19 พฤษภาคม 2012

2ปี 19พฤษภา2553

เขียนบล็อกสั้นๆ รวบรวมจากที่เคยเขียนผ่านทวิตเตอร์ ต่อเนื่องจากที่บันทึกไว้ในบล็อก "ที่เห็นและเป็นอยู่: บันทึกเหตุการณ์ 19 พฤษภา 2553 http://blog.noppatjak.com/2010/05/19-53.html

วันนั้นผมอยู่ที่ราชประสงค์จนถึงราวๆ18.00น. (ทุกวันนี้ใจยังนึกเสียดายอยู่ที่ถอนทีมข่าวเร็วไปหน่อย)
ถึงวันนี้ผมย้อนกลับไปอ่านบล็อกนั้น ภาพเหตุการณ์แต่ละอย่างก็ยังชัดเจน และไม่ได้รู้สึกว่ารายละเอียดที่เขียนในบล็อกจะผิดเพี้ยนจากที่เข้าใจ

ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสขึ้นศาลเป็นพยานในคดีต่างๆหลายคดี ส่วนมากเป็นคดีของเอกชนแต่ละราย ทำให้ได้มีโอกาสเจอะเจอพยานปากอื่นๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน กรณีการเผาห้างCTW ผมเห็นกับตาว่ามีคนปาถังแก้สและตั้งใจเผาอย่างสนุกมือ คนที่เห็นลักษณะไม่คล้ายทหาร ผมไม่เกรียน ร่างกายยอมซูบ และมีโอกาสเป็นไปได้สองทาง คือมีคนนอกเข้ามาสร้างสถานการณ์ หรือเป็นคนเสื้อแดง เพราะในเวลาที่เริ่มมีการเผา คนเสื้อแดงยังอยู่ในพื้นที่อยู่มาก (ซึ่งสุดท้ายแล้วถึงวันนี้ ต่อให้ผมเชื่อว่าคนเสื้อแดงเผา แต่ผมก็แยกออก ว่าไม่ใช่ว่าเจอเสื้อแดงที่ไหนก็บอกเขาเผาไปซะหมด ผมเข้าใจว่าคนทำคือคนเสื้อแดงส่วนเดียว เป็นพวกกเฬวรากของเสื้อแดง และของสังคม) ซึ่งแม้ว่าคนเสื้อแดงบางส่วนจะไม่ยอมรับในสิ่งที่ผมเห็น แต่อย่างน้อยก็หวังว่าเสื้อแดงจะยอมรับว่าการตั้งจุดชุมนุมกลางเมืองก็เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดเผาเหตุได้ เป็นอย่างน้อยที่เสื้อแดงและแกนนำนปช.ควรจะยอมรับได้บ้าง นอกจากนั้น ก็หวังว่าจะมีพยานหลักฐานชี้ชัดมากขึ้นหลังจากนี้

อีกเรื่องของแกนนำ การตัดสินใจครั้งสำคัญที่ผมยังคาใจอยู่คือการไม่รับข้อเสนอปรองดอง ที่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์มีการเสนอให้ยุบสภาในช่วงปลายปี เพราะถ้ารับขอเสนอนั้น ก็น่าจะช่วยรักษาชีวิตมวลชนของตัวเองได้มาก แต่สุดท้ายแกนนำก็ปัดข้อเสนอนั้นไป ซึ่งผมยังสงสัยในความจริงใจของแกนนำนปช.อยู่

ส่วนเหตุผู้เสียชีวิต เท่าที่ความรู้ผมมี ผมว่าการสลายชุมนุมเกิดขึ้นได้ แต่ด้วยเงื่อนไขที่ไปสู่จุดที่จำเป็นแล้ว และฝ่ายที่สลายต้องหลีกเลี่ยงการปฏิบัติการณ์จนส่งผลให้เสียชีวิตอย่างที่สุด แต่โดยหลักฐานที่มี ทั้งจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ หรือคอป. ก็มีรายงานว่ามีเด็กอายุ14เสียชีวิต และมีหลายกรณีที่ผู้เสียชีวิตจากอาวุธของทหารด้วยการยิงที่ศีรษะในกระสุนแรกๆ ซึ่งผมมองว่านั่นเป็นความผิดพลาด จากการตัดสินใจสั่งสลายครั้งนั้น

ถึงวันนี้ท่าทีของคุณอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ก็ยินยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว และย้ำว่าอยากให้มีการนำข้อเท็จจริงมานำเสนอเพื่อคลี่คลายสถานการณ์อยู่บ่อยๆ ซึ่งเป็นท่าทีที่ดี ข้อเสนอของผมคือฝั่งประชาธิปัตย์เองก็สามารถเอาความจริงมานำเสนอบ้างก็ได้ ถ้าจริงใจกับคำพูดเรื่องการนำความจริงออกมานำเสนอจริงๆ

ส่วนตัวผมหวังว่าหลังจากนี้จะมีการหาคนผิดในทุกเหตุการณ์ แยกย่อยเป็นกรณี คนสั่งเผา คนเผา มือที่สามที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย คนสั่งสลาย หาคนผิดอย่างที่สุด เพื่อให้คนที่ทำผิดมารับโทษ อย่างเป็นธรรม ไม่เหมารวมว่าคนกลุ่มนั้นกลุ่มนี้เป็นฝ่ายผิดทั้งหมด แยกแยะคนที่ทำผิดออกจากผู้บริสุทธิ์ ออกจากผู้ได้รับผลกระทบ ไม่เอาการปรองดองเพื่อให้ผู้มีอำนาจทุกฝ่ายรอดพ้นจากความผิด แล้วปล่อยให้พวกเราต้องขัดแย้งกันแบบนี้ต่อไป

ทั้งหมดนี้ผมเขียนเล่าด้วยเจตนาบริสุทธิ์ใจ  บางข้อมูลอาจจะขัดแย้งจากคนอื่น แต่ผมก็ให้ข้อมูลอย่างจริงใจ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่อยู่ในที่เกิดเหตุ และไม่ได้มีผลได้ผลเสียกับคดีที่เกิดขึ้นกับผู้มีอำนาจแต่ละฝ่าย เขียนด้วยหวังว่าจะลดความเห็นที่สุดโต่งลง

01 พฤษภาคม 2012

Always United

อยากเขียนถึงแมนยูไนเต็ดมานานแล้ว แต่ก็ผลัดมาเรื่อย ผลัดมาจนถึงวันที่ไม่ได้"อยาก"เขียนแล้ว แต่ว่า"ต้อง"เขียนแทน ต้องเขียนด้วยความหงุดหงิดใจ

เชื่อว่าแฟนแมนยูไนเต็ดหลายคนคงหงุดหงิดใจ
หงุดหงิดกับความพ่ายแพ้ต่อแมนซิตี้1-0
หงุดหงิดที่ต้องหล่นมาอยู่อันดับ2
หงุดหงิดที่เราขว้างความได้เปรียบ8แต้มทิ้งลงทะเล
หงุดหงิดที่เราอาจจะไม่ได้คว้าแชมป์และหงุดหงิดที่ทีมที่มีโอกาสจะคว้าแชมป์คือแมนซิตี้

ผมก็หงุดหงิดไม่แพ้กัน

ถ้า ไม่มีปาฎิหาริย์ที่นิวคาสเซิ่ล แมนซิตี้จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้สำเร็จ และที่ช้ำใจกว่านั้น คือแมนยูไนเต็ดจะปิดฤดูกาลมือเปล่า ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นชินอย่างมาก ย้อนกลับไปครั้งที่แล้วที่เราจบฤดูกาลมือเปล่า ก็เป็นช่วงที่สโมสรกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ถ่ายเลือดจากยุคที่2มาเป็นยุคที่3ของเซอร์อเล็กซ์ประเด็นเรื่องยุคสมัยของ ทีม

ผมเคยบอกไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้ว ว่าปีนี้เป็นปีที่แฟนๆแมนยูไนเต็ดจะต้องตามเชียร์แบบทำใจหน่อยเพราะปีนี้ เป็นปีเปลี่ยนผ่านของสโมสร เป็นปีที่เรามีดาวรุ่งที่ดันขึ้นมาจากชุดเยาวชนหลายคน เป็นปีที่เราซื้อผู้เล่นหน้าใหม่ที่ต้องการการปรับตัวอีกมาก เป็นการเปลี่ยนผ่านของแมนยูไนเต็ดในของอเล็กซ์ เฟอร์กูสันครั้งที่4 ซึ่งทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผ่าน แฟนๆก็ต้องให้เวลากับทีมมากหน่อย ถ้ามองย้อนไปช่วงฤดูกาล2002-2004นั่นก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ถ้าใครจำไม่ได้ ก็ช่วงที่โรนัลโด้ย้ายมาใหม่ๆ ยังออกลูกเลี้ยงอยู่มาก ช่วงที่จตุรเทพผลัดกันพลาด จนมีปีหนึ่งแมนยูไนเต็ดหลุดไปอยู่ถึงอันดับ3 และคว้าน้ำเหลวไม่ได้แชมป์เลยซักถ้วย

ปี2011-2012ก็ไม่ต่างกันนัก เราต้องให้เวลากับนักเตะดาวรุ่ง ที่มีแทบครบทุกตำแหน่ง ทั้งเดเกีย, โจนส์, สมอลลิ่ง, ราฟาเอล, ฟาบิโอ, เคลฟเวอร์ลี่ย์, แอนเดอร์สัน, เวลเบ็ค ไปจนถึงชิชาริโต้ที่แม้จะพอพิสูจน์ตัวเองได้แล้ว แต่กระดูกก็ยังไม่แข็งพอ ทั้งหมดนี้เป็นนักเตะที่เราต้องให้เวลาที่พวกเขาจะมีข้อผิดพลาด มากบ้างน้อยบ้าง แต่พวกเขาคืออนาคตของสโมสร และเป็นขุมกำลังที่แฟนบอลหลายทีมต้องอิจฉา

เลี่ยงไม่ได้ที่หลังจากนี้ก็จะมีข้อสงสัยจากแฟนบอลทีมอื่นๆ ว่านี่คือขาลงของแมนยูไนเต็ดหรือไม่ หรือว่านี่คือจุดตกต่ำของสโมสร แต่ในความเป็นจริงอะไรๆคงไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้น

แน่นอนในถ้วยยุโรป เราตกรอบแบ่งกลุ่มอีกครั้ง หลังจากเคยพลาดเช่นนี้ในปี2005-2006 จุดผิดพลาดสำหรับถ้วยยุโรปในปีนี้อยู่ที่การส่งผู้เล่นดาวรุ่งลงสนามมากเกิน ไป อย่างที่เซอร์อเล็กซ์ออกมายอมรับว่าผิดพลาดที่ตั้งใจจะให้ดาวรุ่งมี ประสบการณ์ในถ้วยยุโรปบ้าง ซึ่งก็เป็นบทเรียนราคาแพงเพราะสุดท้ายเราก็ตกรอบแรก และสูญรายได้กว่า20ล้านปอนด์

แต่ในพรีเมียร์ลีก ถ้ามองตามสถิติแล้วสมมติแมนยูไนเต็ดชนะอีก2นัดที่เหลือ ปีนี้แมนยูไนเต็ดจะทำแต้มได้89แต้ม ซึ่งนั่นมากกว่าปีที่แมนยูไนเต็ดเป็นแชมป์หลายๆสมัย (8จาก12ครั้งที่เป็นแชมป์ทำแต้มได้น้อยกว่านี้) คือมาตรฐานของทีมก็ไม่ได้ตกหล่นลงไปจนน่าเกลียด เพียงแค่ว่าปีนี้มีแมนซิตี้ที่เป็นคู่แข่งที่พัฒนาขึ้นมามาก ทำให้การแข่งขันออกมาสูสี

สุดท้ายเรายังเหลืออีก2นัดให้ลุ้นกันอยู่ครับ เกมไปเยือนนิวคาสเซิ่ลของแมนซิตี้เป็นความหวังสุดท้ายของเรา ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แฟนผีอย่างเราก็จะยังให้การสนับสนุนนักเตะและผู้จัดการทีมของเราต่อไป

Win together.
Lose together.
Always United.

23 เมษายน 2012

ลาว-กัมพูชา: บันทึกการเดินทางมาของทักษิณ


ที่เห็นและเป็นอยู่
ลาว-กัมพูชา: บันทึกการเดินทางมาของทักษิณ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ทำข่าวการเมืองมาหลายปี แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เดินทางไปทำข่าวพ...ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเป็นครั้งแรกที่ผมเข้าใจถึงความเป็นบุคคลที่สะท้อนความเห็นที่หลากหลาย หรือที่ศัพทภาษาอังกฤษ์ในแวดวงข่าวคือ Divisive Figure หรือ Polarized Person เพราะตั้งแต่ก่อนไปทำข่าวการเดินทามาที่ประเทศลาวและกัมพูชาของคุณทักษิณ ผมได้รับการฝากฝังให้ทำภารกิจหลายอย่าง ตั้งแต่ฝากกอด ฝากให้กำลังใจ ฝากด่า ไปจนถึงฝากระเบิดพลีชีพไปเลย (แน่นอนว่าผมไม่ได้ทำอะไรสักอย่างจากสี่ฝากนั้น)

การไปเยือนเสียมราฐของทั้งแกนนำนปช
.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย พยายามไม่แตะเรื่องการเมือง น่าจะมีสาเหตุมาจากความเกรงใจคนสองคน เป็นความเกรงใจของสองนายกหนึ่ง...นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรสอง...นายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา สมเด็จฮุนเซ็นคนแรกเกรงใจ เพราะไม่อยากให้นายกยิ่งลักษณ์ที่ยังไม่ช่ำชองเรื่องเกมการเมืองนัก ต้องเจอกับภาวะงานเข้าระลอกใหม่

คนสองเกรงใจ เพราะมาเยือนถิ่นดินแดนเขา และนายกฮุนเซ็นก็ย้ำชัดว่าเวทีเสื้อแดงที่เสียมราฐครั้งนี้ ไม่ใช่เวทีทางการเมือง แต่เป็นคอนเสิร์ตฉลองสงกรานต์

แต่ท่าทีของแกนนำนปช
. ที่เอาแต่ร้องรำทำเพลงครั้งนี้ ถือว่าน่าผิดหวังเป็นอย่างมาก

น่าผิดหวังกับความร่าเริงจนหลงลืมเนื้อหาสาระที่ตัวเองเคยพูด และละเลยหลายสิ่งที่ยังเป็นปัญหาอยู่

เปรียบเทียบกับสมัยก่อนเป็นรัฐบาล นอกจากการโจมตีการทำงานของรัฐบาลของอดีตนายกอภิสิทธิ์แล้ว แกนนำนปช
.ก็ยังมีปราศรัยเรื่องของความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทางเศรษฐกิจ ปราศรัยบนเวทีอย่างหน้าดำคล่ำเครียด แต่เมื่อสลับบทบาทมาเป็นฝ่ายรัฐบาลแล้ว แกนนำนปช.กลับเน้นปราศรัยแบบสนุกสนานสุดเหยียด ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นก็เรียกว่าสนุกสุดๆจนลืมนึกถึงครูอังคณาไปเบยแจ้

การปราศรัยแบบสนุกสุดเหวี่ยงของแกนนำนปช
.6เดือนหลังก้าวเข้ามาเป็นรัฐบาล ได้หลงลืมอะไรไปบ้าง?
หลงลืมประเด็นการนิรโทษกรรม ว่าตกลงแกนนำนปช.ว่าอย่างไร สนับสนุนการนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณหรือไม่? แล้วมันจะกินวงกว้างไปจนถึงการนิรโทษกรรมให้คุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพหรือเปล่า?หลงลืมผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุชุมนุม แน่นอนว่ามาตรการการเยียวยาที่ผ่านมาอาจจะช่วยได้บ้าง แต่การไร้เสียงทวงถามความยุติธรรมจากเหตุที่เกิดขึ้น นั่นแปลว่าแกนนำนปช.พึงใจกับกระบวนต่างๆที่เป็นไปแล้วหรือ?
สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่แกนนำนปช
.เคยพูดมาตลอด2ปีที่ผ่านมา พูดบนเวทีชุมนุม พูดในการสัมภาษณ์ พูดตอนแถลง เผลอแทบจะละเมอพูดตอนนอนด้วยซ้ำ แต่กลับไม่ได้พูดบนเวทีที่เสียมราฐแม้แต่น้อย
จะอ้างว่าเพราะนี่คือเทศกาลสงกรานต์ แล้วเมื่อปี2552-2553นั้นไม่ใช่สงกรานต์หรือ?จะอ้างว่าเพราะนี่คือการชุมนุมต่างที่ต่างถิ่น แล้วเมื่อทำไมรู้ทั้งรู้ว่ามาชุมนุมที่กัมพูชาแล้วพูดการเมืองไม่ได้ การตัดสินใจเดินทางมาครั้งนี้ ก็เท่ากับว่าตัดสินใจละเลยประเด็นต่างๆที่พึงนึกถึงไปแล้ว

เสียงเรียกร้องประชาธิปไตยที่มีมาตลอด
3-4ปีหลังมันหายไปไหน
หรือว่าประชาธิปไตยแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันสมบูรณ์แบบตามที่ต้องการแล้ว?
ถ้าใช่ ประชาธิปไตยในห้วงเวลานี้มันต่างจากในช่วงที่คนเสื้อแดงชุมนุมที่แยกราชประสงค์ตรงไหน?
หรือว่ามันก็เป็นประชาไตยนั่นแหละ ตราบใดที่พรรคพวกของตัวเองเป็นรัฐบาลและมีตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง?
เป็นคำถามที่ต้องสะท้อนไปถึงแกนนำนปช
.แต่ละคน
ข้ามกลับมาที่ฝั่งคนไม่ชอบทักษิณ

โดยเฉพาะหลายคนที่ฝากผมไปด่า และฝากระเบิดพลีชีพสังหารคุณทักษิณไปด้วย
นอกจากเพื่อนคนนั้นแล้ว ผมอ่านจากบนไทม์ไลน์ทวิตเตอร์ก็เชื่อได้ว่ายังมีคนอีกไม่น้อย ที่หวังเห็นคุณทักษิณถูกสังหารในผืนแผ่นดินลาว-กัมพูชา เป็นความเห็นที่สะท้อนชัดเจนถึงความเกลียดชังที่คนส่วนหนึ่งมีต่อคุณทักษิณ
ซึ่งความจริงแล้วอาจจะถึงเวลาที่ที่ไม่ชอบคุณทักษิณต้องเลิกหวังลมแล้งๆกับอุบัติเหตุทางการเมืองเหล่านี้ 
เป็นคำแนะนำอย่างจริงใจไปถึงคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณ ว่าควรเลิกหวังให้คุณทักษิณตาย เลิกแช่งให้คุณทักษิณป่วยหนักแล้ว หนึ่งเพราะเท่าที่เห็นคุณทักษิณยังแข็งแรงอยู่ และสองเพราะเรื่องสุขภาพของคุณทักษิณเราคงไปกำหนดชี้นำไม่ได้ มันเป็นเรื่องของการดูแลของเขา สิ่งหนึ่งที่ผมต้องน้อมเรียนเหล่ากลุ่มคนที่ไม่ชอบคุณทักษิณ คือความนิยมของคุณทักษิณยังมีอยู่มาก ในหมู่เหล่าคนเสื้อแดงและฐานเสียงของตัวเองอยู่ สังเกตได้ชัดเจนจากการไปเยือนกัมพูชาในครั้งนี้
และแม้ผมจะผิดหวังกับท่าทีทางการเมืองของแกนนำนปช
. แต่มุขตลกของแกนนำหัวแถวอย่างณัฐวุฒิ ใสยเกื้อก็ยังฟังขึ้นอยู่ โดยเฉพาะกับประโยคจั่วหัวที่ว่า
ใครเปิดทีวีคงต้องสงสัย นี่เรามาปราศรัยที่เสียมราฐหรือสนามหลวงกันแน่
ซึ่งเป็นมุขตลกที่ไม่เกินความจริง เพราะรอบเวทีที่เสียมราฐที่ที่ห่างไกลจากกรุงเทพมหานครหลายร้อยกิโลเมตร ก็ยังมีคนเสื้อแดงเดินทางมาให้การสนับสนุนคุณทักษิณไม่ต่างจากที่สนามหลวงเท่าไหร่
นั่นเป็นความจริงที่คนไม่ชอบคุณทักษิณ ไม่ชอบคนเสื้อแดงต้องยอมรับ

ยอมรับก่อนที่จะเรียนรู้และคิดหาทางเอาชนะคุณทักษิณ

ความจริงที่ว่าคือคนเสื้อแดงกว่าสองหมื่นคนแห่แหนเดินทางข้ามดินแดนจากไทยไปลาว 
เป็นความตั้งใจของพวกเขาที่อยากจะเดินทางไปเห็นหน้าคนที่เขารัก ที่ชื่อทักษิณ ชินวัตร
เป็นการเดินทางหลายชั่วโมง บางคนต้องนั่งรถเป็นวันๆ เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าทักษิณใกล้ๆเพียงแค่3-4นาที
นอกจากการเดินทางแล้ว ความเป็นอยู่ของคนเสื้อแดงเหล่านี้ก็ยากลำบาก หลายคนทนนอนรอบๆเวทีที่สนามจุงยู ที่สภาพก็เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ตั้งกระโจมอาบน้ำรวม ให้อารมณ์แบบเด็กๆไปค่ายลูกเสีอ ซึ่งความรู้สึกของคนเสื้อแดงไม่น้อยก็คงคล้ายกับเด็กๆที่ไปค่ายลูกเสือ ตรงที่ได้ออกเดินทางไปกับคนที่พูดคุยกันถูกคอ และสนุกสนานไปกับมัน

เป็นสภาพของคนเสื้อแดงที่ยังคงมีศรัทธาในผู้ชายที่ชื่อทักษิณ ชินวัตรอยู่

เป็นสภาพที่คนที่ไม่ชอบคุณทักษิณ และคิดจะเอาชนะผู้ชายคนนี้ให้ได้ ควรเจียดเวลาจากการค่อนแคะเรื่องเสียงร้องเพลง
Let it be ที่แสนเพี้ยนของคุณทักษิณ และยอมรับความจริงข้อนี้ให้ได้ เพื่อจะหาทางเรียกคะแนนเสียงจากกลุ่มคนเสื้อแดงเหล่านี้กลับมา อย่างที่ทำสำเร็จและพอจะเอาเป็นตัวอย่างในสนามการเลือกตั้งที่ปทุมธานีที่ผ่านมา
หรือว่าถ้ายังนึกไม่ออกว่าจุดอ่อนของคุณทักษิณที่คนเสื้อแดงบางส่วนไม่พอใจนั้นอยู่ตรงไหน
ลองอ่านตั้งแต่แรกใหม่อีกรอบก็จะพอเข้าใจ ว่าสิ่งที่ผมได้ยินคนเสื้อแดงที่เดินทางไปลาว-กัมพูชาบ่นกระปอดกระแปดมานั้นคืออะไรบ้าง
ก็จะพอเห็นภาพเองว่าชายที่ชื่อทักษิณ ชินวัตรก็มีจุดอ่อนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

21 เมษายน 2012

ยุ้ย-ญาติเยอะ - เล็ก-ชูชาติ: ตำนานรัก Notting Hill เมืองไทย


ที่เห็นและเป็นอยู่
ยุ้ย-ญาติเยอะ - เล็ก-ชูชาติ: ตำนานรัก Notting Hill เมืองไทย
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ปลายเดือนมีนาคมหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่พาดหัว ลูกทุ่งดังคว้าตลกโนเนมเป็นผัว
พาดหัวแบบนี้เล่นเอาฐานคนอ่านกลุ่มหนึ่งไม่พอใจไม่พอใจที่ไปดูถูกคนเขาว่าโนเนม ไม่พอใจที่ใช้กิริยาคำว่า คว้ากับนักร้องลูกทุ่งชื่อดังขวัญใจประชาชนคนนั้นเป็นการพาดหัวข่าวออกจะดูแรงไปหน่อย

พาดหัวที่ว่าคือข่าว ยุ้ย-ญาติเยอะตั้งท้องกับตลก เล็ก-ชูชาติ ผ่องตระกูลสามีของยุ้ย จึงกลายเป็นการจุดประเด็นเรื่องราวความสัมพันธ์ของทั้งสอง ออกหน้าสื่อเป็นครั้งแรก ที่สำคัญดันไปลงหน้าสื่อยักษ์ใหญ่ที่สุดของประเทศซะด้วย (มองอีกทางนึงคือการพาดหัวแรงๆแบบนี้ก็ทำให้ประเด็นจุดติด และกลายเป็นที่พูดคุยกันในสังคม)
คนอ่านยังไม่พอใจ นับประสาอะไรกับคนที่โดนกล่าวถึงครับ

ผมได้สัมภาษณ์ทั้งพี่ยุ้ยและพี่เล็ก ซึ่งพี่เล็กผู้ที่ถูกพูดถึงว่าเป็น ดาราโนเนมนี่ยอมรับว่าตอนที่ได้อ่านพาดหัวนี้ตัวเองโกรธมาก แต่ไม่ได้โกรธที่ถูกเรียกว่า ดาราโนเนมเพราะตัวพี่เล็กก็ยอมรับว่าตัวเองโนเนมจริงๆ แต่โกรธที่ใช้คำว่าภรรยาขอพี่เล็กไป คว้าตัวเองมาเป็นสามีพี่เล็กบอกว่าไม่ค่อยจะให้เกียรติฝ่ายหญิงซักเท่าไหร่

ประเด็นคือใครที่ได้อ่านข่าวนี้แค่ตรงพาดหัวแล้วด่วนตัดสินความสัมพันธ์ของทั้งสองไปนี่ถือว่าน่าเสียดายมากครับ

เพราะเรื่องราวความรักระหว่าง ลูกทุ่งชื่อดัง ยุ้ย-ญาติเยอะกับ ตลกโนเนม เล็ก-ชูชาตินี่มัน Notting Hill แห่งเมืองไทย หรืออีกทางก็คือ ดอกฟ้ากับหมาวัดแห่งปี2555” ชัดๆแรกเริ่มเดิมทีพี่เล็กเป็นตลกในวงดนตรีคณะญาติเยอะครับ พี่เล็กเล่าว่าตัวเองเห็นน้องยุ้ยทีไรก็ถูกตาต้องใจ แต่ไอ้การจะคิดไปจีบนี่ไม่อยู่ในสมอง

หนึ่งเพราะรู้สภาพและสถานการณ์ดี ว่าตัวเองเป็นแค่เด็กในวง ส่วนน้องยุ้ยเป็นนักร้องชื่อดัง เป็นตัวชูโรงของคณะ

สาเหตุที่สองนี่ถือว่าหนักหนากว่าสาเหตุที่หนึ่งครับ พี่เล็กไม่เคยคิดจะไปจีบเพราะรู้ดีว่าพ่อของน้องยุ้ยดุแค่ไหน ขืนจีบไปมีหวังถูกขับออกจากวง

เรื่องราวมันคงจบลงแบบไม่มีไคลแม็กซ์อะไร ถ้าหัวใจของน้องยุ้ย (ยุ้ย-ญาติเยอะของพวกเรา) ไม่ได้ตกหลุมรักผู้ชายคนนี้ยุ้ยเล่าว่าที่เธอรักพี่เล็กเพราะความเป็นคน ไม่เยอะของพี่เล็ก
คือยุคสมัยที่ยุ้ยโด่งดังมากๆ ยุ้ยเล่าว่าใครๆก็เข้าหาเธอแบบ เยอะๆ” เยอะในความไม่จริงใจ 
เยอะเพราะอยากประจบประแจงมากไป แต่พี่เล็กลูกน้องในวงนี่จริงใจเข้าหาตลอด ขนาดยุ้ยชวนพูดชวนคุยพี่เล็กยังเคยหลบหน้าให้ เรียกว่าถามอะไรมาก็ตอบ ให้ทำอะไรก็รีบทำให้ แต่ไม่เคยมา เยอะกับยุ้ยเรียกว่าไม่เยอะกับน้องยุ้ยแต่ทำงานแยะแบบนี้ เลยได้ใจนักร้องชื่อดังคนนี้ไป

ที่นี้ปัญหาของความรักครั้งนี้มันอยู่ที่3หัวใจ
หัวใจแรกของยุ้ย มอบให้พี่เล็กไปหมดแล้ว ใครจะห้ามยังไงก็เลิกรักก็ไม่ได้
หัวใจที่สองของพี่เล็ก ก็รักน้องยุ้ย แบบที่แม้จะรู้ตัวว่ามันเป็นไปได้ยาก แต่มันก็รักไปแล้ว
หัวใจที่สามคือหัวใจของคุณพ่อชนะ คุณพ่อของยุ้ย-ญาติเยอะ คือแม้จะรู้ว่าลูกสาวจะรักผู้ชายที่เล็ก ที่เป็นสมาชิกในวงคนนี้ แต่ใจมันก็หวงอดห่วงไม่ไหว ยิ่งเป็นลูกสาวที่รักซะขนาดนี้

หัวใจสองดวงผูกติดกัน แต่ดวงที่สามไปคนละทาง มันก็เลยต้องมีภารกิจในการเอาชนะเกิดขึ้น
พี่เล็กเล่าว่าตัวเองใช้เวลาเป็นเป็นสิบปี เกิดเรื่องเกิดราวหลายอย่าง ตั้งแต่แอบเขียนจดหมายให้น้องยุ้ย
สุดท้ายก็ถูกคุณพ่อชนะจับได้แล้วโดนด่า ไปจนถึงพี่เล็กที่ถูกขับออกจากวง

แต่สุดท้ายพลังของความรักระหว่างพี่เล็กและน้องยุ้ยก็เอาชนะใจทุกสิ่งครับ
ในครั้งนี้ก็สามารถเอาชนะใจพ่อชนะได้สำเร็จพี่เล็กหมั่นดูแลทั้งน้องยุ้ยและคนรอบข้าง จนช่วงหลังๆคุณพ่อชนะเริ่มรับพี่เล็กเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของ ครอบครัวมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงสุดท้ายก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตลง ที่พี่เล็กคอยไปรับไปส่ง ดูแลคุณพ่อจนวินาทีสุดท้ายที่คุณพ่อชนะเสียชีวิตในอ้อมกอดของพี่เล็ก
เป็นการเอาชนะใจแบบดอกฟ้ากับหมาวัดอย่างแท้จริง

และเป็นข่าวที่ใส่ในพาดหัวไม่พอ คือทุกวันนี้ทั้งสองได้ครองรักกันอย่างเปิดเผย และพี่เล็กก็เข้ามาช่วยดูแลงานการของวงมากขึ้น หลังจากผ่านเรื่องราวความรักที่สมบุกสมบัน พิสูจน์ความจริงใจมานับไม่ถ้วน 
แต่ถึงวันนี้พี่เล็กก็ยังประเมินตัวเองแบบที่เคยเป็นมาตลอด ว่าตัวเองมันก็โนเนม มันก็หมาวัดจริงๆ

ผมถามว่าเรื่องราวของพี่นี่มันคล้ายๆ
โรมีโอแอนด์จูเลียตเลยนะพี่เล็กตอบกลับมาอย่างรวดเร็วว่า ไม่หรอก สองคนนั้นเขารวยทั้งคู่ แต่พี่มันจน ถึงวันนี้ก็ยังจนอยู่
แต่ถึงวันนี้ สำหรับผมแล้ว จะโนเนม จะหมาวัด จะตลกตกอับ จะลูกทุ่งชื่อดัง
มั้งหมดล้วนเป็นแค่พาดหัวครับ

ความจริงที่จับต้องได้คือความรักของทั้งสองคนนี้

ที่ถ้าใครๆอ่านแต่พาดหัวคงไม่ได้สัมผัสถึง

31 มีนาคม 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] ปลื้ม VRZO: ในวันที่ก้าวไปด้วยตนเอง


ที่เห็นและเป็นอยู่
ปลื้ม VRZO: ในวันที่ก้าวไปด้วยตนเอง
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์


"เวลาที่จัดรายการในVRZO ผมไม่เคยเรียกชื่อตัวเองว่าสุรบถ หลีกภัย" คือสิ่งที่ปลื้ม
ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่21ของประเทศไทย นายชวน
หลีกภัย ย้ำกับผม


"ปลื้ม VRZO" (อ่านว่า วีอาร์โซ) คือบทบาทใหม่ของสุรบถ หลีกภัย
บทบาทที่ปลื้มย้ำว่าจะขอหลีกเลี่ยงคำครหาว่า "อาศัยชื่อเสียงคุณพ่อ"
เพื่อแผ้วถางสู่ทางเดินของเขา นั่นคือที่มาที่ไปของเจตนาที่จะเรียกชื่อตัวเองว่า "ปลื้ม
VRZO" ทุกครั้งในรายการ


อย่างไรก็ตาม แม้ปลื้มจะสามารถพิสูจน์ตนเองในฐานะCEOและพิธีกรรายการVRZOได้
ว่าไม่ได้อาศัยชื่อเสียงของพ่อได้สำเร็จ
แต่ภาพความสัมพันธ์ระหว่าง "คุณพ่อชวนกับลูกปลื้ม" ก็ไม่มีวันที่คนจะลืมได้


"ยอมรับครับว่าคงไม่มีวันจะแยกกันได้"
ปลื้มตอบพร้อมย้ำว่าตัวเองก็ไม่ได้มีความจำเป็นต้องหนีจากความจริงตรงนี้
แม้จะมีบางครั้งที่อยากจะพิสูจน์ตัวเองจากคำครหาต่างๆ
เช่นที่บอกว่าอาศัยชื่อเสียงคุณพ่อดัง


นอกจากจะต้องหนีคำครหาว่าอาศัยชื่อเสียงของคุณพ่อแล้ว
อีกหนึ่งสิ่งที่ปลื้มต้องเผชิญคือผลกระทบจากการเป็นลูกของอดีตนายกชวน
อดีตนายกคนที่มีภาพของความซื่อสัตย์ ยากจน และใช้ชีวิตอย่างสมถะ


แต่ตัวปลื้ม-สุรบถ หลีกภัยกลับถูกครหาว่าใช้เงินฟุ้งเฟ้อ
สาเหตุหนึ่งมาจากภาพลักษณ์ของเขากับรถสปอร์ต BMW Z4 คู่ใจ ปลื้มบอกเรื่องนี้ว่า
"ผมก็เหมือนผู้ชายหลายๆคน ที่มีความรักให้กับความเร็ว
แล้วก็มีความฝันที่จะเป็นเจ้าของรถสปอร์ตมาตั้งแต่เด็ก
ผมเริ่มเก็บเงินด้วยตัวเองตั้งแต่ม.1 ทำงานหาเงินหลายอย่าง
ที่ได้เงินมากที่สุดมาจากการทำตู้สติกเกอร์
เก็บจากตรงนั้นได้มากพอเพื่อหาเงินไปดาวน์รถคันนี้ออกมา
ที่สำคัญจนถึงวันนี้ก็ยังผ่อนอยู่ เงินที่ได้จากการทำรายการ VRZO
นี่ก็ต้องเอาไปผ่อนความฝันที่จะมีรถสปอร์ตคันนี้ด้วย" เป็นคำยืนยันจากปลื้มVRZO
ที่ขอความเป็นธรรมหลังจากถูกค่อนแคะมาเยอะ ว่าในฐานะคนหนึ่งคน
การทำงานหาเงินเพื่อไล่ล่าความฝันตัวเองคงไม่ใช้เรื่องที่แปลกประหลาดนัก


เมื่อถูกจี้ถามถึงคำครหาว่าปลื้มเอาเงินภาษีของประชาชนมาใช้อย่างฟุ่มเฟือย
ปลื้มก็ย้ำว่าไม่เคยมีเด็ดขาด "อย่างหนึ่งที่ผมภูมิใจคุณพ่อมากๆคือคุณพ่อเ
ป็นคนซื่อสัตย์จริงๆ พ่อไม่เคยโกงเงินซักบาท ถึงวันนี้เวลาเข้ามากรุงเทพ
พ่อก็ยังคงไปนอนค้างที่บ้านเพื่อนจริงๆตามแบบที่คนพูดๆกัน พ่อเป็นคนประหยัดมากๆ"


เรื่องความประหยัด
ลูกปลื้มยังเล่าถึงวิธีการสอนของคุณพ่อในสมัยยังเด็ก "เมื่อก่อนผมชอบสมุดวาดภาพ
แบบต่อจุดมากๆ ชอบจนวาดหมดเป็นเล่มๆ พอจะหมดเล่มก็ไปขอคุณพ่อซื้อเล่มใหม่
ปรากฏว่าคุณพ่อเอายางลบมาไล่ลบรอยดินสอที่ผมเขียนทีละภาพๆ
ลบจนหมดแล้วก็บอกผมว่านี่ไงเล่มใหม่ ไม่ต้องไปซื้อใหม่หรอก พ่อบอกว่าแต่ละเล่ม
ภาพมันก็ซ้ำๆกันหมด สุดท้ายผมก็เอาเล่มเก่าที่ลบจนเหมือนใหม่นั่นแหละ
ไปวาดเล่นต่อ"


ไม่รู้ว่าในใจปลื้มจะรู้สึกอย่างไร ภูมิใจหรือเสียดาย แต่ความจริงคือยิ่งวันเวลาผ่านไป
ภาพของปลื้มลูกนายกชวนก็ค่อยๆจางหายไปจากภาพจำของคน
แล้วถูกแทนที่ด้วยบทบาทพิธีกรรายการVRZO
รายการที่ออกอากาศทางอินเตอร์เน็ทมากขึ้น
ซึ่งก็เป็นเหมือนข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่าปลื้มก็ค่อยก้าวพ้นจากร่มเงาของคุณพ่อออกมาได้
ทีละนิดๆ และก้าวไปข้างหน้าด้วยการทำงานที่ตัวเองรัก


รายการ VRZO เป็นรายการที่ปลื้มตั้งใจทำเพื่อสะท้อนภาพสังคม
ที่แม้หลายคนมาดูรายการแล้วอาจจะมองว่าเนื้อหามันแรงไป
แต่ปลื้มก็ย้ำว่าสิ่งที่พูดและนำเสนอกันในรายการมันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม
เมื่อสังคมมันแรง ภาพที่สะท้อนออกมาก็แรงตาม หลักเลี่ยงไม่ได้


ส่วนชีวิตส่วนตัวตอนนี้ ปลื้มเล่าให้ฟังว่าเขามีแฟนสาวที่น่ารักแล้ว
และสนุกกับการทำรายการVRZOนี้อยู่มาก  สนุกกับบทบาททั้งก
ารเป็นCEOคอยจัดการให้รายการคงอยู่ได้อย่างดี
และบทบาทของพิธีกรที่ปลื้มยืนยันว่าทำเพราะรักในการนำเสนอเนื้อหาในรายการ
และไม่ได้มองการเป็นพิธีกรว่าเป็นบันไดไปสู่การเข้าวงการบันเทิง


ไม่ได้จะเข้าวงการบันเทิง แล้วเส้นทางการเมืองหละ มีโอกาสไหม?
ปลื้มบอกว่ามียังมีโอกาสเข้าสู่เวทีเสมอ
ขอเพียงแค่ต้องไม่เข้าไปอยู่ในระบบการเมืองที่ตัวปลื้มเองจะก
ลายเป็นเพียงแค่เบี้ยตัวหนึ่งที่ต้องทำความเลว
เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วปลื้มขอไปเป็นคนกวาดขยะที่ทำประโยชน์ให้สังคม
ได้แน่ๆจะดีกว่า ปลื้มย้ำว่าตัวเองเป็นคนที่เป็นกลางทางการเมืองอย่างแท้จริง
เพราะรู้จักและพอเห็นความเคลื่อนไหวผู้ใหญ่ทางการเมืองของทั้งสองขั้วมาตั้งแต่เด็ก
ทำให้ปลื้มย้ำว่าทั้งขั้วเหลืองและแดงต่างก็มีข้อดีอยู่ และปลื้มก็เลือกที่จะมองในแง่ดีนั้น


ผมลองถามว่าถ้าวันหนึ่งปลื้มได้มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเหมือนคุณพ่อ
ปลื้มจะทำอะไรเป็นอย่างแรก? ปลื้มตอบผมว่า
"เรื่องของการศึกษาครับ
ผมว่าเรื่องการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในหลายๆด้าน"


ปลื้มตอบคำถามนี้อย่างรวดเร็ว
ซึ่งก็พอจะสะท้อนความตั้งในส่วนตัวว่าการเข้าสู่สนามการเมืองก็น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ไกล
เกินจริงนัก ซึ่งความตั้งใจตรงนี้ปลื้มเองก็ไม่ได้หลบซ่อนอะไร

ที่มาของ “สื่อต้องรับฟังความเห็นของประชาชน”

ที่เห็นและเป็นอยู่
ที่มาของ “สื่อต้องรับฟังความเห็นของประชาชน”
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ตลอด3ปีที่ผ่านมาที่ผมลงพื้นที่ทำข่าวภาคสนาม ผมใช้เวลากับประชาชนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ทั้งพันธมิตร, นปช., คนวังน้ำเขียวที่บ้านโดนรื้อ, หนุ่มสาวออฟฟิศทั่วไป, ผู้ที่ประสพอุทกภัย และประชาชนอีกมากมายที่ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง บ่อยครั้งที่ผมจะได้ยินเสียงสะท้อนจากประชาชนเหล่านี้ถึง “สื่อ” และการทำหน้าที่ของสื่อที่บกพร่อง 

ไม่ว่าจะเป็นด้วยเพราะด้วยเพราะการขาดจริยธรรม 
ด้วยเพราะการรายงานข้อเท็จจริงที่ผิดพลาด 
ด้วยเพราะการให้พื้นที่ของข่าวอย่างไม่เป็นธรรม

นั่นคือหนึ่งในที่มาของบทความ “สื่อต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน” ที่ผมตั้งใจนำเสนอความคิดว่าถ้ามีโอกาสเมื่อใด สื่อก็ควรจะเปิดพื้นที่ให้ประชาชน โดยที่ผมไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าหมายถึงกลุ่มคนเสื้อแดง หรือเสื้อสีไหนๆ แต่หมายถึงประชาชนโดยทั่วไป ให้ได้มีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยและนำเสนอความคิดเห็นของตัวเอง อย่างเช่นในกรณีของพี่กนก ที่มีกลุ่มคนเสื้่อแดงเข้ามาสะท้อนความเห็น

ซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดี ที่ผมยกย่อง เช่นที่ผมย้ำไว้ในบทความที่แล้ว

ความผิดพลาดของผมในบทความที่แล้ว คือการที่ผมยกตัวอย่างกรณีของจ.เจตน์และกลุ่มคนเสื้อแดงที่เข้าไปหาพี่กนก โดยที่ผมยังไม่ได้ทราบรายละเอียดที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนก่อน (ถามจากทีมงานแล้ว แต่ว่าเป็นคนละคนกับที่ทราบเรื่องราวที่แท้จริง) เป็นความผิดพลาดที่ต้องเรียกว่าผมก็กลืนน้ำลายตัวเอง เพราะเราทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ในฐานะสื่อซะเอง

การที่ผมหยิบยกกรณีของพี่กนกในบทความที่แล้ว โดยยังไม่ทราบความเป็นจริงว่าการพูดคุยที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร บรรยากาศเป็นการคุกคามหรือไม่? ถือเป็นความผิดพลาดที่ผมไม่ควรทำ เมื่อยังไม่ทราบข้อเท็จจริงก็ยังไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเท่ากับว่าเป็นการแสดงความเห็นต่อจากสิ่งที่เรายังไม่รู้แน่ชัด

ซึ่งถึงวันนี้ ผมก็ยังไม่มีข้อมูลมากพอถึงเหตุการณ์วันนั้น ทำให้ผมจึงของดเสนอความเห็นจากกรณีนี้ไว้ และขออภัยที่นำเสนอความเห็นอย่างผลีผลามในบทความที่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมผมก็ยังยึดมั่นในความเห็นที่ว่า “สื่อต้องฟังความคิดเห็นของประชาชน” ยิ่งในยุคสมัยที่สื่อมีผลกับประชาชนอย่างมาก เช่นในช่วงน้ำท่วม สื่อบางส่วนถูกมองว่าทรงอิทธิพลกว่านายกรัฐมนตรีซะอีก ซึ่งนั่นก็เป็นตัวสะท้อนที่ดีถึงอิทธิพลของสื่อ และเมื่อสื่อ ที่ในที่นี้ผมหมายถึงทุกสื่อ มีอิทธิพลต่อประชาชนมาก การตรวจสอบก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี

การที่ผมนำกรณีของนายกรัฐมนตรีมาเปรียบเทียบ เพราะผมมองว่าในสังคมไทย สื่อและผู้บริหารประเทศ มีอิทธิพลกับประชาชนไม่น้อยกว่ากัน และความคาดหวังของผมที่มีต่อผู้บริหารประเทศคือต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งในเมื่อผมคาดหวังจากผู้บริหารประเทศเช่นนั้น ก็ไม่มีสาเหตุที่ผมจะไม่คาดหวังจากสื่อในมาตรฐานเดียวกัน

อีกหนึ่งสิ่งคือแม้ในบทความที่แล้วผมจะยกกรณีของคนเสื้อแดง แต่ก็ได้ย้ำถึงคำว่า “ประชาชน” ว่าหมายถึงกลุ่มคนทุกกลุ่ม ยกตัวอย่างว่า ถ้าถึงในวันที่มีสื่อทำงานด้วยอคติกับกลุ่มพันธมิตร แล้วเมื่อกลุ่มพันธมิตรขอโอกาสเข้าไปสะท้อนความคิดความเห็น ผมก็จะมองว่าเป็นเรื่องที่ดีเช่นเดียวกัน ที่สื่อนั้นควรจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน โดยไม่ได้หมายถึงเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แต่เป็นบรรทัดฐานที่ผมยกตัวอย่าง ให้กับคนเสื้อแดง ให้กับกลุ่มพันธมิตร ให้กับแม่ยกเพื่อไทย ให้กับกองเชียร์ประชาธิปัตย์ ให้เข้าไปพูดคุยแบบไม่คุกคาม ไม่ทำร้ายร่างกาย ไม่ข่มขู่ถึงพ่อแม่ ไม่พาพวกไปกดดัน แต่ให้เข้าไปแบบคนที่ศิวิไลซ์ พูดคุยกันอย่างมีมารยาท (ซึ่งถ้าเข้าไปแบบคุกคาม ผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน)

เป็นความพยายามที่จะเปิดทางให้สองส่วนในสังคมได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ถ้าสิ่งที่ประชาชนนำเสนอต่อสื่อ ฟังขึ้น ดูดี มีเหตุผล การที่สื่อรับฟังไว้ก็น่าจะช่วยพัฒนาตัวสื่อเองได้มาก แต่ถ้าเรื่องที่ประชาชนนำเสนอ ดูจะเต็มไปด้วยอดติ อ่อนเหตุผล หรือมีผลประโยชน์อื่นใดทับซ้อนอยู่ ผมก็มองว่าคงไม่แปลกที่สื่อก็มีสิทธิ์จะโยนข้อเสนอนั้นทิ้งถังขยะไป ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจมากมายนัก

เป็นความคิดของผมว่า “สื่อควรจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน” ที่ผมมีจริงๆ
ที่แม่ว่าวันนี้อาจโดนวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ผมก็ต้องกล้ายืนยันในความคิดนี้ และนำเสนอด้วยความหวังว่ามันจะส่งผลดีต่อสาธารณะประโยชน์ นำเสนอด้วยความจริงใจไม่ซ่อนแอบหลบอายไปไหน นำเสนอด้วยความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง

และนั่นคือที่มาของบทความสื่อต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน


ขอโทษพี่กนก
(ส่วนนี้ตีพิมพ์ในเนชั่นสุดสัปดาห์)

ด้วยบทความ “สื่อต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน” ที่ผมนำเสนอในเนชั่นสุดสัปดาห์ เล่มวันศุกร์ที่9มีนาคม2555 ผมได้กล่าวถึงคุณกนก รัตน์วงศ์สกุล ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของผมในบทความ โดยที่ไม่ได้มีการเข้าไปสอบถามข้อมูลและความเห็นจากคุณกนกก่อน เนื่องจากว่าเกรงใจและไม่อยากรบกวนเวลาของพี่กนก ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างมาก ผิดด้วยสองสาเหตุ
ผิดในหลักการทำงานของสื่อ ที่ควรจะตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนนำเสนอ โดยเฉพาะกับคนที่เราพาดพิงถึง
ผิดในความที่เป็นรุ่นน้อง ที่ไม่ยอมเข้าไปสอบถามรุ่นพี่ และทำให้สิ่งที่นำเสนอมีผลกระทบต่อพี่กนกซึ่งที่ผ่านมารับแรงกดดันจากสิ่งรอบข้างมากพอสมควร
ผมจึงขอพื้นที่ตรงนี้ “ขอโทษ” คุณกนก รัตน์วงศ์สกุล หรือพี่กนกที่ผมเคารพนับถือมาโดยตลอด ที่แม้ว่าในตัวบทความที่แล้ว ถ้าใครได้อ่าน จะไม่มีคำกล่าวพาดพิงถึงพี่กนกในทางที่แย่เลย แต่สิ่งที่ผมนำเสนอได้ส่งผลกระทบกับตัวพี่กนกไม่น้อย และพี่กนกก็ได้มีคำแนะนำผมผ่านหน้าเฟซบุคส่วนตัว ซึ่งผมก็น้อมรับและยึดถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่จะจดจำเพื่อเดินหน้าทำงานสื่อ เสนอความคิดเห็น และแง่มุมต่างๆในสังคมแบบที่ผมนึกคิดด้วยมโนสำนึกที่ผมมีต่อไป

ขออภัยมาพี่กนก ณ ที่นี้ และเป็นกำลังใจให้ในการทำงานครับ
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

28 มีนาคม 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] Speed Dating: จับคู่ เร็วเหนือแสง


ที่เห็นและเป็นอยู่
Speed Dating: จับคู่ เร็วเหนือแสง
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

กระแสการเมืองและเรื่องส่วนตัวร้อนแรงจนผมไม่มีโอกาสเขียนตอนต่อเรื่องของการหาคู่ซักที แถมเป็นตอนที่ถ้าไม่เขียนแล้วคงรู้สึกเสียดายวัตถุดิบนี้เป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่ผมได้ไปร่วมประสบการณ์นั้นถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ ที่ผมไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีขึ้นจริงๆในสังคมไทย

ช่วงที่ผมขลุกตัวอยู่กับการเขียนเรื่องในแวดวงวงการจับคู่ ผมได้มีโอกาสไปงานปาร์ตี้คนโสดของบริษัทจัดหาคู่แบงค่อกแมทชิ่งตามคำเชิญหลังจากที่รู้จักกันมาจากตอนที่ทำการสัมภาษณ์ออกอากาศทางรายการเปิดหน้าคุยของผม

คืนวันศุกร์วันงาน ผมไม่ได้ติดอะไร ก็รับคำเชิญและเข้าร่วม ด้วยความอยากรู้ว่า "ปาร์ตี้คนโสด" นี่เขาจะทำอะไรบ้าง ด้วยความสัตย์จริงว่าเป็นการไปร่วมงานเพื่อฆ่าเวลาก่อนดูบอลเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะมีอะไรน่าตื่นเต้น

เมื่อถึงเวลางาน ก็มีสิ่งที่ทำให้ผมตื่นตาที่สุดคือ "Speed Dating" ซึ่งเป็นขั้นตอนการทำความรู้จักกันระหว่างชาย-หญิง งานที่ผมไปจัดขึ้นที่ผับในโรงแรมใจกลางกรุงเทพแห่งหนึ่ง ซึ่งก็ช่วยสร้างบรรยากาศเย้ายวนใจ และทำให้คนที่มาร่วมงานผ่อนคลายได้พอสมควร ส่วนรูปแบบของงาน หลังจากที่มีกิจกรรมละลายพฤติกรรมพอหอมปากหอมคอ เช่นพวกเกมกินเส้นสปาเก็ตตี้จนเอาปากมาเกือบจะชนกันแล้ว ทางผู้จัดงานก็จะจัดแจงให้ผู้หญิงแต่ละคน (งานที่ผมไปมีประมาณ20คน) นั่งตามโต๊ะ แต่ละโต๊ะจะมีกำหนดหมายเลขเอาไว้ ฝ่ายหญิงจะนั่งอยู่ที่โต๊ะเหล่านี้ โต๊ะละคน ส่วนทางฝ่ายชายซึ่งมีจำนวนเท่าๆกัน ก็จะเลือกโต๊ะนั่ง เพื่อเริ่มพูดคุยกับฝ่ายหญิงทีละคนๆ ผู้จัดมีกำหนดเวลาไว้ว่าให้คุยได้ครั้งละ3นาที เมื่อครบ3นาทีก็จะให้สัญญานหมดเวลา เมื่อหมดเวลาแล้ว ไม่ว่าคู่ไหนจะถูกคอชอบพอกันเท่าไหร่ ก็ต้องย้ายโต๊ะ ให้ฝ่ายชายขยับไปยังที่นั่งถัดไป ให้ฝ่ายหญิงได้คุยกับคนใหม่ๆ สลับวนเวียนอย่างนี้จนครบทั้ง20คู่

เมื่อเป็นอย่างนี้ ช่วง3นาทีที่แต่ละคู่จะได้นั่งลงพูดคุยกัน จึงกลายเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง เพราะส่วนมากช่วงนี้แหละ จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งฝ่ายชาย-ฝ่ายหญิงจะได้เจอกัน เป็นโอกาสในการสร้างความประทับใจครั้งแรก เป็นโอกาสที่จะได้ถามชื่อ ถามประวัติส่วนตัว และเป็นโอกาสในการขอเบอร์โทรศัพท์ เพื่อการสานสัมพันธ์ต่อไปหลังจากเสร็จปาร์ตี้คืนนั้นๆ

ในงานที่ผมไปผู้จัดให้อิสระในการทำความรู้จักใครก็ได้ คือผู้ชายหนึ่งคนถ้าถูกตาต้องใจไปหมด ก็อาจจะได้เบอร์ผู้หญิงมาถึง20คนในคืนเดียว

ทุกวันนี้ Speed Dating น่าจะยังไม่เป็นที่รู้จักในคนส่วนมากนัก เพราะเท่าที่ผมสอบถามคนรอบข้าง ก็ต่างประหลาดใจเมื่อได้ยินถึงการนัดเจอแบบนี้ ส่วนมากจะพอเคยเห็นภาพตามจอโทรทัศน์ ไม่ว่าจะซีรี่ส์เกาหลีหรือหนังฝรั่ง แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า Speed Dating เกิดขึ้นในประเทศไทยมานานพอสมควรแล้ว
ในงานวันนั้น ผมได้คุยกับหนึ่งในคนที่เคยมา Speed Dating แล้วหลายคน หนึ่งในนั้นเป็นสาวใหญ่ที่เดินทางมาจากขอนแก่น เพื่อร่วมงานนี้โดยเฉพาะ ขำย้ำว่าเดินทางมากจากขอนแก่นมาที่กรุงเทพมหานครเพื่อร่วมกิจกรรม1ชั่วโมงในการ Speed Dating โดยเฉพาะ วันงานวันนั้นเธอก็เกือบจะเดินทางมาช้าเกินไปด้วย เพราะด้วยความที่งานจัดในคืนวันศุกร์ ทำให้เธอต้องรีบจับเครื่องบินจากขอนแก่นมาที่กรุงเทพ เมื่อเครื่องบินลงจอดที่สุวรรณภูมิ เธอก็รีบโบกแท็กซี่เข้ามาที่ใจกลางเมือง ต่อรถไฟฟ้า ต่อมอเตอร์ไซค์ รวมค่าเดินทางไปกลับ3,000-4,000บาท บวกกับค่าเข้างานอีก3,000บาท เป็นการลงทุนกว่า6,000บาทเพื่อ1ชั่วโมงในการได้มาเข้าร่วมเจอหนุ่มโสดกับกิจกรรม Speed Dating นี้

อีกหนึ่งคนที่ผมได้คุย บอกกับผมเลยว่าชีวิตนี้ไม่คิดจะแต่งงานอยู่แล้ว เพราะด้วยอาชีพการงานที่ต้องเดินทางตลอด และด้วยทางเลือกชีวิตที่อยากครองโสดไปตลอด แต่เขาก็มาร่วมงานนนี้เพราะอยากทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ แบบไม่ได้วางเป้าหมายว่าจะต้องพัฒนาความสัมพันธ์มาเป็นภรรยา หรือกระทั่งแฟน เขาบอกว่ามาร่วมงานนี้เพราะอยากได้เพื่อนนี่แหละ ซึ่งเขายืนยันว่าเคยมาร่วม Speed Dating หลายครั้ง และได้เพื่อนกลับไปไม่น้อย

จากการที่ได้พูดคุยแล้ว คนที่มาร่วม Speed Dating แต่ละคนก็มีพื้นฐานหน้าที่การงานที่ดีเลย เอาแค่ด้วยมาตรฐานราคา3,000บาทต่อการร่วมงานหนึ่งครั้งก็น่าจะพอคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว และทีมงานก็จะคัดกรองอีกหนึ่งรอบ

ซึ่งนั่นคือบางตัวอย่างหนึ่งขอคนที่เข้าร่วมกิจกรรมในคืนนั้น
ส่วนคนอื่นๆที่มา Speed Dating ก็มีหลากหลายจุดประสงค์ 

บางคนก็เข้ามาด้วยความหวังว่าจะได้เจอคู่ชีวิตที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอด
บางคนก็หวังว่าจะได้เจอแฟนที่สร้างความกระชุ่มกระชวยให้กับชีวิต
บางคนเข้ามาเพราะอยากรู้อยากเห็นว่าไอ้เจ้า Speed Dating นี้แท้จริงแล้วเป็นเช่นไร
บางคนก็มาเพราะเพื่อนลากมาร่วมงานด้วย
บางคนก็เข้ามาเพื่อหากิจกรรมในคืนวันศุกร์ทำ

ส่วนผม ไม่ได้เร่งรีบหาคู่ไปไหน ก็เข้าไปเพื่อเรียนรู้และเอามาเล่นต่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพของสังคมไทยในยุคนี้ ที่มีอะไรใหม่ๆให้ตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอๆ แม้กระทั่งเรื่องการหาคู่ครับ

14 มีนาคม 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] สายล่อฟ้า


ที่เห็นและเป็นอยู่
สายล่อฟ้า
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

"ปกบ้าน ป้องเมือง คุ้มเหย้า" คือแนวคิดของรายการ "สายล่อฟ้า" ตามที่เถกิง
สมทรัพย์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์บลูสกายแชนแนลตั้งใจวางเอาไว้
ให้เป็นสายล่อฟ้าที่ตั้งใจล่อสายฟ้าที่อันตราย ไม่ให้ผ่าเข้ามากลางตึกกลางอาคาร
หรือเปรียบอีกอย่างก็คือไม่ให้ภยันอันตรายใดใดเกิดขึ้นกับประเทศชาติ

นั่นคือคอนเซปท์รายการที่วางเอาไว้แต่เมื่อ "สายล่อฟ้า" ออกอากาศมาได้ถึงจุดหนึ่ง
กาลกลับเป็นอีกอย่าง
จากที่ตั้งใจวางไว้ให้เป็นตัวปัดป้องภัยพาล กลับกลายเป็นว่าบางครั้ง
ตัวรายการจะเป็นสายล่อฟ้าเข้าพรรคประชาธิปัตย์เสียเอง เพราะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ที่ไม่ได้มาจากฝั่งคนเสื้อแดงปรปักษ์ของพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
แต่กลับมีเสียงวิจารณ์จากฐานเสียงของกองเชียร์ประชาธิปัตย์เองซะด้วย
อย่างเช่นคำพูดของอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล
ที่แสดงตัวว่าสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์อยู่บ่อยครั้ง
ก็ยังพูดถึงสามพิธีกรแห่งสายล่อฟ้าในเฟซบุคของอ.สมเกียรติว่า
"คุณชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต, คุณศิริโชค โสภา, คุณเทพไท
เสนพงศ์ ความต่ำคุณภาพของสมาชิกพรรคทั้งสาม
อาจะสะท้อนถึงคุณภาพโดยรวมของคุณภาพพรรคประชาธิปัตย์ด้วย"

ซึ่งแม้ว่าภายหลัง อ.สมเกียรติจะออกมายืนยันเพิ่มเติมในภายหลัง
ว่าพอใจในปฏิกริยาทางบวกจากพรรคประชาธิปัตย์
ว่าทั้งพรรคประชาธิปัตย์และผู้บริหารของ Blue Sky Channel
ก็ได้ประชุมหารือเพื่อแก้ไข
พร้อมทั้งแจ้งให้ได้ทราบอย่างสุภาพและมีน้ำใจฉันมิตรที่ดีต่อกัน
แต่บาดแผลร้าวถึงคำวิจารณ์รายการสายล่อฟ้า
ก็ทำให้3พิธีกรรายการถูกสื่อและมวลหมู่คนเสื้อแดงเอาไปวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่
องหลายวัน โดยเฉพาะประเด็นว.5โฟร์ซีซั่นส์

ต่อเนื่องจากเสียงวิจารณ์ ชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต
ได้อธิบายว่าแฟนๆประชาธิปัตย์หลายคนที่วิจารณ์สายล่อฟ้า
เกิดจากการที่หลายคนไม่ได้ติดตามดูตลอดทั้งรายการ
แล้วอาจจะพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำให้กับบางคนที่จงใจตัดต่อรายการช่วงที่พูดจารุนแรงไป
ออกอากาศเท่านั้น
"พูดอย่างนี้เท่ากับว่าพิธีกร3คนก็ไม่ได้มีความผิดอะไรเลย?" ผมถาม

"ไม่ใช่ว่าไม่มีความผิดเลย" เทพไท เสนพงศ์
บอกผมพร้อมย้ำว่าอยากให้เข้าใจว่ามุมมองแต่ละคนแตกต่างกัน
ในรายการอาจจะมีการพูดจาขบขัน ตามที่ภาษาไทยจะดิ้นได้บ้าง
และเมื่อไปบวกกับการที่คลิปในรายการถูกเอามาตัดต่อให้เหลือสั้น
ลงก็ยิ่งทำให้หลายคนเข้าใจผิด ซึ่งเรื่องนี้ศิริโชค โสภา
เปรียบเทียบว่าการที่รายการสายล่อฟ้าทั้งรายการ2ชั่วโมง
ถูกตัดต่อเหลือเฉพาะช่วงที่พูดจารุนแรงไม่กี่นาที
ก็เหมือนการที่คนเอาหนังรักซักเรื่องนึงมาตัดให้เหลือเฉพาะฉากที่จูบกัน
ตัดไปตัดมาก็อาจจะทำให้คนเข้าใจผิดจากหนังรักกลายเป็นหนังลามกได้
ซึ่งไม่น่าจะถูก

อีกหนึ่งปัญหาคือการที่ส.ส.กระโดดมาจัดรายการโทรทัศน์
จำให้แยกบทบาทระหว่างนักการเมืองกับสื่อไม่ออก
เรื่องนี้คุณศิริโชคอธิบายว่าในยุคสมัยนี้
การแยกระหว่างนักการเมืองกับสื่อทำได้ยากแล้ว
เพราะนักการเมืองก็มีสื่อเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทวิตเตอร์หรือเฟซบุค

ผมจึงถามลงไปในรายละเอียดเพิ่มเติม
"เวลาสิ่งที่พิธีกรทั้ง3คนพูดในรายการสายล่อฟ้า พรรคประชาธิปัตย์รับรองไหม?"
"ไม่รับรอง" คุณศิริโชคตอบทันที "เพราะมันเป็นเรื่องของเรา3คน
ที่เราอยากมาจัดรายการ
ซึ่งอาจจะแหวกแนวบ้างและเป็นรายการที่ตั้งใจให้3คนมาพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกัน
เอง เป็นการสะท้อนความเห็นจากมุมหนึ่งของสังคมที่เชื่อว่ามีคนเห็นด้วยกับเราไม่น้อย
ซึ่งการพูดคุยแบบนี้ก็จะมีบรรยากาศสนุก โหด มันส์ ฮา ไปตามสภาพ"
คุณชวนนท์ตอบเสริม "ทุกคนต้องรับผิดชอบคำพูดของตนเองอยู่แล้ว
ไม่ว่าใครจะพูดอะไร"

"แต่มันก็น่ามีภาพด้านลบสะท้อนไปถึงพรรคบ้างนะ?" ผมถามแทรก
"ก็ถ้าเป็นเรื่องไหนที่ทำให้คนไม่สบายใจเราก็รับฟัง
แต่จะไปเหมารวมทั้งหมดก็คงจะไม่เป็นธรรมนัก
สิ่งที่เราอยากจะให้สังคมเห็นคือความจริงที่เรานำมาสะท้อน
และความจริงผมเองก็ทั้งแถลงข่าวและพูดในรายการถึงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
เรื่องการปฎิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี เรื่องเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์
ไม่ใช่ว่าเราจะพูดถึงแต่เรื่องอื้อฉาวอย่างเดียว" คุณชวนนท์บอก

คุณศิริโชคเสริม "ต้องยอมรับว่าการที่นายกไม่ออกมาพูดความจริง
ก็ทำให้ไม่ใช่เฉพาะสายล่อฟ้า แต่คนไทยหลายคนสงสัย
และต้องใช้จินตนาการไปตามสภาพ เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะสายล่อฟ้า

แต่เกิดขึ้นเพราะนายกไปปฏิบัติภารกิจว.5 แล้วหลังจากนั้นสื่อก็พูดถึงเรื่องใต้สะดือ
ก็สร้างความสับสนไปใหญ่"

คุณเทพไทเสริมเรื่องนี้ว่าตัวเขาเองรับได้กับการที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นรายบุคคล
แต่ตอนนี้มีความพยายามที่จะโยงให้เป็นความรับผิดชอบของพรรค
ซึ่งคุณเทพไทย้ำว่าไม่ใช่ เพราะทั้ง3พิธีกรมาในนามส่วนบุคคล
และความรับปิดชอบก็อยู่ใน3คนนี้ การจะให้พรรครับผิดชอบสมาชิกทุกคน
พรรคก็คงจะอยู่ในสถานะลำบากเมื่อพูดถึงคำพูดคำจาของนัก
การเมืองบนรายการโทรทัศน์ ศิริโชค โสภา
ก็เปรียบเทียบรายการทางช่องบลูสกายกับช่องที่อยู่ในเครือข่ายคนเสื้อแดงทันที

"ผมประหลาดใจที่เวลาคนเปรียบเทียบ
มาตรฐานประชาธิปัตย์กับคนอื่นจะถูกวางไว้ต่างกัน
ถ้าลองไปดูสื่อแดงจะเห็นว่ามีการด่าในทางเสียๆหายๆมากกว่า
ด่ามารดาของส.ส.รังสิมาและด่าไปที่ตัวส.ส.รังสิมาเองด้วย แต่กลับไม่มีใครไปว่าเลย"
เป็นอารมณ์ตัดพ้อของศิริโชค โสภา
ว่ามันเกิดสองมาตรฐานในการตัดสินระหว่างจอสีฟ้ากับจอสีแดงอยู่

คุณชวนนท์พูดเสริมในเรื่องนี้ว่าซีกพรรคเพื่อไทย มีการสื่อสารหลากหลายทาง
มีทั้งส.ส. มีทั้งแนวร่วม มีทั้งเกมใต้ดินและบนดิน
เมื่อผมถามไปว่าสายล่อฟ้าคือเกมใต้ดินของประชาธิปัตย์หรือเปล่า?
คุณชวนนท์บอกว่าไม่ใช่ แต่เป็นเพียงเกมบนฟ้า
ที่ประชาธิปัตย์ต้องมีการสื่อสารที่หลากหลายช่องทางมากขึ้น

ถ้าใครติดตามรายการสายล่อฟ้า แล้วมีความเห็นว่าจาก3พิธีกร "ศิริโชค โสภา"
ดูจะเป็นคนที่ "ล่อสายฟ้า" ด้วยลีลาท่าทางและคำพูดได้แรงที่สุดแล้วละก็
แปลว่าคุณมีความเห็นตรงกับอีก2พิธีกรที่เหลือ
เพราะทันทีที่ผมถามว่าใครใน3พิธีกรที่แรงและล่อฟ้ามากที่สุด
ทั้งคุณเทพไทและคุณชวนนท์ก็ตอบทันทีว่าเป็นคุณศิริโชค
ซึ่งเรื่องนี้คุณศิริโชคเองก็ยอมรับ
พร้อมบอกว่าตัวเองถือเป็นสายล่อฟ้าตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เป็นรายการสายล่อฟ้า
แล้วเมื่อบวกกับสีหน้าท่าทางแล้วก็ไม่ใช่เรื่องหน้าแปลกใจที่คุณ
ศิริโชคได้กลายเป็นเป้าหลักที่บ่อยครั้งจะออกความเห็นแรงที่สุด
ซึ่งคุณชวนนท์ก็อธิบายเสริมว่าสาเหตุหนึ่งมาจากการที่คุณศิ
ริโชคมักจะขยันหาข้อมูลต่างๆมานำเสนอ
ซึ่งก็อาจจะทำให้มีประเด็นใหม่ๆมาล่อฟ้าอยู่เสมอ
นปรุงรสให้รายการกลมกล่อมมากกว่า

เรื่องกระแสภายในพรรค
คุณชวนนท์บอกว่าหัวหน้าพรรคและผู้ใหญ่ในพรรคก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรรุนแรง
แต่ยึดหลักของพรรคคือให้สมาชิกแต่ละคนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น
ถ้าทำส่วนไหนพลาดไป แต่ละบุคคลก็ต้องรับผิดชอบส่วนนั้น
ส่วนกระแสตอบรับในแง่ลบ
คุณศิริโชคบอกว่าเนื้อหาในรายการแต่ละตอนแม้จะมีแรงบ้าง
แต่ทั้งหมดก็ทำเพื่อปกป้องจุดยืนและแนวทางการทำงานของตัวเองและพ
รรคประชาธิปัตย์ และนักการเมืองที่ดีเมื่อรู้จุดยืนตัวเองแล้ว ก็ต้องยึดมั่น
ไม่ต้องกังวลเรื่องเสียฐานเสียง
สั่นคลอน

“เคยประเมินไหมว่าที่ทำอยู่เป็นผลดีหรือผลเสียกับพรรคมากกว่ากัน?”
ผมถามคุณชวนนท์
คุณชวนนท์บอกว่า “เอาง่ายๆเลยครับว่าถ้าที่เราลงแรงทำงานอยู่
มันทำให้คะแนนเสียงของพรรคแย่ลง เราคงไม่ทำอยู่หรอกครับ”

ส่วนคุณศิริโชคบอกว่าส่วนที่เขาภูมิใจไม่ใช่เรื่องความนิยมใ
นหมู่แฟนๆพรรคประชาธิปัตย์
แต่เป็นความสำเร็จในการโน้มน้าวให้คนเสื้อแดงลดทอนความเกลียดชังประชาธิปัตย์แล
ะหันมารับฟังพวกเขามากขึ้น

ซึ่งคุณเทพไทพูดปิดท้ายในเรื่องกระแสแรงต้าน
ว่าแม้ในหน้าบางสื่อจะดูเหมือนว่ามีคนวิจารณ์สายล่อฟ้าเยอะ
แต่ก็มีคนมาให้กำลังใจมากกว่าเยอะ
ถ้าเปรียบเทียบน่าจะมากกว่าร้อยละ80เลยทีเดียว ซึ่งเมื่อได้ยินคำตอบนี้แล้ว
ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าสายล่อฟ้าก็ไม่น่าจะปรับลดท่าทีที่แรงกร้าวลงกว่าเดิมสักเท่าไหร่

สิ่งหนึ่งที่หลายคนสงสัย
คือสายล่อฟ้าและบลูสกายแชนแนลจะเปิดพื้นที่ให้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเข้ามามีส่ว
นร่วมมากแค่ไหน?
คุณเถกิง สมทรัพย์ ย้ำว่าที่ผ่านมาก็เคยมีการสัมภาษณ์ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยมาแล้ว
โดยเป็นในประเด็นเรื่องของการปรองดอง
ซึ่งแนวทางของสถานีก็จะไม่ขัดขวางส.ส.ของพรรคเพื่อไทยในการแสดงความคิดเห็น
แต่ก็ต้องดูประเด็นที่เหมาะสม ที่สถานีจะเปิดช่องทางได้
ส่วนทาง3พิธีกรสายล่อฟ้าเมื่อพูดถึงแกนนำนปช.โดยเฉพาะเ
มื่อเปรียบเปรยกับรายการความจริงวันนี้ ที่มีพิธีกร3คนเช่นกัน
ก็ไม่มีใครพูดชัดเจนว่าจะมีโอกาสเห็นคุณจตุพรหรือคุณณัฐวุฒิมาโผล่ในรายการหรือไม่

ภาพของรายการสายล่อฟ้าที่มี3คนจากพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาเป็นพิธีกร
ก็ยิ่งตอกย้ำถึงความเหนียวแน่นระหว่างบลูสกายแชนแนลและพ
รรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างดี เมื่อผมถามคุณเถกิงว่าท้ายสุดแล้ว
ใครเป็นคนตัดสินประเด็นที่จะมาพูดคุยในรายการแต่ละรายการ
คุณเถกิงย้ำชัดว่าตัวเขาและทีมงานของสถานีจะมีอำนาจเด็ดขาด
และไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์คนไหน
ที่จะสั่งการหรือกำหนดประเด็นในรายการได้
ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่มีสถานการณ์ที่ความเห็นระหว่างสถานีและพรรคไม่ตรงกัน
ซึ่งถ้าถึงจุดที่ไม่ตรงกัน ก็น่าจะพูดคุยตกลงกันได้ด้วยดี

เป็นบทบาทและหน้าที่ที่เราจะได้จับตากันต่อไป ทั้งสายล่อฟ้า - บลูสกาย - ประชาธิปัตย์
ที่แม้ทั้ง3พิธีกรจะปฏิเสธ แต่ก็เลี่ยงได้ยากที่จะให้คนมองสามส่วนนี้แยกออกจากกัน
และเมื่อถึงจุดหนึ่ง คะแนนนิยมของประชาธิปัตย์เองก็น่าจะพอได้ว่า
สายล่อฟ้าและบลูสกายทำหน้าที่ได้โดนเป้าแค่ไหน

ท่ามกลางการแจ้งเกิดและเป็นที่รู้จักของรายการนี้สู่วงกว้างมากขึ้น

07 มีนาคม 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] สื่อต้องรับฟังความเห็นของประชาชน


ที่เห็นและเป็นอยู่
สื่อต้องรับฟังความเห็นของประชาชน
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

ผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นเรื่องแย่เลย ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นคลิปจ.เจตน์เดินทางเข้ามาพูดคุยกับพี่กนก (กนก รัตน์วงศ์สกุล) ที่อาคารอสมท. ความจริงผมเห็นแล้วกลับรู้สึกดีด้วยซ้ำ กับท่าทีถ้อยอาศัยของทั้งสองคน ที่ชัดเจนว่าแนวคิดและมุมมองทางการเมืองอยู่คนละขั้วกั้น

ใครที่ดูคลิปนี้จะเห็นคนเสื้อแดงที่ชื่อจ.เจตน์ เดินทางไปที่อาคารอสมท. เข้าใจว่าเป็นช่วงค่ำวันหนึ่ง ก่อนที่พี่กนกจะเข้าไปจัดรายการข่าวข้นคนข่าว เมื่อเข้าไปถึงตัวแล้วก็ขอเวลาพูดคุย เมื่อได้พูดคุยก็ได้เสนอความเห็นต่อการทำงานสื่อของพี่กนก จ.เจตน์บอกว่าเป็นการเข้ามาพูดคุยด้วยเจตนาที่เป็นห่วง ซึ่งส่วนเจตนาและท่าทีแนะนำให้ดูคลิปแล้วตัดสินใจกันเอง

ความรู้สึกดีหลังจากที่ได้ดูคลิป เกิดจากทั้งสองส่วน ส่วนแรกคือการที่จ.เจตน์เลือกที่จะใช้วิธีการเข้ามาพูดคุย เสนอ สะท้อนความเห็นแบบตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม ซึ่งผมว่าดีกว่าการใช้ความรุนแรงเป็นไหนๆ ความรุนแรงในที่นี้ผมหมายถึงทั้งความรุนแรงทางกายภาพ เช่นการลงไม้ลงมือ ทำร้ายร่างกาย ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงแล้วก็ไม่ดีแน่ ไม่ใช่เพราะเกิดขึ้นกับรุ่นพี่ของผม แต่ผมไม่อยากให้เกิดการใช้กำลังขึ้น ไม่ว่าจะเกิดกับสื่อ กับประชาชน หรือกับนักการเมืองก็ตาม เพราะตามครรลองของประชาธิปไตย ความขัดแย้งทางการเมืองจะจบลงได้ ก็ต้องเริ่มจากการพูดคุยกัน

ส่วนที่สองที่ผมรู้สึกดีก็คือท่าทีของพี่กนก รุ่นพี่ที่ผมเคารพมาตลอด กับท่าทีรับฟัง ไม่ย้อนสวน ไม่เดินหนี (เดินไปแต่งตัวก่อนจัดรายการ ไม่เรียกว่าเป็นการเดินหนีนะครับ อีกอย่างพี่เขาคงไม่หนีไปไหนได้ เพราะพี่เขาก็ต้องจัดรายการสดตามเวลารายการอยู่แล้ว) อยู่พูดคุยกับคนที่แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เห็นด้วย นั่งลงพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ไม่หนีขึ้นลิฟท์ ไม่หลบหน้าหายหัว รับผิดชอบในสิ่งที่ทำ พูดคุยและตรวจสอบกันได้ระหว่างสื่อและประชาชน

เป็นท่าทีที่น่าเคารพและต้องเอาเป็นแบบอย่าง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนมองว่าเป็นเรื่องใหญ่โต บางคนใช้คำว่าบุกรุก คุกคาม แต่ในฐานะคนทำงานข่าวและมีสื่ออยู่ในมืออย่างผม ผมดีใจมากที่ได้เห็นภาพแบบนี้ ภาพที่ประชาชนเข้ามาหาสื่อ พูดคุยนำเสนอในสิ่งที่ตัวเองคิด จะเป็นประชาชนคนเสื้อสีไหนก็ตาม ก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะสะท้อนความเห็นของตัวเองมาให้กับสื่อ ผู้ซึ่งมีบทบาทที่สำคัญในการเป็นกระบอกเสียงของสังคม สิ่งที่สื่อพูดออกไปย่อมมีผลกับสังคม มีผลกับประชาชน

แล้วครั้นการที่ประชาชนจะสะท้อนมุมมองกลับมาบ้าง
ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแย่อะไร

หลายคนขุดคุ้ยหาประวัติของจ.เจตน์ บุคคลที่ชัดเจนว่ามีแนวความคิดทางการเมืองสนับสนุนคนเสื้อแดง เป็นบุคคลที่เคยปรากฏตัวอยู่บนจอแดงอย่างเอเชีย อัพเดท มีภาพที่หลุดออกมาทางอินเตอร์เน็ท เป็นภาพที่จ.เจตน์กลมกอดกับคุณทักษิณอยู่ หลายคนขุดคุ้ยเรื่องราวเหล่านี้ขึ้นมา อาจจะเพื่อให้เห็นถึงเจตนาที่อาจจะไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์ของจ.เจตน์ บ้างก็ว่าเป็นแผนการดิสเครดิตพี่กนก บ้างก็ว่าเป็นขั้นตอนไปสู่การถอดรายการข่าวข้น ก็คิดและเฝ้าระวังกันไปได้ แต่จะคนเสื้อแดง หรือเสื้อไหนๆ สุดท้ายคนเสื้อสีเหล่านี้ก็คือประชาชน ที่สื่อต้องรับฟังทั้งนั้น

หลังคลิปนี้เผยแพร่ออกไป ในทางหนึ่งก็มีบางคนมองว่านี่คือวาระเสื้อแดงปะทะเนชั่นอีกครั้ง ตามความรู้สึกที่ว่าเนชั่นกับเสื้อแดงคือปรปักษ์กัน ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่ เนชั่นเป็นองค์กรสื่อที่นำเสนอมุมมองและแนวคิดจากรอบด้าน จากฝั่งคนเสื้อแดงเราก็คัดเลือกเรื่องที่มีผลต่อสาธารณะประโยชน์มานำเสนออยู่ตลอด เช่นเดียวกับมุมมองและแนวคิดจากคนกลุ่มอื่นๆ ดังนั้นการที่มีคนเสื้อแดงเข้ามาสะท้อนความเห็น หรือหนักข้อขึ้น เข้ามาด่า เข้ามาวิจารณ์รุนแรง ถ้ายังทำอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ใช้ความรุนแรง ก็ย่อมเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้ เพราะด้วยตัวองค์กรแล้วเนชั่นก็เป็นองค์กรสื่อที่ไม่ได้ฝักใฝ่ทางการเมืองในด้านใดด้านหนึ่ง แล้วผมเองก็คงไม่กล้าพูดในสิ่งเหล่านี้ ถ้ามันไม่จริง เพราะจากประสบการณ์การทำงานที่เนชั่นมากว่า3ปี ก็ไม่เคยมีวาระที่ผู้บริหารหรือบก.จะกำหนดแนวทางการรายงานข่าว ว่าจะต้องเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ที่เนชั่นผู้สื่อข่าวแต่ละคนมีสิทธิ์ในการเลือกประเด็นรายงานได้ด้วยตัวเอง มีเอกสิทธิ์ในการแสดงความเห็นทางการเมืองที่เป็นของตัวเอง ไม่มีขนบดักดานที่ว่าหัวหน้าหรือเจ้าขององค์กรหรือพรรคการเมืองสั่งอย่างไร พนักงานหรือส..ก็จะต้องยกมือทำตามงกๆราวกับคนที่ไม่ปัญญาคิดอะไรเองได้ เนชั่นที่ผมรู้จักมีพื้นที่ให้กับทุกเฉดความคิดทางการเมือง และเราก็ตั้งเป้าเป็นสื่อที่ประชาชนไว้เนื้อเชื่อใจได้ ดังนั้นการที่มีคนยุแยงตะแคงรั่ว ก่อให้เกิดการปะทะโดยตรงระหว่างคนเสื้อแดงและเนชั่นก็คงจะไม่เป็นผล แนวความคิดอาจจะต่างกันบ้าง การปะทะทางความเห็นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สุดท้ายเนชั่นก็จะเป็นสื่อที่พร้อมรับฟังทุกความเห็นตามครรลองของสังคมประชาธิปไตย

ให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่กนกนี้เป็นแบบอย่างให้กับน้องๆอย่างผมและทุกๆคน ว่าในอนาคต ถ้ามีคนแม้จะเสื้อสีไหน ยกตัวอย่างว่าในวันข้างหน้าถ้าเนชั่นมีนักข่าวที่รายงานข่าวไม่ถูกใจกองเชียร์ประชาธิปัตย์ และเมื่อมีคนมาสะท้อนความเห็น นักข่าวคนนั้นก็ต้องพร้อมรับฟัง เป็นบรรทัดฐานที่ดีที่เราต้องยึดถือไว้
อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คงมีคนดูแคลนผมว่าอ่อนข้อ ปล่อยผ่านกับสิ่งที่เข้ามามากเกินไปหรือเปล่า 


บางคนคงมองว่านี่คือการยอมโอนอ่อนไปกับสิ่งรอบข้าง ยิ่งในกรณีนี้ก็จะกลายเป็นว่าผมไปยอมคนเสื้อแดงอีก

ผมย้ำในบทความนี้ว่าสิ่งสำคัญคือการได้รับฟังครับ ย้ำถึงบทบาทของสื่อที่พึงกระทำเพื่อเป็นสิ่งที่สังคมยึดถือไว้ได้ ใครมาเสนออะไรเราต้องรับฟัง รับฟังแล้วต้องคิดตาม ถ้าคิดตามแล้วได้ว่าสิ่งที่เขาวิจารณ์เรามันจริง เราทำได้ไม่ดี เราก็ควรต้องแก้ไข ถ้ามีสิ่งไหนที่เขาวิจารณ์มาแล้วมันฟังดูเลื่อนลอย เป็นเสียงวิจารณ์ที่เน้นหนักไปในเรื่องอคติมากกว่า นั่นก็เป็นคราที่เราอาจจะต้องปล่อยวางปล่อยผ่านไปบ้าง รับฟังในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และปล่อยวางกับสิ่งที่ไร้สาระไป เพื่อพัฒนาการทำงานของให้ได้ตลอด

ตัวผมเองถ้าจะเขียนอย่างเดียวแล้วไม่ทำตาม ก็คงไม่ดีแน่ และไม่อยากให้ใครมาตราหน้าว่าเป็นพวกดีแต่พูดครับ ฉะนั้นใครข้อข้องใจ มองว่างานข่าวที่ผมทำไปที่ปัญหาตรงไหน ติอต่อเข้ามาหาผมได้ที่ noppatjak@gmail.com นัดแนะกันก่อนก็ดีครับ เดินดุ่มๆดุ่ยๆเข้ามาไม่นัดกันก่อนอาจจะคลาดกันได้ ไอ้ผมเองก็เป็นพวกโดดงานอยู่เรื่อยซะด้วย

ที่เสนอนี่ไม่ได้จะบอกว่าตัวเองยิ่งใหญ่และมีคนรู้จักมากมายนะครับ เทียบกับพี่กนกผมก็รุ่นน้องตามหลังหลายขุม แค่อยากให้รู้ไว้ว่าสื่ออย่างผมพร้อมรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ครับ พูดคุยกันในกรอบ ไม่ใช้ความรุนแรง เข้ามาพูดคุย จะดุจะด่า จะใช้ถ้อยคำผรุสวาทผมก็พร้อมรับฟังครับ รับฟังแบบที่ไม่คิดว่าเป็นการคุกคามแม้แต่น้อย

เพราะสุดท้ายสื่อก็ต้องรับฟังและรับใช้ประชาชนครับ

24 กุมภาพันธ์ 2012

[ที่เห็นและเป็นอยู่] เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?


ที่เห็นและเป็นอยู่
เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?
นภพัฒน์จักษ์ อัตตนนท์

"เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?" เป็นชื่องานเสวนาที่ตั้งต้นจัดโดยประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน โดยมีนักศึกษาจากรั้วธรรมศาสตร์เข้าร่วมวงเสวนาด้วย เป็นชื่อการเสวนาที่ชัดเจนถึงการตั้งคำถามกับงานบอลประเพณีที่ถูกจัดขึ้นมาตลอด78ปีที่ผ่านมา


พูดตามตรงว่าคำถามที่ว่า “เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ?” เป็นคำถามที่ตรงใจผม เพราะในช่วงที่ทำข่าวอุทกภัยปีที่แล้ว การที่ได้เข้าไปสัมผัสชีวิตที่อยู่รอบๆรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ที่ต้องอยู่ในสภาพน้ำท่วมหนัก โดยที่ชาวบ้านหลายคนยังไม่สามารถซ่อมบ้านและตั้งเนื้อตั้งตัวได้ ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเงินงบประมาณที่ใช้จัดงานบอล น่าจะเอาไปทำให้เกิดประโยชน์มากกว่า

แม้ว่านักศึกษาธรรมศาสตร์รุ่นน้องของผมจะพยายามจัดกิจกรรมทั้งเปิดศูนย์อพยพ ทั้งซ่อมจักรยาน และอีกหลายๆกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือแล้ว แต่ในเมื่อยังมีอีกหลายชีวิตที่ยังขาดแคลนอยู่ ก็อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเราไม่ทุ่มเททุกแรงช่วยเหลือไปให้กับประชาชนเหล่านี้ เพื่อให้สถาบันการศึกษาเป็นที่พึ่งพาและเป็นแบบอย่างในกับชุมชน และเมื่อได้ยินถึงการเสวนาในครั้งนี้ ผมก็อดจะให้ความสนใจไม่ได้

ทำไมนิสิต-นักศึกษากลุ่มนี้ ถึงได้ตั้งคำถามต่อการจัดงานบอลจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ครั้งนี้ผ่านวงเสวนา “เรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือ” สรุปประเด็นหลักๆได้ว่า

1. สิ้นเปลืองงบประมาณ - ในวงเสวนาได้ให้ตัวเลขว่างานบอลหนึ่งครั้งต้องใช้งบประมาณกว่าสิบล้านบาท โดยรักษ์ชาติ์ วงศ์อธิชาติ นักศึกษาม.ธรรมศาสตร์ ลงรายละเอียดว่าในบางปี ค่าใช้จ่าชุดเชียร์ลีดเดอร์จะตกชุดละถึง300,000บาท ส่วนนักฟุตบอลก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างนักก๊ฬาอาชีพมาเล่น ซึ่งไม่มีความจำเป็น เพราะถ้าใช้นักกีฬาที่เป็นนักศึกษาจริงๆ ก็ไม่ต้องเปลืองงบประมาณ และยังจะทำให้มนต์เสน่ห์ของงานบอลมีมากขึ้นด้วย 

ในเรื่องนี้ดิน บัวแดง สมาชิกประชาคมจุฬาฯเพื่อประชาชน เสนอว่าควรจะมีการจำกัดงบประมาณ ว่าค่าชุดเชียร์ลีดเดอร์ควรอยู่ที่เท่าไหร่ งบส่วนต่างๆไม่ควรเกินเท่าไหร่

เรื่องของงบประมาณนอกจากจะสิ้นเปลืองอย่างชัดเจนผ่านภาพที่ปรากฏออกทางสื่อในทุกๆปีแล้ว วงเสวนายังพูดถึงเรื่องของความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณอีกด้วย เพราะที่ผ่านมาสมาชิกในกลุ่มก็พยายามตรวจสอบที่มาที่ไปของเงิน แต่ก็ไม่สามารถทราบได้ว่างบประมาณปีละกว่า10ล้านถูกจัดสรรไปที่ไหนบ้าง และรายได้จากค่าบัตรผ่านประตูที่มหาศาล ก็เป็นอีกหนึ่งปมที่ดินได้ลงรายละเอียดไว้

"ในช่วงแรกของงานบอล รายได้จากค่าบัตรผ่านประตูถูกใช้เพื่อบำรุงการกุศล ไม่ว่าจะเป็นบำรุงการทหารในปีพ.ศ.2479-2486 สร้างเรือนพักคนไข้วัณโรคในปีพ.ศ.2492 บำรุงการศึกษาทั้งสองสถาบันในปีพ.ศ.2493-2497 มีการช่วยเหลือเฉพาะจุดด้วย เช่นการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไฟไหม้ที่จังหวัดพิษณุโลกในปี2499" 
ซึ่งแตกต่างจากงานบอลในยุคสมัยนี้ ที่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็นำถวายโดยเสด็จตามพระราชกุศลโดยไม่ทราบถึงรายละเอียด ยกเว้นเพียงแค่ปีพ.ศ.2537ที่มีการสมทบทุนโครงการพระราชดำริแก้ไขจราจร และปีพ.ศ.2541ที่มีการสมทบทุนไทยช่วยไทย ซึ่งรักษ์ชาติ์มองว่าเป็นหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุด เพราะไม่สามารถทำการตรวจสอบได้

รักษ์ชาติ์ยังเสริมด้วยว่างานบอลประเพณีแต่ละปี นอกจากจะสิ้นเปลืองเรื่องของงบประมาณแล้ว ยังสิ้นเปลืองเวลาด้วย เพราะระยะเวลาในการเตรียมความพร้อม การจัดงาน ตั้งแต่ต้นจนถึงกิจกรรมสุดท้ายใช้เวลาเกือบทั้งปี ซึ่งเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำในเรื่องของต้นทุนทางด้านเวลาเป็นอย่างมาก

2. เป็นปีที่ไม่เหมาะสม - วงเสวนาให้เหตุผลว่าไม่เหมาะสมด้วย2สาเหตุ ทั้งด้วยเพราะสาเหตุทางการเมือง และเรื่องของอุทกภัย ซึ่งดิน บัวแดงยกตัวอย่างว่าในอดีต งานบอลก็เคยถูกยกเลิกมาแล้ว โดยในปีพ.ศ.2485ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ไม่ต่างจากปีพ.ศ.2554 ซึ่งดินได้พูดในเวทีเสวนาว่า "ในปีนั้น นิสิต-นักศึกษา เขาคิดกันได้ว่าอะไรคือความเหมาะสม ไม่เหมาะสม" เป็นการตั้งคำถามโดยตรงต่อนิสิต-นักศึกษาในยุคปัจจุบัน

ไม่ใช่แค่เฉพาะน้ำท่วมใหญ่ แต่2ปีถัดมา ในปีพ.ศ.2487-2491 งานบอลก็งดลงเพราะเกิดสงครามโลก ที่ทุกส่วนในสังคมได้รับผลกระทบ ทำให้งดจัดงานบอลไปโดยปริยาย


ถัดมางานบอลก็งดจัดอีกครั้งในปีพ.ศ.2516-2518 ด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งแม้โดยภาพเหตุการณ์แล้วสถานการณ์ทางการเมืองในปีพ.ศ.2552-2554อาจจะไม่เหมือนกับปีพ.ศ.2516-2518ทั้งหมด แต่ในวงเสวนาก็อธิบายว่าแม้ภาพโดยรวมจะไม่เหมือนกัน แต่ลึกๆแล้วก็มีส่วนคล้ายกันมาก ทั้งในเรื่องของความเคลื่อนไหวที่ท่าพระจันทร์และเรื่องอื่นๆ ซึ่งในปีพ.ศ.2516-2518เมื่อทำการงดงานบอลแล้ว นักศึกษาก็มีเวลามากขึ้น และเป็นยุคเริ่มต้นของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทั้งออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท หรือทำการจัดนิทรรศการต่างๆด้วย

หลังจากนั้นงานบอลก็ถูกจัดมาโดยตลอด แม้กระทั่งในปีที่นิสิต-นักศึกษาเห็นว่าไม่ควรจะมีการจัด เช่นในปี2534ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดปัญหาก่อนเข้าสู่พฤษภาทมิฬ ที่องค์การบริหารนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ก็มีมติว่าไม่ควรจัดงานบอล แต่สุดท้ายงานบอลก็ถูกจัดขึ้นโดยสมาคมศิษย์เก่าอีก หรือถัดมาในปี2541ซึ่งเป็นอีกที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจ ประเทศบอบช้ำ ผู้คนได้รับผลกระทบหนัก แต่สุดท้ายงานบอลก็มี โดยจัดล่าช้าไปหลายเดือน และใช้แก่นหลักของงานว่าด้วยเรื่องของความประหยัด

3. งานบอลในยุดนี้ไม่ได้ตอบจุดประสงค์ดั้งเดิมของงานบอลในยุคแรก - ทุกวันนี้งานบอลแตกต่างอย่างมากจากจุดประสงค์ในช่วงแรกที่มีการจัด โดยมองย้อนไปถึงครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2477 งานบอลเกิดจากกลุ่มนิสิต-นักศึกษา จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ที่จบมาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โดยในปีแรกบอลประเพณีเตะกันที่สนามหลวง ไม่มีพาเหรด ไม่มีขบวนล้อการเมือง ไม่มีเสื้่อเชียร์ ไม่มีการแปรอักษร และจุดประสงค์ที่แปลเปลี่ยนไปอย่างมากอีกอย่างคือเรื่องของช่องว่างระหว่างสถาบัน ที่แรกเริ่มเดิมที งานบอลถูกจัดขึ้นเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่ดูเหินห่างระหว่างเด็กสวนกุหลาบที่แยกกันไปเรียนที่จุฬาฯและธรรมศาสตร์ 

เรื่องนี้วิทเยนทร์ มุตตามาระ อดีตเหรัญญิกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ปีพ.ศ.2531เล่ารายละเอียดว่า
"เมื่อก่อนสองมหาวิทยาลัยนี้จะแตกต่างกันมาก จุฬาฯจะเป็นมหาวิทยาลัยปิด ส่วนธรรมศาสตร์จะเป็นมหาวิทยาลัยเปิด เป็นตลาดวิชา ภาพลักษณ์ของจุฬาฯก็ดูจะเป็นเด็กในเมืองอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย ส่วนเด็กธรรมศาสตร์ก็จะดูลุยๆ ดูบ้านนอกกว่า ซึ่งเด็กสวนกุหลาบที่เคยสนิทกัน พอแยกย้ายไปเรียนคนละที่ก็อยากมีกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์โดยการเตะบอล ซึ่งเมื่อสมัยปีพ.ศ.2477มหาวิทยาลัยในประเทศมีแค่2ที่นี้ ซึ่งการจัดงานบอลในยุคนั้นก็เหมือนเป็นการกระชับสัมพันธ์และลดช่องว่างระหว่าง2มหาวิทยาลัยได้"

ในเรื่องของความแตกต่างระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ  รักษ์ชาติ์ก็ได้ให้ความเห็นว่างานบอลยุคนี้สวนทางกับจุดประสงค์เดิม
"นอกจากจะลดช่องว่างในสังคมแล้ว งานบอลในยุคนี้ยังจะทำให้ช่องว่างระหว่างสถาบันการศึกษาในประเทศถูกถ่างขึ้นไปอีก เพราะงานบอลเป็นการส่งเสริมให้เกิดการภาวะสถาบันนิยม ดูได้จากตอนแปลอีกษร ธรรมศาสตร์ก็จะบอกว่าสถาบันของตัวเองเหนือกว่าจุฬาฯ จุฬาฯก็ไม่ต่างกัน ก็จะหาข้อเด่นของสถาบันตัวเองมาข่มฝั่งตรงข้าม" 
ซึ่งรักษ์ชาติ์บอกว่าทุกวันนี้ งานบอลเป็นการส่งเสริมทำให้2สถาบันหลักรู้สึกถึงความเป็นสถาบันนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้เกิดความห่างเหินจากมหาวิทยาลัยอื่นๆเพิ่มขึ้นไปอีก และมันก็สะท้อนไปถึงภาพรวมของสังคมด้วย

เรื่องของจุดประสงค์ของงานบอลประเพณี ดิน บังแดง เสนอว่างานบอลจะจัดต่อไปก็ได้ แต่อยากให้เป็นการแข่งขันระหว่างหลายๆมหาวิทยาลัย ไม่ใช่แค่จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ งานบอลควรจะเป็นการแข่งขันที่มหาวิทยาลัยทุกแบบ ทั้งในเมืองและต่างจังหวัดได้เข้ามามีส่วนร่วม ได้กระชับสัมพันธ์กัน ซึ่งจะสอดคล้องกับจุดประสงค์ดั้งเดิมที่เด็กสวนกุหลาบตั้งใจให้มีมากกว่า


4. นิสิต-นักศึกษา ไม่ได้ทำกิจกรรมได้คุ้มค่ากับงบที่เสียไป - หลายครั้งที่กลุ่มสนับสนุนให้มีการจัดงานบอลประเพณีให้เหตุผลว่างานบอลเป็นกิจกรรมที่ฝึกให้นิสิต-นักศึกษาได้ฝึกทำกิจกรรมได้ดี ซึ่งเรื่องนี้รักษ์ชาติ์มองผ่านชีวิตนักศึกษาธรรมศาสตร์ ว่าทุกๆปีนักศึกษาก็มีกิจกรรมให้ฝึกทำงานโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณกว่า10ล้านบาทในทุกๆปีอยู่แล้ว ทั้งกิจกรรมกีฬาในคณะ ทั้งกิจกรรมรับเพื่อนใหม่ในมหาวิทยาลัย ทำให้ไม่น่าจะมีความจำเป็นจะต้องมีงานบอลที่ลงทุนมหาศาล ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อให้มีพื้นที่ให้นักศึกษาได้ฝึกทำกิจกรรม

ดิน บัวแดง เล่าในมุมของจุฬาฯลงกรณ์มหาวิทยาลัย นิสิตฝั่งจุฬาฯก็ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมกับการจัดการในแต่ละการแข่งขันซักเท่าไหร่ เพราะส่วนมากแล้วนิสิตที่ยังศึกษาอยู่ก็เข้าร่วมเฉพาะการแปลอักษร แบกขนอุปกรณ์ ซึ่งเปรียบง่ายๆว่าเป็นงานแรงงาน และไม่ได้ช่วยฝึกในนิสิตทำงานบริหารจัดการเท่าไหร่ ซึ่งดินบอกว่าที่ผ่านคนที่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ล้วนเป็นศิษย์เก่าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กใหญ่ ทั้งการคัดเลือกเชียร์ลีดเดอร์ การหาแบบเสื้อบอล ไปจนถึงเรื่องของการจัดสรรงบประมาณ


ในวงเสวนายังพูดถึงการเคลื่อนไหวต่อต้านงานบอลในอดีตด้วยว่าเคยมีมาตลอด โดยในอดีตคนที่เคลื่อนไหวก็เป็นชื่อคอการเมืองคุ้นชิน ไม่ว่าจะเป็น สุลักษณ์ ศิวรักษ์, จรัล ดิษฐาอภิชัย, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, อนุช อาภาภิรม, พิภพ ธงชัย, วิทยากร เชียงกูล และ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ซึ่งเคยจัดกิจกรรมแจกใบปลิวค้านการจัดงานบอล หนักขึ้นหน่อยก็มีการแถลงเช่นในปี พ.ศ.2514 ที่มีการแถลงว่า

"เราไม่เห็นด้วยกับฟุตบอลประเพณีฯ แม้นเสียงของเราไม่ดังเท่าเสียงแหกปากตะโกนของบรรดาผู้สนับสนุนที่ตะโกน ตั้งแต่เช้ามืด-สว่าง และเที่ยงตะโกนทั่วนครหลวง แต่เชื่อว่าเสียงของเรามีเหตุผล เป็นเสียงของคนกลุ่มน้อยที่ไม่สามารถทนการกระทำบ้าๆบอๆของนักศึกษา จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ในวันฟุตบอลประเพณีฯได้"

อย่างไรก็ตาม ดิน บัวแดง ผู้จัดวงเสวนาเรายังจะจัดงานบอลกันอีกหรือในครั้งนี้ก็ได้ย้ำว่าตนเองไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะล้มงานบอล และที่จัดให้มีการเสวนารูปแบบนี้ก็เต็มไปด้วยความหวังดี เพราะอยากจะเปิดพื้นที่ให้คนได้สะท้อนความเห็นไปยังผู้จัดงานบอลประเพณี ถึงจุดด้อยจุดอ่อนของงานบอลแบบที่เป็นอยู่ ให้คนได้แนะนำและเสนอทางออกเพื่อปรับปรุงให้งานบอลดีขึ้น เพื่อคงให้กิจกรรมระหว่างสองสถาบันการศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดยังคงมีอยู่

และสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสาธารณะชนได้อย่างแท้จริง 
ตามแบบฉบับที่นิสิต-นักศึกษาไม่ว่าจะสถาบันไหนควรจะได้ทำ


เปิดหน้าคุย

-
Related Posts with Thumbnails