนก็คงเคยวาดภาพทุ่งนา ประเภทที่มีนกเลข 3 อยู่ข้างบน ท้องนาเป็นเส้นตรงทแยงมุมตัดกัน มีพระอาทิตย์แย้มแสงจากภูเขา) นี่แหละครับคือเกาะกงที่ผมรู้จัก ช้าก่อน ผมไม่ใช่ คุณหนูไฮโซ ไม่เคยเห็นท้องไร่ ท้องนา แต่ทุ่งนาที่เกาะกงนั้นแตกต่างจากท้องนาประเทศไทย ที่เต็มไปด้วยป้ายโฆษณา ป้ายหาเสียง รถแทรกเตอร์ และอะไรอีกมากมายที่ ไม่ใช่ภาพท้องนาที่เราเคยวาดฝันไว้ตอนเป็นเด็ก ท้องนาที่เราได้เห็นสีฟ้าของนภา สีเขียวของทุ่งหญ้า สีน้ำตาลของดินร่วน คลุกเคล้ากับกลิ่นไอบ้านนอกที่ช่างหอมหวาน


....เป็นอีกครั้งที่ผมได้ นั่งชมพระอาทิตย์ตก มองไกลไปอีกหน่อยจะเห็นชาวบ้านขี่รถมอเตอร์ไซค์ ข้ามสะพานเข้าสู่ถนนสาย 48 เส้นเศรษฐกิจเส้นใหม่ ภาพจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกลับมาที่แม่น้ำ ทำให้ผมรู้สึกถึงลำแสงจากสองแห่งที่ช่างสวยงาม ไร้อาคารสูง ไม่มีควันดำจากมลพิษ มีแต่คนกัมพูชาเดินต้อกๆ กลับบ้านอย่างสบายใจ

.... และเป็นครั้งแรกเท่าที่ผมจำได้ที่ผม ได้เห็นรุ้งกินน้ำ (ที่นั่งเดียวกับที่เห็นพระอาทิตย์ตกดิน) แบบเต็มๆ คือ ตั้งแต่ต้นโค้ง ไปถึงสุดอีกปลาย ไม่มีตึกสูงมากางกั้น มีแต่ผมกับรุ้งกินน้ำเส้นนั้น
ธรรมชาติเหล่านี้คือความฝันของผม คือแรงขับดันที่ทำให้ผมอยากทำงาน อยากทำอะไรดีดี เพื่อว่าวันนึงถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะมาใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเหล่านี้ น่าแปลกที่ธรรมชาติทั้งหมดนี้กลับอยู่ในฝัน ทั้งๆที่มันคือความจริงที่มีมาโดยตลอด แต่วันแล้ววันเล่า ตึกสูงนับร้อย ก็ดาหน้ามากลบความจริงนั้นไปจนทำให้ภาพท้องฟ้านั้นหมองหม่น
แต่วันนี้ผมได้มาอยู่ในความฝันนั้นอีกครั้ง ความฝันที่ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ วิ่งเล่นบนท้องนาที่สดใส พอเหนื่อยก็มานั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน เห็นแสงรำไรสุดปลายฟ้า เมื่อฟ้ามืดมัว ฝนพรำก็ยังรู้ว่าความสวยงามของรุ้งกินน้ำกำลังก่อตัว ความฝันที่เป็นจริงที่ทำให้ผมอุ่นใจได้ว่า อย่างน้อยยังมีที่นี่อีกที่นึงที่ผมสามารถหลบมาอยู่ในความฝันได้


เอะ แต่ช้าก่อน....

ผมได้พูดถึงถนนสาย 48 แล้วซินะ....

แน่นอนมันก็เป็นถนนที่นำพาอะไรหลายๆตามมา

...เช่น โรงน้ำตาลริมแม่น้ำ ที่ที่ผมยังสามารถชื่นชมความงามของอาทิตย์ตก โรงน้ำตาลที่กำลังปล่อยควันดำ ทำร้ายท้องฟ้าที่สดใสของผม

...เช่น บ่อนกาสิโนอีกแห่ง ที่ใครบางคนที่อายุจะ60อยู่แล้วยังมีความละโมบอยู่อยากเป็นเจ้าของบ่อนกาสิโนที่ผู้คนที่เข้ามา หน้าดำ คร่ำเครียดไม่ใครสนใจใคร

...เช่น การลงทุนที่จะสร้างผับ บาร์ สร้างเกาะกงเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน อีกแห่ง แหล่งท่องเที่ยวที่ ใครหลายคนจะได้ไปหา หญิงสาว หรือ ชายหนุ่มเพื่อความสุขชั่วข้ามคืน แทนความสุขจากการนั่งดูพระอาทิตย์ตกดิน


แน่นอนมันก็เป็นถนนที่นำพาอะไรหลายๆตามมาเช่นโรงน้ำตาลริมแม่น้ำ ที่ที่ผมยังสามารถชื่นชมความงามของอาทิตย์ตกเช่น บ่อนกาสิโนอีกแห่งที่ใครบางคนที่อายะจะ60อยู่แล้วยังมีความละโมบอยู่เป็นจังของเช่น การลงทุนที่จะสร้างผับ บาร์ สร้างเกาะกงเป็นแหล่งท่องเที่ยวกลางคืนอีกแห่ง


ถนนสาย 48 ที่ใครๆก็ดีใจ แต่ทำไมผมไม่เห็นจะยินดีปรีดาอะไรไปกับมัน


นภจักษ์ อัตตนนท์ รายงานจากถนนเศรษฐกิจสาย 48 จังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา


ปล. ชื่อของผม นภจักษ์ มาจากคำสองคำ นภา + จักษ์ = ดวงตาของท้องฟ้าถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเวลา น้ำตาผมที่มันเกือบคลอตอนนั่งรถออกมาจากเกาะกง อาจจะเป็นน้ำตาของท้องฟ้าหลายๆก้อน ที่ฉลาดพอที่จะรู้ว่า ภาพที่มันมองเห็นลงไปข้างล่างอาจจะหายไปในอีกไม่ช้า


รักษาธรรมชาติไว้ครับ อย่างที่พี่ดี้บอกในคอนเสิร์ตเฉลียงว่า “ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สำคัญ เท่ากับโลกใบนี้” เป็นความจริงที่เราเถียงได้ยากครับ

60 นาทีในเรือนจำเพรย์ซอว์


ด้วยความที่ผมเหน็ดเหนื่อยจากการตามข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมาหลายวัน จึงตัดสินใจพักสายตาขอนอนหลับซักงีบในรถที่กำลังเดินทางไปที่เรือนจำเพรย์ซอว์ ซึ่งห่างจากใจกลางกรุงพนมเปญประมาณ 10 กิโลเมตร พลันที่ลืมตาตื่นก็รู้ตัวทันที่ ว่าตัวผม และทีมข่าวเนชั่นที่ประกอบด้วย ผู้สื่อข่าวอาวุโส ศุภลักษณ์ กาญจนขุนดี และ ช่างภาพ กอบภัค พรหมเรขา ได้เดินทางมาถึงบริเวณด้านหน้าของเรือนจำเพรย์ซอว์เพื่อขออนุญาตเข้าพบ นายศิวรักษ์ โชติพงศ์ วิศวกรบริษัทCATS ที่ตกเป็นผู้ต้องหาว่าลักลอบนำเอกสารการเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณ และ สมเด็จ ฮุนเซ็นผู้นำกัมพูชา ออกมาเพื่อเผยแพร่ให้เจ้าหน้าที่ทางการทูตของสถานทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ทีมข่าวเนชั่นมีเป้าประสงค์สอบถามนายศิวรักษ์ถึงข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทั้งในไทยและกัมพูชา

ภาพแรกที่ผมลืมตาขึ้นมาเห็นคือด่านตรวจคนก่อนเข้าไปบริเวณเรือนจำ ซึ่งทันทีที่คุณศุภลักษณ์ กาญจนขุนดี เดินลงจากรถ ผมก็ออกจากรถเพื่อติดตามผู้สื่อข่าวรุ่นพี่ทันที ซึ่งคุณศุภลักษณ์ผู้สื่อข่าวที่ผ่านการทำข่าวจากประเทศที่มีกฏระเบียบเข้มงวด อย่าง พม่า เกาหลีเหนือ รวมถึง ที่กัมพูชาแห่งนี้มาหลายครั้ง ได้เข้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ทำหน้าที่ดักจับไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าไปในบริเวณเรือนจำ คุณศุภลักษณ์พยายามพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ด้วยความยากลำบากเนื่องจากเจ้าหน้าที่ 3-4 คนนี้ใช้ภาษาอังกฤษแทบไม่ได้เลย

ระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เดินบุ่มบ่ามเข้ามาที่รถแท็กซี่พาหนะที่ทีมข่าวเนชั่นนั่งไป และปรี่ตรงมาที่คุณกอบภัค พรหมเรขา ช่างภาพเนชั่นที่นั่งอยู่ที่เบาะหน้าของรถสัญชาติญาณแรกทำให้ผมเดินตรงไปที่รถ เพื่อเก็บกล้องวิดีโอที่วางอยู่เบาะท้าย เพื่อรักษาอุปกรณ์การทำงานให้ได้ดีที่สุด แต่ช้าเกินไป เพราะภาพที่ผมเห็นคือหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของเรือนจำชาวเขมรคนหนึ่งได้คว้ากล้องวิดีโอคู่ใจของผมไปเป็นที่เรียบร้อย จากมือของคุณกอบภัค พรหมเรขา ซึ่งเจ้าตัวช่างภาพเล่าให้ฟังว่า เขากำลังทดลองว่ากล้องวิดีโอผมใช้งานได้ปกติหรือไม่ ตามสัญชาติญาณของช่างภาพมืออาชีพผมพยายามเดินเข้าไปเจรจาขอกล้องวิดีโอคือจากเจ้าหน้าที่คนนั้น แน่นอนว่าไม่สำเร็จเนื่องจากอุปสรรคทางภาษาและความเข้าใจผิดของเจ้าหน้าที่เรือนจำคิดว่าทีมข่าวเนชั่นได้เข้ามาลักลอบถ่ายภาพบรรยากาศเรือนจำเพรย์ซอว์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เชิญคุณศุภลักษณ์ กาญจนขุนดี ในฐานะที่เป็นหัวหน้าทีมข่าวชุดนี้เดินทางเข้าไปในบริเวณเรือนจำเพียงคนเดียว ปล่อยให้ผมและช่างภาพยืนรออยู่ข้างนอก โดยไม่อนุญาตให้ไปไหน และ ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนที่ดูเป็นมิตรและพร้อมสื่อสารกับผมคุณศุภลักษณ์ หายไปในบริเวณหน้าเรือนจำนานกว่า 30 นาที

ตลอดเวลาครึ่งชั่วโมงผมเห็นคุณศุภลักษณ์มีโอกาสออกมาบริเวณถนนทางเข้าหนึ่งครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้เราสองคนพูดคุยกัน ซึ่งกว่าที่ผมจะได้มีโอกาสได้เข้าไปในบริเวณเรือนจำเวลาก็ล่วงมาเยอะจนใกล้เวลาที่เที่ยวบินของคุณศุภลักษณ์จะออกทำให้บรรยากาศเริ่มเร่งเร้าขึ้น ตอนที่ผมกับช่างภาพเดินเท้าเข้าไปตามคำเชิญแกมบังคับของเจ้าหน้าที่ห้อยปืนเอ็ม 16 ของ เรือนจำ เป็นเวลาใกล้ 17.00 น. ซึ่งเข้าช่วงเวลาเลิกงานพอดี ทำให้ภาพที่ออกมาคือทีมข่าวเนชั่นทั้ง 3 คน ถูกบังคับไม่ให้ไปไหนจากเจ้าหน้าที่ดูแลเรือนจำ โดยมีพนักงานเรือนจำในชุดเครืองแบบสีฟ้ากว่า 40 คน ห้อมล้อมอยู่ ซึ่งตลอดเวลาระหว่างที่ทีมข่าวเนชั่นทั้ง 3 ถูกควบคุมตัว คุณศุภลักษณ์ได้พูดคุยผ่านโทรศัพท์กับเพื่อนผู้สื่อข่าวทางกัมพูชา ที่พยายามหาทางช่วยเหลือ

เวลาล่วงมาถึง 17.00 น. คุณศุภลักษณ์ เร่งรัดขอเจรจาเพื่อเดินทางออกจากเรือนจำก่อน เพราะจำเป็นต้องมาให้ทันเที่ยวบินที่จะออกจากกรุงพนมเปญตอน 20.00น. แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นตรงกันข้าม เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าทีมข่าวเนชั่นทั้งสามคนยังไม่สามารถไปไหนได้ทั้งนั้น เพราะตอนนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจเช็คกล้องวิดีโออยู่ และ อีกหนึ่งชั่วโมงจะมีเจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยกัมพูชาเข้ามาสอบสวนเพิ่มเติมด้วย ซึ่งคุณศุภลักษณ์ ยื่นคำขาดไปว่า ยังไงคงรอ 1 ชม.ไม่ได้

ถึงวินาทีที่สถานการณ์ตึงเครียดที่สุด ทีมข่าวเนชั่นกลับได้รับข่าวดีจากหัวหน้าเจ้าที่เรือนจำเพรย์ซอว์ ที่เดินออกมาพร้อมอนุญาตให้เราทั้งสามคนออกจากเรือนจำ พร้อมส่งมอบกล้องวิดีโอคืน ได้ด้วยท่าทีที่เป็นมิตรอย่างน่าใจหาย สืบสาวราวความได้ว่าผู้สื่อข่าวชาวกัมพูชาที่คุณศุภลักษณ์คุยทางโทรศัพท์ได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของรัฐบาลกัมพูชา และ กรมตำรวจกัมพูชา ทำให้สถานการณ์แปรเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันควันทีมข่าวเนชั่นเดินทางออกมาจาก เรือนจำเพรย์ซอว์ เวลา 17.15 น. คุณศุภลักษณ์สามารถเดินทางกลับด้วยเที่ยวบินเดิมได้ทัน ผมและคุณกอบภัค ตัดสินใจนอนค้างที่พนมเปญต่ออีกคืน ที่น่าขันคือภาพประกอบที่เห็นทั้งหมดนี้ เกิดจากน้ำมือของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำที่ช่วยถ่ายภาพให้ทีมข่าวเนชั่นแบบไม่รู้ตัว เนื่องจากไม่มีใครปิดกล้องที่คุณกอบภัคเริ่มต้นกดถ่ายเพื่อทดลองกล้องตอนแรกไว้ทั้งหมดนี้คือบรรยากาศ 60 นาทีที่ผมได้สัมผัสเรือนจำเพรย์ซอว์อย่างใกล้ชิด

แน่นอนว่าผมยังแค่โดนควบคุมตัวอยู่บริเวณด้านหน้าเรือนจำ ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในคุกเหมือนที่คุณศิวรักษ์ โชติพงศ์ แต่ 60 นาทีที่เรือนจำนี้ผมก็รู้สึกได้ถึงวิธีการตัดสินของเรือนจำที่ไร้ระเบียบ ไร้หลักการณ์ และ สามารถเปลี่ยนแปลงการตัดสินได้ด้วยคำสั่งจากคนใหญ่ๆโตๆเพียงคนเดียว แน่นอนในกรณีนี้ผมและทีมข่าวเนชั่นได้รับประโยชน์และรอดพ้นจากการถูกกักบริเวณ ซึ่งว่ากันตามตรงผมต้องขอบคุณผู้ใหญ่คนนั้นกับกรณีนี้ แต่เมื่อคิดถึงกรณีของคุณวิศวกรหนุ่มแล้ว ทำให้ผมรู้สึกเป็นห่วงคุณศิวรักษ์ โชติพงศ์ ขึ้นมาจับใจ

Related Posts with Thumbnails