06 มกราคม 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] “แต่งหน้าเพื่อให้ดูเหมือนไม่แต่งหน้า” จะทำไปทำไม (คำถามจากผู้ชายทะโมน)


ที่เห็นและเป็นอยู่
แต่งหน้าเพื่อให้ดูเหมือนไม่แต่งหน้าจะทำไปทำไม (คำถามจากผู้ชายทะโมน)
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

"แต่งหน้าแบบไม่แต่งหน้า"
ประโยคนี้ประโยคเดียวก็ทำให้ผมหูผึ่งด้วยคำถาม ถึงความเป็นไปของผู้หญิงไทยในปีพ..นี้ 
คือความจริงการแต่งหน้าแบบไม่แต่งหน้านี่ก็อาจจะมีมาแต่เนิ่นแต่นานแล้วแหละครับ แต่ อะแฮ่ม.. กระผมเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องของผู้หญิงๆมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว


ผมได้คุยกับพี่หน่อย วนาพร เอกวิฒนกิจ บรรณาธิการนิตยสารคอสโม เชื่อมั่นในประสบการณ์ในการคลุกคลีทำงานกับนิตยสารผู้หญิงยุคใหม่ ว่าน่าจะมีมากพอที่สามารถตอบคำถามต่างๆที่ผมสงสัยลงได้หมด


แล้วผมก็ไม่ผิดหวัง


"คือผู้ชายชอบพูดว่า ชอบผู้หญิงใสๆ สวยเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องแต่งหน้าก็ได้ คือคำตอบของผู้ชายที่บอกว่าชอบหน้าใสๆเป็นธรรมชาติหนะคือแบบไหน แต่งหน้าแล้วดูออกมาใสสมใจหนุ่มๆ หรือไม่แต่งเลยกันแน่ เพราะไอ้ไม่แต่งเลยหนะ เคยเห็นแล้วจริงๆใช่ไหม? ถ้ายังไม่เคยเห็นแล้วต้องมาเห็น ต้องถามว่าทำใจแล้วหรือยัง?" พี่หน่อยอธิบายถึงการแต่งหน้า และสาเหตุที่ทำไมผู้หญิงถึงมีการแต่งหน้าแบบไม่แต่งหน้า พร้อมขั้นตอนอีกหลายสิบอย่างที่เข้าใจยากเกินกว่าที่ผมจะจำได้ (แต่ฟังดูแล้วเห็นใจระคนเหนื่อยหน่ายแทนผู้หญิงจริงๆ)


ทำไมผู้หญิงต้องลงทุนลงแรงกับการแต่งหน้ามากขนาดนี้ครับ คือบางคนแต่งหน้าเป็นชั่วโมงๆก่อนออกจากบ้าน?
"ผู้หญิงมีสันชาติญานความเป็นนักแข่งอยู่ในตัว คือเอมต้องเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้แต่หน้าให้ผู้ชายดูนะ ผู้หญิงแต่งให้เพื่อนดู ให้ผู้หญิงด้วยกันดู"
นั่นสิครับ ผมสงสัยมานานว่าจะแต่งให้ใครดู เพราะผู้ชายเราก็ไม่ได้ไปสนใจรายละเอียดขนาดนั้นหรอก เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหน้าที่แต่งออกมานี่ตั้งใจกันแค่ไหน?


"ใช่ คือเวลาผู้หญิงคนนึงเปลี่ยนสีลิปสติก ผู้ชายไม่ทักหรอก แต่เพื่อนจะทัก ว่าเธอเปลี่ยนสีลิปสติกหรอ มันเลยกลายเป็นสันชาติญานของผู้หญิงอย่างหนึ่ง พอแข่งกันไปแข่งกันมา ผู้ชายในเมืองไทยเลยโชคดี เพราะผู้หญิงแข่งกันสวย"


"ใช่ครับ พวกผมโชคดีมาก" ผมหยอกพีหน่อยเล่นๆ
"ใช่ เคยมีเอเจนซี่ทำการสำรวจ รู้ไหมว่าอัตราส่วนผู้หญิงต่อผู้ชายคือ 1 ต่อ 7 เลยนะ คือตัวเลขตามสัมมโนครัวอาจจะประมาณ5ต่อ3 แต่ พอตัดพวกที่ชอบเพศเดียวกัน หรือผู้ชายที่บวชไปแล้วด้วยเนี่ย อัตราส่วนจะอยู่ที่1ต่อ7ทันที  คือผู้ชายอย่างเอมเนี่ยเลยกลายเป็นสมบัติของชาติไปเลย"


"ตัวเลขแบบนี้ มันสะท้อนนิสัยผู้ชายไทยให้ออกมาเป็นยังไงบ้างครับ" ผมถาม
"ความจริงผู้ชายมีนิสัยที่น่ารักในตัวนะ เพราะด้วยสันชาติญานแล้วผู้ชายทุกคนจะมีความเป็นผู้นำและชอบปกป้อง แต่ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือผู้ชายไทยสปอยล์ เพราะผู้หญิงมีเยอะ และผู้หญิงเก่ง พอเป็นแบบนี้ ผู้ชายเลยชิล จากเดิมที่เคยทำอะไรให้ผู้หญิงมากๆ ก็ทำน้อยลง พี่เคยได้ยินเพื่อนพี่บอกว่า เดี่ยวนี้ จีบผู้หญิงไม่สนุก เพราะมันไม่มีความท้าทายแล้ว"


พี่หน่อยอธิบายต่อ "คือสาเหตุหนึ่งที่ผู้่ชายสปอยล์ เพราะถูกผู้หญิงสปอยล์ด้วย เพราะอย่างที่บอก อัตราส่วนมัน7ต่อ1 เพราะฉะนั้นอะไรหลายๆอย่างที่ทำให้ผู้ชายชอบผู้หญิงได้เร็วขึ้น ผู้หญิงก็ทำหมด จากเดิมที่ผุ็หญิงเป็นผู้ถูกล่า เลยกลายสภาพมาเป็นผู้ล่าบ้าง"


"มันขัดกับความเป็นไทยหรือเปล่า? มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจไหม?" ผมถาม
"คือความจริงการเป็นผู้ล่าของผู้หญิงเนี่ยไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเรื่องที่ต้องมาคิดหนัก เพราะผู้หญิงก็มีส่วนความเป็นผู้ล่ามาตลอด แต่การเข้าไปล่าของผู้หญิง จะไม่เหมือนกันผู้ชาย"


"ยังไงครับ" ผมถามแทรก
"คือที่เรียกว่าจริต108เล่มเกวียนตั้งแต่สมัยคุณแม่ทำกันมาก็มีนะ และยังเป็นสิ่งที่ผู้หญิงใช้ได้อยู่ในสมัยนี้ คือมันคล้ายๆกับ การอ่อยเหยื่อ แต่เป็นการอ่อยเหยื่ออย่างพองาม อ่อยแล้วให้ผู้ชายเป็นคนล่า แล้วมันก็จะดูน่ารักน่าค้นหากว่า แต่ถ้าเดินไปแล้วบอกว่าฉันชอบเธอตรงๆโต้งๆ มันจะเกินไปหน่อย"


พี่หน่อยเล่าเพิ่ม "แต่ปัญหาคือผู้หญิงสมัยนี้จะคิดว่าผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็ทำได้ มากไป คือการที่ผู้หญิงเข้าไปจีบผู้ชาย บางที่ผู้ชายเขาก็กลัวเหมือนกันนะ คือไม่ได้กลัวในทันที แต่ลึกๆเขากลัวจะถูกจับ แบบถ้าเป็นเข้ามาจีบแล้ว one-night stand หนะโอเค แต่ถ้ามาจะมาจับมาเกาะ ผู้ชายจะกลัว"


"มันเคยมีการทำวิจัยว่าเด็กผู้หญิงอายุต่ำกว่า25หนะ การเข้าไปขอเบอร์ผู้ชายก่อนมันดูเจ๋ง ทั้งที่ความจริงเสน่ห์ของความป็นผู้หญิงมันอยู่ที่การเป็นผู้เลือก โดยที่ไม่ได้เข้าไปเลือกเอง ไม่ได้การเข้าเลือกหรือเข้าไปล่าโต้ง แต่การทำตัวให้ดีให้น่าค้นหาให้มีเสน่ห์ แล้วล่อให้ผู้ชายเข้ามาเลือกเอง"


แค่เรื่องของการแต่งหน้าก็คุยได้เยอะได้แยะแล้วครับ คุยแล้วรู้ได้เลยว่าความรู้เกี่ยวกับผู้หญิงเนี่ยมีมากร้อยแปดจริงๆ จากเรื่องแต่งหน้าผมเลยไปต่อที่เรื่องชีวิตคู่
"สังคมเราเต็มไปด้วย ขนบธรรมเนียมต่างๆ ที่ผลักดันให้ผู้หญิงไปในทางเดียวกันหมด รีบเรียนให้จบ หางานดีๆทำ แล้วก็หาคนมาดูแลคุ้มครองชีวิต แล้วผู้หญิงก็คิดว่าโตขึ้นจะต้องแต่งงาน หลายคนมีเป้าหมาว่าอยากให้สามีเลี้ยง ซึ่งมันทำให้ผู้หญิงวิ่งเข้าไปหาความรัก แล้วให้ความรักเป็นที่สุดในชีวิต เพราะคิดตลอดว่าต่องเลือกคนที่ฝากชีวิตไว้ได้เหมือนที่พ่อแม่สอนสั่งเอาไว้ ผู้หญิงเลยตั้งใจจะฝากชีวิตไว้ที่เธอ หายใจเข้าออกเป็นผู้ชาย" พี่หน่อยอธิบายอย่างเห็นภาพ


"พอพี่เจอเพื่อนๆพี่มีปัญหานี้มากๆ พี่ก็จะบอกว่าความรักทำให้ชีวิตขับเคลื่อนไปอย่างมีพลัง แต่ก่อนจะรักใคร ต้องรักตัวเองให้เป็นก่อน ต้องรู้ก่อนว่าชอบอะไร ความต้องการในชีวิตคืออะไร บางคนวันๆก็ไปเที่ยวกลางคืน ไปชอปปิ้ง พอมีแฟน วันๆก็ไปเที่ยวกับแฟน พอวันนึงไม่มี มันเลยหลงทาง มันเลยหาทางออกในชีวิตไม่ได้ แต่ผู้หญิงบางคน พออกหัก แล้วหากิจกรรมอะไรซักอย่างหนึ่งทำ อาจจะไปเล่นโยคะ กลายเป็นว่า เค้ามีpassionกับโยคะมาก เวลาไปเล่นโยคะ แฟนก็ไปเตะฟุตบอล แล้วเวลากลับมาอยู่กับแฟนก็แบ่งปันกัน แชร์กันว่าโยคเป็นอย่างไง บอลเป็นอย่างไง คือเวลาที่เอามาใช่้ด้วยกันคือตอนที่มาแบ่งปันกัน โดยที่ไม่ต้องชวนไปเล่นโยคะกันหรือต้องตามไปดูเขาเตะฟุตบอล"

"หลายคนถามเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมกันของผู้หญิง บทบาททุกวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง?" ผมถาม
"บางครั้งคำว่าชาย-หญิงเท่ากัน คุณค่าก็อาจจะลดลง เช่นขับรถ ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็พยายามทำได้ ทั้งๆที่เดิมมันคือคุณค่าที่ผุ้ชายจะทำให้ผู้หญิง แต่พอเมื่อไหร่ที่ผู้หญิงเรียกร้องว่าเท่าเทียมกันแล้ว ผู้ชายก็จะคิดว่าก็อย่าเรียกร้องให้ดูแลฉันอีก คือบางครั้งผู้หญิงอย่าได้พยายามเป็นในสิ่งที่ผู้หญิงไม่ควรเป็น คือเก่งได้ แต่ก็ต้องแกล้งโง่เป็น ตอนไหนควรจะอ่อนแอ ตอนไหนจะเป็นผู้นำ"

พี่หน่อยยกตัวอย่างของกรณีผู้หญิงทำงาน ที่มีมากขึ้นๆเรื่อยๆในสังคมสมัยนี้
"ผู้หญิงเก่ง ให้กลับมาถามตัวเองหน่อยว่า ได้ใช้สมอง ใช้ความเก่งในการอยู่กับเขาหรือยัง คือผู้หญิงเก่งอาจจะใช้สมองในการทำงาน แต่ใช้สมองในการครองคู่หรือเปล่า?"

"คือผุ้หญิงเก่งๆ เวลาทำงานก็จะมีคนชมว่าเก่ง การงานทุกอย่างทำได้ดี ก็ทำให้เข้าใจตัวเองไปว่าเป็นคนเก่ง สามารถคอนโทรลทุกอย่างได้ คอนโทรลการงาน คอลโทรลชีวิต ก็เริ่มอยากคอนโทรลผู้ชายบ้าง แล้วก็เผลอทำแบบนั้นบ่อยๆ ผู้หญิงบางคนเลยกลายเป็นคนเก่งทุกเรื่องแต่ แต่ไม่เก่งเรื่องความรัก แล้วสุดท้ายก็ต้องมาเจอปัญหาแฟนมีคนใหม่ มีกิ๊ก"


บรรณาธิการนิตยสารคอสโมพูดเรื่องการที่ยุคนี้ ผู้ชายหลายคนหันไปมีกิ๊ก จนผู้หญิงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไปมีกิ๊ก
"การที่ผู้หญิงคิดว่าตัวเองเก่ง อยากดูแลผู้ชายทุกอย่าง เพราะเข้าใจว่าดูแลเขามากๆ เขาจะรัก จะติดไม่ทิ้งไปไหน ความจริงมันไม่ใช่ เพราะผู้ชายไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นอย่างนั้น"


"ถ้าดูแลมากเกินไป วันหนึ่งผู้ชายก็จะเบื่อ คือถึงจุดหนึ่งผู้ชายก็ไปมีกิ๊ก ที่เบื่อนี่อาจจะไม่ได้เบื่อผุ้หญิง แต่บางทีเขาเบื่อตัวเอง เบื่อที่ตัวเองไม่ได้ใช้ความเป็นผู้นำเหลือที่มีอยู่เลยเมื่ออยู่กับแฟน พอผู้ชายหนีไปมีกิ๊ก ผู้หญิงก็งง ว่าฉันทำทุกอย่างเก่งกว่า ผลักดันเธอทุกทาง ทำไมเธอถึงไปได้ผู้หญิเรียนไม่จบ วันๆได้แต่สวยเอ็กซ์ ทำไมผู้ชายไม่เลือกเลย"


นั่นคือความคิดความเห็นถ่ายทอดมาจากประสบการณ์การทำงานนิตยสารผู้หญิงมาเป็นสิบปีครับ ถ่ายทอดทั้งเรื่องแต่งหน้า เรื่องชีวิตคู่ ไปจนถึงเรื่องกุ๊กเรื่องกิ๊ก
หลายคนอยากมาทำงานเหมือนที่พี่หน่อยทำอยู่ ทำงานนิตยสารผู้หญิง พี่หน่อยมีอะไรแนะนำครับ?
ข้อแรกคือต้องคนหาตัวเองให้เจอไวๆ แล้วพอมีโอกาสทำงาน ให้พึงระลึกไว้ว่างานทุกงานมีหนักมีเบา อย่างงานบก.ก็ยังต้องมีการถอดเทป ที่สำคัญคือเวลาเจองานบางอย่างที่มันหนัก ไม่ได้แปลว่างานนี้มันไม่ใช่ เพราะบางคนพอคิดว่ามันไม่ใช่ก็เปลี่ยนงานอีก คือคำว่าใช่หรือไม่ใช่ ต้องผ่านไปซัก3-5ปีค่อยมานั่งทบทวนย้อนคิด อย่ามาตอบตอนที่ทำงานได้2เดือนแล้วรู้สึกว่ายากจัง คือทุกงานมีความยากของมันอยู่ งานมันยากไม่ได้แปลว่างานนี้มันไม่ใช่
ปิดท้ายด้วยข้อคิดคำแนะนำครับ


กับเรื่องราวของผู้หญิงๆ ที่หลายคนว่าไม่สำคัญ แต่ผมว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราต้องติดตามเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาทีเดียวครับ

รายการเปิดหน้าคุย ตอนสัมภาษณ์พี่หน่อยคอสโมทั้ง4ช่วง

04 มกราคม 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] เสียงจากคนปลูกป่าวังน้ำเขียว “รีสอร์ททำให้ป่าดีขึ้น”


ที่เห็นและเป็นอยู่
เสียงจากคนปลูกป่าวังน้ำเขียว รีสอร์ททำให้ป่าดีขึ้น
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

5วันที่ผมคลุกคลีทำข่าวการรื้อถอนรีสอร์ทและการประท้วงของชาววังน้ำเขียว ตลอดแนวทางหลวง304ปากทางเข้าเขาแผงม้า กลายเป็นเวลาน้อยนิดกับการที่จะมารวบรวมถ่ายทอดเรื่องราวที่ซับซ้อน กับเรื่องราวของรีสอร์ทกว่า300แห่งที่ผุดขึ้นในรอบ4ปีหลัง ท่ามกลางแนวสัยเขาแผงม้า และตลอดทางวังน้ำเขียว


ผมเลือกคุยกับคุณประณัย ปราณีตพลกรัง เพราะตลอดเวลา5วันที่วังน้ำเขียว ผมจะเห็นศูนย์ประสานงานภาคประชาชนวังน้ำเขียว ปักหลักอยู่ที่เดิมเสมอ พร้อมมีชาวบ้านเข้าไปปรีกษาพูดคุย ปรับทุกข์กันในวันที่เกิดการรื้อถอนรีสอร์ทหลายที่หลายแห่ง


ประณัย ปราณีตพลกรังเล่าย้อนตั้งแต่วันที่ก่อนจะมีรีสอร์ทที่แรกมาปลูกที่วังน้ำเขียว วันที่เขาและชาววังน้ำเขียวช่วยกันปลูกป่าขนาด20,000ไร่ขึ้นมา
เราร่วมกันปลูกกว่า20,000ไร่ เราปลูกแล้วให้ชาวบ้านร่วมมือกับเรา  จนส่งมอบคืนให้กับกรมป่าไม้ และกรมอุทยาน แล้วตกลงกันว่าเราทั้งประชาชนและกรมป่าไม้ จะช่วยกันดูแลรักษา ซึ่งเป็นสิ่งที่อยากให้คนรู้ด้วยว่าที่คนบอกว่าเราบุกรุก จริงๆแล้วเราเป็นคนช่วยสร้าง ช่วยกันปลูกป่าขึ้นมา ซึ่งมันได้สร้างความรู้สึกรักและหวงแหนป่าให้กับชาวบ้าน การที่ให้เขาช่วยกันปลูกป่าขึ้นมา เป็นวิธีการรักษาป่าจากการทำลายของชาวบ้านที่ดีที่สุด เพราะเขาจะไม่ทำลายสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา มันเป็นวิธีการรักษาผืนป่าที่ดึกว่าการเอาเจ้าหน้าที่มาถือปืนยืนเฝ้าซะอีก


ก่อนที่จะมีรีสอร์ทชาวบ้านเขาทำอะไร
เมื่อก่อนเขาทำพืชไร่ ข้าวโพด มันสำปะหลัง สิ่งเหล่านี้นำไปสู่เหตุไฟใหม้ ใหม้ทุกปี แล้วการปลูกพืชพันธ์เหล่านี้ก็ต้องใช้ปุ๋ย ใช้สารเคมี ทำให้เกิดการสูญเสียหน้าดิน เกิดการชะล้างหน้าดินทุกปี แต่พอเราปรับสภาพมาปลูกไม้ผล ทำโฮมสเตย์ แทนการทำไร่ แล้วพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ตอนนี้แทบจะไม่ต้องการเจ้าหน้าที่ป้องกันไฟป่า

10ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
ยกตัวอย่างที่บ้านสวนห้อม (ตรงข้ามเขาแผงม้า) ปกติไม่มีรีสอร์ทไม่มีที่อยู่อาศัย ชาวบ้านทำไร่ข้าวโพด มันสำปะหลัง เต็มพื้นที่4,000ไร่ ปัญหาคือเกิดไฟป่า ตั้งแต่เด็กผมจำได้เลยว่าเขาแผงม้าจะเกิดไฟป่าทุกสัปดาห์ บางสัปดาห์เกิด3-4วัน


จุดเปลี่ยนอยู่ตรงไหน?
ในสมัยอดีตนายกรัฐมนตรีชวลิต ยงใจยุทธ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้  30 มิย. 41 คือวันที่มีการเดินวัดแนวเขต ทั้งที่เขตตำบลไทยสามัคคี บ้านสวนห้อม วังน้ำเขียว หน่วยงานภาครัฐพร้อมกับชาวบ้าน ได้เดินตามแนวเขตพร้อมกัน ตรงไหนที่ล่อแหลมต่อการสูญเสียพื้นที่ป่า ก็คืนพื้นที่กลับไป ตั้งแต่นั้นมาการกำหนดเขตก็เริ่มชัดเจน


ก็ชัดเจนว่าชาววังน้ำเขียวไม่ได้เป็นคนบุกรุกป่า?
คือชาวบ้านที่วังน้ำเขียว มาอาศัยอยู่ตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตการเมืองขับไล่คอมมิวนิสต์แล้ว ถ้าย้อนไปก็คือช่วงปี2510 เดิมวังน้ำเขียวไม่มีคนอยู่ แต่รัฐพยายามหาชาวบ้านมาอาศัยอยู่เพื่อเป็นแนวกันชน ไม่ให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองรุกคืบหน้าเข้าไปมาก วิธีการคือหาคนนอกมาอาศัยอยู่ตรงกลาง หลังจากวิกฤตการเมืองคลี่คลายลง รัฐก็ไม่เคยคิดต่อว่าจะจัดการอย่างไรกับชาวบ้านเหล่านี้ ก็ปล่อยให้เขาอาศัยอยู่อย่างเดิม บางช่วงก็มีปัญหาการปะทะบ้าง บางช่วงก็อยู่อย่างสันติสุขบ้าง จนกระทั่งมีการประกาศพรบ.คุ้มครองป่าไม้ ซึ่งตีพื้นที่ครอบคลุมส่วนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่ด้วย ชาวบ้านเลยกลายเป็นผู้บุกรุก เรียกว่าเป็นผู้บุกรุกแบบไม่รู้ตัว บุกรุกทั้งๆที่อาศัยอยู่มาก่อน


การเติบโตของรีสอร์ทเริ่มต้นอย่างไร?
พอวังน้ำเขียวเริ่มสงบ ก็เริ่มมีการมาเยี่ยมเยือนของคนต่างถิ่น หลายคนบอกเลยว่าที่วังนำ้เขียวอากาศดีไม่แพ้ภาคเหนือ แต่เป็นภาคเหนือที่เดินทางจากกรุงเทพมาด้วยเวลาไม่ถึง3ชั่วโมง เราก็เลยเร่งทำการปลูกป่า ปลูกพันธ์ไม้ที่ร่มรื่น เพื่อรักษาสภาพอากาศให้มันดี เจ้าของรีสอร์ทเขามองออกว่ายิ่งสร้างป่าก็ยิ่งจะได้เงิน


300แห่งในรอบ3-4ปี มันมากไปไหม?
ขออธิบายก่อนว่า ความจริงรีสอร์ทขนาดใหญ่นี่มีน้อยมาก ที่เป็นร้อยๆแห่งนั่นคือบ้านชาวบ้านที่ปรับมาเป็นโฮมสเตย์ ส่วนรีสอร์ทของนายทุนจากต่างถิ่นที่มาลงทุน เราก็วางระเบียบการวังผังเมืองไว้ชัดเจน เป็นกฏเกณฑ์ที่ทุกคนเห็นด้วย ทั้งความสูงของอาคารและห้ามใช้เสียงหลังสี่ทุ่ม ซึ่งมันก็คือสิ่งที่นักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นต้องการ และที่ผ่านมาชาวบ้านก็อยู่กับเจ้่าของรีสอร์ทภายใต้กติกาตรงนี้


ยืนยันว่าการท่องเที่ยวที่เติบโต ไม่ได้ทำให้ธรรมชาติที่วังน้ำเขียวนี่แย่ลง?
ยืนยันครับ นึกภาพง่ายๆว่าตอนนี้การแข่งขันเรื่องการท่องเที่ยวในวังน้ำเขียวมันมีอยู่ คือพยายามแย่งคนกรุงเทพไปพัก แล้วเวลาคนกรุงเทพเลือกที่พักในวังน้ำเขียว เขาก็ต้องเลือกจากจุดที่อากาศดีๆ ซึ่งก็เจ้าของรีสอร์ทก็ต้องแข่งกันรักษาธรรมชาติ แข่งกันปลูกป่า ชาวบ้านที่ทำโฮมสเตย์ก็พยายามทำให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติที่สุด เพื่อให้คนอยากมาเที่ยว อยากมาพัก การท่องเที่ยวที่โตขึ้น ไม่ได้ทำให้ธรรมชาติที่นี่แย่ลงเลย เพราะคนที่มาเที่ยวที่นี่เขาก็อยากอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติอยู่แล้ว


ไม่มีปัญหาระหว่างชาวบ้านกับเจ้าของรีสอร์ท?
ที่นี่ชาวบ้านกับต้องพึ่งพาอาศัยกัน ชาวบ้านเราได้งาน ได้รายได้จากรีสอร์ท เจ้าของรีสอร์ทก็ต้องการคงความเป็นอยู่แบบเดิมๆของชาวบ้าน เพราะนักท่องเที่ยวที่มาวังน้ำเขียว เขาไม่ได้มีผับหรือที่เที่ยวกลางคืนอะไร เขาอยากไปอยู่กับธรรมชาติ ไปเห็นการใช้ชีวิต ไปดูการเก็บเกี่ยวเห็ดหอม ไปปลูกผัก ไปตักบาตรตอนเช้าร่วมกับชาวบ้าน ทำให้ถ้าไม่มีชาวบ้านเจ้าของรีสอร์ทก็อยู่ได้ยาก นี่ยังไม่นับเรื่องของพืชผลต่างๆที่ชาวบ้านปลูกส่งให้กับรีสอร์ทด้วย


ช่วงที่มีการรื้อถอนได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?
ชัดเจนครับ ปีที่แล้วมีการจ้างชาววังน้ำเขียวทำงานตามรีสอร์ทต่างๆไม่น้อยกว่า5,000คน ถึงวันนี้พอข่าวลุกลามบานปลาย คนไม่กล้ามาเที่ยว คนตกงานจนเหลือที่มีงานทำไม่ถึง1,500คน การลงทุนการก่อสร้างทุกอย่างหยุดชะงักลงหมด คือทางหนึ่งมันก็อาจจะดีเพราะเป็นการชะลอการเติบโตของการท่องเที่ยวลงบ้าง ซึ่งผมก็รับได้ถ้าจะทำการรื้อถอนรีสอร์ทที่มันมีขนาดใหญ่เกินไปบ้าง แต่สิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกคือความหวาดกลัว เขากลัวว่าจะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหน การรื้อถอนจะทำตรงไหนบ้าง แล้วจะสิ้นสุดตรงไหน?




ถึงวันนี้กรมอุทยานแห่งชาติ ยืนยันว่าจะต้องรื้อถอนบางรีสอร์ท ทำไมถึงต้องออกมาต้านกันนัก? กลับไปใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายเหมือนเดิมโดยที่ไม่มีรีสอร์ทไม่ได้แล้วหรือ?
ต้องเปรียบเทียบชีวิตของชาวบ้าน ก่อนกับหลังมีการท่องเที่ยว หลังมีการท่องเที่ยวลูกหลานชาวบ้าน ที่เดิมเป็นชาวไร่ เดี๋ยวนี้เขามีงานทำในรีสอร์ท เงินเดือนไม่ต้องมากมาย เดือนละ6,000-7,000บาทก็พอแล้ว พอกับการที่เขาไม่ต้องไปทำงานในเมือง ไม่ต้องไปทำงานโรงงาน มันเรียกครอบครัวของพวกเขากลับคืนมา พ่อแม่ก็ได้อยู่กับลูก ได้กินอาหารเย็นร่วมกันทุกมื้อ มันทำให้ชาววังน้ำเขียวเลี้ยงดูอยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งพาใคร

คนเก่าคนแก่ที่เคยชินกับการทำการเกษตร จากที่เคยทำไร่เขาก็มาปลูกพุดซานมสด ปลูกผลไม้ ปลูกพืชปลอดสารพิษ หารายได้ได้มากกว่าเดิม จากพื้นที่เท่าเดิมที่เคยมีอยู่ แล้วปลูกอะไรมาได้ก็ไม่ต้องส่งไปขายที่อื่น ขายในวังน้ำเขียวก็ขายได้หมด เป็นการสร้างมูลค่าให้กับพวกเขาอีก


ในฐานะตัวแทนชาวบ้าน จะร้องขอการแก้ปัญหาอย่างไร?
บังคับใช้มติคณะรัฐมนตรีปี2541 เพราะนั่นคือสิ่งที่นำพาความสงบมาให้พวกเรา หรือถ้าจะร่างกฏหมายหรือข้อบัญญัติใหม่ ก็ต้องร่วมกันทำ ชาวบ้านวังน้ำเขียวก็เหมือนเจ้าของบ้านที่นี่ เราก็อยากร่วมออกแบบบ้านว่ามันควรจะเป็นแบบไหน จุดไหนเอาไว้พักพิง จุดไหนใช้ทำมาหากินได้ อยากให้ร่วมกันทำ ร่วมกันเดินออกแบบ

14 ธันวาคม 2011

[follow me] ผมอยากดัง


Follow Me - aday135
ผมอยากดัง
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

"อยากดังครับ ผมอยากดัง"
ใช่ครับ ผมได้พูดประโยคต้องคำสาปนี้ออกไปแล้วครับ

ที่บอกว่าเป็นประโยคต้องคำสาปเพราะคนในวงการข่าวนี้เขาไม่พูดกันหรอกครับ ลองใครได้พูดออกมานี่แทบจะกลายเป็นราคีติดตัวไปตลอดชีวิต

ที่ผมนึกขำคือไอ้ความ "อยากดัง" นี่มันเสียหายมากหรือครับ? คือแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ ที่ต้องทำให้ได้ก่อนชีวิตจะมลายสูญสิ้น แต่ถ้าใคร "อยากดัง" จริงๆ ผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอย่างที่หลายๆคนคิดหรอก

หลายๆคนที่ผมหมายถึงนี่คือใครหรอครับ? ก็พวกคนข่าวรุ่นเก่าๆหน่อย ที่ผมไม่เคยเข้าใจว่าทำไมถึงมองการมีชื่อเสียงหรือการเป็นที่รู้จัก ว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอาย ราวกับไปฆ่าใครสักคน คนจำพวกนี้นิยมจับกลุ่มนินทา คนนั้นคนนี้กำลังดัง คนโน้นคนนั้นอยากจะดัง ทำเอาคนข่าวรุ่นใหม่ๆหลายคนเกิดอาการนอยด์ ดังแล้วก็ไม่ได้ อยากจะดังบ้างก็ผิด หรือแค่คิดว่าอยากจะดังกับเขาบ้างก็ไม่ควร กระทั่งมีเพื่อนที่เป็นคนดังก็ไม่เหมาะนะครับ โถ่ถัง เป็นคนข่าวนี่มันทำไมยากเย็นเช่นนี้หนอ

"ทำดีอย่าทำเด่นจะเป็นภัย"
ประโยคเตือนใจล่องลอยมาด้วยความหวังดี แต่คืออย่างนี้ครับ งานข่าวนี่มันสอดคล้องกับการสื่อสารหนะครับ ถ้าไม่ทำให้เด่นแล้วจะสื่อสารไปถึงใครได้หละครับ?

ถูกต้องครับ นอกจาก "อยากดัง" แล้ว ผมเพิ่มไปอีกประโยคก็ได้ว่าผม "อยากเด่น"
คืออย่างนี้ครับ ยกตัวอย่างงานข่าวที่ผมทำ บางคราก็ได้ช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม บางครั้งก็ได้ช่วยกระจายข่าวสารคนหาย ถ้าไม่ทำให้มันเด่น ทำให้คนสนใจหันมาดู หันมาอ่าน แล้วชาวบ้านเขาจะได้รับความช่วยเหลือสักเท่าไหร่ คนที่หายเมื่อไหร่จะได้ตามเจอครับ

ประเด็นคือ "อยากเด่น" "อยากดัง" มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอกครับ ยิ่งในวงการข่าวแล้วด้วย
เสน่ห์ของงานข่าวคือมันเป็นงานที่ให้ประชาชน คนติดตาม ได้ตัดสินกันแบบช็อตต่อช็อตครับ งานที่คนข่าวผลิต จะถูกนำเสนอสู่สายตาประชาชน ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือโทรทัศน์ คนเขาจะได้ตัดสินคุณจากตรงนั้น

ดังแล้วยังไง...
ดังแต่ถ้างานคุณไม่ดี นำเสนอแบบไม่มีจรรยาบรรณ กระแสตีกลับก็รุนแรงครับ ยิ่งดัง ก็ยิ่งโดนด่า

ไม่ดังแล้วยังไง...
ไม่ดังก็ไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่างานคุณดี มีคุณค่านะครับ โลกแห่งความจริงไม่ใช่ละครน้ำเน่า ที่พอเราเห็นคนหงิมๆติ๋มๆทีไร ไอ้นี่พระเอกตลอด โลกแห่งความจริงคนที่เงียบๆเชียบๆ ไม่พูดไม่จา ไม่อยากเด่น ไม่อยากดัง ใช่ว่าจะได้สิทธิ์การเป็นคนดีโดยอัตโนมัติครับ

ในโลกแห่งความจริง การจะเป็นคนดี เป็นคนคุณภาพได้ มันต้องพิสูจน์ที่ชิ้นงานครับ คนเงียบๆไม่ดัง ไม่มีชื่อเสียงหลายคน ทำงานเลวๆไว้ก็มากครับ ยิ่งไม่มีใครจับตานี่ยิ่งทำเลวได้ง่ายใหญ่ เพราะเหมือนไม่มีใครมองเห็น รับเงินเขียนข่าวเชียร์ เป็นลิ่วล้อของใครๆ สบายตัวเลย หรืออีกพวกคือทำงานสื่อไปวันๆ ไม่เสนออะไรใหม่ๆ ไม่หาทางออกให้กับสังคม พวกนี้พอไม่มีปัญญาทำอะไรดีๆเด่นๆได้ ก็พาลหาเรื่องคนเด่น คนดัง คนที่เขาทำงานจนเป็นที่ประจักษ์กับสังคมซะอย่างนั้น

อยากเด่น อยากดัง ไม่ใช่เรื่องน่าเสียหายหรอกครับ ที่สำคัญการจะเด่นการจะดัง การจะมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับไม่เรื่องที่จะทำได้ในค่ำคืนเดียวประเดี๋ยวประด๋าว คนเราจะเด่นดังได้มันต้องได้รับการยอมรับจากสังคมก่อนครับ แล้วสังคมสมัยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะมาหลอกกันได้ง่ายๆนะครับ ใครอยากทำงานสื่อเพียงเพื่อให้ตัวเองเด่นดัง คนเขาดูออกครับ คนเขาไม่โง่

ในทางกลับกัน คนที่เขาเด่นเขาดังเป็นที่ยอมรับของสังคม เขาก็น่าจะต้องทำอะไรดีๆมาบ้าง ถึงได้ไปถึงจุดนั้นครับ ซึ่งผมว่าก็ควรจะให้เกียรติกันหน่อย คือไม่ต้องให้เกียรติคนที่เด่นดังหรอกนะครับ แต่ให้เกียรติสังคม ให้เกียรติคนที่ยกย่องเขาหน่อย เพราะว่ากว่าใครซักคนยกย่องยอมรับคนอื่นได้ เขาก็ต้องผ่านการคิดมาแล้ว ว่าคนนั้น คนนี้ มีดีอย่างไร

"ผมอยากดังครับ ผมอยากดัง"
พูดไปเถอะครับ ไอ้เรื่องอยากดังไม่ใช่เรื่องผิดอะไร เพราะยังไงสังคมก็จะได้โอกาสในการตัดสินคุณจากชิ้นงานอยู่แล้วครับ จะเด่นดัง จะอับเฉายังไง แต่ในวงการข่าวแล้ว
"ค่าของคนก็อยู่ที่ผลของงานครับ"

04 ธันวาคม 2011

[follow me] รู้สึกอย่างไร aday134


Follow Me - aday134
รู้สึกอย่างไร
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

เคยสงสัยกันไหม ว่าใครกันหนอ เป็นคนกำหนดประเด็นข่าวที่เราติดตามกันอยู่ทุกวันนี้


"เด็กไทย บ้านอยู่พิจิตร ตามหาพ่อชาวญี่ปุ่นไม่เจอ" ตามอ่านข่าวกันเดือนครึ่ง
"จับแก๊งหมา ส่งออกตามแนวชายแดน" ตามทำข่าวกันครึ่งเดือน
"ต้นไม้ประหลาด” “กิ้งกือสามขา” “ปลาไหล20ตัว" โผล่มาทุกเดือน โดยเฉพาะช่วงวันที่1และ16


หรือกระทั่งเหตุการณ์ที่เหมือนกัน การติดตามข่าวกลับไม่เท่ากัน เช่นเรื่องของน้ำท่วม ที่กระทั่งคนข่าวอย่างผมก็สงสัยว่า น้ำท่วมปีนี้ กับ น้ำท่วมปีที่แล้ว มันต่างกันตรงไหน (วะ) ระดับน้ำมันก็เท่ากัน แต่ทำไมการติดตามทำข่าวมันไม่เหมือนกัน (วะ) (อีกรอบ)


ไม่ใช่แค่ "ประเด็น" ข่าวที่ต้องติดตาม "คำถาม" ก็เป็นเรื่องที่พวกเรานักข่าวยัดเยียดให้คุณผู้ชมได้ยิน
ถ้ามีการจัดประกวดคำถามยอดแย่ของนักข่าว คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า "รู้สึกอย่างไรค่ะ?"
ระดับความยอดแย่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่ถามคำถามนี้ด้วยนะครับ


"รู้สึกอย่างไร หลังจากบ้านของคุณถูกเพลิงไหม้ครับ?"
"รู้สึกอย่างไร หลังจากครอบครัวต้องเจออุบัติเหตุ?"
"รู้สึกอย่างไร..."
"รู้สึกอย่างไร..."
"รู้สึกอย่างไร..."


"รู้สึกสับสนครับ
น่าจะเป็นคำตอบ เผื่อมีคนมาถามผมบ้าง ว่ารู้สึกอย่างไรที่ต้องไปถามคุณแม่ ที่รอการกลับมาของลูกชายผู้เป็นนักบิน ของเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์กที่กำลังออกไปปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางสภาพอากาศที่เลวร้าย สุ่มเสี่ยงต่อชีวิต


ด้วยความที่ผมเพิ่งทำข่าวมาแค่2-3ปี ก็เลยยังพอจะจดจำความรู้สึกตอนที่เป็นผู้ชมอยู่ ความรู้สึกหงุดหงิดกับคำถาม "รู้สึกอย่างไร?" ที่พอมาถึงวันที่ผมเป็นคนถือไมค์ทำข่าวแล้ว หลายครั้งก็ไม่เข้าใจว่าทำไม "ลูกคนตาย" "เมียโจร" "แฟนคนคลั่งยาบ้า" ถึงเป็นกลุ่มคนที่นักข่าวต้องวิ่งรุมเข้าไปหา แต่ถึงจะไม่เข้าใจนั่นแหละ เวลาผมเห็นคนอื่นเขาวิ่งตามไปสัมภาษณ์ ผมก็ตามไปอยู่ดี เพราะถึงเวลามันจะอยู่ในอารมณ์การแข่งขัน ช่องนั้นจะมีสัมภาษณ์แล้ว เราต้องมีด้วย เขาจะถามแล้ว เราต้องถามด้วย แต่ทุกครั้งที่จะเอ่ยปากถามแหล่งข่าวเหล่านี้ทีไร ผมก็ยังไม่เคยเอ่ยปากถาม "รู้สึกอย่างไร?" ซักที ด้วยความที่มันประดักประเดิดเกินไป


คุณสุทธิชัย หยุ่น บอกผมว่าเวลาเจอสถานการณ์อย่างนี้ อย่าไปถามเขาว่า "รู้สึกอย่างไร?" แต่ให้จับอารมณ์ของแหล่งข่าวเอา แล้วให้เราเป็นคนรายงานออกมาเอง ก็จะช่วยลดทอนความประดักประเดิดไปได้บ้าง


กลับมาที่เรื่องประเด็นข่าว ผมมีแนวคิดอยากนำเสนอในที่สาธารณะมานาน ว่าเราควรมีเวบไซท์หรือแอพพลิเคชั่นซักอัน ตั้งชื่อว่า "ประเด็นข่าว" ก็ได้ ประมาณว่าเป็นหน้าที่เปิดให้คนมานำเสนอเรื่องที่ตัวเองคิดว่ามันน่าจะเป็น "ประเด็นข่าว" ให้ทุกคนมาแบ่งปันความคิดกันว่าวาระอะไรที่น่าจะสำคัญในห้วงเวลานี้ แล้วก็เปิดให้คนกดไลค์หรือช่วยกันเลือก ประเด็นไหนคนถููกใจมากๆ มันก็จะวิ่งขึ้นไปอยู่ด้านบนสุด เรียบง่ายสไตล์ Crowdsourcing นี่แล 


ใครอ่านบทความนี้ แล้วพอทำเวบไซท์หรือแอพพลิเคชั่น "ประเด็นข่าว" ได้ ผมสนับสนุนนะครับ ผมมันพวกดีแต่คิด งบน้อย ทำไม่เป็น แต่อยากให้เกิดครับ พวกคนข่าวอย่างเรามีไม่น้อย ที่อยากรู้จริงๆว่าผู้ชมผู้ฟังประชาชนนั้นแท้จริงแล้ว


"รู้สึกอย่างไร?"

28 พฤศจิกายน 2011

ถึงคุณ @MallikaBoon


ถึงคุณมัลลิกา บุญมีตระกูล
รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์


ก่อนอื่น บอกอย่างหนึ่งว่า ผมไม่ได้อยากจะดราม่าอะไรกับใครนะครับ ยิ่งช่วงนี้ยังต้องทำข่าวน้ำท่วม ก็มีประเด็นเยอะแยะจนอยากจะเลี่ยงประเด็นดราม่าสารพัดสารเพ

แต่ต้องเขียนเพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นสาธารณะ เพราะคุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าพรรคแก่ พรรคใหญ่ของประเทศไทย ในฐานะรองโฆษกพรรคการสะท้อนอะไรออกมาย่อมสะท้อนท่าทีของพรรค และของสังคมไทยไม่มากก็น้อย

คือตั้งแต่มีข่าวคราวข้อเสนอของคุณมัลลิกา เรื่องให้ปิดเฟซบุค-ยูทูบ ผมก็ตามอ่านอยู่ห่างๆ ยังไม่เคยได้ไปตามทำข่าว ไม่เคยสัมภาษณ์ด้วยตัวเอง (สาเหตุหลักเพราะผมตามข่าวน้ำท่วมอยู่เป็นหลัก) ก็เลยยังไม่ได้พูดถึงเท่าไหร่ ที่เคยรายงานผ่านทวิตเตอร์ไปก็มีไม่กี่ครั้ง เป็นทวีตที่ผมตั้งใจชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างทางแนวความคิดของคนในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะตอนนั้นกระแสคนเริ่มวิจารณ์ตัวพรรคประชาธิปัตย์หนาหูขึ้น ว่าเป็นพรรคโบราณที่จะให้มีการปิด เฟซบุค-ยูทูบ ผมเลยทวีตไปให้เห็นว่าน่าจะเป็นความเห็นของคุณมัลลิกาคนเดียว เพราะอย่างความเห็นของคุณแทนคุณก็เป็นคนละแนวทางกัน
https://twitter.com/#!/noppatjak/status/140378417861361665 

ต่อมาคุณมัลลิกาก็ชี้แจงว่าไม่ได้จะให้ปิดเฟซบุค-ยูทูบ แต่เป็นแค่คำขู่ และการปิดเฟซบุค-ยูทูบ จะเป็นเงื่อนไขสุดท้าย ผมก็รีทวีตให้คนที่ตามผมอยู่ได้อ่านกัน เพราะผมก็ยึดหลักว่าควรให้คนที่ตามผมอยู่ได้อ่านครบถ้วนรอบด้านของมุมข่าวที่นำเสนอ ขอย้ำว่า "ผมก็รีทวีตของคุณมัลลิกาให้ทุกคนได้อ่านกัน"


หลังจากนั้น ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งก็ยังตำหนิทั้งตัวคุณมัลลิกาและพรรคประชาธิปัตย์อยู่ ตามสิทธิในการแสดงความเห็นของแต่ละคน พร้อมเริ่มตั้งข้อสงสัยว่าจุดยืนเรื่องนี้ของตัวพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างไร?

จะว่าผมขยันไม่เข้าเรื่องก็ได้ แต่พอมีข้อสงสัยผมก็อยากให้มันชัดเจน อยากรายงานให้คนที่ติดตามได้ทราบถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไปถามคนในพรรคประชาธิปัตย์สองคน(เบื้องต้นทั้งสองคนขอว่าอย่าเพิ่งเปิดเผยช่ื่อ แต่ถ้าคุณมัลลิกาจำเป็นต้องทราบ ผมก็พร้อมจะผิดมารยาทกับสองคนนั้นและเปิดเผยชื่อ เพราะผมต้องรักษาความน่าเชื่อถือของผมไว้) ได้ความว่า "ทางพรรคคงยังไม่มีการแถลงอะไรออกมาชัดเจนกรณีปิดเฟซบุค-ยูทูบ แต่ได้ยินมาว่ามีความเคลื่อนไหวในพรรค ว่าเป็นห่วงคุณมัลลิกา ว่าเวลาสื่อสารอะไร ก็ให้ชัดเจน" ผมก็เลยรายงานทางทวิตเตอร์สองอันตามนี้

ซึ่งถ้าจริงไม่จริงอย่างไร ผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์คิดเห็นเรื่องนี้แบบไหน ผมก็พร้อมรายงานหมด คือถ้าคนในประชาธิปัตย์สนับสนุนให้ปิดยูทูบ-เฟซบุคหรือไม่ แล้วจะมีการแถลงหรืออกมาพูดอย่างเป็นทางการเพื่อความชัดเจนผมก็พร้อมรายงาน ถ้าอันไหนที่ไม่ตรงกับที่ผมรายงานไปก่อน ผมก็พร้อมขออภัยและแก้ไข ไม่มีปัญหา ที่ผ่านมาผมก็ฟังจากแหล่งข่าวของผมแล้วก็รายงาน คือผมก็มีหน้าที่รายงานข่าวทุกด้าน ไม่ว่าประชาธิปัตย์จะเคลื่อนไหวอย่างไร 

หลังจากนั้น
คุณมัลลิกาก็ทวีตมาหาผม ว่า "ที่หลังมีอะไรมาถามพี่ก่อนทวิตนะน้อง" ซึ่งความจริง เจตนาของผมคือรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไปถามความเห็นคนอื่น ไม่ได้อยากจะรายงานอะไรเกี่ยวกับความเห็นของตัวรองโฆษก เพราะผมตามอ่านมาตลอดอยู่แล้ว นี่คือสาเหตุที่ผมไม่ได้ถามคุณมัลลิกาก่อน เพราะมองว่ามันไม่จำเป็น

หลังจากนั้น
ผมก็ทวีตไปหาคุณมัลลิกา

แล้วคุณมัลลิกาก็ Direct Message มาหาผมในแนวทางต่อว่าผมในหลายประเด็น ซึ่งเอาหละ ผมมองว่าตามมารยาท อะไรที่ส่งมาทาง Direct Message ก็ไม่ควรมาเปิดเผยในที่แจ้ง (ยกเว้นคุณมัลลิกาพร้อมจะเปิดเผย ก็เปิดเผยได้เลย ทุกข้อความที่ผมส่งไป ผมพร้อมให้เปิดเผย)

แต่ผมอยากจะบอกว่า ผมทำหน้าที่นักข่าวของผม มีอะไรผมก็รายงานไป รายงานในเรื่องที่ส่งผลต่อสาธารณะ ต่อประเทศชาติ 

คุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคการเมือง ก็ทำหน้าที่ไป พรรคประชาธิปัตย์มีความคิดความเห็นอย่างไรก็เป็นหน้าที่ของคุณมัลลิกา

เราคนละบทบาทกัน ก็ทำหน้าที่ของตัวเองไป

ถ้าผมรายงานอะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง คุณมัลลิกาสามารถชี้แจงได้ผ่านช่องทางสาธารณะ ไม่ต้องมา Direct Message หาผม แล้วการที่ผมรายงานอะไรแล้วมีชื่อของคุณมัลลิกาเกี่ยวข้อง ก็เพราะคุณมัลลิกาเป็นรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีเจตนาพาดพิงอะไรเป็นการส่วนตัว ส่วนเรื่องที่มากล่าวหาว่าผมนั่งเทียน ผมก็ย้ำไปแล้ว ว่าข้อความไหน จุดไหนที่คุณมัลลิกามองว่าผมนั่งเทียน ผมพร้อมชี้แจงทั้งหมด อะไรที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงก็พร้อมแก้ไขให้หมด ขอแค่ให้ทางฝั่งประชาธิปัตย์ชัดเจนในการสื่อสาร เพราะผมไม่ได้ไม่เสียอะไรกับทางพรรคอยู่แล้ว ผมพร้อมรายงานความเคลื่อนไหวตามหน้าที่ แบบที่ไม่ต้อง Direct Message อะไรมาให้ผม เพราะการรายงานต่อเนื่องในเรื่องที่ผมเคยรายงานถึงไว้ มันเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว

ที่ต้องเขียนจดหมายนี้ ผมไม่ได้มีเจตนาว่าร้ายพรรคประชาธิปัตย์ใดใดทั้งสิ้นนะครับ 


แค่อยากสะท้อนไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ถึงบทบาทในการสื่อสารของรองโฆษกของพรรคด้วยความหวังดี เพราะในความคิดของผม ถ้าคุณมัลลิกายังดำเนินแนวทางนี้ในการสื่อสารกับประชาชน ทั้งที่เป็นฐานเสียงประชาธิปัตย์ และคนที่ไม่ได้ชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ และทั้งกับผู้สื่อข่าว ผ่านทางโลกออนไลน์ในลักษณะเช่นนี้อยู่ 


ก็รังแต่จะทำให้พรรคดูแย่ลงครับ

นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์
ผู้สื่อข่าวเนชั่นทีวี

หมายเหตุ: จดหมายนี้ผมพูดถึงเรื่องท่าที่ของคุณมัลลิกาต่อสื่อมวลชนเท่านั้นนะครับ ไม่ได้พูดถึงการต่อสู้เวบหมิ่นของคุณมัลลิกา คือเรื่องนั้นก็มีความเห็นอยู่ แต่ขอมาแสดงความเห็นในภายภาคหน้า คราวนี้ขอเรื่องท่าทีต่อนักข่าวก่อนครับ

21 พฤศจิกายน 2011

[ที่เห็นและเป็นอยู่] ชีวิตเหนือบิ๊กแบ๊ก ชีวิตใต้น้ำ


ที่เห็นและเป็นอยู่ - เนชั่นสุดสัปดาห์
ชีวิตเหนือบิ๊กแบ๊ก ชีวิตใต้น้ำ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

18 พฤศจิกายน 2554 - เซ็นทรัลลาดพร้าวพร้อมห้างร้านรวงต่างๆ กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง พร้อมกับระดับน้ำที่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวที่ลดลงจนเกือบแห้งสนิท นับจำนวนวันตั้งแต่วันแรกที่น้องน้ำเดินทางมาถึงห้าแยกลาดพร้าว จนถึงวันที่น้ำลดลงจนแห้งสนิทได้ 14 วัน


ที่ยกตัวอย่างห้าแยกลาดพร้าวมา เพราะถือเป็นมาตรวัดพื้นที่ "กรุงเทพชั้นใน" ในยุครถไฟฟ้า (ความจริงเข้าใจว่าตอนที่ผมเกิด ลาดพร้าวนี่ห่างไกลกับการที่จะถูกเรียกว่า "กรุงเทพชั้นใน" มากๆ)  

18 พฤศจิกายน 2554 - ระดับน้ำที่ลำลูกกา, รังสิต, ดอนเมืองเหนือบิ๊กแบ๊ก, บางบัวทอง, บางกรวย เหล่านี้อยู่ในระดับ 1.50-1.80 เมตร ตามแต่สภาพสูงต่ำของพื้นที่ แต่ละพื้นที่ท่วมสูงมานานกว่าหนึ่งเดือน (หนึ่งเดือนเป็นอย่างน้อย บางจุดกำลังเข้าสู่เดือนที่สองแล้ว)


18 พฤศจิกายน 2554 - ความจริงไม่ได้มีแค่ที่ลาดพร้าวเท่านั้นครับ ที่น้ำลดลงจนแห้งสนิท ชัยนาท อุทัยธานี อยุธยา นครสวรรค์ อ่างทอง จังหวัดเหล่านี้ในเขตตัวเมืองแห้งสนิทแล้ว แห้ง หลังจากอยู่ในภาวะน้ำท่วมมานาน อุทัยธานี56วัน อยุธยา62วัน อ่างทอง54วัน และนี่นับเฉพาะเขตในเมืองนะครับ นับเฉพาะเขตเมืองที่มีมาตรการป้องกัน ส่วนเขตนอกเมืองนั้นหลายที่ยังท่วมสูงอยู่ บางจุดท่วมนานกว่า4เดือนแล้ว (ใช่ครับ4เดือน 120วัน ถ้านับภาษาเศรษฐกิจก็คือท่วมทั้งไตรมาสไปเลย)


จำนวนวันและระดับน้ำที่ท่วมในแต่ละพื้นที่ แตกต่างกันไปตามกลยุทธ์และความสำคัญที่ทางภาครัฐได้วางเอาไว้ครับ อันนี้ผมว่าไม่ต้องถกเถียงกัน เพราะแม้กระทั่งหลายๆคนที่เจอน้ำท่วมหนักกว่าก็เข้าใจ เข้าใจว่าน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมย่อมส่งผลมากกว่าน้ำท่วมท้องนา น้ำท่วมสยามสแควร์ย่อมส่งผลมากกว่าน้ำท่วมตลาดลาวที่นครสวรรค์ ทั้งในทางตัวเลขเศรษฐกิจ และในทางความสำคัญในเชิงพื้นที่ที่เป็นหัวใจในการเชื่อมต่อแต่ละชุมชน


หลายคนเข้าใจดีครับ ว่าแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย มีค่าไม่เท่ากัน


แต่เราก็ควรรับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิด ของคนที่อยู่ในพื้นที่ ที่ถูกจำกัดความไว้ว่า "สำคัญน้อยกว่า" และต้องอยู่ในสภาพ รับน้ำแทนรับน้ำแทนเพราะเจอการกั้นน้ำ ผ่านคันกั้นน้ำ บิ๊กแบ๊ก และการออกแบบทางน้ำไหลต่างๆ เราควรจะได้ยินได้ฟังเสียงของเขาบ้าง เพราะน้ำท่วมรอบนี้ เกลียวน้ำช่วยสะท้อนให้เห็น ว่าคนไทยไม่ว่าจะอยู่เขตไหนจังหวัดใด แต่สุดท้าย เราก็ถูกร้อยเรียงไว้ด้วยกัน ผ่านสายน้ำต่างๆที่ไหลผ่าน แม้ว่าบางครั้ง มันจะไหลผ่าน ไม่เท่ากัน


เปล่าครับ ผมไม่สนับสนุนเลยกับการเน้นตอกย้ำความรู้สึกแตกแยก แบ่งพวกระะหว่าง คนกรุง/คนต่างจังหวัด คนเหนือ/คนใต้บิ๊กแบ๊ก คนกรุงเทพตะวันออก/ คนกรุงเทพตะวันตก เพราะแท้จริงแล้วไม่ว่าจะมีสื่อไหนมาสร้างวาทกรรมแตกแยกเพียงไร แต่เราก็ปฎิเสธความจริงไม่ได้ ว่าคนไทย แม้จะอยู่ต่างที่ต่างถิ่นกันแค่ไหน แต่สุดท้ายมันก็จะมีตัวเชื่อมถึงกันอยู่แล้ว 


อย่างตัวผม ที่ทุกวันก็ซุกหัวนอนอยู่ที่กรุงเทพ แต่ก็มีพ่อแม่อยู่นครสวรรค์ และในวันที่บ้านพ่อแม่ของผมที่นครสวรรค์น้ำท่วมสูงสองเมตร น้ำเริ่มเน่าเหม็น ก็ใช่ว่าท่านจะอยากให้น้ำถูกปล่อยลงกรุงเทพสักที น้ำที่นครสวรรค์จะได้ลดลงไปบ้าง ไม่ครับ ท่านไม่เคยมีแนวคิดเช่นนั้นโผล่มาสักห้วงความคิด ส่วนหนึ่งเพราะหลายชีิวิตที่ท่านรู้จัก รวมทั้งตัวผม ก็ใช้ชีวิตอยูที่กรุงเทพ คล้ายๆกับหลายคนที่แม้จะอยู่กรุงเทพ แต่ก็จะมีญาติอยู่ต่างจังหวัด หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัด แต่ก็จะมีเพื่อนอยู่ในกรุงเทพ สังคมไทยมันพันเกี่ยวกันด้วยความเป็นคนกรุงเทพ-ต่างจังหวัดกันจนแยกไม่ออกอยู่แล้ว


ความผูกพันธ์มีอยู่ตรงนี้ เกิดขึ้นกับคนไทยทุกชนชั้น และน่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่แม้จะมีสื่อบางประเภท จ้องตีจ้องแบ่่งให้คนไทยแตกแยก โดยเอาสายน้ำมากั้นขวาง พยายามยัดเยียดความคิดว่าเอ็งท่วม ฉันไม่ท่วม ไม่ยุติธรรมและมีอะไรผิดเพี้ยนซ่อนเงื่อนไว้อยู่ พยายามจะยัดเยียด แต่ก็ไม่สำเร็จ ถึงทำสำเร็จก็ได้น้อย เพราะคนไทยส่วนมาก ไม่ได้มีความคิดมักง่าย และนึกถึงแต่ตัวเองเช่นนั้น


นั่นคือคำยืนยันว่าการที่ผมอยากส่งต่อความคิดความเห็นของคนเหนือแนวกั้นน้ำ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อแบ่งเพื่อแยกคน แต่ตั้งใจนำมาส่งต่อให้เรา ทั้งที่บ้านน้ำท่วมและไม่ท่วม ได้รับรู้และเข้าใจกัน


ผมได้มีโอกาสไปพูดคุยกับคนเหนือบิ๊กแบ๊กสองจุดครับ คือที่ดอนเมืองและรังสิต


ในวันที่ผมไป โดยเฉลี่ยคนสองจุดนี้เจอภาวะน้ำท่วมมานานหนึ่งเดือน ด้วยระดับน้ำสูงสุดสองเมตร (โดยเฉลี่ยนะครับ บางจุดสองเมตรครึ่ง) คนที่ใช้ชีวิตกับน้ำมานานขนาดนี้ ด้วยระดับน้ำที่สูงขนาดนี้ ย่อมคิดย่อมมองอะไรค่อนข้างมาก


คนแรกที่ผมได้คุยคือพี่ลักษณ์ครับ


พี่ลักษณ์บ้านอยู่ที่รังสิต-ปทุมธานี ใกล้ชุมชนรัตโกสินทร์200ปี พี่ลักษณ์ยอมรับว่าพี่ลักษณ์น้อยใจ น้อยใจกับการที่ต้องมาเจอภาวะน้ำท่วมยาวนานเช่นนี้ น้ำท่วมนั่นก็หนักแล้ว ยิ่งขาดการดูแลเข้าถึงของรัฐบาลยิ่งน้อยใจเข้าไปใหญ่ และที่น้อยใจที่สุด คือทุกครั้งที่พี่ลักษณ์ได้ยินสำนักข่าวรายงานถึงพื้นที่รังสิต แต่กลับต้องได้ยินนักข่าวพูดคำว่า "ทุ่งรังสิต" อยู่บ่อยครั้ง "ปล่อยน้ำผ่านทุ่งรังสิต" "ให้ทุ่งรังสิตเป็นที่รับน้ำ" เป็นคำพูดผ่านการรายงานข่าว ที่พี่ลักษณ์บอกว่าเหมือนเป็นการรื้อฟื้นความน้อยใจที่ชาวรังสิตพยายามจะฝังเก็บไว้แล้ว


"มันเจ็บใจทุกครั้งที่ได้ยินคนพูดว่าทุ่งรังสิต คือมันเหมือนแกล้งลืมไปว่ารังสิตเป็นชุมชนแล้ว" พี่ลักษณ์อธิบายให้ผมฟัง พร้อมลงรายละเอียดต่อ


"คือเมื่อก่อนรังสิตเป็นทุ่ง อันนี้เราเข้าใจ มันเป็นทุ่งก็จริง แต่มองไม่เห็นหรอว่าเดี๋ยวนี้รังสิตก็เป็นชุมชนชุมชนหนึ่ง มีบ้านเรือน มีโรงพยาบาล มีโรงเรียน มีห้างสรรพสินค้า รังสิตเป็นชุมชน เหมือนลาดพร้าว เหมือนสุขุมวิท ทุกอย่างเหมือนกันหมด แต่ทำไมถึงยังเรียกว่าทุ่ง?"


พี่ลักษณ์เล่าให้ฟังน้ำท่วมสัปดาห์แรก พี่ลักษณ์พาครอบครัวอพยพไปอยู่บ้านเพื่อน แต่ผ่านไปกว่าสิบวันเริ่มมีอาการเป็นห่วงบ้าน จนสุดท้ายกลับมานอนที่บ้านในชุมชนรัตนโกสินทร์ 


พี่ลักษณ์คือตัวอย่างของคนที่อยู่เหนือบิ๊กแบ๊ก ที่แสดงอาการน้อยใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่ใช่ว่าคนที่ต้องรับน้ำทุกคนจะคิดเหมือนพี่ลักษณ์ 


คนที่ก้มหน้ารับสภาพรับน้ำก็มี เช่นพี่สมชาย


พี่สมชายอยู่ในบ้านหน้าชุมชนรัตนโกสินทร์มา23ปี ที่บ้านเปิดร้านขายของชำ พี่สมชายอยู่กับพ่อแม่รวมสามคน พี่สมชายเล่าว่าก่อนน้ำท่วม ที่บ้านเตรียมการรับน้ำท่วมอย่างดี ทั้งก่อกระสอบทรายและก่อกำแพงกว่าหนึ่งเมตร แต่จุดที่ผิดพลาดคือยังไม่ได้ขนของขึ้นที่สูงทั้งหมด ด้วยความคิดที่ว่า "ไม่น่าจะท่วมหรอก" หรือ "ถ้าท่วมก็คงค่อยๆมา มีเวลาขนของ" เป็นข้อผิดพลาดที่คล้ายๆกับที่หลายคนเจอมา


สภาพน้ำท่วมร้านมานานกว่าเดือน ทำให้บ้านพี่สมชายต้องพยายามดึงคืนความเป็นปกติกลับมาให้ได้มากที่สุด ถึงวันนี้พี่สมชายก็ยังเปิดร้านขายของชำอยู่ แม้ชั้นล่างของบ้านจะใช้การไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะน้ำยังท่วมสูงกว่า150เซนติเมตร พี่สมชายเล่าว่าของที่เอามาขายส่วนมากเป็นของที่เก็บหนีน้ำขึ้นมาทัน แต่ก็มีหลายอย่างที่ต้องออกไปซื้อจากข้างนอกเข้ามาขาย ซึ่งการออกไปเอาของเข้ามาค้าขายตามชีวิตปกติ และซื้อของเพื่อดำรงชีวิตแต่ละครั้ง ก็เป็นความท้าทายที่แสนทรหด


"มีครั้งนึงออกไปเอาเครื่องสูบน้ำกับอาหาร น้ำมันยังท่วมกว่าสองเมตร ลำบากมากๆกว่าจะไปเอาเข้าบ้านมาได้" พี่สมชายเริ่มเล่า


"คือที่ออกไปเอานี่ก็ของจำเป็นในชีวิตใช่ไหม?" ผมถามแทรก
"ใช่ๆ คือของจำเป็นในชีวิตทั้งนั้น เพราะกว่าจะออกไปเอาแต่ละครั้งได้ มันก็แทบต้องเอาชีวิตไปแลกมาทั้งนั้น" พี่สมชายพูดไปยิ้มไป ให้กำลังใจตัวเองและคุณพ่อที่นั่งอยู่ข้างๆ ก่อนเล่าเสริม
"คือน้ำมันท่วมสองเมตรเนี่ย ลำบากนะ น้ำไหลแรงด้วย เราก็ไม่ได้มีเรือที่จะนั่งออกไปซื้อของ สุดท้ายต้องทำไง? ก็ต้องลากแพออกไป แล้วพอน้ำมันท่วมมิดหัว มันลงไปเดินลากเรือแทบไม่ได้เลยนะ มันต้องว่ายน้ำแล้วจูงเอา ซึ่งลำบากมากๆ"


"ลำบากขนาดนี้เคยคิดน้อยใจไหม ว่าทำไมแถวบ้านพี่ต้องเป็นจุดรับน้ำ?" ผมถาม
"น้อยใจไม่มีหรอก แต่อยากให้เข้าใจกันหน่อย น้ำท่วมมิดหัวกับท่วมแค่คอเนี่ย ต่างกันเยอะนะ ถ้าตอนนี้ขอได้คือ ขอให้น้ำมันลดลงไปหน่อย ซัก10เซนติเมตรก็ได้ ให้ได้ลากแพแบบยืนได้หน่อย น้ำไม่มิดหัวหน่อย จะทำยังไงก็ได้ให้น้ำมันลงไปหน่อย เปิดบิ๊กแบ๊กก็ได้ สูบลงคลองก็ดี คือยังไงก็ได้ให้ลำบากคนอื่นน้อยที่สุด" พี่สมชายอธิบาย


"คือไม่ได้อยากให้คนอื่นลำบาก แต่ต้องขอแค่ให้น้ำลดบ้าง?" ผมถามย้ำ
"ใช่ ให้ลงนิดนึง จากหัวถึงคอ แค่นั้น เพราะมันมีความหมายมาก แต่จากคอถึงเอวอะไรนี่พี่ไม่ซีเรียส มันไม่ต่างเท่าไหร่ มันก็ต้องลากแพอยู่ดี แต่ให้เหลือถึงคอ จะดีมาก"


"แค่นั้นพอ?" ผมถามเพิ่ม
"ใช่ครับ แค่นั้นพอ คือเราไม่คิดไปน้อยใจใคร คือทางการภาครัฐเค้าก็มีวิธีการของเขา เขาก็คิดเป็นระบบของทั้งประเทศ เราจะไปน้อยใจก็ไม่ได้ เรามองที่ตัวเราเอาดีกว่า จะได้ไม่ต้องคิดอะไรมาก มองที่เรา ว่าบ้านเราท่วมแค่ไหน ท่วมแค่คอต้องทำยังไง ท่วมมิดหัวต้องทำยังไง เอาแค่คิดว่าจะใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ยังไงก็ลำบากมากแล้ว"


"ไม่คิดเปรียบเทียบกับลาดพร้าว สุขุมวิทหรอ เค้าท่วมแป้บเดียวเองนะ บางที่ไม่ท่วมเลย?" ผมถาม
"ไปคิดยังงั้นไม่ได้ โอเคเราลำบากกว่าคนลาดพร้าวก็จริง แต่เราเปรียบเทียบฝั่งเดียวได้ยังไง? เราต้องมองคนที่โดนมาหนักกว่าเราสิ อยุธยา ปทุมธานี โหเค้าท่วมก่อนหน้าบ้านพี่มาสองเดือน นี่เพิ่งท่วมมาเดือนเดียว คือจะมองก็ต้องมองให้รอบด้าน รังสิตเราก็รับน้ำให้กรุงเทพชั้นใน อยุธยาเค้าก็รับน้ำให้รังสิต"

พี่สมชายถือเป็นตัวอย่างของคนรับน้ำ ที่ก้มหน้าหาทางใช้ชีวิตต่อไป โดยไม่ได้ต้องการให้คนอื่นมารับความลำบากแทน


ขยับจากรังสิต ลงไปที่ดอนเมืองที่เป็นพื้นที่ถัดมา
ผมได้คุยกับพี่พิเศษที่บ้านอยู่เหนือบิ๊กแบ๊กที่ดอนเมืองไปไม่ถึง2กิโลเมตร อยู่ใกล้มาก เรียกว่าถ้าขับรถไปก็ไม่ถึง10นาที แต่ช่วงนี้น้ำท่วมเดินทางยากหน่อย เดินลุยน้ำบวกนั่งเรือ ก็ใช้เวลาซักหนึ่งชั่วโมง
ใช่ครับ จากสิบนาทีเป็นหนึ่งชั่วโมง


เรื่องระยะเวลาการเดินทางเป็นปัญหา แต่เรื่องใหญ่ที่สุดที่พี่พิเศษร้องเรียนคือเรื่องน้ำเน่าเสียและกลิ่นขยะ 
เพราะน้ำแถวดอนเมืองไม่ระบายมานาน ยิ่งหลังกั้นบิ๊กแบ๊กยิ่งไม่ไปไหน น้ำกักขังอยู่อย่างเดิม น้ำเน่าเสียมาจากอยุธยาผ่านมาถึงรังสิต สกปรกเท่าไหน รังสิตรับไว้เท่านั้น
พี่พิเศษเป็นหนึ่งในแกนนำที่เดินหน้าร้องเรียนขอให้รื้อบิ๊กแบ๊ก แน่นอนว่าบทบาทชัดเจนแบบนี้ไม่ต้องถามถึงเรื่องความรู้สึกว่าน้อยใจ เสียใจ ไม่พอใจหรือไม่ ที่บ้านของพี่พิเศษต้องมาเป็นพื้นที่รับน้ำ


"รวมตัวกันไปร้องเรียนรื้อบื๊กแบ๊กที่รัฐวางไว้แบบนี้ ไม่กลัวว่าคนอื่นจะมองว่าทำผิดกติกาของสังคมหรอครับ?" ผมข้ามไปถามคำถามนี้เลย
"คือเราไม่ได้ร้องเรียนตามใจอยากนะ ใช่ว่าเอะอะเราก็ร้องเรียนเลย ใช่ว่าอยากทำอะไรก็ทำเลย เราก็คิดพิจารณาก่อน นี่น้ำท่วมดอนเมืองมาหนึ่งเดือนแล้ว เราก็ยังไม่เคยร้องเรียนอะไร พอวางบิ๊กแบ๊กเราก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าแถวดอนเมืองจะลำบาก แต่เราก็รอเวลาไปก่อน ปรากฎว่าผ่านมาสามวันน้ำไม่ลดลงเลย เราเลยเริ่ม คิดเริ่มวางแผน" พี่พิเศษตอบ ยืนยันว่าการรวมตัวของชาวดอนเมือง ไม่ได้ทำด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ทำเพราะมันน่าจะมีทางออกทางอื่นได้


"แล้วเปิดบิ๊กแบ๊กแบบนี้ น้ำมันไหลเข้าไปแถวหลักสี่ แล้วอาจจะไหลไปถึงกรุงเทพชั้นใน ไม่กลัวคนข้างในไม่พอใจหรอครับ?" ผมถามเพิ่ม
"คือเราก็ตามข่าวนะ เราก็เห็นว่าข้างในน้ำลดเอาๆ ลดเร็วมากๆ แล้วเราก็ไม่ได้ไปรื้อบิ๊กแบ๊กทั้งหมด เราก็ขอไปเปิดบางส่วน เปิดแค่หกเมตร ให้น้ำมันได้ไหลผ่านไปได้บ้าง พอให้น้ำไม่เน่าไม่ขังไม่เหม็น ไม่ได้หวังว่าดอนเมืองต้องแห่้งเลย คือเราก็เข้าใจว่าเราเป็นพื้นที่ที่ต้องเสียสละ"


พื้นที่ที่ต้องเสียสละนี่แหละครับคือสิ่งที่คนเหนือบิ๊กแบ๊กได้ยินและรับทราบมาตลอดเวลา โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือหลักการณ์ที่มากำหนดว่าพวกเขาถึงได้มาเป็นพื้นที่ที่ต้องเสียสละ ชุมชนที่พวกเขาอยู่ แตกต่างจากชุมชนอื่นๆตรงไหน?


และพวกเขามีสิทธิ์ที่จะเลือกหรือไม่?
จนหลายครั้งมีการตั้งคำถามว่า รังสิต ดอนเมือง ปทุมธานี พื้นที่ที่มีคันกั้นน้ำขวางกั้นก่อนถึงกรุงเทพมหานคร พื้นที่เหล่านี้แท้จริงแล้ว เป็น พื้นที่ที่ต้องเสียสละหรือ พื้นที่ที่ถูกเอาเปรียบ


เป็นคำถามที่โยนกลับไปครับ
ความจริงคนในพื้นที่รับน้ำเหนือบิ๊กแบ๊กก็มีหลากหลาย อย่างที่เล่าให้ฟังในบทความนี้
มีทั้งทั้งโกรธ มีทั้งน้อยใจ มีกระทั่งคนที่ก้มหน้ารับสภาพไม่ร้องขออะไร ไม่เคยมีอารมณ์ขุ่นเคืองกับใคร
ไม่ต่างจากความเห็นของคนกรุงชั้นใน ที่ตอนนี้น้ำลดหมดแล้ว ก็ย่อมหลากหลายเช่นกัน มีทั้งเห็นใจและอยากช่วยรับน้ำ มีทั้งเฉยๆไม่ออกความเห็นอะไร มีทั้งไม่รู้ด้วยว่าพื้นที่ของตัวเองมีคนช่วยรับน้ำให้อยู่ และมีกระทั่งคนที่แสดงความไม่พอใจเมื่อมีใครชวนพูดคุยถึงเรื่องนี้


ความเห็นของคนทั้งโซนกรุงเทพชั้นใน และกรุงเทพชั้นนอกก็มีหลากหลายครับ
สุดท้ายแต่ละคนจะคิดจะเห็นอย่างไร 
ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจดีอยู่


แต่ที่แน่แท้คือ

เรื่องราวเหนือบิ๊กแบ๊กทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง
ที่เราควรได้รับทราบและเรียนรู้กันครับ



31 ตุลาคม 2011

[ที่เห็นและเป็นอยู่] จั้ดจ์จัด จัดเต็ม



ที่เห็นและเป็นอยู่ - เนชั่นสุดสัปดาห์ 4 พฤศจิกายน 2554
จั้ดจ์จัด จัดเต็ม
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์


"จั้ดจ์จัด" กลายเป็นชื่อที่ปรากฏบนแวดวงสังคม-การเมือง ที่มาพร้อมกับช่วงวิกฤติน้ำท่วม หลังจากคลิปรายการ "จั้ดจ์จัด" ตอนที่สอง ถูกส่งต่อ ถูกแชร์ ถูกรีทวีต จนมียอดคนเข้าไปดูสูงกว่า 350,000 ครั้งในปักษ์เดียว

"จั้ดจ์จัด" เป็นชื่อของรายการที่มาจากคำสองคำ "จั้ดจ์" คือชื่อเล่นของ ธีมะ กาญจนไพริน เจ้าของรายการ "จั้ดจ์จัด" กับคำว่า "จัด" ที่จั้ดจ์บอกไว้ว่าตั้งใจจะมาจัด คือทั้งมาจัดรายการ และมาจัดเต็ม จัดเต็มความคิด จัดเต็มทางความเห็นผ่านทางรายการนี้

ความจริงแล้วรายการ "จั้ดจ์จัด" เกิดขึ้นมากว่าสองปีแล้ว วัยรุ่นหลายคนอาจจะคุ้นเสียงของเราจั้ดจ์กับรายการจั้ดจ์จัด กับบรรยากาศการหยิบยกเรื่องราวข่าวคราวต่างๆมาเล่า สลับกับการเปิดเพลงที่ตรงใจวัยรุ่นทุกเช้าถึงสาย จั้ดจ์จัดเวอร์ชั่นวิทยุครั้งนั้น แม้จะไม่ดังเปรี้ยงปร้างเหมือนจั้ดจ์จัดเวอร์ชั่นยูทูปครั้งนี้ แต่ก็ได้รับการตอบรับและเรทติ้งที่ดี แต่สุดท้ายรายการก็ต้องปิดตัวลงไป ด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ที่จั้ดจ์ยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาที่พูดคุยในรายการ

หกเดือนที่จั้ดจ์ ได้โอกาสจัดรายการแบบที่ใจต้องการ รายการวิทยุที่ย่อยข่าวให้วัยรุ่นได้ฟัง จั้ดจ์บอกว่าเป็นความสุขและตอบความต้องการในใจได้อย่างที่สุด จนเมื่อไม่ได้จัดรายการนี้แล้ว ก็เหมือนกับว่าชีวิตเขาได้ขาดหายอะไรไปบางอย่าง

ขาดหายไปซึ่งการได้ตื่นตั้งแต่ตีห้าสี่สิบห้า มาฟังรายการข่าวของคุณสรยุทธ์
ขาดหายไปซึ่งการได้เปิดไมโครโฟน พูดถึงเรื่องราวที่อยากจะพูด ผ่านความคิด ส่งต่อไปให้กับคุณผู้ฟัง
ขาดหายไปซึ่งการได้เปิดมุมมองอีกด้านของตัวเอง มุมที่ไม่เคยได้มีโอกาสให้ใครได้เห็นมาก่อน


นั่นคือสิ่งที่จั้ดจ์สูญหายไปกว่าปีกว่า หายไปพร้อมกับรายการจั้ดจ์จัดเวอร์ชั่นวิทยุ


จั้ดจ์จัดกลับมาอีกครั้ง ในเวอร์ชั่นยูทูบ ซึ่งจั้ดจ์เล่าให้ฟังว่าเกิดจากแรงยุ แรงชวน ของคนรอบข้าง โดยเฉพาะลูกกอล์ฟ (คณาธิป สุนทรรักษ์ เจ้าของโรงเรียนสอนภาษา Angkriz) ที่จัดรายการผ่านทางยูทูบมาก่อนอยู่แล้ว และก็เป็นลูกกอล์ฟนี่เอง ที่จั้ดจ์ได้พูดคุยก่อนที่จะบันทึกรายการจั้ดจ์จัดตอนที่2 ลงในคืนวันที่21ตุลาคม2554 ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับกว่าหมื่นวิวในวันรุ่งขึ้น เป็นตัวเลขที่จั้ดจ์บอกว่าไม่เคยคาดคิดมาก่อน

"ยอมรับว่าเราก็อยากให้คนดูรายการเราเยอะๆนะ คือการได้นำเสนอความคิดของเราออกไปทางที่สาธารณะ แน่นอนว่าเราต้องอยากให้คนดูเยอะ แต่ไม่เคยคาดคิดว่าจะมีคนดูมากขนาดนี้ 400,000ครั้งในรอบสองสัปดาห์นี่ไม่คาดคิดมาก่อน เพราะจั้ดจ์จัดตอนแรกก็มีคนดูช่วงก่อนที่จะจัดตอนที่สอง นี่มีแค่หลักสองสามพันวิว พอมาถึงจุดนี้ที่คนดูมากขนาดนี้ ต้องบอกว่าประหลาดใจมาก"


หลายคนคุ้นหน้า "จั้ดจ์-ธีมะ กาญจนไพริน" ผ่านทางรายการบันเทิง โดยเฉพาะรายการเพลงของอาร์เอส ซึ่งจั้ดจ์เล่าว่าทำรายการในแวดวงบันเทิงมานานกว่า8ปีแล้ว ทำมาตั้งแต่สมัยเรียน ซึ่งจั้ดจ์บอกว่าถึงจุดหนึ่ง มันก็ไม่ใช่คำตอบของชีวิตแล้ว 
"คือคนในวงการบันเทิงหลายคนจะมีภาพจำ อย่างเราคนก็อาจจะติดภาพตอนทำรายการเปิดเพลง แต่ถึงจุดหนึ่ง ตัวเราก็เปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ทำอยู่มันไม่สามารถตอบโจทย์ตัวเราเองได้ แล้วก็เริ่มอยากจะทำประโยชน์อะไรให้กับสังคม ได้มากกว่าที่เราทำๆมา" จั้ดจ์พูดถึงความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เปลี่ยนแบบที่หลายคนไม่เชื่อว่านี่คือความคิดจากคนคนเดียวกัน


ในรายการเคยบอกว่าจะพูดทุกเรื่อง ถ้าช่วงนี้ไม่มีเรื่องน้ำท่วม จะพูดเรื่องอะไร?
“การโยกย้ายข้าราชการ เรื่องพรบ.การพิมพ์ ซึ่งเรามองว่าคุกคามสื่อมากๆ หรือเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบาย เช่นเรื่องที่รัฐบาลจะแจกแท็บเล็ต เพราะมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเยาวชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเราอยู่แล้ว แต่พอมันเจอปัญหาน้ำท่วม มันก็ซัดเรื่องอื่นๆหายไปหมด เราก็เลยมาพูดเรื่องน้ำท่วม”


เตรียมจั้ดจ์จัดหนึ่งตอน เตรียมตัวนานไหม?
"คือก่อนอัดคลิปเนี่ย อาจจะตัดสินใจเร็ว คือพร้อมแล้วก็อัดเลย แต่เรื่องเตรียมข้อมูลนี่ใช้เวลานาน เราจะมีสมุดที่คอยบันทึกสิ่งที่เราอยากจะพูด เรื่องน้ำท่วมยกตัวอย่างกระทรวงไอซีที ที่เอาเวลามาจับแต่แฮกเกอร์ ทั้งๆที่หน่วยงานในกระทรวงมีทั้งศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ทั้งกรมอุตุนิยมวิทยา หรือเรื่องประธานศปภ. ที่เราก็สงสัยว่าทำไมไม่เป็นคุณยงยุทธที่ในกระทรวงมหาดไทยมีหน่วยงานช่วยทำงานมากมาย แต่กลับไปเอาคุณประชามา"
"บางอย่างเราเขียนก็ไม่ได้พูดนะ เวลาในคลิปมันมีไม่พอ อย่างวิธีการที่ทีวีไทยเคยเสนอ เรื่องจับคู่บัดดี้เป็นพี่เลี้ยง คือให้หน่วยงานอาสาต่างที่ลงไปช่วยในพื้นที่ต่างๆ ให้พวกเขาช่วยจนสุด ไม่ใช่ไปช่วยเหมือนไปทอดกฐิน ที่ไปเรื่อยๆ ไปหลายๆวัด ไปแล้วก็ปล่อย แต่ไม่เคยรอดูจนเสร็จ รอดูจนน้ำลด สุด้ทายมันแก้ปัญหาไม่หมด"


แต่อย่างน้อยก็ชัดเจนว่าไม่ได้พูดตามอารมณ์ไปซะหมด
"ไม่ได้สิ ถ้าอย่างนั้นก็ตามอารมณ์ไปหมด แต่เราก็ไม่ถึงกับเขียนสคริปท์ เขียนแค่หัวข้อเอาไว้"


ตอนที่ทำตอนที่สองคิดอะไรอยู่?
“คือก่อนทำเราไปนั่งกินข้าวกับลูกกอล์ฟ แล้วลูกกอล์ฟก็ชวนให้ทำ ลูกกอล์ฟถามว่ารออะไรอยู่ พอกลับมาถึงห้องก็เปิดโน๊ตบุคแล้วอัดตอนที่สองเลย แบบที่ไม่ได้คิดอะไรมากมาย อัดเสร็จ โหลดเสร็จแล้วก็นอน จำได้เลยว่าตอนนั้นประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืน โอ้โห แล้วพอตื่นมานี่ต้องบอกว่าไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนเข้ามาดูเยอะขนาดนี้”


สิ่งที่พูดในรายการ โดยเฉพาะตอนที่สอง ถือว่าแรงมาก มีกระแสตอบรับอย่างไรบ้าง?
“ส่วนใหญ่จะเข้ามาชมนะ แต่เข้ามาติมาด่าก็เยอะมาก ซึ่งเราก็เข้าใจ เพราะบางทีบางคำเราย้อนกลับไปดู ก็โหดอยู่เหมือนกัน”


ฟังดูแล้วจั้ดจ์ก็เหมือนจะรู้สึกบกพร่องกับคลิปที่สองบ้าง เคยคิดอยากย้อนเวลาไป แล้วแก้ไขรายการตอนนี้ไหม?
“เรื่องสำคัญคือเรื่องของข้อมูล เพราะตอนนี้คนเข้ามาดูกันเยอะ ซึ่งต่อไปนี้ก่อนจะพูดอะไร เราต้องเช็คให้ดี คือไม่ใช่เอาข่าวลือจากที่ไหนมาพูด มันเป็นความรับผิดชอบที่มีมากขึ้นหลังคนดูมากขึ้น เพราะยอมรับว่าเราเครียดนะเวลามีใครมาตำหนิเรื่องข้อมูลเนี่ย เราเครียดเวลาเห็นคนเอาข้อมูลมาหักล้างกับเราเนี่ยะ เราเครียดนะ”
“อีกเรื่องคือเรื่องของอารมณ์ในคำพูด อันนี้เราต้องลด ลดอีโมชั่นลงมาหน่อย คือเราอาจจะใช้คำพูดแรงเกินไป แล้วคำพูดที่เราใช้คือใช้กับผู้ใหญ่ ซึ่งแม้เขาอาจจะทำงานไม่ดี แต่สุดท้ายเขาก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เราก็ไม่ควรไปจาบจ้วงรุนแรงขนาดนั้น”


อย่างเช่นจุดไหนบ้าง?
“อย่างเช่นคำว่า "โง่ๆ" คือเราคงไม่พูดแล้ว เพราะมันดูรุนแรงเกินไป อีกอย่างคือชื่อคน คือเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะอะไรมากมาย เราเลยพูดชื่อเต็ม นามสกุลเต็ม แถมท้ายด้วยตำแหน่งอีก จนมีคนเตือนว่าควรจะใช้ฉายาดีไหม หรือเลี่ยงใช้ชื่ออื่นที่ให้คนเข้าใจเองดีไหม รวมๆแล้วใช้อารมณ์มากไป คือจำได้เลยว่าตอนที่อัดคลิปที่สองเราใช้อารมณ์มากเกินไป คือคืนที่เราอัดคลิป เช้าตื่นมา แม่กับพี่สาวถามว่า ไปทะเลาะกับใครมา คือเสียงดังมาก จนเหมือนไปทะเลาะกับใครมา เราใช้อารมณ์มากเกินไป”


อย่างคำว่าโง่ๆ เห็นพูดคำว่า "ประชาชนโง่ๆคนนึง" อันนี้ตั้งใจไหม?
“พูดจริงๆนะ คำว่าประชาชนโง่ๆคนนึง เป็นคำที่โผล่มาตอนที่อัดคลิปเลยนะ คือเวลาเราจะเปลี่ยนเรื่องหรือจะขอพัก เราก็พูดคำนี้ออกมาเพื่อให้เราได้พัก พูดไปโดยไม่คิดว่าจะให้คนติดหู เราแค่พูดออกมาตามจังหวะ แต่กลายเป็นคำที่คนติดหูมากที่สุด”


เคยรู้สึกกลัวบ้างไหม?
“ตอนที่ทำไม่กลัวอะไรเล้ย เพราะเราไม่คิดว่าคนจะดูเยอะ เราก็ปล่อยเบลอ ปล่อยไหลไป แต่ผ่านไปสักสองวันเราเริ่มกลัวแล้ว เพราะมีทั้งเรีื่องพักงาน แล้วอีกเรื่องนี่ไม่น่าเชื่อคือเราโดนเจาะลมยาง”


โดนเจาะลมยาง? คือมั่นใจว่ามาจากคลิป ไม่ใช่เรื่องอื่น?
“มั่นใจ เพราะเราไม่เคยมีศัตรูเรื่องอื่น แล้วลองไปดูในยูทูบมันก็มีคนมาเขียนคอมเม้นท์ที่เรารู้เลยว่าเค้าตามเราอยู่ คือมาเขียนประมาณว่าวันนั้นวันนี้ไปไหนมา แล้วยังมีมาขูดรถอีก มาขูดเหนือเซนเซอร์ถอยหลัง แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้กังวลกับเรื่องพวกนี้มาก เพราะความจริงความพูดของเราไม่ได้มีน้ำหนักในสังคมมากขนาดนั้น”


คำพูดแรงๆ มีทั้งด่าว่าไอ้ตุ้ด หรือมีคนถามว่าเอาแต่ด่า ทำไมไม่คิดจะทำอะไรบ้าง จั้ดจ์คิดยังไงกับมัน?
“ยอมรับนะว่าตอนแรกอยากจะชี้แจง แต่คิดไปคิดมาแล้วไม่ชี้แจงดีกว่า 4-5วันแรกไม่ตอบโต้เลย ไม่เข้าไปดูเลย ส่วนหนึ่งคืิอดูไปแล้วเครียด คือเป็นธรรมดาของคน เวลามีคนมาด่ามากๆเราก็เครียดนะ”


คนชมก็เยอะไม่ใช่หรอครับ?
“นิสัยเรามันก็ดันเลือกดูแต่คำด่า พออ่านมากๆเข้าเราก็เครียด ส่วนเรื่องไม่ลงไปช่วย จริงๆแล้วแล้วเราก็ไปช่วยนะ ลงพื้นที่มาสองครั้ง คืออาจจะน้อย แต่ประเด็นคือความจริงคนเรามีหลายหน้าที่ให้ทำ อย่างคนที่บอกว่าทำไมเราไม่ไปเป็นนายกซะเอง ทำไมไม่ไปลงการเมือง คือทุกคนต่างมีหน้าที่ของตัวเอง เราได้มอบหมายหน้าที่ให้กับผู้แทนของเราไปแล้ว ตอนนี้เราก็มีหน้าที่ที่จะวิจารณ์ ไม่งั้นทุกคนที่วิจารณ์ศปภ.คงต้องไปเป็น คณะกรรมการบริหารของศปภ.ให้หมด ซึ่งมันไม่ใช่ อย่างเรา เรารู้ตัวว่าเรามีทักษะด้านการสื่อสาร เราก็ทำในสิ่งที่เราถนัดในการส่งต่อความคิด เริ่มจากสิ่งที่เราคิด
ส่วนพวกคำด่า ด่าว่าไอ้ตุ้ดอะไรพวกนี้เนี่ย เราไม่เครียดเลยนะ เป็นเรื่องที่เราอ่านแล้วนั่งขำมากกว่า เป็นช่วงผ่อนคลายมากกว่า (จั้ดจ์พูดไปหัวเราะไป)”

มีใครมาห้ามบ้างไหม?
“ก็มีบ้าง รุ่นพี่ที่รู้จัก เพื่อนๆ แต่นักการเมืองหรือศปภ.อะไรนี่ไม่มีครับ”


เจอหนักขนาดนี้เคยมีบางห้วงเวลาไหม ที่คิดจะลบคลิปนั้นออกจากอินเตอร์เน็ท?
"มีครับ ต้องบอกว่ามันส่งผลกระทบถึงเรื่องงาน แล้วเราก็ไม่ใช่คนที่มีงานเยอะแยะ เราก็มีเท่าที่มี ทำไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ดาราคิวทอง ยอมรับว่างานบางงานเสียไปจากการทำคลิปนี้ เคยไปโพสท์ในเฟซบุคว่า คนบางคนเสียคนเพราะเรื่องเงิน ซึ่งเราก็เป็น เราก็เคยมีห้วงเวลานั้น ห้วงที่อยากจะลบคลิปแรงๆนี้ไปให้หมด แล้วก็ลืมไปเลยว่าเราเคยพูดสิ่งเหล่านี้ออกมา แล้วกลับไปใช้ชีวิตแบบที่เราเคยใช้มา”


แต่สุดท้ายก็ไม่ลบ?
"ไม่ลบครับ ยังไงก็ไม่ลบ คำตอบสุดท้ายที่ทำให้ตัวเองไม่ลบ คือจั้ดจ์คิดว่าต่่อให้เราลบ แล้วเรากลับไปทำงานตามปกติ เราก็เชื่อเหลือเกินว่าซักวันหนึ่ง เราก็จะพูดสิ่งเหล่านี้ออกมาอยู่ดี เพราะมันคือสิ่งที่เราคิด จะหนีไปไหนไม่ได้ มันคิือข้างในของเราที่เราอยากทำออกมา อยากทำจริงๆครับ อยากให้คนอยากดูข่าว อยากให้คนไทยเห็นคุณค่าของข้อมูลข่าวสารมากกว่าเรื่องบันเทิง เพราะจั้ดจ์รู้สึกว่าคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว เวลามีเรื่องราวข่าวสารไหนที่เขาไม่เข้าใจ เขาก็จะไปค้นคว้า ไปหาข้อมูลมาเพื่อคลายสงสัยให้ได้"


มีคนบอกว่าจั้ดจ์อยากดัง?
“คืออย่าใช้คำว่าอยากดังเลย แต่แค่อยากจะบอกให้ทุกคนรู้ว่านี่คือตัวตนของเรา นี่คือตัวของเรา คือจั้ดจ์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนหน้าฉากของตัวเอง เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ก็อยากให้คนรู้ว่าเราเป็นคนแบบนี้ เราคิดของเราแบบนี้ แล้วก็กล้าพูดนะว่าเราหวังว่าจะมีคนดูเยอะ แต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดจะมาโฟกัสทำยอด ว่าคนจะต้องดูมากมายเท่านั้นเท่านี้”


คือถ้าคนดูเยอะ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย?
“ใช่ คือลึกๆแล้วก็ภูมิใจนะ ที่มีคนดูเยอะขนาดนี้ เป็นหมื่นเป็นแสนขนาดนี้ แต่ถ้ามองแบบตื้นๆหน่อย ก็พูดตรงๆว่ากลัวว่างานจะหายไปหมด อันนี้ยอมรับ คือเราต้องหาเลี้ยงครอบครัวอยู่ ยังต้องดูแลบ้านเราอยู่ คือถ้าเราอยู่ตัวคนเดียว ก็คงกล้าทำกว่านี้ แต่เราต้องหาเงิน เลี้ยงดูพ่อแม่ด้วย”
“คือประเทศไทยยังไม่ได้เปิดกว้างความคิดทางการเมืองขนาดนั้น จั้ดจ์มองเวลาประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาเวลาดาราเขาออกมาประกาศสนับสนุนพรรคนั้นพรรคนี้ เขาทำได้เต็มที่ แต่คนก็ไม่ได้ไปตัดสินอะไรจากตรงนั้น คือสุดท้ายถ้าชอบก็คือชอบที่ผลงาน ไม่ใช่แนวคิดทางการเมือง”


แต่ว่ารายการตอนที่3อาจจะเบาลง?
“ใช่ครับ คืออย่างที่เคยบอกไปว่าก้าวต่อจากคลิปตอนที่สอง จะเป็นก้าวที่ยากลำบากขึ้น เพราะเราต้องหาจุดพอดีของรายการเราให้ได้ จะแรงเหมือนเดิมก็อาจจะไม่ได้แล้ว ซึ่งก็ทำใจไว้แล้วว่าคงจะมีคนบอกว่าทำไมซอฟท์จัง”


เคยจัดรายการทาง Voice TV ด้วย ทั้งๆที่เป็นสื่อที่มีความสัมพันธ์กับเครือข่ายคุณทักษิณ?

“ยอมรับว่าเคยครับ ยอมรับด้วยว่าไปจัดเพราะรายได้ครับ แต่รายการที่เราไปทำคือรายการ Men in Trend ซึ่งเนื้อหาไม่เกี่ยวกับการเมือง และตอนนี้เราก็ออกมาแล้ว ออกมานานกว่า2ปีแล้ว รายการที่รีรันอยู่ตอนนี้ เป็นเทปทั้งนั้นครับ”


จัดศปภ.เต็มๆขนาดนี้ ถามจริงๆความคิดทางการเมืองเป็นอย่างไร สนับสนุนประชาธิปัตย์อยู่หรือเปล่า?
“จุดยืนทางการเมืองอย่างเดียวที่มี คือเราจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือจะเป็นคนสีไหนมาจากพรรคไหน มาต่อต้าน แอนตี้ท่าน เราจะไม่ชอบเลย อันนี้พูดตามตรง”
“ส่วนเรื่องจุดยืนทางการเมือง ยกตัวอย่างถ้ารัฐบาลตอนนี้มีคุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วยังมีแนวทางการบริหารจัดการบ้านเมืองอยู่แบบนี้อยู่ คลิปก็ต้องมี ถ้าทำงานแบบนี้คลิปก็ต้องมีอยู่แล้ว เพราะมันคือความเดือดร้อนของประชาชน แม้ว่าความที่เรารักและปกป้องสถาบัน เราเลยเอียงไปทางฝั่งประชาธิปัตย์มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ด่าเค้าเลยถ้าเค้าทำผิด”


เพราะฉะนั้นจั้ดจ์จัดทำไปเรื่อยๆ จนถึงตอนที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แล้วทำอะไรที่มันเส็งเคร็งห่วยๆ ก็ต้องมีจัดกันบ้าง?
“มันก็ต้องมีอยู่แล้ว มันเป็นธรรมชาติของรัฐบาลที่จะต้องโดนด่า มากกว่าฝ่ายค้าน”


จัดมาให้ครับสำหรับจั้ดจ์จัด ที่เจ้าตัวยอมรับเองว่าแม้จะเอนเอียงทางการเมืองไปข้างใดข้างหนึ่งบ้าง แต่สุดท้ายคลิปที่จัดมาอยู่ก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ทางสังคม ที่จะช่วยตรวจสอบรัฐบาล
Related Posts with Thumbnails